วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2564

จูฬเสฏฺฐิชาตกํ - ว่าด้วยคนฉลาดตั้งตนได้

จูฬเสฏฺฐิชาตกํ - ว่าด้วยคนฉลาดตั้งตนได้

"อปฺปเกนปิ  เมธาวี,      ปาภเตน  วิจกฺขโณ;

สมุฏฺฐาเปติ  อตฺตานํ,     อณุํ  อคฺคึว  สนฺธมนฺติ ฯ  จูฬ [1]

คนมีปัญญาเฉลียวฉลาด ย่อมตั้งตนไว้ด้วยต้นทุนแม้น้อย ดุจคนก่อไฟน้อยๆ ให้เป็นกองใหญ่ ฉะนั้น".

[จุลฺล (สี.), จุลฺลก (สฺยา. ปี.)]

จูฬเสฏฐิชาดกอรรถกถา

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ในชีวกัมพวันทรงปรารภ พระจุลลปันถกเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า  อปฺปเกนปิ  เมธาวี  ดังนี้. 

เบื้องต้น พึงกล่าวการเกิดขึ้นและการบรรพชาของพระจุลลปันถกในอัมพวันนั้นก่อน. มีกถาตามลำดับดังต่อไปนี้ ได้ยินว่า ในกรุงราชคฤห์มีธิดาของเศรษฐีผู้มีทรัพย์มากได้ทำความเชยชิดกับทาสของตนเองกลัวว่า แม้คนอื่นจะรู้กรรมนี้ของเรา จึงกล่าวอย่างนี้ถ้าบิดามารดาของเราจักรู้โทษนี้ จักกระทำไห้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ พวกเราจักไปอยู่ต่างประเทศ จึงถือของสำคัญที่จะถือไปได้ ออกทางประตูลับแม้ทั้งสองคนได้พากันไปด้วยคิดว่า จักไปยังที่ที่คนอื่นไม่รู้จักแล้วอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง. 

เมื่อผัวเมียทั้งสองนั้นอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง เพราะอาศัยการอยู่ร่วมกัน ธิดาเศรษฐีก็ตั้งครรภ์. ธิดาเศรษฐีนั้นอาศัยครรภ์แก่ จึงปรึกษากับสามีแล้วกล่าวว่า ครรภ์ของเราแก่แล้วชื่อว่าการตลอดบุตรในที่ที่ห่างเหินจากญาติและพวกพ้อง ย่อมเป็นทุกข์แท้สำหรับเราทั้งสอง พวกเราจักไปเฉพาะยังเรือนของตระกูล. 

สามีนั้นคิดว่า ถ้าเราจักไปบัดนี้ ชีวิตของเราจะไม่มีจึงผัดวันอยู่ว่า จะไปวันนี้ จะไปวันพรุ่งนี้ ธิดาเศรษฐีนั้นคิดว่า สามีนี้เป็นคนโง่ไม่อุตสาหะที่จะไป เพราะโทษของตนมีมาก ธรรมดาว่า บิดามารดามีประโยชน์เกื้อกูลโดยส่วนเดียวในบุตรธิดา สามีนี้จะไปหรือไม่ก็ตาม เราควรจะไป เมื่อสามีนั้นออกจากเรือน นางจึงเก็บงำบริขารในเรือน บอกถึงความที่ในไปเรือนของตระกูลแก่ชาวบ้านใกล้เคียงแล้วเดินทาง. 

ลำดับนั้น บุรุษนั้นมาเรือนไม่เห็นนางจึงถามคนที่คุ้นเคยได้ฟังว่า ไปเรือนตระกูล จึงรีบตามไปทันในระหว่างทาง. ฝ่ายธิดาเศรษฐีนั้นก็ได้ตลอดบุตรในระหว่างทางนั้นนั่นเอง สามีนั้น ถามว่า นางผู้เจริญ นี่อะไร. ฝ่ายธิดาเศรษฐีนั้นกล่าวว่า บุตรคนหนึ่งเกิดแล้ว สามีกล่าวว่า บัดนี้ พวกเราจักทำอย่างไร. ธิดาเศรษฐีกล่าวว่า พวกเราจะไปเรือนของตระกูล เพื่อประโยชน์แก่กรรมใด กรรมนั้นได้สำเร็จแล้วในระหว่างทางพวกเราจักไปที่นั้น ทำอะไรพวกเราจักกลับ แม้ทั้งสองคนเป็นผู้มีความคิดเป็นอันเดียวกันกลับแล้ว. 

ก็เพราะทารกนั้น เกิดในระหว่างทาง บิดามารดาจึงตั้งชื่อว่าปันถก ไม่นานเท่าไรนัก นางก็ตั้งครรภ์อื่นอีก เรื่องราวทั้งปวงพึงไห้พิศดารโดยนัยก่อนนั่นแหละ ก็เพราะทารกแม้คนนั้นก็เกิดในหนทาง บิดามารดาจึงตั้งชื่อบุตรผู้เกิดที่แรกว่า มหาปันถก ตั้งชื่อบุตรคนที่สองว่า จุลลปันถก สามีภรรยานั้น พาทารกแม้ทั้งสองคนมายังที่อยู่ของตนนั่นแล. 

เมื่อสามีภรรยาทั้งสองนั้นอยู่ในที่นั้น มหาปันถกทารกได้ฟังคนอื่น ๆ พูดว่า อาว่า ปู่ว่า ย่า จึงถามมารดาว่า แม่จ๋า พวกเด็กอื่น ๆพูดว่า ปู่ พูดว่า ย่า ญาติของเราไม่มีหรือ. มารดากล่าวว่า จ้ะพ่อ ในที่นี้ ญาติของพวกเราไม่มีแต่ในพระนครราชคฤห์ พวกเรามีดาชื่อว่ามหาธนเศรษฐี ญาติของพวกเรามีอยู่ในเมืองราชคฤห์นั้นมาก มหาปันถกกล่าวว่า เพราะเหตุไร พวกเราจึงไม่ไปที่เมืองราชคฤห์นั้นละแม่. นางไม่บอกเหตุที่คนมาแก่บุตร เมื่อบุตรทั้งสองรบเร้าถามอยู่ จึงกล่าวกะสามีว่า เด็กเหล่านั้นทำเราให้ลำบากเหลือเกินบิดามารดาเห็นพวกเราแล้วจักกินเนื้อเทียวหรือ มาเถิดพวกเราจักแสดงตระกูลของตาแก่เด็กทั้งหลาย. 

สามีกล่าวว่า เราจักไม่อาจไปประจัญหน้า แต่เราจักนำไป ภรรยากล่าวว่า ดีแล้ว พวกเด็ก ๆควรจะเห็นตระกูลของตานั่นแล โดยวิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง. ชนแม้ทั้งสองนั้นพาทารกทั้งสองไปถึงเมืองราชคฤห์โดยลำดับแล้วพักอยู่ในศาลาแห่งหนึ่งใกล้ประตูเมืองแล้วให้บอกบิดามารดาถึงความที่มารดาของทารกพาเอาทารก ๒ คนมา. ตายายเหล่านั้นได้ฟังข่าวนั้นแล้วกล่าวว่า คนชื่อว่าไม่ใช่บุตร ไม่ใช่ธิดา ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลายผู้เที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ คนเหล่านั้นมีความผิดมากแก่พวกเรา คนเหล่านั้นไม่อาจเพื่อจะดำรงอยู่ในคลองจักษุของพวกเรา ชนแม้ทั้งสองจงถือเอาทรัพย์ชื่อมีประมาณเท่านี้ไปยังที่ที่ผาสุกเลี้ยงชีวิตอยู่เถิด แต่จงส่งทารกทั้งสองคนมาไว้ที่นี้. ธิดาเศรษฐีถือเอาทรัพย์ที่บิดามารดาส่งมาแล้วส่งทารกทั้งสองให้ไปในมือของพวกทูตที่มานั่นแหละ. ทารกทั้งสองเจริญเติบโตอยู่ในตระกูลของตา. 

บรรดาทารกทั้งสองนั้น จุลลปันถกยังเยาว์เกินไป ส่วนมหาปันถกไปฟังธรรมกถาของพระทศพลกับตา เมื่อมหาปันถกนั้น ฟังธรรมในที่พร้อมพระพักตร์ของพระศาสดาเป็นนิตย์ จิตก็น้อมไปเพื่อบรรพชา. เขาจึงกล่าวกะตาว่า ถ้าท่านยอมรับ กระผมจะบวช. ตากล่าวว่า เจ้าพูดอะไร พ่อ เจ้าเป็นที่รักของตา การบรรพชาเฉพาะของเจ้าเท่านั้น ดีกว่า การบรรพชา แม้ของชาวโลกทั้งสิ้น ถ้าเจ้าอาจ จงบวชเถอะพ่อ. ครั้นรับคำแล้วจึงไปยังสำนักของพระศาสดา.

พระศาสดาตรัสว่า ท่านมหาเศรษฐีท่านได้ทารกนี้มาหรือ. มหาเศรษฐีกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทารกนี้เป็นหลานของข้าพระองค์ เขาพูดว่า จะบวชในสำนักของพระองค์ พระศาสดาจึงทรงสั่งภิกษุผู้บิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งว่า เธอจงให้ทารกนี้บวช.

พระเถระบอกตจปัญจกกรรมฐานแก่มหาปันถกนั้นแล้วให้บวช มหาปันถกนั้นเรียนพุทธวจนะเป็นอันมาก มีพรรษาครบบริบูรณ์แล้วได้อุปสมบทเป็นอุปสัมบันกระทำกรรมฐานโดยโยนิโสมนสิการได้บรรลุพระอรหัตแล้ว. พระมหาปันถกนั้น ยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในฌานและความสุขในมรรคจึงคิดว่า เราอาจไหมหนอเพื่อจะให้สุขนี้แก่จุลลปันถก ลำดับนั้น ท่านมหาปันถกจึงไปยังสำนักของเศรษฐีผู้เป็นตากล่าวว่า ท่านมหาเศรษฐี ถ้าท่านยินยอม อาตมภาพจักให้จุลลปันถกบวช. มหาเศรษฐีกล่าวว่า จงให้บวชเถิดท่านผู้เจริญ.

พระเถระให้จุลลปันถกทารกบวชแล้ว ให้ตั้งอยู่ในศีล ๑๐ สามเณรจุลลปันถก พอบวชแล้วเท่านั้นได้เป็นคนเขลา สมดังที่ท่านกล่าวว่า โดยเวลา เดือนไม่อาจเรียนคาถาเดียวนี้ว่า

„ ดอกบัวโกกนุทมีกลิ่นหอม ไม่ปราศจากกลิ่น หอม พึงบานแต่เช้า ฉันใด ท่านจงดูพระอังคีรสผู้ไพโรจน์ เหมือนพระอาทิตย์ส่องแสงจ้าในอากาศ ฉะนั้น“. 

 ได้ยินว่า พระจุลลปันถกนั้นบวชในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้มีปัญญาได้ทำการหัวเราะเยาะ ในเวลาทีภิกษุผู้เขลารูปหนึ่งเรียนอุเทศ. ภิกษุนั้นละอาย เพราะการเย้นหยันนั้นจึงไม่เรียนอุเทศ ไม่ทำการสาธยาย. เพราะกรรมนั้น พระจุลลปันถกนี้ พอบวชเท่านั้นจึงเกิดเป็นคนเขลา เมื่อท่านเรียนบทเหนือ ๆขึ้นไป บทที่เรียนแล้ว ๆก็เลือนหายไป เมื่อท่านจุลลปันถกนั้นพยายามเรียนคาถานี้เท่านั้น ๔ เดือนล่วงไปแล้ว.  ลำดับนั้น พระมหาปันถกจึงคร่าพระจุลลปันถกนั้น ออกจากวิหารโดยกล่าวว่า จุลลปันถกเธอเป็นผู้อาภัพในพระศาสนานี้โดย ๘ เดือนไม่อาจเรียนคาถาเดียวได้ ก็เธอจักทำกิจแห่งบรรพชิตให้ถึงที่สุดได้อย่างไร จงออกไปจากวิหาร. พระจุลลปันถก ไม่ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ เพราะความรักในพระพุทธศาสนา. 

ในคราวนั้น พระมหาปันถกได้เป็นพระภัตตุเทสก์ผู้แจกภัต. หมอชีวกโกมารภัจถือของหอมและดอกไม้เป็นอันมากไปยังอัมพวันของตน บูชาพระศาสดาฟังธรรมแล้วลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายบังคมพระทศพลแล้วเข้าไปหาพระมหาปันถกถามว่า ท่านผู้เจริญในสำนักของพระศาสดามีภิกษุเท่าไร ? พระมหาปันถกกล่าวว่า มีภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป. หมอชีวกกล่าวว่า ท่านผู้เจริญพรุ่งนี้ท่านจงพาภิกษุ ๕๐๐ รูปมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ไปรับภิกษาในนิเวศน์ของผม.  พระเถระกล่าวว่า อุบาสก. ชื่อว่าพระจุลลปันถกเป็นผู้เขลามีธรรมไม่งอกงาม อาคมภาพจะนิมนต์เพื่อภิกษุที่เหลือยกเว้น พระจุลลปันถกนั้น. 

พระจุลลปันถกได้ฟังดังนั้น จึงคิดว่า พระเถระพี่ชายของเราเมื่อรับนิมนต์ เพื่อภิกษุทั้งหลายมีประมาณเท่านี้ก็รับ กันเราไว้ภายนอก พี่ชายของเราจักผิดใจในเราโดยไม่ต้องสงสัย บัดนี้ เราจะประโยชน์อะไรด้วยพระศาสนานี้ เราจักเป็นคฤหัสถ์กระทำบุญมีทานเป็นต้นเลี้ยงชีวิต. วันรุ่งขึ้น พระจุลลปันถกนั้นไปแต่เช้าตรู่ด้วยคิดว่า จักเป็นคฤหัสถ์ ในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาทรงตรวจโลกได้ทรงเห็นเหตุนั้น นั่นแล จึงเสด็จไปก่อนล่วงหน้าได้ประทับยืนจงกรมอยู่ที่ซุ้มประตู ใกล้ทางที่พระจุลลปันถกจะไป. พระจุลลปันถกเมื่อจะเดินไปสู่เรือน เห็นพระศาสดาจึงเข้าไปเฝ้าแล้วถวายบังคม. 

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระจุลลปันถกนั้นว่า „จุลลปันถก ! ก็เธอจะไปไหนในเวลานี้ ?“​, พระจุลลปันถกกราบทูลว่า „ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พระพี่ชายฉุดคร่าข้าพระองค์ออก ด้วยเหตุนั้น ข้าพระองค์จะไปด้วยคิดว่า จักเป็นคฤหัสถ์“, พระศาสดาตรัสว่า „จุลลปันถกชื่อว่าการบรรพชาของเธอในสำนักของเรา เธอถูกพระพี่ชายฉุดคร่าออกไป เพราะเหตุไรจึงไม่มายังสำนักของเรา? มาเถิด เธอจะได้ประโยชน์อะไรด้วยความเป็นคฤหัสถ์ เธอจักอยู่ในสำนักของเรา“, แล้วทรงพาพระจุลลปันถกไป 

ให้พระจุลลปันถกนั้นนั่งที่หน้ามุขพระคันธกุฏี ตรัสว่า „จุลลปันถก เธอจงผินหน้าไปทางทิศตะวันออก จงอยู่ในที่นี้แหละ ลูบคลำผ้าท่อนเก่าไปว่า รโชหรณํ รโชหรณํ ผ้าเป็นเครื่องนำธุลีไป ผ้าเป็นเครื่องนำธุลีไป“, แล้วทรงประทานผ้าเก่าอันบริสุทธิ์ซึ่งทรงปรุงแต่งด้วยฤทธิ์ เมื่อเขากราบทูลเวลา (ภัตตาหาร) ให้ทรงทราบ จึงแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จไปยังนิเวศน์ของหมอชีวกประทับนั่งบนอาสนะ ที่เขาปูลาดแล้ว. 

ฝ่ายพระจุลลปันถกมองดูพระอาทิตย์นั่งลบท่อนผ้าเก่านั้นว่า „รโชหรณํ รโชหรณํ“  เมื่อพระจุลลปันถกนั้น ลูบท่อนผ้าเก่านั้นอยู่ ผ้าได้เศร้าหมองไปแต่นั้นพระจุลลปันถกจึงคิดว่า „ท่อนผ้าเก่าผืนนั้นบริสุทธิ์อย่างยิ่ง แต่เพราะอาศัยอัตภาพนี้ จึงละปรกติเกิดเศร้าหมองอย่างนี้ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ“, จึงเริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมเจริญวิปัสสนา. 

พระศาสดาทรงทราบว่า จิตของจุลลปันถกขึ้นสู่วิปัสสนาแล้วจึงตรัสว่า „จุลลปันถก เธออย่ากระทำความสำคัญว่า ท่อนผ้าเก่านั้น เท่านั้นเป็นของเศร้าหมองย้อมด้วยฝุ่นธุลี แต่ธุลีคือราคะเป็นต้น เหล่านั้นมีอยู่ในภายในเธอจงนำธุลีคือราคะเป็นต้นนั้นไปเสีย“, แล้วทรงเปล่งโอภาสเป็นผู้มีพระรูปโฉมปรากฏ เหมือนประทับนั่งอยู่เบื้องหน้าได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า 

(ก) „ราคะเรียกว่า ธุลี แต่ฝุ่นละอองไม่เรียกว่า ธุลี, คำว่า ธุลีนี้ เป็นชื่อของราคะ, ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละธุลีนั้นได้แล้ว ย่อมอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี“,

(ข) „โทสะ เรียกว่า ธุลี แต่ฝุ่นละอองไม่เรียกว่า ธุลี, คำว่า ธุลีนี้ เป็นชื่อของโทสะ, ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละธุลีนั้นได้แล้ว ย่อมอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี“

(ค) „โมหะ เรียกว่า ธุลี แต่ฝุ่น ละอองไม่เรียกว่า ธุลี, คำว่า ธุลีนี้ เป็นชื่อของโมหะ, ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละธุลีนั้นได้แล้วย่อมอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี“.   (มหานิ. ๒๐๙; จูฬนิ. อุทยมาณวปุจฺฉานิทฺเทส ๗๔)

ในเวลาจบคาถา พระจุลลปันถกบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายปิฎกทั้งสามมาถึงแก่พระจุลลปันถกนั้น พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายเทียว. 

ได้ยินว่า ในกาลก่อน พระจุลลปันถกนั้นเป็นพระราชากำลังทำประทักษิณพระนคร เมื่อพระเสโทไหลออกจากพระนลาต จึงเอาผ้าสาฎกบริสุทธิ์ เช็ดพระนลาต ผ้าสาฎกได้เศร้าหมองไป พระราชานั้นทรงได้อนิจจสัญญาความหมายว่าไม่เที่ยงว่า „ผ้าสาฎกอันบริสุทธิ์เห็นปานนี้ ละปกติเดิมเกิดเศร้าหมองเพราะอาศัยร่างกายนี้ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ“ ด้วยเหตุนั้น ผ้าเป็นเครื่องนำธุลีออกไปเท่านี้ เกิดเป็นปัจจัยแก่พระจุลลปันถกนั้น. 

ฝ่ายหมอชีวกโกมารภัจน้อมนำน้ำทักษิโณทกเข้าไปถวายพระทศพลพระศาสดาเอาพระหัตถ์ปิดบาตรโดยตรัสว่า „ชีวก ในวิหารมีภิกษุอยู่มิใช่หรือ?“ พระมหาปันถกกราบทูลว่า „ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวิหารไม่มีภิกษุมิใช่หรือพระเจ้าข้า“ พระศาสดาตรัสว่า „ชีวก มีภิกษุ“. 

หมอชีวกจึงส่งบุรุษไปโดยสั่งว่า „พนาย ถ้าอย่างนั้นท่านจงไป, อนึ่ง จงรู้ว่า ในวิหารมีภิกษุหรือไม่มี“, ขณะนั้น พระจุลลปันถกคิดว่า พี่ชายของเราพูดว่า „ในวิหารไม่มีภิกษุ เราจักประกาศความที่ภิกษุทั้งหลายมีอยู่ในวิหารแก่พี่ชายของเรานั้น“, แล้วบันดาลให้อัมพวันทั้งสิ้นเต็มไปด้วยภิกษุทั้งหลายเท่านั้น, ภิกษุพวกหนึ่งทำจีวรกรรม ภิกษุพวกหนึ่งทำกรรมคือย้อมจีวร ภิกษุพวกหนึ่งทำการสาธยายท่านนิรมิตภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป ซึ่งเหมือนกันและกันอย่างนี้. 

บุรุษนั้นเห็นภิกษุมากมายในวิหารจึงกลับไปบอกหมอชีวกว่า ข้าแต่นาย อัมพวันทั้งสิ้นเต็มด้วยภิกษุทั้งหลาย ณ ที่นั่นแหละ แม้พระเถระ   „ก็นิรมิตอัตภาพตั้งพัน [ล้วนเป็น] พระปันถก นั่งอยู่ในอัมพวันอันรื่นรมย์จนกระทั่งประกาศเวลา [ภัต] ให้ทราบกาล“. (เถรคา. ๕๖๓)

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะบุรุษนั้นว่า „ท่านจงไปวิหารกล่าวว่า „พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุชื่อว่าจุลลปันถก“, เมื่อบุรุษนั้นไปกล่าวอย่างนั้นแล้วปากตั้งพันก็ตั้งขึ้นว่า „อาตมะชื่อจุลลปันถก อาตมะชื่อจุลลปันถก“, บุรุษไปกราบทูลว่า „ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นัยว่า ภิกษุแม้ทั้งหมด ชื่อจุลลปันถกทั้งนั้น“.

พระศาสดาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นท่านจงไปจับมือภิกษุผู้พูดก่อนว่า „อาตมะชื่อจุลลปันถก ภิกษุที่เหลือจะอันตรธานไป“ บุรุษนั้นได้กระทำอย่างนั้น ทันใดนั่นเอง ภิกษุประมาณพันรูปได้อันตรธานหายไป พระเถระได้ไปกับบุรุษนั้น, 

ในเวลาเสร็จภัตกิจ พระศาสดาตรัสเรียกหมอชีวกมาว่า „ชีวกท่านจงรับบาตรของพระจุลลปันถก พระจุลลปันถกนี้จักกระทำอนุโมทนาแก่ท่าน“. หมอชีวกได้กระทำอย่างนั้น พระเถระบันลือสีหนาท ดุจราชสีห์หนุ่มยังปิฎกทั้ง ๓ ให้กำเริบ กระทำอนุโมทนา พระศาสดาเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ. 

มีภิกษุสงฆ์เป็นบริวารเสด็จไปยังพระวิหาร เมื่อภิกษุทั้งหลายแสดงวัตรแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะประทับยืนที่หน้ามุขพระคันธกุฎี ประทานโอวาทของพระสุดแก่ภิกษุสงฆ์แล้วตรัสบอกพระกรรมฐานทรงส่งภิกษุสงฆ์ไปแล้วเสด็จเข้าพระคันธกุฎี อันตอบด้วยของหอมอันมีกลิ่นหอมทรงเข้าสีหไสยา โดยพระปรัศว์ เบื้องขวา. 

ครั้นในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายประชุมกันรอบด้านในโรงธรรมสภานั่งเหมือนวงม่านผ้ากัมพลแดง ปรารภเรของพระคุณของพระศาสดาว่า „อาวุโสทั้งหลาย พระมหาปันถกไม่รู้อัธยาศัยของพระจุลลปันถก ไม่อาจให้เรียนคาถาเดียวโดยเวลา ๔ เดือน ฉุดออกจากวิหาร โดยกล่าวว่า „จุลลปันถกนี้โง่เขลา“, แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทานพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาแก่พระจุลลปันถกนั้น ในระหว่างภัตคราวเดียวเท่านั้น เพราะพระองค์เป็นพระธรรม ราชาผู้ยอดเยี่ยม ปิฎกทั้งสามมาพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทีเดียว น่าอัศจรรย์ชื่อว่าพุทธพลังใหญ่หลวง“. 

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความเป็นไปของเรื่องนี้ในโรงธรรมสภาทรงพระดำริว่า วันนี้เราควรไป จึงเสด็จลุกขึ้นจากพุทธไสยาทรงนุ่งผ้าสองชั้นอันแดงดีทรงผูกรัดประคดประดุจสายฟ้าแลบทรงห่มมหาจีวรขนาดพระสุคตเช่นกับผ้ากัมพลแดง เสด็จออกจากพระคันธกุฎีอันมีกลิ่นหอม เสด็จไปยังโรงธรรมสภา ด้วยความงามอันเยื้องกรายดุจช้างตัวประเสริฐอันซับมันและดุจราชสีห์และด้วยพุทธลีลาอันหาที่สุดมิได้ เสด็จขึ้นบวรพุทธอาสน์ที่ลาดไว้ทรงเปล่งพุทธรัศมีมีพรรณ ๖ ประการเสมือนทรงยังท้องทะเลให้กระเพื่อม ประดุจพระอาทิตย์ทอแสงอ่อน ๆเหนือยอดเขายุคนธรฉะนั้น ประทับนั่งท่ามกลางอาสนะ 

ก็เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพอสักว่า เสด็จมา ภิกษุสงฆ์ได้งดการพูดจานิ่งอยู่แล้ว พระศาสดาทรงแลดูบริษัทด้วยพระเมตตาจิตอันอ่อนโยนทรงพระดำริว่า „บริษัทนี้งามเหลือเกิน การคะนองมือคะนองเท้า หรือเสียงไอเสียงจาม แท้ของภิกษุรูปเดียวก็มิได้มีภิกษุแม้ทั้งปวงนี้มีความเคารพด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า อันเดชของพระพุทธเจ้าคุกคามแล้ว เมื่อเรานั่งไม่กล่าวแม้ตลอดกัป ภิกษุทั้งหลายจักไม่ตั้งถ้อยคำขึ้น กล่าวก่อนชื่อว่าวัตรในการตั้งเรื่อง เราควรจะรู้ เราแหละจักกล่าวก่อน“, 

จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยพระสุรเสียงดุจเสียงพรหมอันไพเราะ ตรัสว่า „ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไร? เรื่องอะไรที่พวกเธอพูดค้างไว้ในระหว่าง? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า „ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์ทั้งหลายนั่งอยู่ในที่นี้ ไม่กล่าวเดียรฉานกถาอย่างอื่น แต่นั่งพรรณนาพระคุณทั้งหลายของพระองค์เท่านั้นว่า „อาวุโสทั้งหลาย พระมหาปันถกไม่รู้อัธยาศัยของพระจุลลปันถก ไม่อาจให้เรียนคาถาเดียวโดย ๔ เดือนฉุดออกจากวิหารโดยกล่าวว่า พระจุลลปันถกนี้โง่เขลา, แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทานพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาแก่พระจุลลปันถกนั้นในระหว่างภัตครั้งเดียวเท่านั้น, เพราะพระองค์ทรงเป็นพระธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม น่าอัศจรรย์ชื่อว่าพระกำลังของพระพุทธเจ้าทั้งหลายใหญ่หลวงนัก“, 

พระศาสดาได้ทรงสดับถ้อยคำของภิกษุทั้งหลายแล้วตรัสว่า „ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระจุลลปันถกบรรลุถึงความเป็นใหญ่ในธรรม ในธรรมทั้งหลายในบัดนี้ เพราะอาศัยเราก่อน แต่ในปางก่อน จุลลปันถกนี้ถึงความเป็นใหญ่ในโภคะ แม้ในโภคะทั้งหลาย ก็เพราะอาศัยเรา“. 

ภิกษุทั้งหลายจึงทูลอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อตรัสเรื่องนั้นให้แจ่มแจ้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำเหตุอันระหว่างภพปกปิดไว้ให้ปรากฏ ดังต่อไปนี้ 

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในเมืองพาราณสีในแคว้นกาสี  พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลเศรษฐี เจริญวัยแล้วได้รับตำแหน่งเศรษฐีได้ชื่อว่าจุลลกเศรษฐี จุลลกเศรษฐีนั้น เป็นบัณฑิตฉลาดเฉียบแหลมรู้นิมิตทั้งปวง. 

วันหนึ่ง จุลลกเศรษฐีนั้น ไปสู่ที่บำรุงพระราชา เห็นหนูตายในระหว่างถนน คำนวนนักขัตฤกษ์ในขณะนั้นแล้ว กล่าวคำนี้ว่า „กุลบุตรผู้มีดวงตาคือปัญญา อาจเอาหนูตัวนี้ไปกระทำการเลี้ยงดูภรรยาและประกอบการงานได้“. 

กุลบุตรผู้ยากไร้คนหนึ่งชื่อว่าจูฬันเตวาสิกได้ฟังคำของเศรษฐีนั้นแล้วคิดว่า „ท่านเศรษฐนี้ไม่รู้ จักไม่พูด“ จึงเอาหนูไปขายในตลาดแห่งหนึ่งเพื่อเป็นอาหารแมวได้ทรัพย์กากณึกหนึ่ง จึงซื้อน้ำอ้อยด้วยทรัพย์หนึ่งกากณึกนั้นแล้วเอาหม้อใบหนึ่งตักน้ำไป เขาเห็นพวกช่างดอกไม้มาจากป่าจึงให้ชิ้นน้ำอ้อยคนละหน่อยหนึ่งแล้วให้ดื่มน้ำกระบวยหนึ่งพวกช่างดอกไม้เหล่านั้นได้ให้ดอกไม้คนละกำมือแก่เขา. 

แม้ในวันรุ่งขึ้น เขาก็เอาค่าดอกไม้นั้นซื้อน้ำอ้อยและน้ำดื่มหม้อหนึ่งไปยังสวนดอกไม้ทีเดียว พวกช่างดอกไม้ได้ให้กอดอกไม้ที่เก็บไปแล้วครึ่งกอแก่เขาในวันนั้นแล้วก็ไป ไม่นานนัก เขาก็ได้เงิน ๘ กหาปณะโดยอุบายนี้. 

ในวันมีฝนเจือลมวันหนึ่ง ไม้แห้ง กิ่งไม้และใบไม้เป็นอันมาก ในพระราชอุทยาน ถูกลมพัดตกลงมาอีก คนเฝ้าอุทยานไม่เห็นอุบายที่จะทิ้ง เขาไปในพระราชอุทยานนั้นแล้วกล่าวกะคนเฝ้าอุทยานว่า „ถ้าท่านจักให้ไม้และใบไม้เหล่านั้นแก่ข้าพเจ้าข้าพเจ้าจักนำของทั้งหมดออกไปจากสวนนี้ของท่าน“, คนเฝ้าอุทยานนั้นรับคำว่า „เอาไปเถอะนาย“. 

จูฬันเตวาสิกจึงไปยังสนามเล่นของพวกเด็กๆ ให้น้ำอ้อย ให้ต้นไม้และใบไม้ทั้งหมดออกไปโดยเวลาครู่เดียว ให้กองไว้ที่ประตูอุทยาน ในกาลนั้น ช่างหม้อหลวงเที่ยวหาพื้นเพื่อเผาภาชนะดินของหลวง เห็นไม้และใบไม้เหล่านั้นที่ประตูอุทยานจึงซื้อเอาจากมือของจูฬันเตวาสิกนั้น วันนั้นจูฬันเตวาสิกได้ทรัพย์ ๑๖ กหาปณะและภาชนะ ๕ อย่างมีตุ่มเป็นต้น ด้วยการขายไม้. 

เมื่อมีทรัพย์ ๒๔ กหาปณะ จูฬันเตวาสิกนั้นจึงคิดว่า „เรามีอุบาย นี้แล้วตั้งตุ่มน้ำดื่มตุ่มหนึ่งไว้ในที่ไม่ไกลประตูพระนคร บริการคนหาบหญ้า ๕๐๐ คนด้วยน้ำดื่ม“. คนหาบหญ้าแม้เหล่านั้นกล่าวว่า „สหายท่านมีอุปการะมากแก่พวกเรา พวกเราจะการทำอะไรแก่ท่าน(ได้บ้าง)“ จูฬันเตวาสิกนั้นกล่าวว่า „เมื่อกิจเกิดขึ้นแก่เรา, ท่านทั้งหลายพึงกระทำเถิด“ แล้วเที่ยวไปข้างโน้น ข้างนี้ได้กระทำความสนิทสนม โดยความเป็นมิตรกับคนผู้ทำงานทางบกและคนทำงานทางน้ำ. 

คนทำงานทางบกบอกแก่จูฬันเตวาสิกนั้นว่า „พรุ่งนี้ พ่อค้ามาจักพาม้า ๕๐๐ ตัวมายังนครนี้“. นายจูฬันเตวาสิกนั้นได้ฟังคำของคนทำงานทางบกนั้นแล้วจึงกล่าวกะพวกคนหาบหญ้าว่า „วันนี้ท่านจงให้หญ้าแก่เราคนละกำและเมื่อเรายังไม่ได้ขายหญ้าท่านทั้งหลายอย่าขายหญ้าของตน ๆ“ คนหาบหญ้าเหล่านั้นรับคำแล้วนำหญ้า ๕๐๐ กำ มาลงที่ประตูบ้านของจูฬันเตวาสิกนั้น. พ่อค้าม้าไม่ได้อาหารสำหรับม้าในพระนครทั้งสิ้น จึงให้ทรัพย์หนึ่งพันแก่จูฬันเตวาสิกนั้นแล้วถือเอาหญ้านั้นไป. 

แต่นั้นล่วงไป ๒-๓ วัน สหายผู้ทำงานทางน้ำบอกแก่จูฬันเตวาสิกนั้นว่า „เรือใหญ่มาจอดที่ท่าแล้ว". จูฬันเตวาสิกนั้นคิดว่า มีอุบายนี้. จึงเอาเงิน ๘ กหาปณะไปเช่ารถ ซึ่งเพียบพร้อมด้วยบริวารทั้งปวงแล้วไปยังท่าเรือด้วยยศใหญ่ ให้แหวนวงหนึ่งเป็นมัดจำแก่นายเรือ ให้วงม่านนั่งอยู่ในที่ไม่ไกลสั่งคนไว้ว่า „เมื่อพ่อค้าภายนอกมา พวกท่านจงบอก โดยการบอกประวิงไว้สามครั้ง“. 

พ่อค้าประมาณร้อยคนจากเมืองพาราณสีได้ฟังว่า เรือมาแล้วจึงมาโดยกล่าวว่า „พวกเราจะซื้อเอาสินค้า“. นายเรือกล่าวว่า „พวกท่านจักไม่ได้สินค้า พ่อค้าใหญ่ในที่ชื่อโน้น ให้มัดจำไว้แล้ว“ พ่อค้าเหล่านั้นได้ฟังดังนั้นจึงมายังสำนักของจูฬันเตวาสิกนั้น. 

คนผู้รับใช้ใกล้ชิดจึงบอกความที่พวกพ่อค้าเหล่านั้นมาโดยการบอกประวิงไว้สามครั้ง ตามสัญญาเดิม. พ่อค้าประมาณ ๑๐๐ คนนั้น ให้ทรัพย์คนละพัน เป็นผู้มีหุ้นส่วนเรือกับจูฬันเตวาสิกนั้นแล้วให้อีกคนละพัน ให้ปล่อยหุ้นได้กระทำสินค้าให้เป็นของตน จูฬันเตวาสิกถือเอาทรัพย์สองแสนกลับมาเมืองพาราณสี คิดว่า „เราควรเป็นคนกตัญญู“ จึงให้ถือเอาทรัพย์แสนหนึ่งไปยังที่ใกล้จุลลกเศรษฐี. 

ลำดับนั้น จุลลกเศรษฐีจึงถามจูฬันเตวาสิกนั้นว่า „ดูก่อนพ่อ เธอทำอะไรจึงได้ทรัพย์นี้“. จูฬันเตวาสิกนั้นกล่าวว่า „ข้าพเจ้าตั้งอยู่ในอุบายที่ท่านบอก จึงได้ทรัพย์ภายใน ๔ เดือนเท่านั้น“, แล้วบอกเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่หนูตายเป็นต้นไป. 

ท่านจุลลกมหาเศรษฐีได้ฟังคำของจูฬันเตวาสิกนั้นแล้วคิดว่า "บัดนี้ เรากระทำทารกเห็นปานนี้ให้เป็นของเราจึงจะควร“ จึงให้ธิดาของคนผู้เจริญวัยแล้วกระทำให้เป็นเจ้าของทรัพย์ทั้งสิ้น. เมื่อท่านเศรษฐีล่วงลับไปแล้ว จูฬันเตวาสิกนั้นก็ได้ตำแหน่งเศรษฐีในนครนั้น.   ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ได้ไปตามยถากรรม. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นตรัสพระธรรมเทศนานี้ทรงเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมยิ่งที่เดียวได้ตรัสพระคาถานี้ว่า :- 

บุคคลผู้มีปัญญารู้จักใคร่ครวญ ย่อมตั้งตนได้ ด้วยทรัพย์อันเป็นต้นทุน แม้มีประมาณน้อย เหมือนคนก่อไฟกองน้อยให้เป็นกองใหญ่ฉะนั้น“. 

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า  อปฺปเกนปิ  แปลว่า แม้น้อย คือแม้นิดหน่อย.   บทว่า  เมธาวี  แปลว่า ผู้มีปัญญา.   บทว่า ปาภเฏนได้แก่ ด้วยต้นทุนของสินค้า.    บทว่า  วิจกฺขโณ ได้แก่ ผู้ฉลาดในโวหาร.   บทว่า  สมุฏฺฐาเปติ  อตฺตานํ  ความว่า ยังทรัพย์และยศใหญ่ให้เกิดขึ้นแล้วตั้งตน คือยังคนให้ตั้งอยู่ในทรัพย์และยศนั้น. ถามว่า เหมือนอะไร ? ตอบว่า เหมือนคนก่อไฟกองน้อยให้เป็นกองใหญ่ อธิบายว่า บุรุษผู้เป็นบัณฑิตใส่โคมัยและจุรณเป็นคนแล้วเป่าด้วยลมปาก ก่อไฟนิดหน่อยขึ้น คือ ให้เพิ่มขึ้นได้แก่ ทำให้เป็นกองไฟใหญ่ โดยลำดับ ฉันใด บัณฑิตก็ฉันนั้นเหมือนกันได้ทรัพย์อันเป็นต้นต้นแม้น้อยแล้วประกอบอุบายต่าง ๆ ย่อมทำทรัพย์และยศให้เกิดขึ้น คือให้เพิ่มขึ้น ก็แหละครั้น ให้เพิ่มขึ้นแล้วก็ดำรงตนไว้ในทรัพย์และยศนั้น ก็หรือว่า ย่อมตั้งตนไว้ คือ กระทำให้รู้กัน คือให้ปรากฏ เพราะความเป็นใหญ่ในทรัพย์และยศนั้นนั้นแหละ. 

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้อย่างนี้ว่า „ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จุลลปันถกอาศัยเราแล้วถึงความเป็นใหญ่ในธรรม ในเพราะธรรมทั้งหลาย ในบัดนี้ ก็หามิได้ ส่วนในกาลก่อนก็อาศัยเราจึงถึงความเป็นใหญ่ในโภคะ แม้เพราะโภคะทั้งหลาย“, แล้วตรัสเรื่อง ๒ เรื่อง สืบอนุสนธิกันแล้วทรงประชุมชาดกว่า จูฬันเตวาสิกในกาลนั้นได้เป็นพระจุลลปันถกในบัดนี้ ส่วนจุลลกมหาเศรษฐีในกาลนั้นได้เป็นเราเองแล.

Credit: Palipage : Guide to Language - Pali

22. กุกฺกุรชาตกํ - ว่าด้วยสุนัขที่ถูกฆ่า , 21.  กุรุงฺคมิคชาตกํ - ว่าด้วยกวางกุรุงคะ , 20.  นฬปานชาตกํ  -  เหตุที่ไม้อ้อเป็นรูทะลุตลอด ,  19. อายาจิตภตฺตชาตกํ - ว่าด้วยการเปลื้องตน , 18.  มตกภตฺตชาตกํ - ว่าด้วยสัตว์ไม่ควรฆ่าสัตว์ , 17. มาลุตชาตกํ - ว่าด้วยความหนาวเกิดแต่ลม , 16. ติปลฺลตฺถมิคชาตกํ - ว่าด้วยเล่ห์กลลวงพราน , 15. ขราทิยชาตกํ - ว่าด้วยผู้ล่วงเลยโอวาท , 14.  วาตมิคชาตกํ - ว่าด้วยอำนาจของรส , 13. กณฺฑินชาตกํ - ว่าด้วยผู้ตกอยู่ในอำนาจหญิง , 12. นิคฺโรธมิคชาตกํ - ว่าด้วยการเลือกคบ , 11.  ลกฺขณมิคชาตกํ - ว่าด้วยผู้มีศีล , 10. สุขวิหาริชาตกํ - ว่าด้วยการอยู่เป็นสุข , 09. มฆเทวชาตกํ - ว่าด้วยเทวทูต , 08. คามณิชาตกํ  - ว่าด้วยไม่ใจเร็วด่วนได้ , 07. กฏฺฐหาริชาตกํ - ว่าด้วยพระเจ้ากัฏฐวาหนะ ,  06. เทวธมฺมชาตกํ  -  ว่าด้วยธรรมของเทวดา , 05. ตณฺฑุลนาฬิชาตกํ - ว่าด้วยราคาข้าวสาร,  04. จูฬเสฏฺฐิชาตกํ - ว่าด้วยคนฉลาดตั้งตนได้ , 03. เสริววาณิชชาตกํ - ว่าด้วยเสรีววาณิช , 02. วณฺณุปถชาตกํ - ว่าด้วยผู้ไม่เกียจคร้าน , 01. อปณฺณกชาตกํ - ว่าด้วยการรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ 

ภาพ :  นักรบตะวันออก

“หลวงพ่อใหญ่” วัดซับบอน แก่งคอย จ.สระบุรี กราบร่างหลวงพ่อสำลี






Previous Post
Next Post

post written by:

0 comments: