วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565

นจฺจชาตกํ - เหตุที่ยังไม่ให้ลูกสาว

นจฺจชาตกํ - เหตุที่ยังไม่ให้ลูกสาว

รุทํ  มนุญฺญํ  รุจิรา  จ  ปิฏฺฐิ, 
เวฬุริยวณฺณูปนิภา [1]  จ  คีวา;
พฺยามมตฺตานิ  จ  เปขุณานิ, 
นจฺเจน  เต  ธีตรํ  โน  ททามีติฯ

"เสียงของท่านก็เพราะ หลังของท่านก็งาม คอของท่านก็เปรียบดังสีแก้วไพฑูรย์ และหางของท่านก็ยาวตั้งวา, เราจะไม่ให้ลูกสาวของเราแก่ท่านด้วยการรำแพนหาง."

1) [วณฺณูปฏิภา (สฺยา.), วณฺณสนฺนิภา (ก.)]

อรรถกถานัจจชาดก

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันวิหารทรงปรารภภิกษุผู้มีภัณฑะมากรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า  รุทํ  มนุญฺญํ  ดังนี้.

เรื่องเป็นเช่นกับเรื่องที่กล่าวไว้ในเทวธรรมชาดกในหนหลังนั่นแหละ.

พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า „ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอเป็นผู้มีภัณฑะมากจริงหรือ ? „ ภิกษุนั้นกราบทูลว่า „พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ“.

พระศาสดาตรัสถามว่า „เพราะเหตุไร เธอจึงเป็นผู้มีภัณฑะมาก ?“ ภิกษุนั้นพอได้ฟังพระดำรัสมีประมาณเท่านี้ก็โกรธจึงทิ้งผ้านุ่ง ผ้าห่ม คิดว่า บัดนี้ เราจักเที่ยวไปโดยทำนองนี้แลแล้วได้ยืนเป็นคนเปลือยอยู่ ณ เบื้องพระพักตร์. 

คนทั้งหลายพากันกล่าวว่า „น่าตำหนิ น่าตำหนิ“. ภิกษุนั้นหลบไปจากที่นั้น แหละแล้วเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว (คือสึก). ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุม กันในโรงธรรมสภา พากันกล่าวโทษของภิกษุนั้นว่า กระทำกรรมเห็นปานนี้เบื้องพระพักตร์ชื่อของพระศาสดา.

พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า „ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันเรื่องอะไรหนอ ?“ 

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า „ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ชื่อภิกษุนั้นละหิริและโอตตัปปะ เป็นคนเปลือยเหมือนเด็กชาวบ้านในท่ามกลางบริษัท ๔ เบื้องหน้าพระองค์ ผู้อันคนทั้งหลายรังเกียจอยู่ จึงเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว เสื่อมจากพระศาสนา ดังนั้นข้าพระองค์ทั้งหลายจึงนั่งประชุมกันด้วยการกล่าวโทษมิใช่คุณของภิกษุนั้น“. 

พระศาสดาตรัสว่า „ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นเสื่อมจากศาสนาคือพระรัตนะในบัดนี้เท่านั้นหามิได้, แม้ในกาลก่อน ก็เป็นผู้เสื่อมแล้วจากอิตถีรัตนะเหมือนกัน“, แล้วทรงนำอดีตนิทานมาว่า :- 

ในอดีตกาลครั้งปฐมกัป สัตว์ ๔ เท้าทั้งหลายได้ตั้งราชสีห์ให้เป็นราชา, พวกปลาตั้งปลาอานนท์ให้เป็นราชา, พวกนกได้ตั้งสุวรรณหงส์ให้เป็นราชา. 

ก็ธิดาของพระยาสุวรรณหงส์นั้นนั่นแล เป็นลูกหงส์มีรูปงาม พระยาสุวรรณหงส์นั้นได้ให้พรแก่ธิดานั้น. 

ธิดานั้นขอ(เลือก) สามีตามชอบใจของตน. พระยาหงส์ให้พรแก่ธิดานั้นแล้วให้นกทั้งปวงในป่าหิมพานต์ประชุมกัน หมู่นกนานาชนิดมีหงส์และนกยูงเป็นต้น มาพร้อมกันแล้ว ประชุมกันที่พื้นหินใหญ่แห่งหนึ่งพระยาหงส์เรียกธิดามาว่า „จงมาเลือกเอาสามีตามชอบใจของตน“. 

ธิดานั้นตรวจดูหมู่นกได้เห็นนกยูงมีคอดังสีแก้วมณี มีหางงามวิจิตรจึงบอกว่า „นกนี้จงเป็นสามีของดิฉัน“. 

หมู่นกทั้งหลายจึงเข้าไปหานกยูงแล้วพูดว่า „ท่านนกยูงผู้สหาย ราชธิดานี้เมื่อจะพอใจสามีในท่ามกลางพวกนกมีประมาณเท่านี้ได้ยังความพอใจให้เกิดขึ้นในท่าน“. 

นกยูงคิดว่า แม้วันนี้พวกนกก็ยังไม่เห็นกำลังของเราก่อน จึงทำลายหิริโอตตัปปะเพราะความดีใจยิ่งนัก เบื้องต้นได้เหยียดปีกออกเริ่มจะรำแพนในท่ามกลางหมู่ใหญ่ได้เป็นผู้รำแพน (อย่างเต็มที่) ไม่มีเงื่อนงำปิดบังไว้เลย. 

พระยาสุวรรณหงส์ละอายกล่าวว่า „นกยูงนี้ ไม่มีหิริอันมีสมุฏฐานตั้งขึ้นภายในเลย,  โอตตัปปะอันมีสมุฏฐานดังขึ้นในภายนอกจะมีได้อย่างไร? เราจักไม่ให้ธิดาของเราแก่นกยูงนั้นผู้ทำลายหิริโอตตัปปะ“, แล้วกล่าวคาถานี้ในท่ามกลางหมู่นกว่า .- 

„เสียงของท่านก็เพราะ, หลังของท่านก็งาม, คอของท่านก็เปรียบดังสีแก้วไพฑูรย์และหางของท่านก็ยาวตั้งวา, เราจะไม่ให้ลูกสาวของเราแก่ท่านเพราะการรำแพนทาง“. 

บทว่า  รุทํ  มนุญฺญํ ในคาถานั้นท่านแปลง ต อักษร เป็น ท อักษร. อธิบายว่า เสียงเป็นที่น่าจับใจคือเสียงร้องไพเราะ.  บทว่า  รุจิรา  จปิฏฺฐิ  ความว่า แม้หลังของท่านก็วิจิตรงดงาม.   บทว่า  เวฬุริยวณฺญูปฏิภา  แปลว่า เช่นกับสีแก้วไพฑูรย์.  บทว่า  พฺยามมตฺตานิ  แปลว่า มีประมาณ๑ วา.  บทว่า  เปกฺขุณานิ  ได้แก่ กำหาง. 

บทว่า  นจฺเจน  เต ธีตรํ  โน  ททามิ  ความว่า พระยาหงส์กล่าวว่า เราจะไม่ให้ธิดาของเราแก่ท่านผู้ไม่มีความละอายเห็นปานนี้ เพราะท่านทำลายหิริโอตตัปปะแก้วรำแพนนั่นแหละแล้วได้ให้ธิดาแก่ลูกหงส์ผู้เป็นหลานของตน ในท่ามกลางบริษัทนั้นนั่นเอง. 

นกยูงไม่ได้ธิดาหงส์ก็ละอายจึงบินหนีไป. ฝ่ายพระยาหงส์ก็ไปยังที่อยู่ของตนนั่นแล.

พระศาสดาตรัสว่า „ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้ทำลายหิริโอตตัปปะแล้วเสื่อมจากศาสนาคือรัตนะ ในบัดนี้เท่านั้น หามิได้, แม้ในกาลก่อนก็เป็นผู้เสื่อมแล้ว แม้จากรัตนะคือหญิงเหมือนกัน“. 

พระองค์ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า นกยูงในครั้งนั้นได้เป็นภิกขุผู้มีภัณฑะมาก ส่วนพระยาหงส์ในครั้งนั้นได้เป็นเราตลาคตแล. 

จบนัจจชาดกที่ ๒

Credit: Palipage : Guide to Language - Pali

31. ว่าด้วยการเสียสละ30. ว่าด้วยลักษณะของผู้มีอายุยืน , 29. ว่าด้วยผู้เอาการเอางาน , 28. ว่าด้วยการพูดดี , 27. ว่าด้วยการเห็นกันบ่อยๆ , 26. ว่าด้วยการเสี้ยมสอน , 25. ว่าด้วยการเบื่อเพราะซ้ำซาก , 24. ว่าด้วยม้าอาชาไนยกับม้ากระจอก 23. ว่าด้วยม้าสินธพอาชาไนย , 22. ว่าด้วยสุนัขที่ถูกฆ่า , 21. ว่าด้วยกวางกุรุงคะ , 20. เหตุที่ไม้อ้อเป็นรูทะลุตลอด , 19. ว่าด้วยการเปลื้องตน , 18. ว่าด้วยสัตว์ไม่ควรฆ่าสัตว์ , 17. ว่าด้วยความหนาวเกิดแต่ลม , 16. ว่าด้วยเล่ห์กลลวงพราน , 15. ว่าด้วยผู้ล่วงเลยโอวาท , 14. ว่าด้วยอำนาจของรส , 13. ว่าด้วยผู้ตกอยู่ในอำนาจหญิง , 12. ว่าด้วยการเลือกคบ , 11. ว่าด้วยผู้มีศีล , 10. ว่าด้วยการอยู่เป็นสุข , 9. ว่าด้วยเทวทูต , 8. ว่าด้วยไม่ใจเร็วด่วนได้ , 7. ว่าด้วยพระเจ้ากัฏฐวาหนะ ,  6. ว่าด้วยธรรมของเทวดา , 5. ว่าด้วยราคาข้าวสาร,  4. ว่าด้วยคนฉลาดตั้งตนได้ , 3. ว่าด้วยเสรีววาณิช , 2. ว่าด้วยผู้ไม่เกียจคร้าน , 1. ว่าด้วยการรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ 

"พระปางถวายเพลิง" จ.พระนครศรีอยุธยา

ที่ วัดกลาง ประดิษฐานพระพุทธรูปปางถวายเพลิง สร้างตามพระไตรปิฎกในการถวายเพลิงสรีระของพระพุทธเจ้า ลักษณะเป็นพระบาทพระพุทธเจ้าโผล่ยื่นออกมานอกโลง มีพระกัสสัปปะยืนไหว้พระบาท




วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565

กุลาวกชาตกํ - ว่าด้วยการเสียสละ

กุลาวกชาตกํ - ว่าด้วยการเสียสละ

กุลาวกา  มาตลิ ​ สิมฺพลิสฺมึ,    ​อีสามุเขน  ปริวชฺชยสฺสุ;
กามํ  จชาม  อสุเรสุ  ปาณํ,    ​มา  เม  ทิชา  วิกฺกุลวา [1]  อเหสุนฺติฯ

"ดูกรมาตลีเทพบุตร ที่ต้นงิ้วมีลูกนกครุฑจับอยู่ ท่านจงหันหน้ารถกลับ,
เรายอมสละชีวิตให้พวกอสูร,  ลูกนกครุฑเหล่านี้อย่าได้แหลกรานเสียเลย."

1) [มายิเม ทิชา วิกุลาวา (สี. สฺยา. ปี.)]

กุลาวกชาดกอรรถกกถา

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ในพระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุผู้ดื่มน้ำที่ไม่ได้กรอง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า  กุลาวกา  ดังนี้.

ได้ยินว่า ภิกษุหนุ่มสองสหาย จากเมืองสาวัตถีไปยังชนบท อยู่ในที่ผาสุกแห่งหนึ่งตามอัธยาศัยแล้วคิดว่า จักเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงออกจากชนบทนั้น มุ่งหน้าไปยังพระเชตวันอีก. ก็ภิกษุรูปหนึ่งมีเครื่องกรองน้ำ ส่วนรูปหนึ่งไม่มีแม้ภิกษุทั้งสองรูปก็ร่วมกันกรองน้ำดื่มแล้วจึงดื่ม. วันหนึ่ง ภิกษุทั้งสองรูปนั้นได้ทำการวิวาทโต้เถียงกัน. 

ภิกษุผู้เป็นเจ้าของเครื่องกรองน้ำไม่ให้เครื่องกรองน้ำแก่ภิกษุนอกนี้ กรองน้ำดื่มเฉพาะตนเองแล้วดื่ม ส่วนภิกษุนอกนี้ไม่ได้เครื่องกรองน้ำ เมื่อไม่อาจอดกลั้นความกระหายจึงดื่มน้ำดื่มที่ไม่ได้กรอง ภิกษุแม้ทั้งสองนั้น มาถึงพระเชตวันวิหารโดยลำดับถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่ง.

พระศาสดาทรงตรัสสัมโมทนียกถาแล้วตรัสถามว่า „พวกเธอมาจากไหน ?“ ภิกษุทั้งสองนั้นกราบทูลว่า „ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพวกข้าพระองค์อยู่ในบ้านแห่งหนึ่งในโกศลชนบท ออกจากบ้านนั้นมา เพื่อจะเฝ้าพระองค์“.

พระศาสดาตรัสถามว่า พวกเธอเป็นผู้สมัครสมานพากันมาแล้วแลหรือ ? ภิกษุผู้ไม่กรองน้ำกราบทูลว่า „ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้ กระทำการวิวาทโต้เถียงกันกับข้าพระองค์ในระหว่างทางแล้วไม่ให้เครื่องกรองน้ำ พระเจ้าข้า“. ภิกษุนอกนี้กราบทูลว่า „ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้ ไม่กรองน้ำเลย รู้อยู่ ดื่มน้ำมีตัวสัตว์".

พระศาสดาตรัสถามว่า „ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอรู้อยู่ ดื่มน้ำมีตัวสัตว์จริงหรือ ?" ภิกษุนั้น กราบทูลว่า "พระเจ้าข้าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ดื่มน้ำไม่ได้กรอง พระเจ้าข้า“. 

พระศาสดาตรัสว่า „ดูก่อนภิกษุบัณฑิตทั้งหลายในปางก่อน ครองราชสมบัติในเทพนครพ่ายแพ้ในการรบ เมื่อจะหนีไปทางหลังสมุทร จึงคิดว่า เราจักไม่ทำการฆ่าสัตว์ เพราะอาศัยความเป็นใหญ่ได้สละยศใหญ่ให้ชีวิตแก่ลูกนกครุฑ จึงให้กลับรถก่อน“, แล้วทรงนำอดีตนิทานมาว่า :- 

ในอดีตกาล พระเจ้ามคธราชพระองค์หนึ่ง ครองราชสมบัติอยู่ในนครราชคฤห์ แคว้นมคธ ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นบุตรของตระกูลใหญ่ในบ้านมจลคามนั้นนั่นแหละ เหมือนอย่างในบัดนี้ ท้าวสักกะบังเกิดในบ้านมจลคาม แคว้นมคธ ในอัตภาพก่อนฉะนั้น ก็ในวันตั้งชื่อพระโพธิสัตว์นั้น ญาติทั้งหลายได้ตั้งชื่อว่ามฆกุมาร. มฆกุมารนั้นเจริญวัยแล้วปรากฏชื่อว่ามฆมาณพ. 

ลำดับนั้น บิดามารดาของมฆมาณพนั่นนำเอานางทาริกา มาจากตระกูลที่มีชาติเสมอกัน มฆมาณพนั้นเจริญด้วยบุตรและธิดาทั้งหลายได้เป็นทานบดี รักษาศีล ๕. 

ก็ในบ้านนั้น มีอยู่ ๓๓ ตระกูลเท่านั้นและวันหนึ่งตนในตระกูลทั้ง ๓๓ ตระกูลนั้น ยืนอยู่กลางบ้าน ทำการงานในบ้านพระโพธิสัตว์เอาเท้าทั้งสองกวาดฝุ่นในที่ที่ยืนอยู่ กระทำประเทศที่นั้น ให้น่ารื่นรมย์ยืนอยู่แล้ว. ครั้งนั้น คนอื่นผู้หนึ่งมายืนในที่นั้น.

พระโพธิสัตว์จึงกระทำที่อื่นอีกให้น่ารื่นรมย์แล้วได้ยืนอยู่. แม้ในที่นั้น คนอื่นก็มายืนเสีย.

พระโพธิสัตว์ได้กระทำที่อื่น ๆ แม้อีกให้น่ารื่นรมย์ รวมความว่าได้กระทำที่ที่ยืนให้น่ารื่นรมณ์แม้แก่คนทั้งปวง สมัยต่อมา ให้สร้างปะรำลงในที่นั้น แม้ปะรำก็ให้รื้อออกเสียแล้วให้สร้างศาลา ปูอาสนะแผ่นกระดานในศาลานั้นแล้วตั้งตุ่มน้ำดื่มไว้ สมัยต่อมา ชั้น ๓๒ คนแม้เหล่านั้นได้มีฉันทะเสมอกัน กับพระโพธิสัตว์.

พระโพธิสัตว์จึงให้ชั้น ๓๒ คนนั้นตั้งอยู่ในศีล ๕ ตั้งแต่นั้นไป ก็เที่ยวทำบุญทั้งหลายพร้อมกับคนเหล่านั้น. ชนแม้เหล่านั้นเมื่อกระทำบุญกับ พระโพธิสัตว์นั้นนั่นแล จึงลุกขึ้นแต่เช้ามืด ถือมีด ขวานและสากเอาสากทุบดินให้แตก ในหนทางใหญ่ ๔ แพร่งเป็นต้นแล้วกลิ้งไป นำเอาต้นไม้ที่กระทบเพลารถทั้งหลายออกไป กระทำที่ขรุขระให้เรียบ ทอดสะพานขุดสระโบกขรณี สร้างศาลา ให้ทาน รักษาศีล โดยมาก ชาวบ้านทั้งสิ้นตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์แล้วรักษาศีล ด้วยประการอย่างนี้. 

ลำดับนั้น นายบ้านของชนเหล่านั้นคิดว่า „ในกาลก่อน เมื่อคนเหล่านั้นดื่มสุรา กระทำปาณาติบาตเป็นต้น เรายังได้ทรัพย์ ด้วยอำนาจกหาปณะค่าตุ่ม (สุรา)เป็นต้นและด้วยอำนาจพลีค่าสินไหม, แต่บัดนี้ มฆมาณพให้รักษาศีล ไม่ให้ชนเหล่านั้นกระทำปาณาติบาตเป็นต้น, อนึ่ง บัดนี้ จักให้เราทั้งหลายรักษาศีล ๕ „ จึงโกรธเจ้าไปเฝ้าพระราชาแล้วกราบทูลว่า „ข้าแต่สมมติเทพ พวกโจรเป็นอันมากเที่ยวกระทำการฆ่าชาวบ้านเป็นต้น“.

พระราชาได้ทรงสดับคำของนาย บ้านนั้น จึงรับสั่งว่า „ท่านจงไปนำคนเหล่านั้นมา“ นายบ้านนั้นจึงไปจองจำชนเหล่านั้นทั้งหมดแล้วนำมา กราบทูลแด่พระราชาว่า „ข้าแต่สมมติเทพพวกคนที่ข้าพระบาทนำมานี้ เป็นโจร พระเจ้าข้า". 

ลำดับนั้น พระราชาไม่ทรงชำระกรรมของชนเหล่านั้นเลยรับสั่งว่า „ท่านทั้งหลายจงให้ช้างเหยียบชนเหล่านั้น". แต่นั้น ราชบุรุษจึงให้ชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมดให้นอนที่พระลานหลวงแล้วนำช้างมา.

พระโพธิสัตว์ได้ให้โอวาทแก่ชนเหล่านั้นว่า „ท่านทั้งหลายจงรำพึงถึงศีล จงเจริญเมตตาในคนผู้การทำการส่อเสียดในพระราชา ในช้างและในร่างกายของตน ให้เป็นเช่นเดียวกัน„. ชนเหล่านั้นได้กระทำอย่างนั้น. 

ลำดับนั้น ราชบุรุษทั้งหลายจึงนำช้างเข้าไป เพื่อต้องการให้เหยียบชนเหล่านั้นช้างนั้น แม้จะถูกคนนำเข้าไป ก็ไม่เข้าไป ร้องเสียงลั่นแล้วหนีไป. 

ลำดับนั้น จึงนำช้างเชือกอื่น ๆ มา. ช้างแม้เหล่านั้นก็หนีไปอย่างนั้นเหมือนกัน.

พระราชาตรัสว่า „จักมีโอสถบางอย่างอยู่ในมือของชนเหล่านี้พวกท่านจงค้นดู“. พวกราชบุรุษตรวจค้นดูแล้วก็ไม่เห็น จึงกราบทูลว่า "ข้าแต่สมมติเทพ ไม่มีพระเจ้าข้า“.

พระราชาตรัสว่า „ถ้าอย่างนั้น ชนเหล่านั้นจักร่ายมนต์อะไร ๆ พวกท่านจงถามพวกเขาดูว่า มนต์สำหรับร่ายของท่านทั้งหลายมีอยู่หรือ ?“ ราชบุรุษทั้งหลายจึงได้ถามพระโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า มี. ราชบุรุษทั้งหลายกราบทูลว่า „ข้าแต่สมมติเทพ นัยว่า มีมนต์สำหรับร่าย พะยะค่ะ“ พระราชารับสั่งให้เรียกชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมดมาแล้วตรัสว่า „ท่านทั้งหลายจงบอกมนต์ที่ท่านทั้งหลายรู้“.

พระโพธิสัตว์ได้กราบทูลว่า „ข้าแต่สมมติเทพชื่อว่ามนต์ของข้าพระองค์ทั้งหลายอย่างอื่นไม่มี, แต่ข้าพระองค์ทั้งหลาย เป็นคนประมาณ ๓๓ คน ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่กล่าวคำเท็จไม่ดื่มน้ำเนา เจริญเมตตา ให้ทาน กระทำทางให้สม่ำเสมอ ขุดสระโบกขรณีสร้างศาลา, นี้เป็นมนต์ เป็นเครื่องป้องกัน เป็นความเจริญ ของข้าพระองค์ทั้งหลาย“.

พระราชาทรงเลื่อมใสต่อชนเหล่านั้นได้ทรงให้สมบัติในเรือนทั้งหมดของนายบ้านผู้กระทำการส่อเสียดและได้ทรงให้นายบ้านนั้น ให้เป็นทาสของชนเหล่านั้นทั้งได้ทรงให้ช้างและบ้านแก่ชนเหล่านั้นเหมือนกัน. 

จำเดิมแต่นั้น ชนเหล่านั้นกระทำบุญทั้งหลายตามความชอบใจ คิดว่า „จักสร้างศาลาใหญ่ในทาง ๔ แพร่ง“ จึงให้เรียกช่างไม้มาแล้วเริ่มสร้างศาลา แต่ว่า ไม่ได้ให้มาตุคามทั้งหลายมีส่วนบุญในศาลานั้น เพราะไม่มีความพอใจในมาตุคามทั้งหลาย. 

ก็สมัยนั้น ในเรือนของพระโพธิสัตว์มีสตรี ๔ คน คือ นางสุธรรมา นางสุจิตรา นางสุนันทาและนางสุชาดา. บรรดาสตรีเหล่านั้นนางสุธรรมาเป็นอันเดียวกันกับช่างไม้กล่าวว่า „พี่ช่าง ท่านจงทำฉันให้เป็นใหญ่ในศาลานี้“ ดังนี้แล้วได้ให้สินบน. 

ช่างไม้นั้นรับคำแล้ว ยังไม้ช่อฟ้าให้แห้งก่อนทีเดียวแล้วถากเจาะทำช่อฟ้าให้เสร็จแล้วจะยกช่อฟ้า จึงกล่าวว่า „ตายจริง เจ้านายทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ได้ระลึกถึงสิ่งของอย่างหนึ่ง“. ชนเหล่านั้นถามว่า „ท่านผู้เจริญของชื่ออะไร?“. 

ช่างไม้กล่าวว่า „การได้ช่อฟ้าจึงจะควร“. ชนเหล่านั้นกล่าวว่า „ช่างเถิด เราจักนำมาให้“, ช่างไม้กล่าวว่า „พวกเราไม่อาจทำด้วยไม้ที่ตัดในเดี๋ยวนี้ จะต้องได้ช่อฟ้าที่เขาตัดไว้ก่อนแล้วถากเจาะทำสำเร็จแล้วจึงจะควร“, 

ชนเหล่านั้นกล่าวว่า „บัดนี้ จะทำอย่างไร?“ ช่างไม้กล่าวว่า „ถ้าช่อฟ้าสำหรับขายที่เขาทำไว้เสร็จแล้วเก็บไว้ในเรือนของใครๆ มีอยู่, ท่านต้องหาช่อฟ้าอันนั้น“. 

ชนเหล่านั้นเมื่อแสวงหาได้พบในเรือนของนางสุธรรมา ไม่ได้ด้วยมูลค่า แต่เมื่อนางสุธรรมากล่าวว่า „ถ้าท่านทั้งหลายจะกระทำข้าพเจ้าให้มีส่วนบุญด้วยข้าพเจ้าจึงจักให้“ จึงพากันกล่าวว่า „พวกเราจะไม่ให้ส่วนบุญแก่มาตุคามทั้งหลาย“. 

ลำดับนั้น ช่างไม้จึงกล่าวกะชนเหล่านั้นว่า „เจ้านายท่านทั้งหลายพูดอะไร?, ชื่อว่าที่ที่เว้นจากมาตุคามที่อื่น ย่อมไม่มี เว้นพรหมโลก, ท่านทั้งหลายจงถือเอา ช่อฟ้าเถิด เมื่อเป็นเช่นนั้น การงานทั้งหลายของพวกเราจักถึงความสำเร็จ“. 

ชนเหล่านั้นกล่าวว่า „ดีละ“ แล้วถือเอาช่อฟ้ายังศาลาให้สำเร็จแล้วปูแผ่นกระดานสำหรับนั่ง ตั้งตุ่มน้ำดื่ม เริ่มตั้งยาคูและภัตเป็นต้นเป็นประจำ ล้อมศาลาด้วยกำแพง ประกอบประตู เกลี่ยทรายภายในกำแพงปลูกแถวต้นตาลภายนอกกำแพง. 

ฝ่ายนางสุจิตราให้กระทำอุทยานในที่นั้น ไม่มีคำที่จะพูดว่า ต้นไม้ที่มีดอกและไม้ที่มีผล ชื่อโน้น ไม่มีในอุทยานนั้น. 

ฝ่ายฉางสุนันทาให้กระทำสระโบกขรณีในที่นั้น เหมือนกัน ให้ดารดาษด้วยปทุม ๕ สี น่ารื่นรมย์. นางสุชาดาไม่ได้กระทำอะไร. 

พระโพธิสัตว์บำเพ็ญวัตรบท ๗ เหล่านี้คือ การบำรุงมารดา ๑ การบำรุงบิดา ๑ การกระทำความอ่อนน้อมถ่อมตนแก่คนผู้เป็นให้ในตระกูล ๑ การกล่าววาจาสัตย์ ๑ วาจาไม่หยาบ ๑ วาจาไม่ส่อเสียด ๑ และการนำไปให้พินาศซึ่งความตระหนี่ ๑ ถึงความเป็นผู้ควรสรรเสริญอย่างนี้ว่า :- 

„เทพทั้งหลายชั้นดาวดึงส์กล่าวนรชน ผู้เป็นคนพอเลี้ยงบิดามารดา, ผู้มีปรกติอ่อนน้อมต่อผู้เจริญที่สุดในตระกูล, ผู้กล่าววาจากลมเกลี้ยงอ่อนหวาน, ผู้ละคำส่อเสียด, ผู้ประกอบในการทำความตระหนี่ให้พินาศ, ผู้มีคำสัจ, ครอบงำความโกรธได้นั้นแลว่า เป็นสัปบุรุษ“. 

ในเวลาสิ้นชีวิต บังเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช ในภพดาวดึงส์ สหายของพระโพธิสัตว์นั้น ทั้งหมดพากันบังเกิดในภพดาวดึงส์นั้นเหมือนกัน. 

ในกาลนั้น อสูรทั้งหลายอยู่อาศัยในภพดาวดึงส์ ท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่า เราทั้งหลายจะประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติอันเป็นสาธารณะทั่วไปแก่คนอื่น จึงให้พวกอสูรดื่มน้ำดื่มอันเป็นทิพย์แล้วให้จับพวกอสูรผู้เมาแล้วที่เท้าแล้วโยนลงไปที่เชิงเขาสิเนรุ. 

พวกอสูรเหล่านั้นย่อมภึงภพอสูรนั่นแล. ชื่อว่าภพอสูรมีขนาดเท่าดาวดึงส์เทวโลกอยู่ ณ พื้นภายใต้เขาสิเนรุ ในภพอสูรนั้นได้มีต้นไม้ตั้งอยู่ชั่วกัปชื่อว่าต้นจิตตปาตลิ (แคฝอย) เหมือนต้นปาริฉัตตกะของเหล่าเทพ. เมื่อต้นจิตตปาตลิบาน พวกอสูรเหล่านั้นก็รู้ว่า นี้ไม่ใช่เทวโลกของพวกเรา เพราะว่า ในเทวโลกต้นปาริฉัตตกะย่อมบาน. 

ลำดับนั้น พวกอสูรเหล่านั้นจึงกล่าวว่า „ท้าวสักกะแก่ทำพวกเราให้มาแล้วโยนลงหลังมหาสมุทรยึดเทพนครของพวกเรา เราทั้งหลายนั้นจักรบกับท้าวสักกะแก่นั้นแล้วยึดเอาเทพนครของพวกเราเท่านั้นคืนมา“ จึงลุกขึ้นเที่ยวสัญจรไปตามเขาสิเนรุ เหมือนมดแดงไต่เสาฉะนั้น. 

ท้าวสักกะทรงสดับว่า „พวกอสูรขึ้นมา“ จึงเหาะขึ้นเฉพาะหลังสมุทรรบอยู่ถูกพวกอสูรเหล่านั้นให้พ่ายแพ้ จึงเริ่มหนีไปสุดมหาสมุทรด้านทิศเหนือ ด้วยเวชยันตรถมีประมาณ ๑๕๐ โยชน์. 

ลำดับนั้น รถของท้าวสักกะนั้นแล่นไปบนหลังสมุทรด้วยความเร็ว จึงแล่นเข้าไปยังป่าไม้งิ้ว ทำลายป่าไม้งิ้วในหนทางที่ท้าวสักกะนั้นเสด็จไป เหมือนทำลายป่าไม้อ้อ ขาดตกลงไปบนหลังสมุทร พวกลูกนกครุฑพลัดตกลงบนหลังมหาสมุทรพากันร้องเสียงขรมท้าวสักกะตรัสถามมาตลีสารถีว่า „มาตลีผู้สหายนั่นเสียงอะไร เสียงร้องน่ากรุณายิ่งนักเป็นไปอยู่ ?“ พระมาตลีทูลว่า „ข้าแต่เทพ เมื่อป่าไม้งิ้วแหลกไปด้วยกำลังความเร็วแห่งรถของพระองค์แล้วตกลงไป พวกลูกนกครุฑถูกมรณภัยคุกคาม จึงพากันร้องเป็นเสียงเดียวกัน“. พระมหาสัตว์ตรัสว่า „ดูก่อนมาตลีผู้สหายลูกนกครุฑเหล่านี้จงอย่าลำบากเหตุอาศัยเราเลย, เราจะไม่อาศัยความเป็นใหญ่กระทำกรรมคือการฆ่าสัตว์, ก็เพื่อประโยชน์แก่ลูกนกครุฑนั้น เราจักสละชีวิตให้แก่พวกอสูร, ท่านจงกลับรถนั้น“, แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า :- 

„ดูก่อนมาตลีเทพบุตร ที่ต้นงิ้วมีลูกนกครุฑจับอยู่ ท่านจงหันหน้ารถกลับ, เรายอมสละชีวิตให้พวกอสูร, ลูกนกครุฑเหล่านี้อย่าแหลกรานเสียเลย“. 

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า  กุลาวกา ได้แก่ พวกลูกนกครุฑนั่นแหละ ท้าวสักกะตรัสเรียกนายสารถีว่า มาตลิ ด้วยบทว่า สัมฺพลิสฺมึนี้ท่านแสดงว่า ท่านจงดู ลูกนกครุฑเหล่านี้จับห้อยอยู่ที่ต้นงิ้ว. 

บทว่า อีสามุเขน  ปริวชฺชยสฺสุ  ความว่า ท่านจงงดเว้นลูกนกครุฑเหล่านั้นโดยประการที่พวกมันไม่เดือดร้อน ด้วยด้านหน้างอนรถนี้เสีย. 

บทว่า  กามํ  จชาม  อสุเรสุ  ปาณํ  ความว่า ถ้าเมื่อเราสละชีวิตให้แก่พวกอสูร ความปลอดภัยก็จะมีแก่ลูกนกครุฑเหล่านั้นเราจะสละโดยแท้ คือจะสละชีวิตของเราให้พวกอสูรโดยแท้ทีเดียว. 

บทว่า  มายิเม  ทิชา  วิกุลาวา  อเหสุํ  ความว่า ก็นกเหล่านั้นคือ ก็ลูกนกครุฑเหล่านี้ชื่อว่าอยู่พลัดพรากจากรังเพราะรังถูกขจัดแหลกรานคืออย่าโยนทุกข์ของพวกเราลงเบื้องบนลูกนกครุฑเหล่านั้นท่านจงกลับรถ. 

พระมาตลิสารถีได้ฟังคำของท้าวสักกะนั้นแล้วจึงกลับรถหันหน้ามุ่งไปยังเทวโลก โดยหนทางอื่นฝ่ายพวกอสูรพอเห็นท้าวสักกะกลับรถเท่านั้นคิดว่า ท้าวสักกะจากจักรวาลแม้อื่นพากันมาเป็นแน่ รถจักกลับเพราะได้กำลังพล เป็นผู้กลัวต่อมรณภัย จึงพากันหนีเข้าไปยังภพอสูรตามเดิม. ฝ่ายท้าวสักกะก็เสด็จเข้ายังเทพนคร แวดล้อมด้วยหมู่เทพในเทวโลกทั้งสองได้ประทับยืนอยู่ในท่ามกลางนคร. 

ขณะนั้น เวชยันตปราสาทสูงพันโยชน์ ชำแรกปฐพีผุดขึ้นเพราะปราสาทผุดขึ้นในตอนสุดท้ายแห่งชัยชนะ เทพทั้งหลายจึงขนานนามปราสาทนั้นว่า เวชยันตะ ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงตั้งอารักขาในที่ ๕ แห่งก็เพื่อต้องการไม่ให้พวกอสูรกลับนาอีกซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า  :- 

"ในระหว่างอยุชฌบุตรทั้งสอง ท้าวสักกะทรงตั้ง การรักษาอย่างแข็งแรงไว้ ๕ แห่งนาค ๑ ครุฑ ๑ กุมภัณฑ์ ๑ ยักษ์ ๑ ท้าวมหาราชทั้งสี่ ๑."

แม้นครทั้งสอง คือ เทพนครและอสูรนครก็ชื่อว่าอยุทธปุระเพราะใครๆ ไม่อาจยึดได้ด้วยการรบ เพราะว่า ในกาลใด พวกอสูรมีกำลังในกาลนั้นเมื่อพวกเทวดาหนีเข้าเทพนครแล้วปิดประตูไว้แม้พวกอสูรตั้งแสนก็ไม่อาจทำอะไรได้ ในกาลใดพวกเทวดามีกำลัง ในกาลนั้น เมื่อพวกอสูรหนีไปปิดประตูอสูรนครเสีย พวกเทวดาแม้ทั้งแสนก็ไม่อาจทำอะไรได้ ดังนั้นนครทั้งสองนี้จึงชื่อว่าอยุชฌปุระ เมืองที่ใคร ๆ รบไม่ได้. 

ระหว่างนครทั้งสองนั้น ท้าวสักกะทรงตั้งการรักษาไว้ในฐานะ ๕ ประการมีนาคเป็นต้นเหล่านั้นบรรดาฐานะ ๕ ประการนั้นท่านถือเอานาคด้วยศัพท์ว่า อุรคะนาคเหล่านั้นมีกำลังในน้ำ เพราะฉะนั้น นาคเหล่านั้นจึงมีการอารักขา ที่เฉลียงที่ ๑ แห่งนครทั้งสองท่านถือเอาครุฑด้วยศัพท์ว่า  กโรติ  ได้ยินว่า ครุฑเหล่านั้นมีปานะและโภชนะชื่อว่ากโรติ ครุฑเหล่านั้นจึงได้นามตามปานะและโภชนะนั้น ครุฑเหล่านั้นมีการอารักขาที่เฉลียงที่ ๒ ของนครทั้งสองท่านถือเอากุมภัณฑ์ด้วยศัพท์ว่า ปยสฺส หาริ. ได้ยินว่า พวกกุมภัณฑ์เหล่านั้นคือ ทานพ (อสูรสามัญ)และรากษส (ผีเสื้อน้ำ) พวกกุมภัณฑ์เหล่านั้นมีการอารักขาที่เฉลียงที่ ๓ แห่งนครทั้งสองท่านถือเอาพวกยักษ์ด้วยศัพท์ว่า มทนยุต ได้ยินว่า ยักษ์เหล่านั้นมีปรกติเที่ยวไปไม่สม่ำเสมอ เป็นนักรบ ยักษ์เหล่านั้นมีการอารักขาที่เฉลียงที่ ๔ แห่งนครทั้งสองท่านกล่าวถึงท้าวมหาราชทั้ง ๔ ด้วยบทว่า จตุโร จ มหนฺตานี้. ท้าวมหาราชทั้ง ๔ นั้นมีการอารักขาที่เฉลียงที่ ๕ แห่งนครทั้งสอง เพราะฉะนั้น ถ้าพวกอสูรโกรธ มีจิตขุ่นมัว เข้าไปยังเทพบุรี บรรดานักรบ ๕ ประเภท พวกนาคจะตั้งป้องกันเขาปริภัณฑ์ลูกแรกนั้น อารักขาที่เหลือในฐานะที่เหลือก็อย่างนั้น. 

ก็เมื่อท้าวสักกะจอมเทพทรงตั้งอารักขาในที่ ๕ แห่งเหล่านี้แล้ว เสวยทิพยสมบัติอยู่. 

นางสุธรรมา จุติมาบังเกิดเป็นบาทบริจาริกาของท้าวสักกะนั้นแหละ ก็เทวสภาชื่อว่าสุธรรมามีประมาณ ๕๐๐ โยชน์ ซึ่งเป็นที่ที่ท้าวสักกะจอมเทพประทับนั่งบนบัลลังก์ทองขนาดหนึ่งโยชน์ภายใต้เศวตฉัตรทิพย์ทรงกระทำกิจที่จะพึงกระทำแก่เทวดาและมนุษย์ได้เกิดขึ้นแก่นางสุธรรมา เพราะผลวิบากที่ให้ช่อฟ้า. 

ฝ่ายนางสุจิตรา ก็จุติมาบังเกิดเป็นบาทบริจาริกาของท้าวสักกะนั้นเหมือนกันและอุทยานชื่อว่าจิตรลดาวันก็เกิดขึ้นแก่นางสุจิตรานั้นเพราะผลวิบากของการกระทำอุทยาน. 

ฝ่ายนางสุนันทา ก็จุติมาบังเกิดเป็นบาทบริจาริกาของท้าวสักกะนั้นเหมือนกันและสระโบกขรณีชื่อว่านันทาก็เกิดขึ้นแก่นางสุนันทานั้น เพราะผลวิบากของการขุดสระโบกขรณี. 

ส่วนนางสุชาดา บังเกิดเป็นนางนกยางอยู่ที่ชอกเขาในป่าแห่งหนึ่ง เพราะไม่ได้กระทำกุศลกรรมไว้. 

ท้าวสักกะทรงพระรำพึงว่า „นางสุชาดาไม่ปรากฏนางบังเกิด ณ ที่ไหนหนอ?“ ครั้นทรงเห็นนางสุชาดานั้น จึงเสด็จไปที่ซอกเขานั้น พานางมายังเทวโลกทรงแสดงเทพนครอันน่ารื่นรมย์ เทวสภาชื่อสุธรรมา สวนจิตรลดาวันและนันทาโบกขรณีแก่นางแล้ว, ทรงโอวาทนางว่า „หญิงเหล่านี้ได้กระทำกุศลไว้จึงมาบังเกิดเป็นบาทบริจาริกาของเรา, ส่วนเธอไม่ได้กระทำกุศลไว้จึงบังเกิดในกำเนิดดิรัจฉาน, ตั้งแต่นี้ไป เธอจงรักษาศีล“. 

นางนกยางนั้น ก็รักษาศีลตั้งแต่กาลนั้น โดยล่วงไป ๒-๓ วัน ท้าวสักกะทรงดำริว่า นางนกยางอาจรักษาศีลหรือหนอ จึงเสด็จไป แปลงรูปเป็นปลานอนหงายอย่างหน้า นางนกยางนั้น สำคัญว่า ปลาตายจึงได้คาบที่หัว ปลา กระดิกหาง ลำดับนั้น นางนกยางนั้นจึงปล่อยปลานั้น ด้วยสำคัญว่า เห็นจะเป็นปลามีชีวิตอยู่. ท้าวสักกะตรัสว่า „สาธุ สาธุ เธออาจรักษาศีลได้“ แล้วได้เสด็จไปยังเทวโลก.

 นางนกยางนั้น จุติจากอัตภาพนั้น มาบังเกิดในเรือนของนายช่างหม้อ ในนครพาราณสี. ท้าวสักกะทรงพระดำริว่า „นางนกยางบังเกิด ณ ที่ไหนหนอ?, ทรงรู้ว่า เกิดในตระกูลช่างหม้อ จึงทรงเอาฟักทองคำบรรทุกเต็มยานน้อย แปลงเพศเป็นคนแก่นั่งอยู่กลางบ้านป่าวร้องว่า ท่านทั้งหลายจงรับเอาฟักเหลือง คนทั้งหลายมากล่าวว่า „ข้าแต่พ่อท่านจงให้“, ท้าวสักกะตรัสว่า „เราให้แก่คนทั้งหลายผู้รักษาศีลท่านทั้งหลายจงรักษาศีล" คนทั้งหลายกล่าวว่า „ขึ้นชื่อว่าศีล พวกเราไม่รู้จัก, ท่านจงให้ด้วยมูลค่า“. ท้าวสักกะตรัสว่า „เราไม่ต้องการมูลค่า เราจะให้เฉพาะแก่ผู้รักษาศีลเท่านั้น“. 

คนทั้งหลายกล่าวว่า „นี้ฟักเหลืองอะไรกันหนอ?“, แล้วก็หลีกไป. 

นางสุชาดาได้ฟังข่าวนั้นแล้วคิดว่า „เขาจักนำมาเพื่อเรา“, จึงไปพูดว่า „ข้าแต่พ่อท่านจงให้เถิด“. ท้าวสักกะตรัสว่า „แม่ เธอรักษาศีลแล้วหรือ?“ นางสุชาดากล่าวว่า „จ้ะ ฉัน รักษาศีล“. ท้าวสักกะตรัสว่า „สิ่งนี้เรานำมาเพื่อประโยชน์แก่เจ้าเท่านั้น“, แล้ววางไว้ที่ประตูบ้านพร้อมกับยานน้อยแล้วหลีกไป. 

ฝ่ายนางสุชาดานั้น รักษาศีลจนตลอดชั่วอายุ จุติจากอัตภาพนั้นไปบังเกิดเป็นบิดาของจอมอสูรนามว่าเวปจิตติได้เป็นผู้มีรูปร่างงดงามด้วยอานิสงส์แห่งศีล. 

ในเวลาธิดานั้นเจริญวัยแล้ว ท้าวเวปจิตตินั้นดำริว่า „ธิดาของเราจงเลือกสามีตามความชอบใจของตน“ จึงให้พวกอสูรประชุมกัน. ท้าวสักกะทรงตรวจดูว่า „นางสุชาดานั้นบังเกิด ณ ที่ไหนหนอ“ ครั้นทรงทราบว่านางเกิดในภพอสูรนั้นจึงทรงดำริว่า „นางสุชาดาเมื่อจะเลือกเอาสามีตามที่ใจชอบ จักเลือก เอาเรา“ จึงทรงนิรมิตเพศเป็นอสูรแล้วได้ไปในที่ประชุมนั้น. 

ญาติทั้งหลายประดับประดานางสุชาดาแล้วนำมายังที่ประชุมพลางกล่าวว่า „เจ้าจงเลือกเอาสามีที่ใจชอบ นางตรวจดูอยู่แลเห็นท้าวสักกะ. ด้วยอำนาจความรักอันมีในกาลก่อน จึงได้เลือกเอาว่า ท่านผู้นี้เป็นสามีของเรา. ท้าวสักกะจึงทรงนำนางมายังเทพนครทรงกระทำให้เป็นใหญ่กว่า นางฟ้อนจำนวน ๒๕๐๐ โกฏิทรงดำรงอยู่ตลอดชั่วพระชนมายุแล้วเสด็จไปตามยถากรรม.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วตรัสว่า „ดูก่อนภิกษุบัณฑิตทั้งหลายในปางก่อนครองราชสมบัติในเทวโลก ถึงจะสละชีวิตของตนก็ไม่กระทำปาณาติบาต ด้วยประการอย่างนี้ ชื่อว่าเธอบวชในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้เหตุไรจักดื่มน้ำมีตัวสัตว์อันมิได้กรองเล่า“ จึงทรงติเตียนภิกษุนั้นแล้วทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า มาตลีสารถีในครั้งนั้นได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนท้าวสักกะในครั้งนั้นได้เป็นเราแล. 

จบกุลาวาชาดกที่ ๑

CR: หมายเหตุ ข้อมูลที่มา ภาษาบาฬี จากเว็บไซต์ tipitaka.org คำแปลจาก ฉบับมหิดล, ฉบับสยามรัฐ, ฉบับมหาเถรสมาคม เป็นต้น, ส่วนอรรถกถาแปลโดยมากจากฉบับมหาจุฬาฯ.

Credit: Palipage : Guide to Language - Pali

30. ว่าด้วยลักษณะของผู้มีอายุยืน29. ว่าด้วยผู้เอาการเอางาน , 28. ว่าด้วยการพูดดี , 27. ว่าด้วยการเห็นกันบ่อยๆ , 26. ว่าด้วยการเสี้ยมสอน , 25. ว่าด้วยการเบื่อเพราะซ้ำซาก , 24. ว่าด้วยม้าอาชาไนยกับม้ากระจอก 23. ว่าด้วยม้าสินธพอาชาไนย , 22. ว่าด้วยสุนัขที่ถูกฆ่า , 21. ว่าด้วยกวางกุรุงคะ , 20. เหตุที่ไม้อ้อเป็นรูทะลุตลอด , 19. ว่าด้วยการเปลื้องตน , 18. ว่าด้วยสัตว์ไม่ควรฆ่าสัตว์ , 17. ว่าด้วยความหนาวเกิดแต่ลม , 16. ว่าด้วยเล่ห์กลลวงพราน , 15. ว่าด้วยผู้ล่วงเลยโอวาท , 14. ว่าด้วยอำนาจของรส , 13. ว่าด้วยผู้ตกอยู่ในอำนาจหญิง , 12. ว่าด้วยการเลือกคบ , 11. ว่าด้วยผู้มีศีล , 10. ว่าด้วยการอยู่เป็นสุข , 9. ว่าด้วยเทวทูต , 8. ว่าด้วยไม่ใจเร็วด่วนได้ , 7. ว่าด้วยพระเจ้ากัฏฐวาหนะ ,  6. ว่าด้วยธรรมของเทวดา , 5. ว่าด้วยราคาข้าวสาร,  4. ว่าด้วยคนฉลาดตั้งตนได้ , 3. ว่าด้วยเสรีววาณิช , 2. ว่าด้วยผู้ไม่เกียจคร้าน , 1. ว่าด้วยการรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ 

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2565

มุนิกชาตกํ - ว่าด้วยลักษณะของผู้มีอายุยืน

มุนิกชาตกํ - ว่าด้วยลักษณะของผู้มีอายุยืน

มา  มุนิกสฺส  ปิหยิ,    อาตุรนฺนานิ  ภุญฺชติ;
อปฺโปสฺสุกฺโก  ภุสํ  ขาท,    เอตํ  ทีฆายุลกฺขณนฺติฯ

"เธออย่าริษยาหมูมุณิกะเลย, มันกินอาหารอันเป็นเหตุให้เดือดร้อน, 
เธอจงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย กินแต่แกลบเถิด, นี่เป็นลักษณะแห่งความเป็นผู้มีอายุยืน."

มุณิกชาดกอรรถกถา

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวันทรงปรารภการประเล้าประโลมของเด็กหญิงอ้วน จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า  มามุณิกสฺส  ดังนี้.

เรื่องการประเล้าประโลมนั้น จักมีแจ้งในจุลลนารทกัสสปชาดกเตรสนิบาต. ก็พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า „ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอเป็นผู้กระสันจะสึกจริงหรือ?“. 

ภิกษุนั้นทูลว่า „พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ“, พระศาสดาตรัสถามว่า „เพราะอาศัยอะไร ?“ ภิกษุนั้นกราบทูลว่า „เพราะอาศัยการประเล้าประโลมของเด็กหญิงอ้วน พระเจ้าข้า“.

พระศาสดาตรัสว่า „ดูก่อนภิกษุ เด็กหญิงอ้วนนั้นการทำความพินาศแก่เธอในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้, แม้ในกาลก่อน ในวันวิวาห์ของเด็กหญิงอ้วนนี้ เธอก็ถึงความสิ้นชีวิต ถึงความเป็นแกงอ่อมของมหาชน“, แล้วทรงน้ำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้ :- 

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี  พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดโค ในบ้านของกุฎุมพีคนหนึ่งในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง โดยมีชื่อว่ามหาโลหิต ฝ่ายน้องชายของพระโพธิสัตว์ได้เป็นผู้ชื่อว่าจูฬโลหิต ธุระการงานในตระกูลนั้นนั่นแล ย่อมดำเนินไปได้เพราะอาศัยโค๒ ตัวพี่น้องนั้นนั่นเอง. 

ก็ในตระกูลนั้น มีเด็กหญิงคนหนึ่ง. กุลบุตรชาวเมืองคนหนึ่ง ขอเด็กหญิงนั้นเพื่อบุตรของตน. บิดามารดาของเด็กหญิงนั้น ให้ข้าวยาคูและภัตเลี้ยงดูสุกรชื่อว่ามุณิกะ ด้วยหวังว่า „แกงอ่อมจักมีเพื่อแขกทั้งหลายผู้มาในวันวิวาห์ของเด็กหญิง“. 

โคจูฬโลหิตเห็นดังนั้นจึงถามพี่ชายว่า „ธุระการงานในตระกูลนี้เมือจะดำเนินไป ก็อาศัยเราพี่น้องทั้งสองจึงดำเนินไปได้, แต่คนเหล่านี้ให้เฉพาะแต่หญ้าและใบไม้แก่พวกเรา, กลับปรนเปรอสุกรด้วยข้าวยาคูและภัต, ด้วยเหตุไรหนอ? สุกรนี้จึงได้ยาคูและภัตนั้น“. 

ลำดับนั้น โคผู้พี่จึงกล่าวกะจูฬโลหิตผู้น้องว่า „ดูก่อนพ่อจูฬโลหิต เจ้าอย่าริษยาโภชนะของสุกรนั้นเลย, สุกรนี้กำลังบริโภคภัตเป็นเหตุตาย, ในวันวิวาห์ของกุมาริกาสุกรนี้จักเป็นแกงอ่อมสำหรับแขกผู้มา, เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้นจึงเลี้ยงดูสุกรนี้ โดยล่วงไป ๒-๓ วัน แต่นี้ไปคนทั้งหลายจักพากันมา เมื่อเป็นอย่างนั้นเจ้าจักได้เห็นสุกรนั้นถูกจับที่เท้าทั้งหลายดึงออกมาจากใต้เตียง ถูกเขาฆ่าการทำแกงและกับข้าวเพื่อแขกทั้งหลาย“, แล้วกล่าวคาถานี้ว่า :- 

„เจ้าอย่าริษยาหมูมุณีกะเลย, มันกินอาหารอันเป็นเหตุให้เดือดร้อน, เจ้าจงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย กินแต่แกลบเถิด, นี้เป็นลักษณะแห่งความเป็นผู้มีอายุยืน“. 

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า  มา  มุณิกสฺส  ปิหยิ  ความว่า ท่านอย่ายังความริษยาให้เกิดขึ้นในโภชนะของหมูมุณิกะ คืออย่าริษยาต่อหมูมุณิกะว่า หมูนี้บริโภคโภชนะดีได้แก่ อย่าปรารถนาเป็นอย่างหมูมุณิกะว่า เมื่อไรหนอ แม้เราก็จะมีความสุขอย่างนี้ เพราะหมูมุณิกะนี้บริโภคอาหารอันเป็นเหตุเดือดร้อน. 

บทว่า  อาตุรนฺนานิ  ได้แก่ โภชนะเป็นเหตุให้ตาย.  บทว่า  อปฺโปสฺสุโก  ภุสํ  ขาท  ความว่า ท่านจงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยในโภชนะของหมูมุณิกะนั้น จงบริโภคแกลบที่ตนได้เถิด. 

บทว่า  เอตํ  ทีฆายุลกฺขณํ  ความว่า นี่เป็นเหตุแห่งความเป็นผู้มีอายุยืน. แต่นั้น ไม่นานนัก คนเหล่านั้นก็พากันมา. ฆ่าหมูมุณิกะแล้วแทงโดยประการต่าง ๆ.

พระโพธิสัตว์กล่าวกะโคจูฬโลหิตว่า „พ่อ เจ้าเห็นหมูมุณิกะแล้วหรือ“?. โคจูฬโลหิตกล่าวว่า „ข้าแต่พี่ ผลแห่งการบริโภคของหมูมุณิกะฉันเห็นแล้ว, ของสักว่าหญ้า ใบไม้และแกลบเท่านั้น ของพวกเราอุดม, ไม่มีโทษและเป็นลักษณะแห่งความเป็นผู้มีอายุยืน กว่าภัตของหมูมุณิกะโดยร้อยเท่าพันเท่า“.

พระศาสดา ตรัสว่า „ดูก่อนภิกษุ แม้ในกาลก่อน เธอก็อาศัยกุมาริกานี้ถึงความสิ้นชีวิตแล้วถึงความเป็นแกงอ่อมของมหาชน ด้วยประการอย่างนี้แล“. 

ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย. ในเวลาจบสัจจะภิกษุผู้กระสันอยากสึก ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. 

แม้พระศาสดาก็ทรงสืบอนุสนธิแล้วทรงประชุมชาดกว่า มุณิกสุกรในครั้งนั้นได้เป็นภิกษุผู้กระสันจะสึก, กุมาริกานี้แหละได้เป็นกุมาริกาอ้วน, โคจูฬโลหิตได้เป็นพระอานนท์, ส่วนโคมหาโลกหิตได้เป็นเราแล. 

จบมุณิชาดกที่ ๑๐, จบกุรุงควรรคที่ ๓

CR: หมายเหตุ ข้อมูลที่มา ภาษาบาฬี จากเว็บไซต์ tipitaka.org คำแปลจาก ฉบับมหิดล, ฉบับสยามรัฐ, ฉบับมหาเถรสมาคม เป็นต้น, ส่วนอรรถกถาแปลโดยมากจากฉบับมหาจุฬาฯ.

29. ว่าด้วยผู้เอาการเอางาน28. ว่าด้วยการพูดดี , 27. ว่าด้วยการเห็นกันบ่อยๆ , 26. ว่าด้วยการเสี้ยมสอน , 25. ว่าด้วยการเบื่อเพราะซ้ำซาก , 24. ว่าด้วยม้าอาชาไนยกับม้ากระจอก 23. ว่าด้วยม้าสินธพอาชาไนย , 22. ว่าด้วยสุนัขที่ถูกฆ่า , 21. ว่าด้วยกวางกุรุงคะ , 20. เหตุที่ไม้อ้อเป็นรูทะลุตลอด , 19. ว่าด้วยการเปลื้องตน , 18. ว่าด้วยสัตว์ไม่ควรฆ่าสัตว์ , 17. ว่าด้วยความหนาวเกิดแต่ลม , 16. ว่าด้วยเล่ห์กลลวงพราน , 15. ว่าด้วยผู้ล่วงเลยโอวาท , 14. ว่าด้วยอำนาจของรส , 13. ว่าด้วยผู้ตกอยู่ในอำนาจหญิง , 12. ว่าด้วยการเลือกคบ , 11. ว่าด้วยผู้มีศีล , 10. ว่าด้วยการอยู่เป็นสุข , 9. ว่าด้วยเทวทูต , 8. ว่าด้วยไม่ใจเร็วด่วนได้ , 7. ว่าด้วยพระเจ้ากัฏฐวาหนะ ,  6. ว่าด้วยธรรมของเทวดา , 5. ว่าด้วยราคาข้าวสาร,  4. ว่าด้วยคนฉลาดตั้งตนได้ , 3. ว่าด้วยเสรีววาณิช , 2. ว่าด้วยผู้ไม่เกียจคร้าน , 1. ว่าด้วยการรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ 



วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

กณฺหชาตกํ - ว่าด้วยผู้เอาการเอางาน

กณฺหชาตกํ - ว่าด้วยผู้เอาการเอางาน

ยโต  ยโต  ครุ  ธุรํ,    ยโต  คมฺภีรวตฺตนี;
ตทาสฺสุ  กณฺหํ  ยุญฺชนฺติ,    สฺวาสฺสุ  ตํ  วหเต  ธุรนฺติฯ

"ในที่ใดๆ มีธุระหนัก ในที่ใดมีร่องน้ำลึก,  ชนทั้งหลายก็เทียมโคดำในกาลนั้นทีเดียว,  โคดำนั้นก็นำเอาธุระนั้นไปได้โดยแท้."

กัณหชาดกอรรถกถา

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวันทรงปรารภยมกปาฏิหาริย์จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า  ยโต  ยโต  ครุ  ธุรํ  ดังนี้. 

ยมกปาฏิหาริย์นั้น  พร้อมกับการเสด็จลงจากเทวโลก จักมีแจ้งในสรภังคชาดก เตรสนิบาต. ก็เนื้อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์แล้วเสด็จอยู่ในเทวโลก ในวันมหาปวารณา เสด็จลงที่ประตูเมือง สังกัสสะแล้วเสด็จเข้าไปยังพระเชตวันมหาวิหารพร้อมด้วยบริวารใหญ่. 

ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในโรงธรรมสภานั่งกล่าวถึงพระคุณของพระศาสดาว่า „อาวุโสทั้งหลายชื่อว่าพระตถาคต มีธุระไม่มีผู้เสมอ คนอื่นชื่อว่าผู้สามารถเพื่อจะนำเอาธุระที่พระตถาคตนำไปแล้ว ย่อมไม่มี, ครูทั้ง ๖ กล่าวว่า พวกเราเท่านั้นจักกระทำปาฏิหาริย์ พวกเราเท่านั้นจักกระทำปาฏิหาริย์ แม้ปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งก็ไม่ได้ทำ, น่าอัศจรรย์ พระศาสดาทรงมีธุระไม่มีผู้เสมอ“. 

พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า „ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ?“.  

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า „ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์นั่งสนทนากันด้วยเรื่องอื่น หามิได้ นั่งสนทนากันด้วยเรื่องพระคุณเฉพาะของพระองค์ชื่อเห็นปานนี้“.

พระศาสดาตรัสว่า „ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใคร ๆ จักนำไปซึ่งธุระที่เรานำไปแล้ว ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้, แม้ในกาลก่อน เราแม้บังเกิดในกำเนิดเดียรัจฉาน ก็ไม่ได้ใครๆ ผู้มีธุระเสมอกับเรา“, แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้ :- 

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ ในนครพาราณสี  พระโพธิสัตว์ ถือปฏิสนธิในกำเนิดโค ครั้นในเวลาทียังเป็นลูกโคหนุ่มนั่นแลเจ้าของทั้งหลายอยู่ในเรือนของหญิงแก่คนหนึ่ง กำหนดค่าเช่าที่อยู่อาศัยจึงได้ให้ลูกโคนั้น หญิงแก่นั้นปฏิบัติลูกโคหนุ่มนั้นด้วยข้าวยาคูและภัตเป็นต้น ตั้งไว้ในฐานะบุตรให้เติบโตแล้ว ลูกโคนั้น ปรากฏชื่อว่าอัยยิกากาฬกะ. 

ก็โคนั้นเจริญวัยแล้ว เป็นผู้มีสีเหมือนดอกอัญชัน เทียวไปกับโคบ้านได้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลและอาจาระ พวกเด็กชาวบ้านจับที่เขาบ้าง ที่หูบ้าง ที่คอบ้าง โหนบ้าง จับที่หางเล่นบ้าง ดึงมาบ้าง นั่งบนหลังบ้าง. 

วันหนึ่ง โคนั้นคิดว่า „มารดาของเรายากจน ตั้งเราไว้ในฐานเป็นบุตร เลี้ยงดูมาโดยลำบาก, ถ้ากระไร เราทำการรับจ้าง ปลดเปลื้องมารดานี้ ให้พ้นจากความยากจน“ จำเดิมแต่นั้น โคนั้นเที่ยวทำการรับจ้าง. 

อยู่มาวันหนึ่ง บุตรพ่อค้าเกวียนคนหนึ่งมีเกวียน ๕๐๐ เล่มไปประจวบ เอาท่าที่ไม่ราบเรียบ โคทั้งหลายของพ่อค้าเกวียนนั้น ไม่สามารถจะยังเกวียนทั้งหลายให้ข้ามขึ้นได้ โคทั้งหลายในเกวียน ๕๐๐ เล่ม ที่เจ้าของเอาแอกมาเทียมต่อๆ กัน ก็ไม่ได้อาจเพื่อจะให้เกวียนแม้เล่มเดียวข้ามขึ้นไปได้. 

ฝ่ายพระโพธิสัตว์กับพวกโคชาวบ้าน เที่ยวไป ณ ที่ใกล้ท่า. ฝ่ายบุตรพ่อค้าเกวียน ก็เป็นผู้รู้ตำราดูโค, เขาใคร่ครวญอยู่ว่า ในระหว่างโคเหล่านี้โคอุสภอาชาไนยผู้สามารถยังเกวียนเหล่านี้ให้ข้ามพ้น มีอยู่หรือหนอ?“,  ได้เห็นพระโพธิสัตว์แล้วคิดว่า „นี้โคอาชาไนยจักอาจยังเกวียนทั้งหลายของเราให้ข้ามพ้นได้, ใครหนอ? เป็นเจ้าของโคตัวนี้“, จึงถามพวกคนเลี้ยงโคว่า „ท่านผู้เจริญ ใครหนอ? เป็นเจ้าของโคตัวนี้, เราจักเทียมโคนี้ในเกวียนทั้งหลาย, เมื่อเกวียนทั้งหลายอันโคนี้ให้ข้ามขึ้นได้ จักให้ค่าจ้าง“. 

พวกคนเลี้ยงโคเหล่านั้นกล่าวว่า „ท่านทั้งหลายจงจับมันเทียมเถิด เจ้าของโคตัวนี้ ในที่นี้ ไม่มี“. บุตรพ่อค้าเกวียนนั้น จึงเอาเชือกผูกพระโพธิสัตว์นั้น ที่จมูกแล้วดัน แต่ไม่ได้อาจแม้จะให้เคลื่อนไหวได้. 

ได้ยินว่า พระโพธิสัตว์ไม่ได้ไปด้วยคิดว่า „เมื่อบอกค่าจ้างเราจักไป“. บุตรพ่อค้าเกวียนรู้ความประสงค์ของพระโพธิสัตว์นั้นจึงกล่าวว่า „นาย เมื่อท่านให้เกวียน ๕๐๐ เล่ม ข้ามขึ้นแล้ว เราจักเก็บเกวียนละ ๒ กหาปณะให้เป็นค่าจ้างแล้วจักให้๑,๐๐๐ กหาปณะ“. 

ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ได้เดินไปเองทีเดียว ลำดับนั้น บุรุษทั้งหลายจึงเทียมพระโพธิสัตว์นั้น ที่เกวียนทั้งหลาย. ทีนั้น พระโพธิสัตว์ยกเกวียนนั้นขึ้นโดยกำลังแรงครั้งเดียวเท่านั้น ให้เกวียนไปตั้งอยู่บนบก ยังเกวียนทั้งหมดให้ข้ามขึ้นโดยอุบายนี้ บุตรพ่อค้าเกรียนเก็บกหาปณะหนึ่งต่อเกวียนเล่มหนึ่ง ๆ กระทำทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะให้เป็นห่อมีภัณฑะแล้วฝักที่คอ ของพระโพธิสัตว์นั้น. 

พระโพธิสัตว์นั้นคิดว่า „บุตรพ่อค้าเกวียนนี้ไม่ให้ค่าจ้างแก่เราตามที่กำหนดไว้, บัดนี้ เราจักไม่ให้บุตรพ่อเกวียนนั้นไป“ จึงได้ไปยืนขวางทางข้างหน้าเกวียนเล่มแรกสุด. คนทั้งหลายแม้จะพยายามเพื่อให้หลีกไปก็ไม่ได้อาจเพื่อจะให้พระโพธิสัตว์นั้นหลีกไป. 

บุตรพ่อค้าเกวียนคิดว่า „โคนี้เห็นจะรู้ว่า ค่าจ้างของตนหย่อนไป จึงเก็บ ๒ กหาปณะในเกวียนเล่มหนึ่ง ๆ ผูกทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะให้เป็นห่อมีภัณฑะแล้วคล้องที่คอ โดยกล่าวว่า „นี้เป็นค่าจ้างในการยังเกวียนให้ข้ามขึ้นของท่าน“.

พระโพธิสัตว์นั้นพาเอาห่อทรัพย์พันหนึ่งได้ไปยังสำนักของมารดา พวกเด็กชาวบ้านได้ไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์ด้วยคิดกันว่า „นี่ชื่ออะไร? ที่คอของโคอัยยิกากาฬกะ“. 

พระโพธิสัตว์นั้นถูกเด็กชาวบ้านติดตาม จึงหนีไปไกลได้ไปยังสำนักของมารดา. ก็เพราะให้เกวียน ๕๐๐ เล่มข้ามขึ้น จึงปรากฏเป็นผู้เหน็ดเหนื่อยมีตาทั้งสองข้างแดง. ยายเห็นถุงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ที่คอของพระโพธิสัตว์นั้นจึงกล่าวว่า „พ่อ สิ่งนี้ เจ้าได้มา ณ ที่ไหน?“ แล้วถามพวกเด็กชาวบ้านได้ฟังเนื้อความนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า „พ่อ เราต้องการเลี้ยงชีวิตด้วยค่าจ้างที่เจ้าได้มาหรือ? เพราะเหตุไร เจ้าจึงเสวยทุกข์เห็นปานนี้?“, จึงให้พระโพธิสัตว์อาบน้ำอุ่น เอาน้ำมันทาทั่วร่างกาย ให้ดื่มน้ำ ให้บริโภคโภชนะอันเป็นสัปปายะ. ในเวลาสิ้นชีวิตได้ไปตามยถากรรมพร้อมกับพระโพธิสัตว์. 

ฝ่ายพระศาสดาตรัสว่า „ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้มีธุระไม่มีผู้เสมอ ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้, แม้ในกาลก่อนก็เป็นผู้มีธุระไม่มีผู้เสมอเหมือนกัน“ ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงทรงสืบต่ออนุสนธิ เป็นพระผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า  :- 

„ในที่ใด ๆ มีธุระหนัก ในที่ใดมีร่องทางลุ่มลึก, ในกาลนั้น ชนทั้งหลายย่อมเทียมโคดำที่เดียว, โคดำนั้นก็นำเอาธุระนั้นไปได้โดยแท้“. 

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า  ยโต  ยโต  ครุ  ธุรํ  ความว่า ในที่ใด ๆมีธุระหนัก คือหยาบ โคพลิพัทอื่น ๆไม่อาจยกขึ้นได้.  บทว่า  ยโต  คมฺภีรวตฺตนี  ความว่า ชื่อว่าวตฺตนิ ทาง เพราะเป็นที่ไปของคน. คาว่า  วัตตนิ  เป็นชื่อของหนทาง. อธิบายว่า ในที่ใดมีหนทางชื่อว่าลึกเพราะมีน้ำและโคลนมาก หรือเพราะความเป็นทางขรุขระและชัน. 

ศัพท์ว่า  อสฺสุ  ในบทว่า  ตทาสฺสุ  กณฺหํ  ยุญฺชนฺติ  นี้ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า ในกาลนั้น ย่อมเทียมโคคำท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า ในกาลใดมีธุระหนักและมีหนทางลึก ในกาลนั้น ชนทั้งหลายจึงเอาโคพลิพัทตัวอื่นออกไปแล้ว เทียมโคดำเท่านั้น.  ศัพท์ว่า  อสฺสุ  แม้ในบทว่า  สฺวาสฺสุ  ตํ  วหเต  ธุรํ  ก็เป็นศัพท์นิบาตเหมือนกัน. อธิบายว่า โคดำนั้นย่อมนำธุระนั้นไป. 

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลนั้นโคดำเท่านั้นนำธุระนั้นไป ดังนี้ ด้วยประการอย่างนี้แล้วทรงสืบต่ออนุสนธิประชุมชาดกว่า หญิงแต่ในครั้งนั้นได้เป็นนางอุบลวรรณา ส่วนโคอัยยิกากาฬกะได้เป็นเราแล. 

จบกัณหชาดกที่ ๙

______

Credit: Palipage : Guide to Language - Pali

28. ว่าด้วยการพูดดี , 27. ว่าด้วยการเห็นกันบ่อยๆ , 26. ว่าด้วยการเสี้ยมสอน , 25. ว่าด้วยการเบื่อเพราะซ้ำซาก , 24. ว่าด้วยม้าอาชาไนยกับม้ากระจอก 23. ว่าด้วยม้าสินธพอาชาไนย , 22. ว่าด้วยสุนัขที่ถูกฆ่า , 21. ว่าด้วยกวางกุรุงคะ , 20. เหตุที่ไม้อ้อเป็นรูทะลุตลอด , 19. ว่าด้วยการเปลื้องตน , 18. ว่าด้วยสัตว์ไม่ควรฆ่าสัตว์ , 17. ว่าด้วยความหนาวเกิดแต่ลม , 16. ว่าด้วยเล่ห์กลลวงพราน , 15. ว่าด้วยผู้ล่วงเลยโอวาท , 14. ว่าด้วยอำนาจของรส , 13. ว่าด้วยผู้ตกอยู่ในอำนาจหญิง , 12. ว่าด้วยการเลือกคบ , 11. ว่าด้วยผู้มีศีล , 10. ว่าด้วยการอยู่เป็นสุข , 9. ว่าด้วยเทวทูต , 8. ว่าด้วยไม่ใจเร็วด่วนได้ , 7. ว่าด้วยพระเจ้ากัฏฐวาหนะ ,  6. ว่าด้วยธรรมของเทวดา , 5. ว่าด้วยราคาข้าวสาร,  4. ว่าด้วยคนฉลาดตั้งตนได้ , 3. ว่าด้วยเสรีววาณิช , 2. ว่าด้วยผู้ไม่เกียจคร้าน , 1. ว่าด้วยการรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ 

Ancient Buddhist sculptures, Gandhara art.








วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

นนฺทิวิสาลชาตกํ - ว่าด้วยการพูดดี

นนฺทิวิสาลชาตกํ - ว่าด้วยการพูดดี

มนุญฺญเมว  ภาเสยฺย,     นามนุญฺญํ  กุทาจนํ;
มนุญฺญํ  ภาสมานสฺส,     ครุํ  ภารํ  อุททฺธริ;
ธนญฺจ  นํ  อลาเภสิ,       เตน  จตฺตมโน  อหูติฯ

"บุคคลพึงกล่าวแต่คำที่ไพเราะเท่านั้น, ไม่พึงกล่าวคำที่ไม่ไพเราะในกาลไหน ๆ, เมื่อพราหมณ์กล่าวคำไพเราะ, โคนันทิวิสาลได้ลากเอาภาระอันหนักไปได้, ทำพราหมณ์ผู้นั้นให้ได้ทรัพย์ด้วย, ตนเองก็เป็นผู้ปลื้มใจเพราะการช่วยเหลือนั้นด้วย."

นันทิวิสาลชาดกอรรถกถา

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวันทรงปรารภการพูดเสียดแทงให้เจ็บใจ ของพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า  มนุญฺญเมว  ภาเสยฺย  ดังนี้. 

ความพิศดารว่า สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เมื่อกระทำการทะเลาะย่อมขู่ ย่อมตะเพิด ย่อมทิ่มแทง ย่อมด่าด้วยเรื่องสำหรับด่า ๑๐ ประการ. 

ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้เรียกภิกษุฉัพพัคคีย์มาแล้วตรัสถามว่า „ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า พวกเธอกระทำการทะเลาะจริงหรือ ?“ เมื่อพวกภิกษุฉัพพัคคีย์กราบทูลว่า „จริง พระเจ้าข้า“ จึงทรงติเตียนแล้วตรัสว่า „ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าวาจาหยาบกระทำ แต่ความฉิบหายให้ ไม่เป็นที่พอใจแม้แห่งสัตว์ดิรัจฉาน, แม้ในกาลก่อน สัตว์ดิรัจฉานตัวหนึ่ง ย่อมยังคนผู้ร้องเรียกตนด้วยคำหยาบให้พ่ายแพ้ด้วยทรัพย์พันหนึ่ง“, แล้วจึงทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้. :-

ในอดีตกาล มีพระราชาพระนามว่าคันธาระ ครองราชสมบัติอยู่ในเมืองตักกศิลา แคว้นคันธาระ  พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดโค.  ครั้งในกาลที่พระโพธิสัตว์เป็นลูกโคหนุ่มนั่งเอง พราหมณ์คนหนึ่งได้พระโพธิสัตว์นั้นจากสำนักของทายกผู้ให้ทักษิณา ตั้งชื่อว่านันทิวิสาลแล้วตั้งไว้ในฐานะบุตรรักใคร่มาก ให้ข้าวยาคูและภัตเป็นต้นบำรุงเลี้ยงแล้ว.

พระโพธิสัตว์เจริญวัยแล้ว คิดว่า พราหมณ์นี้ปรนนิบัติเราได้โดยยากชื่อว่าโคอื่นผู้มีธุระเสมอเช่นกับเรา ย่อมไม่มีในชมพูทวีปทั้งสิ้น ถ้ากระไร เราพึงแสดงกำลังของตนแล้วพึงให้ค่าเลี้ยงดูแก่พราหมณ์. 

วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์นั้นกล่าวกะพราหมณ์ว่า „พราหมณ์ท่านจงไป จงเข้าไปหาโควินทกเศรษฐีนั่นแล้วกล่าวว่า โคพลิพัทของเรายังเกวียนร้อยเล่มซึ่งผูกติด ๆกันให้เคลื่อนไปได้ท่านจงกระทำการเดิมพันด้วยทรัพย์พันกหาปณะ“. พราหมณ์นั้น จึงไปยังสำนักของเศรษฐีสั่งสนทนาขึ้นว่า ในนครนี้โคของใครเพียบพร้อมด้วยเรี่ยวแรง. 

ลำดับนั้น เศรษฐีจึงกล่าวกะพราหมณ์นั้นว่า „ของตนโน้นและของตนโน้น“ แล้วกล่าวว่า „ก็ทั่วทั้งนครโคชื่อว่าเช่นกับด้วยโคทั้งหลายของเรา ย่อมไม่มี“. พราหมณ์กล่าวว่า „โคของเราตัวหนึ่งสามารถให้เกวียนร้อยเล่มผูกติด ๆ กันเคลื่อนไปได้ มีอยู่“. 

เศรษฐีกล่าวว่า „คฤหบดี โคเห็นปานนี้จะมีแต่ไหน?“. พราหมณ์กล่าวว่า „อยู่ในเรือนของเรา“. เศรษฐีกล่าวว่า „ถ้าอย่างนั้นท่านจงการทำเดิมพัน“. พราหมณ์กล่าวว่า „ดีละข้าพเจ้าจะทำแล้วได้กระทำเดิมพันด้วยทรัพย์พันกหาปณะ“. 

พราหมณ์นั้นยังเกวียนร้อยเล่มให้เต็มด้วยทราย กรวดและหินเป็นต้นแล้วจอดไว้ตามลำดับกันแล้วผูกเกวียนทุกเล่มเข้าด้วยกันด้วยเชือกสำหรับผูกเพลาแล้วให้โคนันทิวิสาลอาบน้ำแล้ว เจิมด้วยของหอม ประดับพวงมาลาที่คอแล้วเทียมเฉพาะตัวเท่านั้นที่ทูบเกวียนเล่มแรก ตนเองนั่งที่ทูบเกวียน เงื้อปฏักขึ้นแล้วกล่าวว่า „เจ้าโคโกง จงลากไป, เจ้าโคโกง จงนำไป“.

พระโพธิสัตว์คิดว่า พราหมณ์นี้ร้องเรียกเราผู้ไม่โกง ด้วยวาทะว่า โกง จึงได้ยืนทำเท้าทั้ง ๔ให้นั่ง เหมือนเสา. ทันใดนั้น เศรษฐีจึงให้พราหมณ์นำทรัพย์พันกหาปณะมา. พราหมณ์แพ้ (พนัน) ด้วยทรัพย์พันกหาปณะ จึงปลดโคแล้วไปเรือนถูกความโศกครองงำ จึงได้นอน. 

โคนันทิวิสาลเที่ยวไปแล้วกลับมา เห็นพราหมณ์ถูกความโศกครองงำ จึงเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า „พราหมณ์ท่านนอนหลับหรือ?“. พราหมณ์กล่าวว่า „เราแพ้พนันด้วยทรัพย์พันกหาปณะ จะมีความหลับมาแต่ไหน“. โคนันทิวิสาลกล่าวว่า „ท่านพราหมณ์ ฉันอยู่ในเรือนของท่านมาตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ เคยทำภาชนะอะไร ๆ แตก? เคยเหยียบใคร ๆ หรือเคยถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ในที่อันไม่ควร มีอยู่หรือ?“. พราหมณ์กล่าวว่า „ไม่มีดอก พ่อ“. 

ลำดับนั้น โคนันทิวิสาลกล่าวว่า „เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร?  ท่านจึงเรียกฉันด้วยวาทะว่าโคโกง, นั้นเป็นโทษของท่านเท่านั้น, โทษของฉันไม่มี, ท่านจงไปจงทำเดิมพันด้วยทรัพย์ ๒,๐๐๐ กหาปณะกับเศรษฐีนั้น, ขออย่างเดียวท่านอย่าเรียกฉันผู้ไม่โกง ด้วยวาทะว่า โคโกง“. 

พราหมณ์ได้ฟังคำของโคนันทิวิสาลนั้นแล้ว ไปทำเดิมพันด้วยทรัพย์ ๒,๐๐๐ กหาปณะแล้วผูกเกวียนร้อยเล่มติดกันโดยนัยอันมีแล้วในก่อน ประดับโคนันทิวิสาลแล้วเทียมเกวียนเล่มแรกเข้าที่ทูบเกวียน. ถามว่า „เทียมอย่างไร ?“ ตอบว่า „พราหมณ์ผูกแอกให้แน่นที่ทูบเกวียนแล้ว เทียมโคนันทิวิสาลเข้าที่ปลายแอกข้างหนึ่งแล้วเอาเชือกที่ทูบเกวียนพันปลายแอกข้างหนึ่งแล้วใส่ไม้ค้ำยันปลายแอก เพลาและเชิงเกวียนเอาเชือกนั้นผูกให้แน่นแล้วจอดไว้ ก็เมือกระทำอย่างนี้ แอกย่อมไม่เคลื่อนไปทางโน้น ทางนี้ โคตัวเดียวเท่านั้น อาจลากไปได้“. 

ลำดับนั้น พราหมณ์นั่งบนทูบเกวียนลูบหลังโคนันทิวิสาลนั้นพลางกล่าวว่า „โคผู้เจริญ พ่อจงไป, โคผู้เสริญ พ่อจงลากไป“.

พระโพธิสัตว์ลากเกวียนร้อยเล่มที่ผูกติดกัน ด้วยกำลังแรงครั้งเดียวเท่านั้น ให้เกวียนเล่มที่ตั้งอยู่ข้างหลังไปตั้งอยู่ในที่ของเกวียนซึ่งตั้งอยู่ข้างหน้า. 

โควินทกเศรษฐีแพ้แล้วได้ให้ทรัพย์ ๒,๐๐๐ กหาปณะแก่พรหมณ์ มนุษย์แม้อื่น ๆ ก็ได้ให้ทรัพย์เป็นอันมากแก่พระโพธิสัตว์. ทรัพย์ทั้งหมดนั้นได้เป็นของพราหมณ์ทั้งนั้น. พราหมณ์นั้นอาศัยพระโพธิสัตว์จึงได้ทรัพย์เป็นอันมากด้วยประการอย่างนี้.

พระศาสดาตรัสว่า „ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ชื่อว่าคำหยาบไม่เป็นที่ชอบใจของใคร ๆ“,  แล้วทรงติเตียนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์แล้วทรงบัญญัติสิกขาบท เป็นพระผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วจึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- 

„บุคคลพึงกล่าวแต่คำที่น่าพอใจเท่านั้น, ไม่พึงกล่าวคำที่ไม่น่าพอใจ ในกาลไหน ๆ, เมื่อพราหมณ์ กล่าวคำที่น่าพอใจ, โคนันทิวิสาลได้ลากเอาภาระหนัก ไปได้, ทำพราหมณ์ผู้นั้นให้ได้ทรัพย์ด้วย, ตนเองก็เป็นผู้ปลื้มใจเพราะการช่วยเหลือนั้นด้วย“. 

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า  มนุญฺญเมว  ภาเสยฺย  ความว่า บุคคลเมื่อจะกล่าวกับคนอื่น พึงกล่าวเฉพาะปิยวาจาอันอ่อนหวานอ่อนโยนเป็นที่น่าพอใจไพเราะเว้นจากโทษ ๔ ประการ. 

บทว่า  ครุภารํ  อุททฺธริ  ความว่า โคนันทิวิสาล เมื่อพราหมณ์กล่าวคำที่ไม่น่าพอใจ ก็ไม่ลากภาระ เมื่อพราหมณ์กล่าวคำเป็นที่รัก น่าพอใจในภายหลัง จึงลากภาระหนักไปให้ถึง. ก็ท อักษรในบทว่า  อุททฺธริ  นั้นในคาถานี้ เป็นอักษรทำการเชื่อมบท โดยการเชื่อมพยัญชนะแล.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้ว่า  มนุญฺญเมว  ภาเสยฺย  มาด้วยประการฉะนี้ แล้วจึงทรงประชุมชาดกว่า พราหมณ์ในกาลนั้นได้เป็นพระอานนท์  ส่วนโคนันทิวิสาลได้เป็นเราคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล.

_____

Credit: Palipage : Guide to Language - Pali

27. อภิณฺหชาตกํ - ว่าด้วยการเห็นกันบ่อยๆ26. มหิฬามุขชาตกํ - ว่าด้วยการเสี้ยมสอน , 25. ติตฺถชาตกํ - ว่าด้วยการเบื่อเพราะซ้ำซาก , 24. ว่าด้วยม้าอาชาไนยกับม้ากระจอก 23. ว่าด้วยม้าสินธพอาชาไนย , 22. ว่าด้วยสุนัขที่ถูกฆ่า , 21. ว่าด้วยกวางกุรุงคะ , 20. เหตุที่ไม้อ้อเป็นรูทะลุตลอด , 19. ว่าด้วยการเปลื้องตน , 18. ว่าด้วยสัตว์ไม่ควรฆ่าสัตว์ , 17. ว่าด้วยความหนาวเกิดแต่ลม , 16. ว่าด้วยเล่ห์กลลวงพราน , 15. ว่าด้วยผู้ล่วงเลยโอวาท , 14. ว่าด้วยอำนาจของรส , 13. ว่าด้วยผู้ตกอยู่ในอำนาจหญิง , 12. ว่าด้วยการเลือกคบ , 11. ว่าด้วยผู้มีศีล , 10. ว่าด้วยการอยู่เป็นสุข , 9. ว่าด้วยเทวทูต , 8. ว่าด้วยไม่ใจเร็วด่วนได้ , 7. ว่าด้วยพระเจ้ากัฏฐวาหนะ ,  6. ว่าด้วยธรรมของเทวดา , 5. ว่าด้วยราคาข้าวสาร,  4. ว่าด้วยคนฉลาดตั้งตนได้ , 3.  ว่าด้วยเสรีววาณิช , 2. ว่าด้วยผู้ไม่เกียจคร้าน , 1. ว่าด้วยการรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ 

"พระธาตุปูแจ" จ.แพร่ 

ชมวิว 360 องศา อ.ร้องกวาง พระธาตุตั้งอยู่บนเนินดอยเตี้ยๆ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุกระดูกตาตุ่มข้างขวาของพระพุทธเจ้า สร้างมานานหลายร้อยปี ในฤดูฝนบรรยากาศเขียวขจี ท่ามกลางขุนเขา สายหมอก


วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2565

อภิณฺหชาตกํ - ว่าด้วยการเห็นกันบ่อยๆ

อภิณฺหชาตกํ - ว่าด้วยการเห็นกันบ่อยๆ

นาลํ  กพฬํ  ปทาตเว, 
น  จ  ปิณฺฑํ  น  กุเส  น  ฆํสิตุํ;
มญฺญามิ  อภิณฺหทสฺสนา,
นาโค  สฺเนหมกาสิ [1]  กุกฺกุเรติ ฯ

"พระยาช้างไม่สามารถจะรับเอาคำข้าว, ไม่สามารถจะรับเอาก้อนข้าว, ไม่สามารถจะรับเอาหญ้าทั้งหลาย, ไม่สามารถจะขัดสีกาย, ข้าพระบาทมาสำคัญว่า พระยาช้างตัวเชือกประเสริฐ ได้ทำความรักใคร่ในสุนัขเพราะได้เห็นกันเนืองๆ."

———

1) [สิเนหมกาสิ (สี. สฺยา. ปี.)]

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันวิหารทรงปรารภอุบาสกคนหนึ่งกับพระเถระแก่ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า  นาลํ  กพลํ  ปทาตเว  ดังนี้.

ได้ยินว่า ในนครสาวัตถีมีสหาย ๒ คน บรรดาสหายทั้งสองนั้นคนหนึ่งบวชแล้วได้ไปยังเรือนของสหายนอกนี้ทุกวัน สหายนั้นได้ถวายภิกษาแก่ภิกษุผู้สหายนั้น แม้ตนเองก็บริโภคแล้วได้ไปวิหารพร้อมกับภิกษุผู้สหายนั้นนั่นแหละ นั่งสนทนาปราศัยอยู่จนพระอาทิตย์อัสดง จึงกลับเข้าเมือง. ฝ่ายภิกษุผู้สหายนอกนี้ก็ตามสหายนั้นไปจนถึงประตูเมืองแล้วก็กลับ. ความคุ้นเคยของสหายทั้งสองนั้น เกิดปรากฏในระหว่างภิกษุทั้งหลาย. อยู่มาวันหนึ่งภิกษุทั้งหลายนั่งกล่าวถึงความคุ้นเคยของสหายทั้งสองนั้น ในโรงธรรมสภา.

พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า „ภิกษุทั้งหลายบัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนา กันด้วยกถาเรื่องอะไรหนอ ?“ ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า „ด้วยกถาเรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า“.

พระศาสดาตรัสว่า „ภิกษุทั้งหลาย สหายทั้งสองนี้เป็นผู้คุ้นเคยกันแต่ในบัดนี้ เท่านั้น หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ได้เป็นผู้คุ้นเคยกันเหมือนกัน“, แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้. :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสีในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ของพระเจ้าพรหมทัตนั้น. ในกาลนั้น สุนัขตัวหนึ่งไปยังโรงช้างมงคลกินเมล็ดข้าวสุกแห่งภัตที่ตกอยู่ในที่ที่ช้างมงคลบริโภค สุนัขนั้นเติบโตด้วยโภชนะนั้นนั่นแล จึงเกิดความคุ้นเคยกับช้างมงคลบริโภคอยู่ในสำนักของช้างมงคลนั้นเอง. สัตว์แม้ทั้งสองไม่อาจเป็นไปเว้นจากกัน. 

ช้างนั้นใช้งวงจับสุนัขนั้นไสไปไสมาเล่น ยกขึ้นวางบนกระพองบ้าง. อยู่มาวันหนึ่ง มนุษย์ชาวบ้านคนหนึ่งให้มูลค่าแก่คนเลี้ยงช้างแล้วได้พาเอาสุนัขนั้นไปบ้านของตน ตั้งแต่นั้น ช้างนั้นเมื่อไม่เห็นสุนัขก็ไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่อาบ. 

พวกคนเลี้ยงช้างจึงกราบทูลเรื่องนั้นแก่พระราชา พระราชาทรงสั่งพระโพธิสัตว์ไปด้วยพระดำรัสว่า „บัณฑิตท่านจงไป จงรู้ว่า เพราะเหตุไรช้างจึงกระทำอย่างนั้น“. 

พระโพธิสัตว์ไปยังโรงช้างรู้ว่า ช้างเสียใจ คิดว่า „โรคไม่ปรากฏในทั้งกายของช้างนี้ ก็ความสนิทสนมฐานมิตรกับใครๆ จะพึงมีแก่ช้างนั้น ช้างนั้นเห็นจะไม่เห็นมิตรนั้น จึงถูกความโศกครอบงำ“ ครั้นคิดแล้วจึงถามพวกคนเลี้ยงช้างว่า „ความคุ้นเคยกับใครๆ ของช้างนี้ มีอยู่หรือ ?“. 

พวกคนเลี้ยงช้างกล่าวว่า „มีจ้ะนาย ช้างนี้ถึงความคุ้นเคยกันมากกับสุนัขตัวหนึ่ง“.

พระโพธิสัตว์ถามว่า „บัดนี้ สุนัขตัวนั้นอยู่ที่ไหน ?“ 

พวกคนเลี้ยงช้างกล่าวว่า „ถูกมนุษย์คนหนึ่งนำไป“. 

พระโพธิสัตว์ถามว่า „ก็ที่เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์คนนั้น พวกท่านรู้จักไหม ?“ 

พวกคนเลี้ยงช้างกล่าวว่า „ไม่รู้จักดอกนาย“.

พระโพธิสัตว์ได้ไปยังสำนักของพระราชาแล้วกราบทูลว่า „ข้าแต่สมมติเทพ อาพาธไร ๆของช้างไม่มี, แต่ช้างนั้นมีความคุ้นเคยอย่างแรงกล้ากับสุนัขตัวหนึ่ง, ช้างนั้นเห็นจะไม่เห็นสุนัขนั้นจึงไม่บริโภค“, แล้วกล่าวคาถานี้ว่า :- 

„พระยาช้างไม่สามารถจะรับเอาคำข้าว ไม่สามารถจะรับเอาก้อนข้าว ไม่สามารถจะรับเอาหญ้า ไม่สามารถจะขัดสีกาย, ข้าพระบาทมาสำคัญว่า พระยาช้างตัวประเสริฐได้ทำความรักใคร่ในสุนัข เพราะได้เห็นกันเนือง ๆ“.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า  นาลํ  แปลว่า ไม่สามารถ.   บทว่า  กพลํ  ได้แก่ คำข้าวที่ให้เฉพาะทีแรก ในเวลาบริโภค.   บทว่า  ปทาตเว  แปลว่า เพื่อรับเอา. พึงทราบการลบ อา อักษร เนื่องด้วยวิธีสนธิการเชื่อมศัพท์. อธิบายว่า เพื่อถือเอา.  บทว่า  น  ปิณฺฑํ  ได้แก่ ไม่สามารถเพื่อรับเอาแม้ก้อนภัตที่เขาปั้นให้.   บทว่า  น  กุเส  ได้แก่ ไม่สามารถรับเอาแม้หญ้าทั้งหลายที่เข้าให้กิน.  บทว่า  น  ฆํสิตุํ  ความว่า ให้อาบอยู่ก็ไม่สามารถจะขัดสีแม้ร่างกาย.

พระโพธิสัตว์กราบทูลแด่พระะราชาถึงเหตุทั้งปวงที่ช้านั้น ไม่สามารถจะกระทำอย่างนี้แล้ว เมื่อจะกราบทูลถึงเหตุที่ตนกำหนด ในเพราะช้างนั้น ไม่สามารถ จึงกราบทูลคำมีอาทิว่า มญฺญามิ ข้าพระบาทสำคัญว่า ดังนี้.

พระราชาทรงสดับคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้วจึงตรัสถามว่า „ดูก่อนบัณฑิต บัดนี้ควรกระทำอย่างไร ?“ พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า „ข้าแต่สมมติเทพ ได้ยินว่า มนุษย์ผู้หนึ่งพาเอาสุนัข ผู้เป็นสหายของช้างมงคลแห่งข้าพระบาททั้งหลายไป, ขอพระองค์จงให้คนเที่ยวตีกลองประกาศว่า ชนทั้งหลายแม้เห็นสุนัขนั้น ในเรือนของคนใด คนนั้นจะมีสินไหมชื่อนี้ ดังนี้ พระเจ้าข้า“.

พระราชาทรงให้กระทำอย่างนั้น. บุรุษนั้นได้สดับข่าวนั้นจึงปล่อยสุนัข สุนัขนั้นรีบไปได้ไปยังสำนักของช้างทีเดียว. ช้างเอางวงจับสุนัขนั้น วางบนกระพองร้องไห้ร่ำไรแล้วเอาลงจากกระพอง เมื่อสุนัขนั้นบริโภค คนจึงบริโภคภายหลังพระราชาทรงพระดำริว่า „พระโพธิสัตว์รู้อัธยาศัยของสัตว์ดิรัจฉาน“ จึงได้ประทานยศใหญ่แก่พระโพธิสัตว์.

พระศาสดาตรัสว่า „ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสองรูปนี้เป็นผู้คุ้นเคยกันในบัดนี้เท่านั้น หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ได้เป็นผู้คุ้นเคยกันมาแล้ว“ ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงเปลี่ยนแสดงด้วยกถาว่า ด้วยสัจจะ ๔ ทรงสืบอนุสนธิแล้วทรงประชุมชาดก. 

ชื่อว่าการเปลี่ยนมาแสดงกถาว่า ด้วยสัจจะ ๔ นี้ ย่อมมีแม้ทุกชาดกทีเดียว แต่เราทั้งหลายจักแสดงการเปลี่ยนกลับมาแสดงกถาว่า ด้วยอริยสัจ ๔ เฉพาะในชาดกที่ปรากฏอานิสงส์แก่บุคคลนั้นเท่านั้นแล. 

สนัขในกาลนั้นได้เป็นอุบาสกในบัดนี้ ช้างในกาลนั้นได้เป็นพระเถระ แต่ในบัดนี้ พระราชาในกาลนั้นได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนบัณฑิตผู้เป็นอำมาตย์ได้เป็นเราแล.

Credit: Palipage : Guide to Language - Pali

26. มหิฬามุขชาตกํ - ว่าด้วยการเสี้ยมสอน25. ติตฺถชาตกํ - ว่าด้วยการเบื่อเพราะซ้ำซาก , 24. ว่าด้วยม้าอาชาไนยกับม้ากระจอก 23. ว่าด้วยม้าสินธพอาชาไนย , 22. ว่าด้วยสุนัขที่ถูกฆ่า , 21. ว่าด้วยกวางกุรุงคะ , 20. เหตุที่ไม้อ้อเป็นรูทะลุตลอด , 19. ว่าด้วยการเปลื้องตน , 18. ว่าด้วยสัตว์ไม่ควรฆ่าสัตว์ , 17. ว่าด้วยความหนาวเกิดแต่ลม , 16. ว่าด้วยเล่ห์กลลวงพราน , 15. ว่าด้วยผู้ล่วงเลยโอวาท , 14. ว่าด้วยอำนาจของรส , 13. ว่าด้วยผู้ตกอยู่ในอำนาจหญิง , 12. ว่าด้วยการเลือกคบ , 11. ว่าด้วยผู้มีศีล , 10. ว่าด้วยการอยู่เป็นสุข , 9. ว่าด้วยเทวทูต , 8. ว่าด้วยไม่ใจเร็วด่วนได้ , 7. ว่าด้วยพระเจ้ากัฏฐวาหนะ ,  6. ว่าด้วยธรรมของเทวดา , 5. ว่าด้วยราคาข้าวสาร,  4. ว่าด้วยคนฉลาดตั้งตนได้ , 3.  ว่าด้วยเสรีววาณิช , 2. ว่าด้วยผู้ไม่เกียจคร้าน , 1. ว่าด้วยการรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ 




ภาพวาดพุทธประวัติเรียงลำดับเหตุการณ์ โดย กฤษณะ สุริยกานต์ ,  รวมภาพพุทธประวัติเรียงลำดับเหตุการณ์ ทั้งหมด 81 ภาพ วัดพระบาทน้ำพุ , ภาพวาดพุทธประวัติ โดย อ.คำนวน ชานันโท สุดยอด พุทธจิตรกร , พุทธประวัติโดยย่อ , Buddhist Paintings - The Life of the Buddha