วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

คนมีปัญญาดี ไม่ประมาทในเมื่อผู้อื่นประมาท
อังคารที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕  ตรงกับขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๖ ปีขาล

อปฺปมตฺโต ปมตฺเตสุ    สุตฺเตสุ พหุชาคโร
อพลสฺสํว สีฆสฺโส      หิตฺวา ยาติ สุเมธโส.

“คนมีปัญญาดี ไม่ประมาทในเมื่อผู้อื่นประมาท มักตื่นในเมื่อผู้อื่นหลับ ย่อมละทิ้ง (คนโง่) เหมือนม้าฝีเท้าเร็วทิ้งม้าไม่มีกำลังไปฉะนั้น.”

(พุทฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๑๘, ๑๙.

ปัญญา คือ ความรอบรู้ แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ ปัญญาทางโลก และปัญญาทางธรรม

ปัญญาทางโลก คือปัญญาเพื่อการดำรงชีวิต หมายเอาปัญญาที่เกิดจากการศึกษาเรียนรู้ในวิชาการต่าง ๆ ที่เราศึกษากันมาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา ความรู้ที่เกิดจากการศึกษาวิชาการต่าง ๆ เหล่านั้น เรียกว่า ปัญญาทางโลก หรือ ปัญญาเพื่อการดำรงชีวิต

เราใช้ปัญญาทางโลกนี้ในการประกอบสัมมาชีพ ทำงานหาเงินมาเลี้ยงชีวิต มาจุนเจือครอบครัว ผู้ที่มีความรู้ในวิชาการมาก มีความสามารถมาก ย่อมจะได้เปรียบคนอื่น ๆ ในการประกอบธุรกิจ หรือการทำหน้าที่การงานใด ๆ ก็ตาม เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ชาวโลกทั้งหลายเขาต้องการกัน นั่นก็คือ ทรัพย์สินเงินทอง

การดำเนินชีวิตในโลกนั้น ราแข่งขันกันด้วยปัญญาคือความรู้ความสามารถ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาก ย่อมมีอนาคตไกล มีโอกาสมากกว่าคนอื่น ในการที่จะเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีโอกาสเป็นหัวหน้าคนอื่น มีโอกาสรับราชการมียศมีตำแหน่งใหญ่โต มีโอกาสในการทำธุรกิจส่วนตัว มีโอกาสสร้างรายได้มากกว่าคนอื่น

คนที่มีความรู้น้อย ความสามารถน้อย โอกาสก็น้อยตามไปด้วย การที่จะมีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือการที่จะมีโอกาสได้เป็นหัวหน้าคนอื่น เป็นผู้นำคนอื่นนั้น ยากนักยากหนา โอกาสที่จะทำธุรกิจหาทรัพย์สินได้จำนวนมาก ๆ นั้น ยิ่งเป็นไปได้ยาก

นี่คือความสำคัญของปัญญา  เพราะชาวโลกเขาดำรงชีวิตด้วยปัญญา แข่งขันกันด้วยปัญญา ปัญญาน้อยโอกาสก็น้อย ปัญญามากโอกาสก็มาก ธรรมดามันเป็นเช่นนี้

ปัญญาทางธรรม คือปัญญารู้เห็นสรรพสิ่งตามความเป็นจริง ไม่ลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งลวงตาทั้งหลาย เข้าใจธรรมชาติทุกอย่าง อย่างที่มันเป็นจริง ๆ ไม่ใช่เข้าใจอย่างที่ชาวโลกเขาสมมติกัน

การศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า การปฏิบัติธรรมตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือพระนิพพาน อันจะเป็นทางพ้นทุกข์ได้นั้น ปัญญาทางธรรมนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก

ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งคัมภีรภาพยิ่งนัก ยากที่คนโง่เขลาเบาปัญญาจะศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้และปฏิบัติตามให้ได้ผลโดยเร็วได้ จำเป็นต้องอาศัยการฝึกปรือ จำเป็นต้องอาศัยการสั่งสมบารมีอย่างยิ่งยวด

ผู้ที่มีปัญญาทางธรรมนั้น จะพิจารณาเห็นสรรพสิ่งตามความเป็นจริง จะเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ คือเป็นผู้ตื่นรู้ด้วยปัญญา เห็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของสิ่งทั้งปวง ที่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา

เห็นความเป็นทุกข์ของสิ่งทั้งปวง คือภาวะที่ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ไม่สามารถคงอยู่ในสภาพเดิมได้ ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา และแตกสลายไปในที่สุด

เห็นความเป็นอนัตตาของสิ่งทั้งปวง คือภาวะที่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งไร้ตัวตน คือเป็นสภาพที่ไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ตามปรารถนาได้ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามกฎของพระไตรลักษณ์ ไม่มีใครสามารถบังคับให้เป็นอย่างอื่นได้

เมื่อพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงเช่นนี้แล้ว ผู้มีปัญญาจะไม่ประมาท คือไม่ลุ่มหลงมัวเมาในชีวิต ว่าชีวิตนี้จะยืนยาว แต่จะพิจารณาว่า ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน แต่ความตายเป็นของแน่นอน ดังนั้น จึงรีบเร่งศึกษาและปฏิบัติธรรมในขณะที่ยังสามารถทำได้ ไม่รอเวลา เพราะไม่รู้ว่าชีวิตจะจบลงเมื่อใด

ผู้มีปัญญาจะไม่ประมาทในวัย ว่าตอนนี้เรายังอยู่ในวัยหนุ่มสาว ใช้ชีวิตวัยรุ่นให้คุ้มเสียก่อน แล้วค่อยสนใจเรื่องการปฏิบัติธรรมทีหลังเมื่อถึงวัยชรา ผู้มีปัญญาจะไม่คิดเช่นนี้ เพราะจริง ๆ แล้วเราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า เมื่อถึงวัยชรา ความทรงจำของเราจะยังดีพอที่จะศึกษาธรรมะให้เข้าใจหรือไม่ เราจะยังมีกำลังพอที่จะปฏิบัติธรรมให้ได้ผลได้หรือไม่ ไม่รู้แม้กระทั่งว่า เราจะมีชีวิตยืนยาวจนถึงวัยชราหรือไม่

ผู้มีปัญญาจะไม่ประมาทในสุขภาพ ว่าสุขภาพจะดีตลอดไป หรือว่าตนเองเป็นคนแข็งแรง คงไม่มีวันเจ็บไข้ได้ป่วย ปฏิบัติธรรมวันไหนก็ได้ เพราะสุขภาพยังดีอยู่ แต่จะพิจารณาว่า วันนี้สุขภาพยังดี ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ ต้องรีบขวนขวายศึกษาและปฏิบัติธรรม ก่อนที่สุขภาพจะทรุดโทรมจนปฏิบัติธรรมไม่ไหว

ผู้มีปัญญาจะไม่ประมาทในเวลา ว่ายังมีเวลาอีกมาก ปฏิบัติธรรมเมื่อใดก็ได้ ยังมีเวลาอีกเยอะ แต่จะพิจารณาว่า เราไม่รู้เลยว่าเวลาชีวิตของเรายังเหลืออยู่อีกเท่าไหร่ ต้องรีบขวนขวายปฏิบัติธรรมกำจัดทุกข์ ในขณะที่ยังมีเวลา จะได้ไม่ต้องเสียใจในเมื่อเวลาของเราหมดลงจริง ๆ

ผู้มีปัญญาจะไม่ประมาทในธรรม ว่าวันนี้เอาไว้ก่อน วันหลังค่อยปฏิบัติธรรมก็ได้ เพราะพระธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ลึกซึ้งคัมภีรภาพยิ่งนัก ใช่ว่าศึกษาแล้วจะเข้าใจทันที หรือปฏิบัติแล้วจะได้ผลทันที แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีปัญญาบารมีมากมายขนาดนั้น ยังต้องใช้เวลาในชาติสุดท้ายเป็นเวลาถึง ๖ ปี จึงสามารถบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณได้ เราเป็นปุถุชนคนธรรมดา ยิ่งต้องใช้เวลาในการบำเพ็ญบารมีมากขึ้นไปอีก เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว จะลงมือปฏิบัติธรรมทันที ไม่ประมาท

ผู้มีปัญญาเมื่อไม่ประมาทเช่นนี้ ลงมือศึกษาและปฏิบัติธรรมทันที ไม่ช้านานย่อมจะสามารถบรรลุธรรมขั้นสูง สามารถกระทำที่สุดแห่งทุกข์ ถึงสันติสุขคือพระนิพพานได้ ตามสมควรแก่บารมีที่ได้สั่งสมมา เมื่อถึงคราวที่ต้องละจากโลกนี้ไป ก็จะไปอย่างไม่หวนกลับ ดับภพดับชาติอย่างสิ้นเชิง ทิ้งเหล่าคนเขลาผู้มัวประมาทให้เผชิญชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ และมรณทุกข์ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อไป เปรียบเหมือนม้าฝีเท้าดีที่วิ่งเข้าสู่จุดหมายปลายทาง ทิ้งม้าฝีเท้าแย่ไว้ข้างหลังฉะนั้น.

ใจสั่งมา

Credit:  ชาญ สร้อยสุวรรณ

💥อ่านคาถาธรรมบทเพิ่มเติม👇

ดอกไม้แห้งแต่ยังทรงคุณค่าแห่งธรรม 

1. หมวดคู่ - THE PAIRS2. หมวดไม่ประมาท - Heedfulness3. หมวดจิต - The Mind4. หมวดดอกไม้ - THE FLOWERS5. หมวดคนพาล - THE FOOL,  6. หมวดบัณฑิต - The Wise7. หมวดพระอรหันต์ - THE WORTHY8. หมวดพัน - THE THOUSANDS9. หมวดบาป - EVIL10. หมวดลงทัณฑ์ - PUNISHMENT11. หมวดชรา - OLD AGE12. หมวดตน - THE SELF13. หมวดโลก - THE WORLD14. หมวดพระพุทธเจ้า - THE ENLIGHTENED ONE15. หมวดความสุข - HAPPINESS16. หมวดความรัก - AFFECTIONS17. หมวดความโกรธ - ANGER18. หมวดมลทิน - IMPURITY19. หมวดเที่ยงธรรม - THE JUST20. หมวดทาง - THE PATH21. หมวดเบ็ดเตล็ด - MISCELLANEOUS22. หมวดนรก - HELL23. หมวดช้าง - THE ELEPHANT24. หมวดตัณหา - CRAVING25. หมวดภิกษุ - THE MONK,  26. หมวดพราหมณ์ - THE BRAHMANA

วัดพระธาตุดอยคำ 

วัดพระธาตุดอยคำเป็นวัดที่มีความสำคัญในจังหวัดเชียงใหม่ อายุเก่าแก่กว่า 1,300 ปี เวลาเดินทางไป เชียงใหม่ เราก็จะเห็นองค์พระธาตุสีทองอร่ามของ วัดพระธาตุดอยคำ เด่นชัดมาแต่ไกล ที่นี่เองที่เป็นจุดสังเกตของการบินไทยก่อนที่จะลดระดับเครื่องบินลงจอดที่สนามบิน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความเป็นมายาวนานนับพันปีตั้งแต่สมัยหริภุญชัย เลยทีเดียว 

วัดพระธาตุดอยคำ  :  ตั้งอยู่ที่ ตำบลแม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เดินทางไปได้ ตามเส้นทางเลียบคลองชลประทาน  จะมีป้ายบอกข้ามคลองไปทางตำบลแม่เหียะ จะพบทางขึ้นเขาไปยังพระธาตุดอยคำ

Ancient reclining Buddha sculpture in Ajanta cave no.26, Ajanta village, Aurangabad district, Maharashtra state of India.




วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

ดอกไม้แห้งแต่ยังทรงคุณค่าแห่งธรรม ขอนำพระพุทธพจน์ในปุปผวรรคธรรมบทมาให้ท่านอ่าน

ดอกไม้แห้งแต่ยังทรงคุณค่าแห่งธรรม ขอนำพระพุทธพจน์ในปุปผวรรคธรรมบทมาให้ท่านอ่าน

🌺 ใครจักรู้แจ้งแผ่นดินนี้ ใครจักรู้แจ้งยมโลกและมนุษยโลกนี้พร้อมกับเทวโลก ใครจักเลือกสรรบทธรรมที่เราแสดงดีแล้ว ดุจนายมาลาการผู้ฉลาดเลือกสรรดอกไม้ ฉะนั้น.

🌷 พระเสขะจักรู้แจ้งแผ่นดิน พระเสขะจักรู้แจ้งยมโลกและมนุษยโลกนี้พร้อมกับเทวโลก พระเสขะจักเลือกสรรบทธรรมที่เราแสดงดีแล้ว ดุจนายมาลาการผู้ฉลาดเลือกสรรดอกไม้ ฉะนั้น.

🌹 ภิกษุทราบกายนี้ว่า "เปรียบด้วยฟองน้ำ" ตรัสรู้พร้อมเฉพาะกายนี้ว่า "มีพยับแดดเป็นธรรม" ตัดดอกไม้อันเป็นประธานของมารแล้ว พึงไปสู่ที่ที่มัจจุราชมองไม่เห็น.

🌸 มัจจุย่อมจับนรชนผู้มีใจอันซ่านไปแล้วในอารมณ์ต่างๆ กำลังเลือกเก็บดอกไม้ทั้งหลายนั่นเที่ยวไป เหมือนห้วงน้ำใหญ่พัดชาวบ้านผู้หลับแล้วไป ฉะนั้น.

🌼 มัจจุผู้ทำซึ่งที่สุด ย่อมทำนรชนผู้มีใจอันซ่านไปแล้วในอารมณ์ต่างๆ ผู้กำลังเลือกเก็บดอกไม้ทั้งหลาย ผู้ไม่อิ่มแล้วในกามคุณนั่นแล ไว้ในอำนาจ 

🌻 ภมรไม่ยังดอกไม้อันมีสีให้ชอกช้ำ ลิ้มเอาแต่รสแล้วย่อมบินไป แม้ฉันใด  มุนีพึงเที่ยวไปในบ้าน ฉันนั้น 

🌷 บุคคลไม่พึงใส่ใจคำแสลงหูของชนเหล่าอื่น ไม่พึงแลดูกิจที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำของชนเหล่าอื่น พึงพิจารณากิจที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำของตนเท่านั้น.

🌼 ดอกไม้งามมีสีแต่ไม่มีกลิ่นแม้ฉันใด วาจาสุภาษิตย่อมไม่มีผลแก่บุคคลผู้ไม่ทำ ฉันนั้น.

🌸 ดอกไม้งามมีสีมีกลิ่นแม้ฉันใด วาจาสุภาษิตย่อมมีผลแก่บุคคลผู้ทำดี ฉันนั้น.

🌹 นายมาลาการพึงทำกลุ่มดอกไม้ให้มาก แต่กองแห่งดอกไม้ แม้ฉันใด สัตว์ [ผู้มีอันจะพึงตายเป็นสภาพ] ผู้เกิดแล้ว พึงทำกุศลให้มาก ฉันนั้น.

💥อ่านคาถาธรรมบทเพิ่มเติม👇

1. หมวดคู่ - THE PAIRS2. หมวดไม่ประมาท - Heedfulness3. หมวดจิต - The Mind4. หมวดดอกไม้ - THE FLOWERS5. หมวดคนพาล - THE FOOL,  6. หมวดบัณฑิต - The Wise7. หมวดพระอรหันต์ - THE WORTHY8. หมวดพัน - THE THOUSANDS9. หมวดบาป - EVIL10. หมวดลงทัณฑ์ - PUNISHMENT11. หมวดชรา - OLD AGE12. หมวดตน - THE SELF13. หมวดโลก - THE WORLD14. หมวดพระพุทธเจ้า - THE ENLIGHTENED ONE15. หมวดความสุข - HAPPINESS16. หมวดความรัก - AFFECTIONS17. หมวดความโกรธ - ANGER18. หมวดมลทิน - IMPURITY19. หมวดเที่ยงธรรม - THE JUST20. หมวดทาง - THE PATH21. หมวดเบ็ดเตล็ด - MISCELLANEOUS22. หมวดนรก - HELL23. หมวดช้าง - THE ELEPHANT24. หมวดตัณหา - CRAVING25. หมวดภิกษุ - THE MONK,  26. หมวดพราหมณ์ - THE BRAHMANA






วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

26. หมวดพราหมณ์ - THE BRAHMANA

26. หมวดพราหมณ์ - THE BRAHMANA 

๑. ฉินฺท  โสตํ  ปรกฺกมฺม    กาเม  ปนูท  พฺราหฺมณ,  

    สงฺขารานํ  ขยํ  ญตฺวา   อกตญฺญสิ  พฺราหฺมณ ฯ๓๘๓ฯ  

พราหมณ์เอย ท่านจงพยายามหยุดกระแส (ตัณหา) และบรรเทากามทั้งหลายเสีย พราหมณ์เอย เมื่อท่านรู้ความสิ้นไปแห่งสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย ท่านก็จะรู้สิ่งที่ไม่ปรุงแต่ง (นิพพาน)

Strive and stop the stream of craving, Discrad, O brahmana, sense-desires. Knowing conditioned things, brahmana, You will know the Unconditioned.

๒. ยทา ทฺวเยสุ ธมฺเมสุ   ปารคู โหติ พฺราหฺมโณ, 

    อถสฺส  สพฺเพ  สํโยคา   อตฺถํ  คจฺฉนฺติ  ชานโต ฯ๓๘๔ฯ  

เมื่อใดพราหมณ์ข้ามถึงฝั่งโน้น (นิพพาน) ด้วยการปฏิบัติธรรมทั้งสอง (สมถะและวิปัสนา) เมื่อนั้นเครื่องผูกพันทั้งปวง ของเขาผู้รู้จริงย่อมสิ้นไป

When depending on the twofold means, A brahmana has reached the Other Shore, Then of that one who knows, All fetters remain no more.

๓. ยสฺส  ปารํ  อปารํ  วา   ปาราปารํ  น  วิชฺชติ,  

    วีตทฺทรํ  วิสญฺญุตฺตํ    ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๓๘๕ฯ 

ผู้ใดไม่มีฝั่งนี้ หรือฝั่งโน้น หรือไม่มีทั้งสองฝั่ง ไม่มีความกระวนกระวายใจ เป็นอิสระ ผู้นั้นเราเรียกว่า พราหมณ์

For whom there exists Neither the Hither nor the Father Shore, Nor both the Hither and the Farther Shore, He who is undistressed and unbound- Him do I call a brahmana.

๔. ฌายึ  วิรชมาสีนํ   กตกิจฺจํ  อนาสวํ,  

    อุตฺตมตฺถํ  อนุปฺปตฺตํ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๓๘๖ฯ  

ผู้ใดบำเพ็ญฌาน ปราศจากกิเลส อยู่คนเดียว หมดกิจที่จะพึงทำ หมดอาสวะ ลุถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ผู้นั้นเราเรียกว่า พราหมณ์

Meditative, dwelling alone, Free from passion taint, Having done what should be done, Devoid of all corruptions, And having reached the Highest Goal- Him do I call a brahmana

๕. ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ   รตฺติมาภาติ จนฺทิมา, 

    สนฺนทฺโธ  ขตฺติโย  ตปติ   ฌายี  ตปติ  พฺราหฺมโณ, 

    อถ  สพฺพมโหรตฺตึ   พุทฺโธ  ตปติ  เตชสา ฯ๓๘๗ฯ  

พระอาทิตย์ สว่างกลางวัน พระจันทร์ สว่างกลางคืน นักรบสง่างามเมื่อสวมเกราะเตรียมรบ พราหมณ์ สง่างามเมื่อเข้าฌาน แต่พระพุทธเจ้าสง่างามทั้งกลางวันกลางคืน

By day the sun shines. By night the moon is bright. Armoured shines the warrior. In meditation the brahmana glows. But all day and all night, The Buddha shines in splendour.

๖. พาหิตปาโป  หิ  พฺราหฺมโณ,  

    สมจริยา  สมโณติ  วุจฺจติ, 

    ปพฺพาชยมตฺตโน  มลํ,  

    ตสฺมา  ปพฺพชิโตติ  วุจฺจติ ฯ๓๘๘ฯ  

ผู้ที่ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะละบาปได้ ชื่อว่าสมณะ เพราะมีจรรยาสงบ ชื่อว่าบรรพชิต เพราะละมลทินได้

Without evil he is called a brahmana. He who lives in peace is called a samana. With all impurities gone, A pabbajita is he called.

๗. น  พฺราหฺมณสฺส  ปหเรยฺย   นาสฺส  มุญฺเจถ  พฺราหฺมโณ,    

    ธิ  พฺราหฺมณสฺส  หนฺตารํ    ตโต  ธิ  ยสฺส  มุญฺจติ ฯ๓๘๙ฯ  

ไม่ควรรังแกพราหมณ์ (นักบวช) และพราหมณ์ก็ไม่ควรแสดงความโกรธตอบ คนที่รังแกพราหมณ์ เป็นคนน่าตำหนิ แต่พราหมณ์ผู้โกรธตอบ น่าตำหนิกว่า

One should not strike a brahmana, Nor such a brahmana vent his wrath on him. Woe to him who strikes a brahamana. More woe to him who gives way to his wrath.

๘.  น  พฺราหฺมณสฺเสตทกิญฺจิ  เสยฺโย, 

    ยทานิเสโธ  มนโส  ปิเยหิ, 

    ยโต  ยโต  หึสมโน  นิวตฺตติ, 

    ตโต  ตโต  สมฺมติเมว  ทุกฺขํ, ฯ๓๙๐ฯ  

ไม่มีอะไรจะดีสำหรับพราหมณ์ เท่ากับหักห้ามใจจากปิยารมณ์ เมื่อใดเขาไม่เบียดเบียนคนอื่น เมื่อนั้น ความทุกข์ก็สงบ

Naught is better for a brahmana. Than restraint of mind from what is dear. Whenever his ill will has been put aside, Then and then only his sorrow subsides.

๙. ยสฺส  กาเยน  วาจาย   มนสา  นตฺถิ  ทุกฺกตํ,  

    สํวุตํ  ตีหิ  ฐาเนหิ    ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๓๙๑ฯ  

ผู้ใดไม่มีความชั่วทางกาย วาจา ใจ สำรวมระวังทั้งสามทวาร ผู้นั้นเราเรียกว่า พราหมณ์

He in whom there is no evil done, Through body speech or mind, He who is restrained in the three ways- Him do I call a brahmana.

๑๐. ยมฺหา  ธมฺมํ  วิชาเนยฺย   สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิตํ,  

    สกฺกจฺจํ  นํ  นมสฺเสยฺย   อคฺคิหุตฺตํว  พฺราหฺมโณ ฯ๓๙๒ฯ 

เมื่อรู้ธรรมที่พุทธเจ้าทรงแสดง จากบุคคลใด ควรเคารพนอบน้อมบุคคลนั้น เหมือนพราหมณ์บูชาไฟ

From whom one knows the Truth Sublime Which the Awakened One proclaimed, Devotedly should one revere him, As a brahmana tends the sacrificial fire.

๑๑. น  ชฏาหิ  น  โคตฺเตน   น  ชจฺจา  โหติ  พฺราหฺมโณ,  

    ยมฺหิ  สจฺจญฺจ  ธมฺโม  จ   โส  สุจี  โส  จ  พฺราหฺมโณ ฯ๓๙๓ฯ  

มิใช่เพราะมุ่นชฏา มิใช่เพราะโคตร มิใช่เพราะกำเนิด (ที่ดี) ที่ทำคนให้เป็นพราหมณ์ ใครก็ตามมีสัจจะและทรงธรรม ย่อมจะบริสุทธิ์ล้ำและเป็นพราหมณ์

Not by matted hair, nor by clan, nor by birth, Does one become a brahmana. In whom there are truth and righteousness, Pure is he, a brahmana is he.

๑๒. กินฺเต  ชฏาหิ  ทุมฺเมธ    กินฺเต  อชินสาฏิยา,  

    อพฺภนฺตรนฺเต  คหณํ    พาหิรํ  ปริมชฺชสิ ฯ๓๙๔ฯ  

เจ้าโง่เอ๋ย ผมยาว หนังสัตว์ จะมีประโยชน์อะไรสำหรับเจ้า ภายนอกเจ้าสะอาดสดใส แต่ภายในเจ้ารกรุงรัง

What use of your matted hair, O foolish one? And what of your entelope-garment? Full of impurities is your mind, You embellish only the outside.

๑๓. ปํสุกูลธรํ  ชนฺตุํ   กิสํ  ธมนิสนฺถตํ, 

    เอกํ  วนสฺมึ  ฌายนฺตํ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๓๙๕ฯ  

ผู้ทรงผ้าบังสุกุล ผอมจนเห็นแต่เส้นเอ็น บำเพ็ญฌานในป่าเปลี่ยวคนเดียว เราเรียกว่า พราหมณ์

Clad in rag-robes and lean, With body overspread by veins, Meditating in the forest alone- Him do I call a brahmana.

๑๔. น  จาหํ  พฺราหฺมณํ  พฺรูมิ   โยนิชํ  มตฺติสมฺภวํ, 

    โภวาที  นาม  โส  โหติ   ส  เว  โหติ  สกิญฺจโน,  

    อกิญฺจนํ  อนาทานํ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๓๙๖ฯ  

เพียงเกิดในตระกูลพราหมณ์ หรือมีมารดาเป็นพราหมณ์ เราไม่เรียกเขาว่า พราหมณ์ หากเขายังมีกิเลสอยู่ เขาก็เป็นพราหมณ์แต่ชื่อ ผู้ใดหมดกิเลสไม่ยึดมั่นถือมั่น ผู้นั้นเราเรียกว่า พราหมณ์

I do not call him a brahmana Merely because he is born of a womb Or sprung from a brahmani. If he is full of impediments, He is merely a brahmana by name. He who is free from impediments and clinging- Him do I call a brahmana.

๑๕. สพฺพสํโยชนํ  เฉตฺวา   โย  เว  น  ปริตสฺสติ,  

    สงฺคาติคํ  วิสํยุตฺตํ    ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๓๙๗ฯ 

ผู้ใดตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้หมดสิ้น ไม่หวาดกลัว หมดพันธะ เป็นอิสระจากเครื่องจองจำคือกิเลส ผู้นั้นเราเรียกว่า พราหมณ์

He who has cut off all bonds, He who trembles not, He who is free and unbound- Him do I call a brahmana.

๑๖. เฉตฺวา  นทฺธึ  วรตฺตญฺจ   สนฺทานํ  สหนุกฺกมํ, 

    อุกฺขิตฺตปลิฆํ  พุทฺธํ    ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๓๙๘ฯ 

ผู้ที่ตัดชะเนาะ (ความโกรธ) เชือกหนัง (ตัณหา) เชือกป่าน (ความเห็นผิด) พร้อมทั้งอนุสัยกิเลส ถอดลิ่มสลัก (อวิชชา) รู้แจ้งอริยสัจแล้ว เราเรียกว่า พราหมณ์

He who has cut off the strap (of hatred), The thong (of craving), The rope (of heresies), Together with all tendencies: He who has thrown up the cross-bar (ignorance) And has realized the Truth- Him do I call a brahmana.

๑๗. อกฺโกสํ  วธพนฺธญฺจ   อทุฏฺโฐ  โย  ติติกฺขติ,  

    ขนฺตีพลํ  พลาณีกํ    ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๓๙๙ฯ  

ผู้ใดไม่โกรธ ทนต่อการด่า และการลงโทษจองจำ มีขันติเป็นกำลังทัพ ผู้นั้นเราเรียกว่า พราหมณ์

He who is not wrathful Bears reviling, blows and bonds, Whose power, the potent army, is patience- Him do I call a brahmana.

๑๘. อกฺโกธนํ  วตวนฺตํ   สีลวนฺตํ  อนุสฺสทํ,  

    ทนฺตํ  อนฺติมสารีรํ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๐๐ฯ 

ผู้ใดไม่มักโกรธ ทรงศีลพรต หมดกิเลสฝึกฝนตน มีชีวิตอยู่ในโลกนี้เป็นครั้งสุดท้าย ผู้นั้น เราเรียกว่า พราหมณ์

He who is free from anger, He who is dutiful and righteous, He who is without craving, and controlled; And he who bears his final body- Him do I call a brahmana.

๑๙. วาริ  โปกฺขรปตฺเตว   อารคฺเคริว  สาสโป,      

    โย  น  ลิมฺปติ  กาเมสุ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๐๑ฯ 

ผู้ใดไม่ติดในกาม เหมือนหยาดน้ำไม่ติดใบบัว และเมล็ดผักกาดไม่ติดปลายเข็ม ผู้นั้นเราเรียกว่า พราหมณ์

Like water on a lotus leaf, Like a mustard seed on a needle's point, He who clings not to sensual pleasures- Him do I call a brahmana.

๒๐. โย  ทุกฺขสฺส  ปชานาติ   อิเธว  ขยมตฺตโน, 

    ปนฺนภารํ  วิสญฺญุยุตฺตํ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๐๒ฯ  

ผู้รู้วิธีดับทุกข์ของตนได้ในโลกนี้ หมดภาระแบกหามกิเลส เป็นอิสระจากกิเลส เราเรียกว่า พราหมณ์

He who has realized in this world The destruction of his own ill, Who has put aside the burden and is freed- Him do I call a brahmana.

๒๑. คมฺภีรปญฺญํ  เมธาวึ   มคฺคามคฺคสฺส  โกวิทํ, 

    อุตฺตมตฺถํ  อนุปฺปตฺตํ    ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๐๓ฯ 

ผู้มีปัญญาลึกซึ้ง หลักแหลม ฉลาดเลือกทางผิดทางชอบ บรรลุถึงจุดหมายปลาทางอันอุดม เราเรียกว่า พราหมณ์

He whose wisdom is deep, Who is wise and skilled In the right and wrong means, Who has reached the Highest Goal- Him do I call a brahmana.

๒๒. อสํสฏฺฐํ  คหฏฺเฐหิ   อนาคาเรหิ  จูภยํ,  

    อโนกสารึ  อปฺปิจฺฉํ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๐๔ฯ 

ผู้ไม่คลุกคลีกับบุคคลทั้งสองฝ่าย คือคฤหัสถ์และบรรพชิต จรไปคนเดียว ไม่ติดถิ่น มักน้อย เราเรียกว่า พราหมณ์

He who is not intimate With both householder and homeless, Who with no fixed abode Wanders, wanting but little- Him do I call a brahmana.

๒๓.  นิธาย  ทณฺฑํ  ภูเตสุ   ตเสสุ  ถาวเรสุ  จ, 

    โย  น  หนฺติ  น  ฆาเตติ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๐๕ฯ 

ผู้งดเบียดเบียนสัตว์อื่น ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ไม่ฆ่าเอง ไม่สั่งให้คนอื่นฆ่า เราเรียกว่า พราหมณ์

He who has given up harming creatures, Whether feeble or strong, Who neither kills nor causes to kill- Him do I call a brahmana.

๒๔. อวิรุทฺธํ  วิรุทฺเธสุ   อตฺตทณฺเฑสุ  นิพฺพุตํ,  

    สาทาเนสุ  อนาทานํ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๐๖ฯ 

ผู้ไม่ดุร้าย กลางกลุ่มชนผู้ดุร้าย สงบ กลางกลุ่มชนผู้ทารุณ ไม่ยึดมั่นกลางกลุ่มผู้ยึดมั่น เราเรียกว่า พราหมณ์

Friendly among the hostile, Peaceful among the violent, Ungrasping among the grasping- Him do I call a brahmana.

๒๕. ยสฺส  ราโค  จ  โทโส  จ    มาโน  มกฺโข  จ  ปาติโต, 

    สาสโปริว  อารคฺคา    ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหมณํ ฯ๔๐๗ฯ 

ความกำหนัด ความขัดเคือง ความหยิ่ง ความดูถูกบุญคุณคนอื่น หมดไปจากผู้ใด เหมือนเมล็ดผักกาด ตกไปจากปลายเข็ม ผู้นั้นเราเรียกว่า พราหมณ์

In whom lust, hatred, pride And detraction are fallen off, As a mustard seed from the needle's point- Him do I call a brahmana.

๒๖. อกกฺกสํ  วิญฺญาปนึ   คิรํ  สจฺจํ  อุทีรเย,  

    ยาย  นาภิสเช  กญฺจิ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๐๘ฯ  

ผู้พูดถ้อยคำนิ่มนวล แจ่มกระจ่าง สัตย์จริง ไม่กระทบกระทั่งใคร เราเรียกว่า พราหมณ์

He who utters words Gentle, instructive and true, He who gives offence to none Him do I call a brahmana.

๒๗. โยธ  ทีฆํ  วา  รสฺสํ  วา   อณุํ  ถูลํ  สุภาสุภํ, 

    โลเก  อทินฺนํ  นาทิยติ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๐๙ฯ  

ผู้ใดไม่ขโมยของคนอื่น ไม่ว่าสั้นหรือยาว เล็กหรือใหญ่ ดีหรือไม่ดี ผู้นั้นเราเรียกว่า พราหมณ์

He who in this world Takes not what is not given, Be it long or short, Small or great, fair or foul- Him do I call a brahmana.

๒๘. อาสา  ยสฺส  น  วิชฺชนฺติ   อสฺมึ  โลเก  ปรมฺหิ  จ, 

    นิราสยํ  วิสํยุตฺตํ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๑๐ฯ  

ผู้ใดไม่มีความอยาก ในโลกนี้และโลกหน้า หมดกิเลส เป็นอิสระ ผู้นั้นเราเรียกว่า พราหมณ์

He who has no longing Either for this world or nexto world, Who is detached and emancipated- Him do I call a brahmana.

๒๙. ยสฺสาลยา  น  วิชฺชนฺติ   อญฺญาย  อกถงฺกถี, 

    อมโตคธํ  อนุปฺปตฺตํ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๑๑ฯ  

ผู้ใดหมดตัณหา หมดสงสัย เพราะรู้แจ้งจริง ลุถึงอมตนิพพานแล้ว ผู้นั้นเราเรียกว่า พราหมณ์

He who has no more longing, Who through knowledge is free from doubts, Who has plunged deep into the Deathless- Him do I call a brahmana.

๓๐. โยธ  ปุญฺญญฺจ  ปาปญฺจ   อุโภ  สงฺคํ  อุปจฺจคา, 

    อโสกํ  วิรชํ  สุทฺธํ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๑๒ฯ  

ผู้ละบุญละบาปได้ พ้นกิเลสผูกพัน ไม่โศก ไม่มีกิเลส บริสุทธิ์ เราเรียกว่า พราหมณ์

He who has passed beyond Good and bad and attachment, Who is sorrowless, stainless and pure- Him do I call a brahmana.

๓๑. จนฺทํว  วิมลํ  สุทฺธํ   วิปฺปสนฺนมนาวิลํ, 

    นนฺทิภวปริกฺขีณํ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๑๓ฯ  

ผู้บริสุทธิ์ เหมือนจันทร์แจ่ม สงบ ผ่องใส หมดความพอใจในภพ เราเรียกว่า พราหมณ์

He who is pure as the spotless moon, He who is serene and clear, He who has ended delight in existence- Him do I call a brahmana.

๓๒. โย  อิมํ  ปลิปถํ  ทุคฺคํ   สํสารํ  โมหมจฺจคา, 

    ติณฺโณ  ปารคโต  ฌายี   อเนโช  อกถงฺกถี, 

    อนุปาทาย  นิพฺพุโต   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๑๔ฯ  

ผู้ข้ามสงสารวัฏ และโมหะ อันเป็นทางหล่มที่ข้ามได้แสนยากนี้ ลุถึงฝั่งโน้น เป็นนักกรรมฐาน หมดตัณหา หมดความสงสัย หมดความยึดมั่น บรรลุนิพพาน เราเรียกว่า พราหมณ์

He who has passed beyond This quagmire, this difficult path, The ocean (of life) and delusion, Who has crossed and gone beyond, Who is meditative, desireless and doubtless, Who, clinging to nought, has attained Nibbana- Him do I call a brahmana.

๓๓. โยธ  กาเม  ปหตฺวาน   อนาคาโร  ปริพฺพเช, 

    กามภวปริกฺขีณํ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๑๕ ฯ  

ผู้ละกามารมณ์ ออกบวชไม่มีเรือน หมดความใคร่ในภพ เราเรียกว่า พราหมณ์

He who, giving up sensual pleasures, Would renounce and become a homeless one, Who has removed the lust of becoming- Him do I call a brahmana.

๓๔. โยธ  ตณฺหํ  ปหตฺวาน   อนาคาโร  ปริพฺพเช,  

    ตณฺหาภวปริกฺขีณํ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๑๖ฯ  

ผู้ละตัณหา ออกบวชไม่มีเรือน หมดความอยากในภพ เราเรียกว่า พราหมณ์

He who, giving up craving, Would renounce and become a homeless one, Who has destroyed the craving for existence- Him do I call a brahmana.

๓๕. หิตฺวา  มานุสกํ  โยคํ   ทิพฺพํ  โยคํ  อุปจฺจคา, 

    สพฺพโยควิสํยุตฺตํ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๑๗ฯ  

ผู้ละเครื่องผูกพัน ทั้งของมนุษย์และเทวดา หมดเครื่องผูกพันทุกชนิด คนเช่นนี้เราเรียกว่า พราหมณ์

He who, discarding human ties, And transcending celestial ties, Is completely freed from all ties- Him do I call a brahmana.

๓๖. หิตฺวา  รติญฺจ  อรติญฺจ    สีติภูตํ  นิรูปธึ,  

    สพฺพโลกาภิภุํ  วีรํ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๑๘ฯ  

ผู้ละความยินดีและความไม่ยินดี เย็นสนิท หมดอุปธิ (กิเลส) อาจหาญ ชนะโลกทั้งมวล เราเรียกว่า พราหมณ์

He who has given up delight and aversion, Who is cooled and without attachments, Strenous and victorious over the world- Him do I call a brahmana.

๓๗.  จุตึ  โย  เวทิ  สตฺตานํ   อุปปตฺติญฺจ  สพฺพโส,  

    อสตฺตํ  สุคตํ  พุทฺธํ    ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๑๙ฯ  

ผู้รู้จุติ และปฏิสนธิ ของสัตว์ทั้งหลายโดยละเอียด ผู้ไม่ขัดข้อง ไปดี ตรัสรู้ธรรม เราเรียกว่า พราหมณ์

He who perfectly understands The rise and fall of all beings, Who is detached, well-hone and enlightened- Him do I call a brahmana.

๓๘. ยสฺส  คตึ  น  ชานนฺติ   เทวา  คนฺธพฺพมานุสา,  

    ขีณาสวํ  อรหนฺตํ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๒๐ฯ   

เทวดา คนธรรพ์ และมนุษย์ทั้งหลาย ไม่ทราบทางไปของผู้ใด ผู้เป็นพระอรหันต์ ขีณาสพ ผู้นั้นเราเรียกว่า พราหมณ์

He whose way is unknown To hods, gandharvas and men, Who has destroyed all defilements And who has become enlightened- Him do I call a brahmana.

๓๙. ยสฺส  ปุเร  จ  ปจฺฉา  จ   มชุเฌ  จ  นตฺถิ  กิญฺจนํ, 

    อกิญฺจนํ  อนาทานํ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๒๑ฯ  

ผู้ไม่มีความยึดถือทั้งเบื้องต้น (อดีต) ท่ามกลาง (ปัจจุบัน) ่ที่สุด (อนาคต) ปราศจากความยึดมั่นถือมั่น เราเรียกว่า พราหมณ์

He who clings not to the past, The present and the future, too, Who has no clinging and grasping- Him do I call a brahmana.

๔๐. อุสภํ  ปวรํ  วีรํ   มเหสึ  วิชิตาวินํ,  

    อเนชํ  นฺหาตกํ  พุทฺธํ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๑๒ฯ  

มหาฤาษีผู้องอาจ ประเสริฐ แกล้วกล้า ชำนะ ปราศจากตัณหา บริสุทธิ์ ตรัสรู้ธรรม เราเรียกว่า พราหมณ์

The fearless, the noble, the hero, The great sage, the conqueror, The desireless, the pure, the enlightened- Him do I call a brahmana.

๔๑. ปุพฺเพนิวาสํ  โย  เวทิ   สคฺคาปายญฺจ  ปสฺสติ, 

    อโถ  ชาติกฺขยํ  ปตฺโต   อภิญฺญาโวสิโต  มุนิ, 

    สพฺพโวสิตโวสานํ   ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ ฯ๔๒๓ฯ  

มุนี ผู้รู้อดีตชาติของตน เห็นสวรรค์และอบาย ไม่ต้องเกิดอีกต่อไป รู้แจ้งเห็นจริง บำเพ็ญหน้าที่บริบูรณ์แล้ว เราเรียกว่า พราหมณ์

The sage who knows his previous births, Who sees heaven and hell, Who has reached the end of births, Who has attained to insight-wisdom, Who has completed his holy life- Him do I call a brahmana.


ที่มา : http://www.dhammathai.org
1. หมวดคู่ - THE PAIRS2. หมวดไม่ประมาท - Heedfulness3. หมวดจิต - The Mind4. หมวดดอกไม้ - THE FLOWERS5. หมวดคนพาล - THE FOOL,  6. หมวดบัณฑิต - The Wise7. หมวดพระอรหันต์ - THE WORTHY8. หมวดพัน - THE THOUSANDS9. หมวดบาป - EVIL10. หมวดลงทัณฑ์ - PUNISHMENT11. หมวดชรา - OLD AGE12. หมวดตน - THE SELF13. หมวดโลก - THE WORLD14. หมวดพระพุทธเจ้า - THE ENLIGHTENED ONE15. หมวดความสุข - HAPPINESS16. หมวดความรัก - AFFECTIONS17. หมวดความโกรธ - ANGER18. หมวดมลทิน - IMPURITY19. หมวดเที่ยงธรรม - THE JUST20. หมวดทาง - THE PATH21. หมวดเบ็ดเตล็ด - MISCELLANEOUS22. หมวดนรก - HELL23. หมวดช้าง - THE ELEPHANT24. หมวดตัณหา - CRAVING25. หมวดภิกษุ - THE MONK,  26. หมวดพราหมณ์ - THE BRAHMANA

วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2564

25. หมวดภิกษุ-THE MONK

25. หมวดภิกษุ-THE MONK

๑. จกฺขุนา  สํวโร  สาธุ   สาธุ  โสเตน  สํวโร,  

    ฆาเนน  สํวโร  สาธุ   สาธุ  ชิวฺหาย  สํวโร ฯ๓๖๐ฯ 

สำรวมทางตา เป็นการดี สำรวมทางหู เป็นการดี สำรวมทางจมูก เป็นการดี สำรวมทางลิ้น เป็นการดี

Good is restraint in the eye. Good is restraint in the ear. Good is restraint in the nose. Good is restraint in the tongue.

๒. กาเยน  สํวโร  สาธุ   สาธุ  วาจาย  ​สํวโร, 

    มนสา  สํวโร  สาธุ    สาธุ  สพฺพตฺถ  สํวโร, 

    สพฺพตฺถ  สํวุโต  ภิกฺขุ   สพฺพทุกฺขา  ปมุจฺจติ ฯ๓๖๑ฯ 

สำรวมทางกาย เป็นการดี สำรวมทางวาจา เป็นการดี สำรวมทางใจ เป็นการดี ภิกษุ ผู้สำรวมทุกทาง ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง

Good is restraint in deed. Good is restraint in speech. Good is restraint in thought. Good is restraint everywhere The bhikkhu restrained everywhere Shall leave all sorrow behind.

๓. หตฺถสญฺญโต  ปาทสญฺญโต,   

    วาจาย  สญฺญโต  สญฺญตตฺตโม, 

    อชฺฌตฺตรโต  สมาหิโต, 

    เอโก  สนฺตุสิโต  ตมาหุ  ภิกฺขุ ฯ๓๖๒ฯ  

ผู้สำรวมมือ สำรวมเท้า สำรวมวาจา สำรวมกาย ยินดีในการบำเพ็ญวิปัสสนา มีใจเป็นสมาธิ สันโดษอยู่เดียวดาย ได้สมญาว่า ภิกษุ

He who is controlled in hand and foot. He who is controlled in speech and body. He who is with inward joy and settled mind. He who is solitarily controlled- Such a one they call a bhikkhu.

๔. โย  มุขสญฺญโต  ภิกฺขุ   มนฺตภาณี  อนุทฺธโต, 

    อตฺถํ  ธมฺมญฺจ  ทีเปติ   มธุรํ  ตสฺส  ภาสิตํ ฯ๓๖๓ฯ  

ภิกษุผู้สำรวมปาก พูดด้วยปัญญา ไม่ถือตัว ชี้แจงตำราและใจความถูกต้อง ถ้อยคำของภิกษุนั้น นับว่าไพเราะแท้

The bhikkhu who is well-controlled in tongue, Who speaks with wisdom and without pride, Who explains the text and its meaning- Sweet indeed is his speech.

๕. ธมฺมาราโม  ธมฺมรโต   ธมฺมํ  อนุวิจินฺตยํ, 

    ธมฺมํ  อนุสฺสรํ  ภิกฺขุ   สทฺธมฺมา  น  ปริหายติ ฯ๓๙๔ฯ  

ภิกษุผู้อยู่ในธรรม ยินดีในธรรม พินิจพิจารณาธรรม และรำลึกถึงธรรมเสมอ ย่อมไม่เสื่อมจากพระสัทธรรม

Dwelling in the Dharma, Delighting in the Dharma, Investigating the Dharma, Remembering the Dharma, That bhikkhu falls not away From the Dharma sublime.

๖. สลาภํ  นาติมญฺเญยฺย    นาญฺเญสํ  ปิหยญฺจเร, 

    อญฺเญสํ  ปิหยํ  ภิกฺขุ    สมาธึ  นาธิคจฺฉติ ฯ๓๖๕ฯ  

ไม่พึงดูหมิ่นลาภของตน ไม่พึงริษยาลาภคนอื่น เมื่อภิกษุมัวริษยาลาภคนอื่น ใจย่อมไม่เป็นสมาธิ

Let him not despise his own gains. Let him not envy those of others. The bhikkhu envying the others' gains, Does not attain concentration.

๗. อปฺปลาโภปิ  เจ  ภิกฺขุ   สลาภํ นาติมญฺญติ,  

    ตํ  เว  เทวา  ปสํสนฺติ   สุทฺธาชีวึ  อตนฺทิตํ ฯ๓๖๖ฯ  

ภิกษุถึงมีลาภน้อย แต่ไม่ดูหมิ่นลาภของตน มีอาชีวะบริสุทธิ์ ไม่เกียจคร้าน ย่อมได้รับคำชมเชยจากทวยเทพ

Though a recipient of little, A bhikkhu despises not his own. Him of pure and strenuous life, Devas look up to high.

๘. สพฺพโส  นามรูปสฺมึ   ยสฺส  นตฺถิ  มมายิตํ,  

    อสตา  จ  น  โสจติ   ส  เว  ภิกฺขูติ  วุจฺจติ ฯ๓๖๗ฯ  

ผู้ไม่ยึดมั่นโดยประการทั้งปวง ว่า "กู" "ของกู" ไม่ว่าในรูปหรือนาม เมื่อไม่มี ก็ไม่เศร้าโศก เขาผู้นั้นแหละ เรียกได้ว่า ภิกษุ

He who grasps at neither 'I' nor 'Mine', Neither in mentality nor in materiality, Who grieves not for what is not- Such a one indeed is called a bhikkhu.

๙. เมตฺตาวิหารี  โย  ภิกฺขุ   ปสนฺโน  พุทฺธสาสเน,  

    อธิคจฺเฉ  ปทํ  สนฺตํ   สงฺขารูปสมํ  สุขํ ฯ๓๖๘ฯ  

ภิกษุ ผู้อยู่ด้วยเมตตา เลื่อมใสในพุทธศาสนา พึงลุถึงสภาวะอันสงบ อันเป็นสุข ระงับสังขาร

The bhikkhu who abides in loving-kindness, And who is pleased with the Buddha's teaching, Shall attain to the Peaceful State, The happy stilling of conditioned things.

๑๐. สิญฺจ  ภิกฺขุ  อิมํ  นาวํ   สิตฺตา  เต  ลหุเมสฺสติ,  

    เฉตฺวา  ราคญฺจ  โทสญฺจ   ตโต  นิพฺพานเมหิสิ ฯ๓๖๙ฯ 

ภิกษุ เธอจงวิดน้ำออกจากเรือนี้ เมื่อวิดน้ำออกหมดแล้ว เรือจักแล่นเร็ว ทำลายราคะ โทสะ (โมหะ) เสียแล้ว เธอจักไปถึงพระนิพพาน

Empty this boat, O bhikkhu! When emptied, it will swiftly move Cutting off lust, hatred (and ignorance) To Nibbana will you thereby go.

๑๑. ปญฺจ  ฉินฺเท  ปญฺจ  ชเห   ปญฺจ  อุตฺตริ  ภาวเย,  

    ปญฺจสงฺคาติโค  ภิกฺขุ   โอฆติณฺโณติ  วุจฺจติ ฯ๓๗๐ฯ  

จงตัดออกห้า ละทิ้งห้า ทำให้เจริญเติบโต อีกห้า พ้นเครื่องผูกพันห้าชนิด ภิกษุจึงได้ชื่อว่า ผู้ข้ามน้ำ

Cut off the Five, give up the Five Cultivate further more the Five The bhikkhu, from the Five Fetters freed, A Flood-Crosser is he called.

๑๒. ฌาย  ภิกฺขุ  มา  จ  ปมาโท, 

    มา  เต  กามคุเณ  ภมสฺสุ  จิตฺตํ, 

    มา  โลหคุฬํ  คิลี  ปมตฺโต, 

    มา  กนฺทิ  ทุกฺขมิทนฺติ  ฑยฺหมาโน ฯ๓๗๑ฯ  

เจริญภาวนาเถิด ภิกษุ อย่ามัวประมาท อย่าปล่อยใจเวียนวนอยู่แต่ในกามคุณ อย่าได้เผลอกลืนกินก้อนเหล็กแดง อย่าปล่อยให้ความทุกข์เผาผลาญเสียเอง แม้มัวคร่ำครวญว่า "โอ นี่ทุกข์จริงๆ"

Meditate, O bhikkhu! Be not heedless. Let not your mind dwell On sensual pleasures. Do not carelessly swallow A red-hot iron ball. Do not as you burn bewail 'O this indeed is ill'.

๑๓. นตฺถิ  ฌานํ  อปญฺญสฺส   นตฺถิ  ปญฺญา  อฌายิโน, 

    ยมฺหิ  ฌานญฺจ  ปญฺญา  จ   ส  เว  นิพฺพานสนฺติเก ฯ๓๗๒ฯ 

เมื่อไม่มีปัญญา ก็ไม่มีความเพ่งพินิจ เมื่อไม่มีความเพ่งพินิจ ก็ไม่มีปัญญา ผู้ใดมีทั้งความเพ่งพินิจ และปัญญา ผู้นั้น นับว่าอยู่ใกล้นิพพาน

There is no concentration For one who lacks wisdom, Nor is there wisdom For one who lacks concentration In whom there are found Both concentration and wisdom- He indeed is in the presence of Nibbana.

๑๔. สุญฺญาคารํ​  ปวิฏฺฐสฺส  ​ สนฺตจิตฺตสฺส  ภิกฺขุโน,  

    อมานุสี  รตี  โหติ   สมฺมา  ธมฺมํ  วิปสฺสโต ฯ๓๗๓ฯ  

ภิกษุผู้ไปสู่ที่สงัด มีใจสงบ เห็นแจ้งพระธรรมโดยชอบ ย่อมได้รับความยินดี ที่สามัญมนุษย์ไม่เคยได้ลิ้มรส

The bhikkhu gone to solitude, Having calmed his mind, Clearly perceiving the Teaching, Experiences a peaceful joy That has never before been Tasted by the worldings.

๑๕. ยโต  ยโต  สมฺมสติ   ขนฺธานํ  อุทยพฺพยํ,   

    ลภตี  ปีติปาโมชฺชํ   อมตํ  ตํ  วิชานตํ ฯ๓๗๔ฯ   

ไม่ว่าเมื่อใด พระอรหันต์พิจารณาเห็น ความเกิดและความดับแห่งขันธ์ทั้งหลาย ท่านย่อมได้ปีติ และปราโมทย์ ซึ่งเป็นสิ่งอมตะสำหรับท่านผู้รู้ทั้งหลาย

Whenever he reflects On the rise and fall of Aggregates; He experiences joy and happiness, To the knowing ones that is Deathless.

ขอขอบคุณ ที่มา : http://www.dhammathai.org

1. หมวดคู่ - THE PAIRS2. หมวดไม่ประมาท - Heedfulness3. หมวดจิต - The Mind4. หมวดดอกไม้ - THE FLOWERS5. หมวดคนพาล - THE FOOL,  6. หมวดบัณฑิต - The Wise7. หมวดพระอรหันต์ - THE WORTHY8. หมวดพัน - THE THOUSANDS9. หมวดบาป - EVIL10. หมวดลงทัณฑ์ - PUNISHMENT11. หมวดชรา - OLD AGE12. หมวดตน - THE SELF13. หมวดโลก - THE WORLD14. หมวดพระพุทธเจ้า - THE ENLIGHTENED ONE15. หมวดความสุข - HAPPINESS16. หมวดความรัก - AFFECTIONS17. หมวดความโกรธ - ANGER18. หมวดมลทิน - IMPURITY19. หมวดเที่ยงธรรม - THE JUST20. หมวดทาง - THE PATH21. หมวดเบ็ดเตล็ด - MISCELLANEOUS22. หมวดนรก - HELL23. หมวดช้าง - THE ELEPHANT24. หมวดตัณหา - CRAVING25. หมวดภิกษุ - THE MONK,  26. หมวดพราหมณ์ - THE BRAHMANA

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564

24. หมวดตัณหา - CRAVING

24. หมวดตัณหา - CRAVING 

๑. มนุชสฺส  ปมตฺตจาริโน,   

    ตณฺหา  วฑฺฒติ  มาลุวา  วิย, 

    โส  ปริปฺลวติ  หุราหุรํ, 

    ผลมิจฺฉํว  วนสฺมึ  วานโร ฯ๓๓๔ฯ  

สำหรับคนที่มีชีวิตอยู่อย่างประมาท ตัณหามีแต่จะเจริญเหมือนเถาวัลย์ เขาย่อมกระโดดจากภพนี้ไปสู่ภพอื่น เหมือนวานรโลภผลไม้ โลดแล่นอยู่ในป่า

Of the person addicted to heedless living Craving grows like a creeping. Such a man jumps from life to life Like a monkey craving fruit in the wilds.

๒. ยํ  เอสา  สหเต  ชมฺมี    ตณฺหา โลเก วิสตฺติกา, 

    โสกา  ตสฺส  ปวฑฺฒนฺติ    อภิวุฏฺฐํว  วีรณํ ฯ๓๓๕ฯ  

ตัณหาอันลามก มีพิษร้าย ครอบงำบุคคลใด ในโลก เขาย่อมมีแต่โศกเศร้าสลด เหมือนหญ้าถูกฝนรด ย่อมงอกงาม

Whoso in the world is overcome By this craving poisonous and base, For him all sorrow increases As Virana grass that is watered well.

๓. โย  เจตํ  สหเต  ชมฺมึ    ตณฺหํ  โลเก  ทุรจฺจยํ,  

    โสกา  ตมฺหา  ปปตนฺติ    อุทวินฺทุว  โปกฺขรา ฯ๓๓๖ฯ  

ผู้ใดเอาชนะตัณหาลามก ที่ยากจะเอาชนะได้นี้ ความโศกย่อมตกไปจากผู้นั้น เหมือนหยาดน้ำ ตกจากใบบัว

But whoso in the world overcomes This base craving, difficult to overcome- His sorrow falls away from him As water drops from a lotus leaf.

๔. ตํ  โว  วทามิ  ภทฺทํ  โว   ยาวนฺเตตฺถ  สมาคตา,  

    ตณฺหาย  มูลํ  ขนถ   อุสีรตฺโถว  วีรณํ,  

    มา  โว  นฬํว  โสโตว   มาโร  ภญฺชิ  ปุนปฺปุนนฺติ ฯ๓๓๗ฯ  

เราขอบอกความนี้แก่พวกเธอ ขอให้พวกเธอผู้มาชุมนุมกัน ณ ที่นี้ มีความเจริญ ขอให้พวกเธอขุดรากตัณหา เหมือนถอนรากหญ้ารก พวกเธออย่าปล่อยให้มารรังควาญบ่อยๆ เหมือนกระแสน้ำค่อยๆเซาะต้อนอ้อล้ม

This I say unto you: Good luck to you all who have assembled here. As one roots out fragrant Virana grass, So do you dig up craving by its root. Let not Mara crush you again and again As the river flood crushing a reed.

๕. ยถาปิ  มูเล  อนุปทฺทเว  ทฬฺเห,     

    ฉินฺโนปิ  รุกฺโข  ปูนเรว  รูหติ,   

    เอวมฺปิ  ตณฺหานุสเย  อนูหเต,   

    นิพฺพตฺตตี  ทุกฺขมิทํ  ปุนปฺปุนํ ฯ๓๓๘ฯ   

เมื่อรากยังแข็งแรง ไม่ถูกทำลาย ต้นไม้แม้ที่ถูกตัดแล้ว ก็งอกได้ใหม่ฉันใด เมื่อยังทำลายเชื้อตัณหาไม่ได้หมด ความทุกข์นี้ก็ย่อมเกิดขึ้นได้เรื่อยไปฉันนั้น

As a tree cut down sprouts forth again If its roots remain undamaged and firm, Even so, while latent craving is not removed, This sorrow springs up again and again.

๖. ยสฺส  ฉตฺตึสตีโสตา    มนาปสฺสวนา  ภุสา,  

    มหา  วหนฺติ  ทุทฺทิฏฺฐึ    สงฺกปฺปา  ราคนิสฺสิตา ฯ๓๓๙ฯ  

กระแสตัณหา ๓๖ สายอันเชี่ยวกราก ที่ไหลไปยังอารมณ์อันน่าปรารถนา ไหลบ่าท่วมท้นจิตใจใคร ความครุ่นคิดคำนึงที่แฝงราคะ ย่อมจะชักนำให้เขาเห็นผิดคิดไข้วเขว

In whom are strong the thirty-six torrents Of craving flowing towards pleasurable objects- Then the great flood of lustful thoughts Carries off that misunderstanding man.

๗. สวนฺติ  สพฺพธี  โสตา    ลตา  อุพฺภิชฺช  ติฏฺฐติ,  

    ตญฺจ  ทิสฺวา  ลตํ  ชาตํ    มูลํ  ปญฺญาย  ฉินฺทถ ฯ๓๔๐ฯ 

กระแสน้ำคือตัณหา ไหลไปทุกหนทุกแห่ง เถาวัลย์คือกิเลส ก็ขึ้นรกไปทั่ว เมื่อเห็น เถาวัลย์นั้นงอกงามแล้ว พวกเธอจงตัดรากมันด้วยมีดคือปัญญา

Everywhere flow the craving-streams, Everywhere the creepers sprout and stand. Seeing the creepers that have sprung high Do you cut their roots with your wisdom-knife.

๘. สริตานิ  สิเนหิตานิ  จ,   

    โสมนสฺสานิ  ภวนฺติ  ชนฺตุโน, 

    เต  สาตสิตา  สุเขสิโน, 

    เต  เว  ชาติชรูปคา  นรา ฯ๓๔๑ฯ  

สัตว์ทั้งหลาย มีแต่โสมนัส ชุ่มชื้นไปด้วยรักเสน่หา ซาบซ่านในกามารมณ์ทั้งปวง พวกเขาใฝ่แสวงแต่ความสุขสันต์หรรษา ก็ต้องเกิดต้องแก่อยู่ร่ำไป

To beings there arise wide-ranging pleasures That are moistened with lustful desires. Bent on pleasures, seeking after sexual joys, They, verily, fall prey to birth-and decay.

๙. ตสิณาย  ปุรกฺขตา  ปชา,     

    ปริสปฺปนฺติ  สโสว  พาธิโต,    

    สํโยชนสงฺคสตฺตา,     

    ทุกฺขมุเปนฺติ  ปุนปฺปุนํ  จิราย ฯ๓๔๒ฯ  

เหล่าสัตว์ ติดกับตัณหา การเสือกกระสน ดุจกระต่ายติดบ่วง สัตว์ทั้งหลายติดอยู่ในกิเลสเครื่องผูกมัด ย่อมประสบทุกข์บ่อยๆ ตลอดกาลนาน

Enwrapped in lust, beings run about, Now here now there like a captive hare. Held fast by fetters they suffer  Again and again for long.

๑๐. ตสิณาย  ปุรกฺขตา  ปชา,    

    ปริสปฺปนฺติ  สโสว  พาธิโต,   

    ตสฺมา  ตสิณํ  วิโนทเย,  

    ภิกฺขุ  อากงฺชํ  วิราคมตฺตโน ฯ๓๔๓ฯ  

เหล่าสัตว์ ติดกับตัณหา กระเสือกกระสน ดุจกระต่ายติดบ่วง ฉะนั้นภิกษุ เมื่อหวังให้กิเลสจางคลาย ก็พึงทำลายตัณหาเสีย

Enwrapped in lust, beings run about, Now here now there like a captive hare. So let a bhikkhu shake off craving If he wishes his own passionlessness.

๑๑. โย  นิพฺพนฏฺโฐ  วนาธิมุตฺโต,   

    วนมุตฺโต  วนเมว  ธาวติ,      

    ตํ  ปุคฺคลเมว  ปสฺสถ,     

    มุตฺโต  พนฺธนเมว  ธาวติ ฯ๓๔๔ฯ  

บุคคลใดสละเพศผู้ครองเรือน ถือเพศบรรพชิตปราศจากเรือน พ้นจากป่ากิเลสแล้วยังวิ่งกลับไปหาป่านั้นอีก พวกเธอจงดูบุคคลนั้นเถิด เขาออกจากที่คุมขังแล้วยังวิ่งกลับเข้าที่คุมขังอีก

Released from jungle of the household life, He turns to the bhikkhu jungle-life. Though freed from the household wilds He runs back to that very wilds again. Come indeed and behold such a man. Freed he turns to that bondage again.

๑๒. น  ตํ  ทฬฺหํ  พนฺธนมาหุ  ธีรา,  

    ยทายสํ  ทารุชปพฺพชญฺจ. 

    สารตฺตรตฺตา  มณิกุณฺฑเลสุ,  

    ปุตฺเตสุ  ทาเรสุ  จ  ยา  อเปกฺขา ฯ๓๔๕ฯ  

เครื่องจองจำที่ทำด้วยเหล็ก ไม้ และปอป่าน ท่านผู้รู้กล่าวว่า ยังไม่ใช่เครื่องจองจำที่มั่นคง แต่ความกำหนัดยินดีในเครื่องเพชร บุตร ภริยา เป็นเครื่องจองจำที่มั่นคงยิ่งนัก

Not strong are bonds made of iron, Or wood, or hemp, thus say the wise. But attachment to jewelled ornaments, Children and wives is a strong tie.

๑๓. เอตํ  ทฬฺหํ  พนฺธนมาหุ  ธีรา,   

    โอหารินํ  สิถิลทุปฺปมุญฺจํ,

    เอตํปิ  เฉตฺวาน  ปริพฺพชนฺติ,   

    อนเปกฺขิโน  กามสุขํ  ปหาย ฯ๓๔๖ฯ  

ท่านผู้รู้กล่าวว่า เครื่องจองจำชนิดนี้มั่นคง มักฉุดลากลงที่ต่ำ คล้ายผูกไว้หลวมๆแต่แก้ยากนัก ผู้รู้ทั้งหลายจึงทำลายเครื่องจองจำนี้เสีย ละกามสุขออกบวชโดยไม่ไยดี

This is a strong bond, says the wise, Down-hurling, loose but hard to untie. This too they cut off and leave the world, With no longing, renouncing the sense-pleasures.

๑๔. เย  ราครตฺตานุปตนฺติ  โสตํ,  

    สยํ  กตํ  มกฺกฏโกว  ชาลํ,  

    เอตมฺปิ  เฉตฺวาน  วชนฺติ  ธีรา, 

    อนเปกฺขิโน  สพฺพทุกฺขํ  ปหาย ฯ๓๔๗ฯ  

ผู้ถูกราคะครอบงำ ย่อมถลำลงสู่กระแสตัณหา เหมือนแมลงมุมตกลงไปยังใยที่ตนถักไว้เอง ผู้ฉลาดทั้งหลาย จึงทำลายเครื่องจองจำนี้ ละทุกข์ทั้งปวง ออกบวชโดยไม่ไยดี

They who are attached to lust fall back To (craving's) streams as a spider self-spun web; This too the wise cut off and 'go forth', With no longing, leaving all sorrow behind.

๑๕. มุญฺจ  ปุเร  มุญฺจ  ปจฺฉโต, 

    มชฺเฌ  มุญฺจ  ภวสฺส  ปารคู, 

    สพฺพตฺถ  วิมุตฺตมานโส,  

    น  ปุน  ชาติชรํ  อุเปหิสิ ฯ๓๔๘ฯ  

จงปล่อยวางทั้งอดีตอนาคตและปัจจุบัน และอยู่เหนือความมีความเป็น เมื่อใจหลุดพ้นจากทุกอย่างแล้ว พวกเธอจักไม่เกิดไม่แก่อีกต่อไป

Let go the past, let go the future too, Let go the present and go beyond becoming. With mind released from everything, To birth-and-decay you shall come no more.

๑๖. วิตกฺกมถิตสฺส  ชนฺตุโน, 

    ติพฺพราคสฺส  สุภานุปสฺสิโน, 

    ภิยฺโย  ตณฺหา  ปวฑฺฒติ, 

    เอส  โข  ทฬฺหํ  กโรติ  พนฺธนํ ฯ๓๔๙ฯ  

ผู้เป็นทาสวิตกจริต มีจิตกำหนัดยินดี ติดอยู่ในสิ่งที่สวยงาม มีแต่จะพอกความอยากให้หนา กระชับเครื่องพันธนาการให้แน่นเข้า

For him who is of restless mind, Who is of powerful passions, Who sees but the pleasurable, Craving increases all the more. Indeed he makes the bond strong.

๑๗. วิตกฺกูปสเม  จ  โย  รโต, 

    อสุภํ  ภาวยตี  สทา  สโต, 

    เอส  โข  พฺยนฺติกาหติ, 

    เอสจฺฉินฺทติ  มารพนฺธนํ ฯ๓๕๐ฯ  

ผู้ตั้งใจระงับความคิดฟุ้งซ่าน เจริญอสุภกรรมฐานวิธี มีสติทุกเวลา จักขจัดตัณหาหมดสิ้นไป ทำลายเครื่องผูกของมาร

He who delights in subduing thoughts, He who meditates on impurities of things, He who is ever full of mindfulness- It is he who will make an end of suffering And destroy the Mara's bond.

๑๘. นิฏฺฐงฺคโต  อสนฺตาสี    วีตตณฺโห  อนงฺคโณ,   

    อจฺฉินฺทิ  ภวสลฺลานิ     อนฺติโมยํ  สมุสฺสโย ฯ๓๕๑ฯ  

พระอรหันตฺผู้ลุถึงจุดหมายปลายทางแล้ว หมดความสุดุ้ง หมดกิเลสตัณหาแล้ว หักลูกศรคือกิเลสประจำภพแล้ว ร่างกายนี้เป็นร่างสุดท้ายของท่าน

He has reached the final goal, He is fearless, without lust, without passions. He has broken the shafts of existence. Of such an arahant this body is his last.

๑๙. วีตตณฺโห  อนาทาโน    นิรุตฺติปทโกวิโท,  

    อกฺชรานํ  สนฺนิปาตํ   ชญฺญา  ปุพฺพาปรานิ  จ,  

    สเว  อนฺติมสารีโร   มหาปญฺโญ  มหาปุรโสติ  วุจฺจติ ฯ๓๕๒ฯ  

หมดตัณหา ไม่ยึดมั่น ฉลาดในนิรุตติ รู้กลุ่มอักษรและรู้ลำดับหน้าหลัง ท่านผู้มีสรีระสุดท้ายนี้แล เรียกว่า มหาปราชญ์ และ มหาบุรุษ

Free from craving and grasping, Well-versed in analytical knowledge, Knowing the textual orders and their sequence, He of his last body is, indeed, called One of great wisdom and a great man.

๒๐. สพฺพาภิภู  สพฺพวิทูหมสฺมิ,  

    สพฺเพสุ  ธมฺเมสุ  อนูปลิตฺโต, 

    สพฺพญฺชโห  ตณฺหกฺขเย  วิมุตฺโต, 

    สยํ  อภิญฺญาย  กมุทฺทิเสยฺยํ ฯ๓๕๓ฯ  

เราเอาชนะทุกอย่าง เราตรัสรู้ทุกอย่าง เรามิได้ติดในทุกอย่าง เราละได้ทุกอย่าง เราเป็นอิสระเพราะสิ้นตัณหา เราตรัสรู้ด้วยตนเอง และจะอ้างใคร เป็นครูเราเล่า

All have I overcome, All do I know, From all am I detached, All have I removed, Thoroughly freed am I Through the destruction of craving, Having realized all by myself, Whom shall I call my teacher?

๒๑. สพฺพทานํ  ธมฺมทานํ  ชินาติ,  

    สพฺพํ  รสํ  ธมฺมรโส  ชินาติ,  

    สพฺพํ  รตึ  ธมฺมรตี  ชินาติ,  

    ตณฺหกฺขโย  สพฺพทุกฺขํ  ชินาติ ฯ๓๕๔ฯ  

ธรรมทาน ชนะทานทุกอย่าง รสพระธรรม ชนะรสทุกอย่าง ความยินดีในธรรม ชนะความยินดีทุกอย่าง ความสิ้นตัณหา ชนะทุกข์ทุกอย่าง

All gifts the gift of Truth excels. All tastes the taste of Truth excels. All delights the delight in Truth excels. All sorrows the end of craving excels.

๒๒. หนนฺติ  โภคา  ทุมฺเมธํ    โน  จ  ปารคเวสิโน, 

    โภคตณฺหาย  ทุมฺเมโธ    หนฺติ  อญฺเญว  อตฺตนํ ฯ๓๕๕ฯ 

โภคทรัพย์ ทำลายคนโง่  แต่ทำลายคนที่ใฝ่แสวงนิพพานไม่ได้ เพราะโลภในโภคทรัพย์ คนโง่ย่อมทำลายคนอื่น และ (ผลที่สุดก็ทำลาย) ตนเอง

Riches ruin the fool But not those seeking Nibbana. Craving for wealth, the foolish man Ruins himself by destroying others.

๒๓. ติณโทสานิ  เขตฺตานิ   ราคโทสา  อยํ  ปชา,  

    ตสฺมา  หิ  วีตราเคสุ    ทินฺนํ  โหติ  มหปฺผลํ ฯ๓๕๖ฯ  

หญ้า ทำให้ที่นาเสียหาย ราคะ ทำให้คนเสียหาย ฉะนั้น ทานที่ถวายแก่ผู้ปราศจากราคะ จึงมีผลมหาศาล

Weeds are the bane of fields, Lust is the bane of mankind. Hence offerings made to lustless ones Yield abundant fruit.

๒๔. ติณโทสานิ  เขตฺตานิ   โทสโทสา  อยํ  ปชา,  

    ตสฺมา  หิ  วีตโทเสสุ    ทินฺนํ  โหติ  มหปฺผลํ ฯ๓๕๗ฯ  

หญ้า ทำให้ที่นาเสียหาย โทสะ ทำให้คนเสียหาย ฉะนั้น ทานที่ถวายแก่ผู้ปราศจากโทสะ จึงมีผลมหาศาล

Weeds are the bane of fields, Hate is the bane of mankind. Hence offerings made to hateless ones Yield abundant fruit.

๒๕. ติณโทสานิ  เขตฺตานิ   โมหโทสา  อยํ  ปชา,  

    ตสฺมา  หิ  วีตโมเหสุ    ทินฺนํ  โหติ  มหปฺผลํ ฯ๓๕๘ฯ  

หญ้า ทำให้ที่นาเสียหาย โมหะ ทำให้คนเสียหาย ฉะนั้น ทานที่ถวายแก่ผู้ปราศจากโมหะ จึงมีผลมหาศาล

Weeds are the bane of fields, Delusion is the bane of mankind. Hence offerings made to delusionless ones Yield abundant fruit.

๒๖. ติณโทสานิ  เขตฺตานิ    อิจฺฉาโทสา  อยํ  ปชา,  

    ตสฺมา  หิ  วิคติจฺเฉสุ    ทินฺนํ  โหติ  มหปฺผลํ ฯ๓๕๙ฯ  

หญ้า ทำให้ที่นาเสียหาย ความอยาก ทำให้คนเสียหาย ทานที่ถวายแก่ผู้ปราศจากความอยาก จึงมีผลมหาศาล

Weeds are the bane of fields, Thirst is the bane of mankind. Hence offerings made to thirstless ones Yield abundant fruit.


ขอขอบคุณ ที่มา : http://www.dhammathai.org

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564

23. หมวดช้าง - THE ELEPHANT

23. หมวดช้าง - THE ELEPHANT

๑. อหํ  นาโคว  สงฺคาเม   จาปาโต  ปติตํ  สรํ,  
    อติวากฺยํ  ติติกฺขสฺสํ   ทุสฺสีโล  หิ  พหุชฺชโน ฯ๓๒๐ฯ  

เราจักอดทนต่อคำเสียดสีของคนอื่น เหมือนพญาคชสาร ในสนามรบ ทนลูกศรที่ปล่อยออกไปจากคันธนู เพราะว่าคนโดยมาก ทุศีล

As an elephant in the battle field Withstands the arrows shot from a bow. Even so will I endure abuse, For people's conduct is mostly low.

๒. ทนฺตํ  นยนฺติ  สมิตึ   ทนฺตํ  ราชาภิรูหติ,  

    ทนฺโต  เสฏฺโฐ  มนุสฺเสสุ   โยติวากฺยํ  ติติกฺขติ ฯ๓๒๑ฯ  

ช้างที่ฝึกแล้ว เขานำไปสู่ที่ชุมชน ช้างที่ฝึกแล้ว พระราชาชึ้นทรง ในหมู่มนุษย์ ผู้ที่ฝึกฝนตนได้ รู้จักอดทนต่อคำล่วงเกิน เป็นผู้ประเสริฐ

The tamed elephant is led to crowds. The tamed do the kings mount. The well-tamed is best among men, Who endures abuse.

๓. วรมสฺสตรา  ทนฺตา   อาชานียา  จ  สินฺธวา,  

    กุญฺชรา  จ  มหานาคา   อตฺตทนฺโต  ตโต  วรํ ฯ๓๒๒ฯ  

ม้าอัศดร ม้าอาชาไนยจากกลุ่มสินธู และพญากุญชร ที่ผ่านการฝึกปรือ นับเป็นสัตว์ที่ประเสริฐ แต่บุคคลผู้ฝึกตนแล้ว ประเสริฐกว่านั้น

Excellent are well-trained mules. So are thoroughbred ones from Sindhu And likewise noble fighting elephants. More excellent is the self-trained man.

๔. น  หิ  เอเตหิ  ยาเนหิ   คจฺเฉยฺย  อคตํ  ทิสํ,  

    ยถาตฺตนา  สุทนฺเตน   ทนฺโต  ทนฺเตน  คจฺฉติ ฯ๓๒๓ฯ  

แน่นอนทีเดียว คนที่ฝึกตนได้ ย่อมอาศัยร่างที่ฝึกฝนดีแล้วนั้น เป็นพาหนะนำไปสู่ที่ๆไม่เคยไป (นิพพาน) ซึ่งยานภายนอกเหล่านั้น พาไปไม่ได้เลย

Surely never by those vehicles Would one go to the untrodden land As does one who is controlled Through his subdued and well-trained self.

๕. ธนปาลโก  นาม  กุญฺชโร,   

    กฏุกปฺปเภทโน  ทุนฺนิวารโย,   

    พทฺโธ  กพลํ  น  ภุญฺชติ,  

    สุมรติ  นาควนสฺส  กุญฺชโร ฯ๓๒๔ฯ  

ช้างตกมันชื่อ ธนปาลกะ ยากที่ใครๆจะห้ามได้ ถูกล่ามไว้ ไม่ยอมกินอาหาร พญากุญชร รำลึกถึงแต่ป่าช้าง

The great elephant called Dhanapalaka In time of rut is uncontrollable; Tied fast he refuses his food Since he calls to mind the elephant wood.

๖. มิทฺธี  ยทา  โหติ  มหคฺฆโส  จ,   

    นิทฺทายิตา  สมฺปริวตฺตสายี, 

    มหาวราโหว  นิวาปปุฏฺโฐ, 

    ปุนปฺปุนํ  คพฺภมุเปติ  มนฺโท ฯ๓๒๕ฯ  

คนกินจุ สะลึมสะลือ ชอบนอน กลิ้งเกลือกไปมาบนที่นอน เหมือนสุกรที่เขาขุนด้วยเศษอาหาร คนโว่ทึ่มเช่นนั้น ย่อมเกิดไม่รู้จบสิ้น

A sluggard, or glutton, too, Rolling himself about in gross sleep Like a bigh hog nursed on pig-wash- That foolish one endlessly comes to birth.

๗.  อิทํ  ปุเร  จิตฺตมจาริ  จาริกํ,  

    เยนิจฺฉกํ  ยตฺถกามํ  ยถาสุขํ,  

    ตทชฺชหํ  นิคฺคเหสฺสามิ  โยนิโส, 

    หตฺถิปฺปภินฺนํ  วิย  อํกุสคฺคโห ฯ๓๒๖ฯ  

เมื่อก่อนใจข้าได้ท่องเที่ยวไปในอารมณ์ ตามปรารถนา ตามความใคร่ ตามสบาย แต่บัดนี้ ข้าจักบังคับมันด้วยโยนิโสมนสิการ เหมือนควาญช้างถือขอ บังคับช้างที่ตกมัน

Formerly this mind went wandering Where it liked, as it wished, as it listed. I will now control it with attentiveness As the driver with his hook a wild elephant.

๘. อปฺปมาทรตา  โหถ   สจิตฺตมนุรกฺขถ, 

    ทุคฺคา  อุทฺธรถตฺตานํ   ปงฺเก  สนฺโนว  กุญฺชโร ฯ๓๒๗ฯ  

พวกเธอจงยินดีในความไม่ประมาท จงระมัดระวังจิตของตน จงถอนตนออกจากหล่มกิเลส เหมือนพญาช้างติดหล่ม พยายามช่วยตัวเอง

Take delight in heedfulness And guard well your own minds; Draw yourselves out of evil ways Like an elephant sunk in the mire.

๙. สเจ  ลเภถ  นิปกํ  สหายํ,   

    สทฺธึจรํ  สาธุวิหาริธีรํ,    

    อภิภุยฺย  สพฺพานิ  ปริสฺสยานิ,   

    จเรยฺย  เตนตฺตมโน  สตีมา ฯ๓๒๘ฯ  

ถ้าได้สหายผู้เข้ากับตนได้ มีความประพฤติดี ฉลาดและเฉลียว พึงไปไหนๆกับสหายเช่นนั้นอย่างมีความสุข และพึงมีสติ ฝ่าฟันอันตรายทั้งหลาย

If for the faring-on you can find A friend, well-behaved, prudent and wise, Walk with him joyfully and mindfully, Overcoming dangers (open and concealed).

๑๐. โน  เจ  ลเภถ  นิปกํ  สหายํ, 

    สทฺธึจรํ  สาธุวิหาริธีรํ, 

    ราชาว  รฏฺฐํ  วิชิตํ  ปหาย, 

    เอโก  จเร  มาตงฺครญฺเญว  นาโค ฯ๓๒๙ฯ  

ถ้าไม่พบสหายที่เข้ากับตนได้ มีความประพฤติดี ฉลาด และเฉลียว ก็ควรสัญจรไปคนเดียว เหมือนพระราชา สละราชสมบัติเที่ยวไปองค์เดียว หรือไม่ก็เหมือนพญาช้าง ละโขลงเที่ยวไปตัวเดียวในป่า

If for the faring-on you cannot find A friend, well-behaved, prudent and wise, Fare alone as a king renouncing his country And as an elephant alone in the wilds.

๑๑. เอกสฺส  จริตํ เสยฺโย  ​   นตฺถิ  พาเล  สหายตา ฯ

            เอโก  จเร  น  จ  ปาปานิ กยิรา,  

            อปฺโปสฺสุโก  มาตงฺครญฺเญว  นาโค ฯ๓๓๐ฯ

เที่ยวไปคนเดียวประเสริฐกว่า  ความเป็นสหายในคนพาล ไม่มี  พึงเที่ยวไปคนเดียว และไม่พึงทำบาป  ไม่ดิ้นรนขวนขวายมาก  เหมือนพญาช้างเที่ยวไปตัวเดียวในป่า

Better is it to fare alone; There is no friendship with a fool. Fare alone and commit no sin, Being carefree as an elephant in the wilds.

๑๒.  อตฺถมฺหิ  ชาตมฺหิ  สุขา  สหายา,  

    ตุฏฺฐี  สุขา  ยา  อิตรีตเรน, 

    ปุญฺญํ  สุขํ  ชีวิตสงฺขยมฺหิ, 

    สพฺพสฺส  ทุกฺขสฺส  สุขํ  ปหานํ ฯ๓๓๑ฯ  

มีเพื่อนตาย ก็มีความสุข ยินดีเท่าที่หามาได้ ก็มีความสุข ทำบุญไว้ถึงคราวจะตายก็มีความสุข ละทุกข์ได้ทั้งหมด ก็มีความสุข

Happy is it to have a friend in need Happy is contentement with whatever betides. Happy is merit at the end of life. Happy is it to leave all sorrow behind.

๑๓. สุขา  มตฺเตยฺยตา  โลเก   อโถ เปตฺเตยฺยตา สุขา,    

    สุขา  สามญฺญตา  โลเก   อโถ  พฺรหฺมญฺญตา  สุขา ฯ๓๓๒ฯ 

ปฏิบัติชอบต่อมารดา ก็เป็นสุข  ปฏิบัติชอบต่อบิดา ก็เป็นสุข ปฏิบัติชอบต่อสมณะ ก็เป็นสุข ปฏิบัติชอบต่อพระผู้ประเสริฐ ก็เป็นสุข

Happy is it to honour mother. Happy is it to honour father. Happy is it to honour ascetics. Happy is it to honour the Noble Ones.

๑๔. สุขํ  ยาว  ชรา  สีลํ   สุขา  สทฺธา  ปติฏฺฐิตา,  

    สุโข  ปญฺญาปฏิลาโภ   ปาปานํ  อกรณํ  สุขํ ฯ๓๓๓ฯ  

ศีลให้เกิดสุข ตราบเท่าชรา ศรัทธา ที่ตั้งมั่นแล้ว ให้เกิดสุข ปัญญา ได้มาแล้ว ให้เกิดสุข การไม่ทำบาปทั้งหลาย ให้เกิดสุข

Happy is virtue until old age. Happy is faith that firmly stands. Happy is it to gain insight. Happy is it to commit no sin.

1. หมวดคู่ - THE PAIRS2. หมวดไม่ประมาท - Heedfulness3. หมวดจิต - The Mind4. หมวดดอกไม้ - THE FLOWERS5. หมวดคนพาล - THE FOOL,  6. หมวดบัณฑิต - The Wise7. หมวดพระอรหันต์ - THE WORTHY8. หมวดพัน - THE THOUSANDS9. หมวดบาป - EVIL10. หมวดลงทัณฑ์ - PUNISHMENT11. หมวดชรา - OLD AGE12. หมวดตน - THE SELF13. หมวดโลก - THE WORLD14. หมวดพระพุทธเจ้า - THE ENLIGHTENED ONE15. หมวดความสุข - HAPPINESS16. หมวดความรัก - AFFECTIONS17. หมวดความโกรธ - ANGER18. หมวดมลทิน - IMPURITY19. หมวดเที่ยงธรรม - THE JUST20. หมวดทาง - THE PATH21. หมวดเบ็ดเตล็ด - MISCELLANEOUS22. หมวดนรก - HELL23. หมวดช้าง - THE ELEPHANT24. หมวดตัณหา - CRAVING25. หมวดภิกษุ - THE MONK,  26. หมวดพราหมณ์ - THE BRAHMANA


ขอขอบคุณ ที่มา : http://www.dhammathai.org