วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2564

"เสียงที่ควรฟังจากหลวงพ่อพยอม"

"เสียงที่ควรฟังจากหลวงพ่อพยอม"

วันนี้ท่านมหาสมปอง เข้าไปกราบลาหลวงพ่อพยอมเพื่อลาสิกขา โบราณว่า ฟ้าจะร้อง คนจะคลอด พระจะสึก ห้ามไม่ได้   ท่านสมปอง และก่อนหน้านี้คือท่านไพรวัลย์ได้เลือกทางชีวิตของตนเองแล้ว

เสียงแว่วจากวัดสวนแก้ว กับข้อกังวลของหลวงพ่อพยอม คือ อาจเกิดปรากฎการณ์เลือดไหลในวงการสงฆ์ 

โดยส่วนตัวผมค่อนข้างเชื่อสิ่งที่หลวงพ่อพยอมพูด ไม่ใช่ว่าคนพูดคือหลวงพ่อพยอม แต่เพราะผมเองก็วิเคราะห์ปรากฎการณ์มาตลอด ก็เห็นเช่นเดียวกันนั้น

สิ่งที่ผมเชื่อว่าพระสงฆ์รุ่นใหม่ๆ หัวก้าวหน้า คงจะขอเลือกทางเลือกที่มีคุณค่ากับชีวิตตนเองมากกว่าการอยู่ในคณะสงฆ์ คือ

1. การพยายามส่งเสียง เพื่อให้เกิดการรับฟังถึงปัญหา นอกจากไม่ได้รับการรับฟังจากผู้ใหญ่แล้ว ยังถูกมองเป็นพวกก้าวร้าว พูดความจริงมาก ยิ่งทำให้ได้รับผลกระทบมาก ท่านไพรวัลย์ เป็นบทเรียนที่ชัดเจน

2. การพยายามปรับตัว แต่ถูกกดทับให้อยู่แบบอนุรักษ์แบบเก่า พระสงฆ์รุ่นใหม่จำนวนมาก สามารถปรับตัวได้กับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ใช้ความร่วมสมัยในการเผยแพร่ธรรมตามลีลาและโวหารที่ตนถนัด กรณีนี้นอกจากจะไม่ได้รับการชื่นชมแล้ว ยังกลายเป็นแกะดำในวงการไปซะอีก ท่านมหาสมปอง เป็นบทเรียนที่ชัดเจน

3. การมองไม่เห็นหนทางก้าวหน้าในทางคณะสงฆ์ที่คาดหวังจากการศึกษา สมัยก่อน จบ ป.ธ.๙ คือบันไดขั้นแรกที่จะก้าวหน้าในวงการคณะสงฆ์  คณะสงฆ์ยกย่องผู้สอบผ่านบาลีขั้นสูงสุด ตำแหน่งทางคณะสงฆ์แม้ไม่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ถือกันเป็นจารีตว่าต้องเปิดทางให้ ป.ธ.๙ เขาได้เจริญก้าวหน้าก่อน แต่ปัจจุบันนี้ดูย้อนแย้งกับในอดีต  เมื่อไม่เห็นหนทางก้าวหน้า ก็คงต้องหาทางเลือกอื่น

4. ความระแวงต่อภัยจากกระบวนการใช้อำนาจรัฐ ผมคิดว่า เหตุการณ์ที่เกิดกับพระมหาเถระระดับกรรมการ มส. น่าจะเป็นฝันร้ายของพระสงฆ์  การจับสึกไว้ก่อน มาตอนหลังศาลพิพากษาไม่มีความผิด วันนี้จึงอยู่กันแบบระแวง

5. ความไม่รู้สึกอบอุ่นดังเดิม วงการสงฆ์นั้นถือหลักเคารพกันตามอาวุโส และความเป็นศิษยานุศิษย์ แม้จะขุ่นเคืองกันบ้าง แต่ไม่ฟาดฟันกันแบบเอาเป็นเอาตาย แต่ปัจจุบันบรรยากาศที่ว่ามามันเจือจางแบบอธิบายไม่ถูก

จากปัจจัยที่ผมกล่าวมา  ผมจึงเชื่อแบบหลวงพ่อพยอม เลือดจะไหลจากคณะสงฆ์อีกมากมาย

Credit: Boonlert Chuaythanee





วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564

“หมดศรัทธากับสำนักพุทธฯ แต่ไม่หมดศรัทธาพุทธศาสนา”

เป็นการสึกที่ได้รับความสนใจมาก …
อดีตพระไพรวัลย์เปิดใจหลังสึก 

“หมดศรัทธากับสำนักพุทธฯ แต่ไม่หมดศรัทธาพุทธศาสนา”

มหาไพรวัลย์ วรรณบุตร เปิดใจว่า ตอนแรกจะสึกวันที่ 4 ธ.ค. แต่กลัวสื่อตามมาเลยตัดสินใจสึกวันนี้ 3 ธ.ค.แทน โดยสาเหตุที่สึกมีหลายเงื่อนไข โดยเฉพาะเรื่องแม่ วันนี้แม่ต้องเข้าผ่าตัดใหญ่ที่ก้อนเนื้อมะเร็ง จึงอยากไปให้กำลังใจ แม่ผ่าตัดเสร็จจะได้ดูแลแม่ยาวๆ ส่วนเรื่องรักษาการเจ้าอาวาสวัดสร้อยทองก็เป็นประเด็นหนึ่ง บวกกับแม่ป่วยมะเร็งและเวลาเหลือน้อย จึงตัดสินใจออกมาทำหน้าที่ดูแลท่าน ซึ่งการบวชมา 18 ปี ทำให้ยังต้องปรับตัว

เมื่อถามว่าจะสึกมาคิดบัญชีใช่หรือไม่ มหาไพรวัลย์ กล่าวว่า ขอใช้คำว่า เริ่มมาใช้ชีวิตฆราวาส ไม่ได้เปิดศึกกับใคร แต่หากมีเรื่องที่พูดแทนพระสงฆ์ได้ก็จะทำ โดยจะพูดตรงๆ ด้วย เดี๋ยวเจอกันครับ

“สังคมสงฆ์ตอนนี้ คับแคบกว่าฆราวาส เพราะเราทำอะไรที่เป็นตัวตนของเราไม่ได้ ด้วยกฎระเบียบบางอย่าง จึงคิดว่าสึกดีกว่า วงการสงฆ์ก็มีการเมือง อย่างที่ตอนบวชก็เจอเรื่องร้องเรียนมากมาย มีจีวรไม่พอ ยังเอาปลอกคอมาใส่ให้อีก ยังเอามติมาบีบกันอีก ไม่ควรใช้อำนาจมาแทนความเป็นธรรม”

“ถ้าผู้ใหญ่ที่มีอยู่ ทำให้เราไม่อยากก้มหัวให้ แต่ถ้าเป็นพระมีคุณธรรมและเป็นผู้ใหญ่ เราก็อยากอยู่ แต่บางเรื่องมันไม่ใช่ ยืนยันจะไม่กลับไปบวชอีก ชีวิตต้องไปต่อ ตัดสินใจไม่นานว่าจะสึก ไม่รู้จะเสียดายเวลาอะไร เพราะที่เราเรียนมาก็ยังอยู่ แค่ความเป็นพระหายไปเท่านั้น เรายังรู้ธรรมะคืออะไร”

“ถ้าจะให้พูดสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติก็ต้องจัด แต่เรื่องคณะสงฆ์ขอไม่พูด เรื่องของผมที่ถูกร้องให้สอบ พบถูกร้องโดยสำนักพุทธฯ ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ โดยต้องทำหน้าที่ดูแลพระพุทธศาสนา จึงอยากให้เอาคนในสำนักพุทธฯ มาบวชบ้าง ก็แค่เป็นพวกหัวดำอยากคุมหัวโล้น”

มหาไพรวัลย์ รับว่า ตอนนี้หมดศรัทธากับคณะสงฆ์ พระผู้ใหญ่บางรูป เพราะรู้สึกแย่มาก แต่กับคำสอนของพระพุทธศาสนายังเต็มร้อย ไม่เคยหมดศรัทธากับศาสนา เพราะยังมีครูบาอาจารย์ที่ยังเคารพอยู่ 

“การสึกออกมาไม่ได้จะออกมาแฉ เพราะไม่ได้เป็นคนเลวร้ายขนาดนั้น ซึ่งถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว จะไม่ยุ่ง แต่หากเป็นประเด็นสาธารณะ การใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม การใช้กฎหมายจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จากมหาเถรสมาคม ตนเองสามารถจะเป็นส่วนหนึ่งในการออกมาคอลเอาต์เตือน และพูดถึงได้”

มหาไพรวัลย์ยืนยันว่า หากสำนักงานพระพุทธศาสนาฯทำอะไรไม่เหมาะ จะขอเป็นหนึ่งในชาวพุทธที่จะออกมาคอลเอาต์การใช้อำนาจของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแน่ เพราะก็เป็นองค์กรหนึ่งที่อยู่ได้ด้วยภาษีของประชาชน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทำหน้าที่ตรวจสอบพระ ก็อยากจะให้ชาวพุทธทำหน้าที่ตรวจสอบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติบ้างว่าทำถูกต้องหรือไม่ ใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่

มหาไพรวัลย์ย้ำว่า ที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทำไม่เหมาะสม เพราะสำนักพุทธศาสนาฯ ทำหน้าที่เป็นองค์กรทางการเมือง โดยก่อนที่ตนจะสึก คนที่เป็นโจทก์ยื่นสอบตน ก็คือสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ตนมองว่ามันไม่ใช่หน้าที่ เป็นเหมือนหอกข้างแคร่ ส่วนประเด็นที่ตนเองถูกตรวจสอบขณะเป็นพระคือไลฟ์ไม่สำรวม หัวเราะมากไป รีวิวสินค้ามากไป แต่ตอนนี้สึกแล้วจะจัดเต็มตอนไลฟ์แน่นอน 

ส่วนประเด็นถูกกล่าวหามีเงิน 300 ล้าน มหาไพรวัลย์ กล่าวว่า ดีนะขอโทษแล้ว ไม่งั้นฟ้องไปแล้ว แต่สงสารนักข่าว ช่องก็ลอยนวล เรารู้ว่าไม่ชอบเรา แต่ต้องเสนอข่าวตามข้อเท็จจริง คิดว่าเราเป็นอะไร เจ้ามือหวยใต้ดินหรือ เงินทองก็ไม่ได้เยอะอะไร หนังสือธรรมะเอาไว้ก็คงไม่มีใครอ่าน จึงขอเอากลับมา ทรัพย์สินที่ได้ตอนบวชก็แค่ตอนทำกับพระมหาสมปอง ในช่วงที่เราไปให้ความรู้คนอื่น ซึ่งของไม่ได้เยอะขนาดนั้น”

มหาไพรวัลย์ ยืนยันว่าจะไม่ลงการเมือง จะไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่จะพูดอะไรที่เกี่ยวกับความเป็นธรรมทางสังคมในฐานะบุคคล ไม่ใช่พูดในฐานะตำแหน่งทางการเมือง

ชีวิตจากนี้จะใช้ช่องทางที่พอมีทางออนไลน์ ในเพจที่มีคนติดตามอยู่มาก เป็นต้นทุนในการทำมาหากินได้ และที่เคยทำรายการกับพระมหาสมปอง ก็ยังเป็นพิธีกรร่วมกันอยู่

Credit: สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว

ภาพ : fb page - ไพรวัลย์ วรรณบุตร












วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

"พระมหาไพรวัลย์ส่งสัญญาณสึกแน่ โพสท์ภาพเดินในชุดขาว  ทิ้งจีวรเกลื่อนกระจายไว้ข้างหลัง..."

"พระมหาไพรวัลย์ส่งสัญญาณสึกแน่ โพสท์ภาพเดินในชุดขาว  ทิ้งจีวรเกลื่อนกระจายไว้ข้างหลัง..."

พระมหาไพรวัลย์ส่งสัญญาณสึกแน่ โพสท์ภาพเดินในชุดขาว  ทิ้งจีวรเกลื่อนกระจายไว้ข้างหลัง ขณะพระมหาสมปองเผยสึก 4-5 ธันวาคม  ส่วนวัดสร้อยทองกองทัพนักข่าวเนืองแน่น ทั้งที่ประกาศแล้วว่าไม่ต้องมา ไม่ได้อยู่วัด. @FB: Sirote Klampaiboon (ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์)

_____

พระมหาไพรวัลย์สัญญาณสึกแรง พระมหาสมปองสื่อสารชัดนักวิชาการพุทธศาสนาเผยห้ามไม่ไหว คณะสงฆ์เสียศาสนทายาท 

นอกจากพระมหาไพรวัลย์ที่โพสท์รูปวันขึ้นเวทีของบริษัทดังพร้อมข้อความเหมือนบอกลา พระมหาไพรวัลย์ยังโพสท์รูปคู่พระมหาสมปองพร้อมข้อความทำนองเดียวกันครับ

ล่าสุด "พระมหาสมปอง" โพสท์รูปคู่ขณะทั้งสองจูงมือกัน พร้อมกับระบุว่า 

"ไม่ว่าชีวิตจะขึ้นหรือลง

…เราก็ยังคง”รักกัน”นะน้องนะ

ขอบคุณมาก…จากใจ"

นอกจากนั้น "อุทิส ศิริวรรณ" นักวิชาการพุทธศาสนาซึ่งพระมหาไพรวัลย์นับถือ ก็โพสท์ข้อความว่า

"ถ้าจะมีตราบาปตลอดชีวิต  สิ่งที่ผมจะละอายใจเสียใจไปจนชั่วชีวิตคือ  ผมไม่สามารถระงับยับยั้งท่านมหาไพรวัลย์  มิให้เตรียมตัวเดินออกมาจากวัด หลังอยู่มา ๑๘ ปี"

รวมทั้งมีการโพสท์ถึงอีกเรื่องไว้แบบนี้ครับ

"ได้ตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน  แต่เสียศิษย์กตัญญูไปคน  น่าเสียดาย ผิดหวัง ไม่คุ้มค่า  การที่หลวงพ่อกลับปล่อยพระลูกชาย  ตายจากสมณเพศต่อหน้าต่อตา"

สำหรับคำพูดทำนองบอกลาของ "พระมหาไพรวัลย์"  เป็นแบบนี้ครับ

"ขอบคุณพระศาสนาที่มอบทุกอย่างให้กับเด็กบ้านนอกคนหนึ่งคนนี้ ตลอดเวลา 18 ปีที่ผ่านมา ขอบคุณข้าวน้ำจากศรัทธาของญาติโยมทุกคน"

และพูดถึงพระมหาสมปองไว้ว่า

"กราบขอบพระคุณที่ไม่เคยรังเกียจพระน้องชายรูปนี้ กราบขอบพระคุณสำหรับทุกสิ่งที่พระอาจารย์มอบให้ ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม   

จะเคารพรักและศรัทธาพระอาจารย์ตลอดไปครับ"

อย่างไรก็ดี ถ้าถามผม ผมไม่อยากให้พระมหาไพรวัลย์สึกครับ เพราะการทำงานที่สำคัญกับพุทธศาสนายังไม่จบ มีโอกาสทำต่อได้อีกเยอะ และอีกหน่อยคนที่โจมตีก็ทยอยตายไป หรือไม่ก็เป็นได้แค่คนดูการทำงานของพระมหาไพรวัลย์ไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งตอนนี้เอง

Credit: @FB Sirote Klampaiboon (ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์)





วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

"ขอประทานโทษเถอะครับ อย่าให้ผมหมดความนับถือเลย" -พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ

"ขอประทานโทษเถอะครับ อย่าให้ผมหมดความนับถือเลย" -พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ

"ถ้าผมจะลาสิกขา คือผมลาด้วยตัวผมเองครับ และทุกเรื่องที่ผมพูด ผมพูดเพราะมันคือความสัตย์ คือสิ่งที่ควรพูด ควรทวงถาม ไม่เกี่ยวกับว่า ผมกำลังสำคัญตัวอะไร 

ผมไม่ใช่พวกเล่นละครเก่งนะครับ เวลาโทรมาคุย คุยอีกแบบหนึ่ง เวลาอยู่หน้าสื่อ พูดอีกแบบหนึ่ง พูดแบบนางเอกละครหลังข่าว พูดแบบไม่ต้องใช้ความกล้าหาญอะไร ใครก็พูดได้ครับ ผมก็พูดได้ ถ้าจะพูด

ผมว่าอาจารย์ดูหนังจีนเยอะไปนะครับ พูดเรื่องศึกสงคราม เรื่องการต่อรองอะไรเนี่ย ความยุติธรรม ความเป็นธรรม เป็นเรื่องของการต้องต่อรองตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ 

อาจารย์กำลังทำให้คณะสงฆ์ดูแย่ไปอีกนะครับ จะโดยรู้ตัวหรือไม่ พูดเหมือนคณะสงฆ์ไม่ต่างจากเกมส์การเมืองของพวกฆราวาสเลย

ผมรักการพระศาสนา รักคณะสงฆ์ และลึกๆ ก็เคารพนับถือพระผู้ใหญ่ (เหมือนที่ผมเคยเคารพนับถืออาจารย์นั่นแหล่ะครับ) ผมจึงพูดอะไรอย่างตรงไปตรงมา ในฐานะของกัลยาณมิตร ของคนรุ่นใหม่ ของลูกของหลาน

ผมเจียมตัวเสมอครับ และพูดคิดอะไร คือไตร่ตรองดีแล้ว หลายครั้งหลายหนเหลือเกินที่ผมเลือกจะไม่โต้อาจารย์เพราะยังเห็นแก่ความเคารพนับถือ ครั้งก่อนก็เรื่องความไม่ก้าวหน้า ไม่มีอนาคต ทำไมอาจารย์ถึงมองว่า อนาคตของอาจารย์กับอนาคตของผม คืออนาคตเดียวกันละครับ ผมเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงแบบที่อาจารย์คิดตอนไหน 

ขอประทานโทษเถอะครับ อย่าให้ผมหมดความนับถือเลย"



ที่มา :  พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ

วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2564

 "อาตมาไม่รู้ว่าเป็นบทความของใครนะ แต่อาตมาขออนุญาตแลกเปลี่ยน" (พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ)

"อาตมาไม่รู้ว่าเป็นบทความของใครนะ แต่อาตมาขออนุญาตแลกเปลี่ยน" (พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ)

"อาตมาไม่รู้ว่าเป็นบทความของใครนะ แต่อาตมาขออนุญาตแลกเปลี่ยน  ประเด็นแรก คืออาตมาไม่ได้ร่ำไห้เพราะผิดหวังเสียใจเรื่องยศตำแหน่ง 

ใครก็ตามที่พูดแบบนี้แสดงว่า แม้แต่ความอดทนที่จะนั่งฟังไลฟ์สดที่เป็นประเด็นของอาตมาจนจบ ก็ยังทำไม่ได้เลย 

เมื่อฟังไม่จบ ก็เป็นแบบที่เห็น คือนั่งเทียนเขียนวิจารณ์ไปเอง ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างคนละเรื่องกัน

ประเด็นที่สอง ใครก็ตามที่มองเรื่องยศตำแหน่งในวงการคณะสงฆ์เป็นแค่เรื่องยศตำแหน่ง คนๆ นั้นสะท้อนความตื้นเขินของตัวเองที่มีต่อความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์เป็นอย่างมาก

ที่อาตมากล่าวเช่นนี้ เพราะยศตำแหน่งในทางคณะสงฆ์มันมิใช่เพียงแค่ยศตำแหน่ง มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่มันผูกพันกับอำนาจในการปกครอง อำนาจในการให้คุณและให้โทษกับผู้ที่อยู่ใต้อาณัติของยศตำแหน่งนั้นๆ อย่างแยกไม่ออก

ที่สำคัญที่สุด แม้เพียงตำแหน่งในฐานะของเจ้าอาวาส หากมิได้พระภิกษุผู้ที่เป็นรัตตัญญู หรือมีพรหมวิหารธรรมอย่างมากพอในการจัดการดูแล ไม่ได้ผู้ซึ่งมีที่มาที่ชอบธรรมหรือเป็นที่ยอมรับนับถือของสังฆะทั้งหมดในอาราม

พระภิกษุผู้นั้น ถึงที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมภาร ย่อมจะตกอยู่ภายใต้ภยาคติ หรือไม่ก็ลุแก่อำนาจอย่างง่ายๆ ย่อมจะใช้อำนาจนั้น รังแกพระลูกวัดไม่ในทางใดก็ทางหนึ่งก็ได้ ถึงที่ผิดน้อยก็อาจให้ผิดมาก หรือถึงที่ไม่ชอบพอก็อาจไล่พ้นไปจากอาราม  เรื่องเหล่านี้มีปรากฎให้เห็นอยู่มากแต่เก่าก่อนทีเดียว

อาตมาดีใจที่ชาวพุทธในสังคมไทยส่วนใหญ่ เข้าใจหลักธรรมของพระพุทธศาสนากันอย่างลึกซึ้งดีเหลือเกิน แต่อาตมาเศร้าใจอย่างหนึ่ง เศร้าใจที่คนพุทธจำนวนไม่น้อยไร้เดียงสาต่อหลักการปกครองในพระราชบัญญัติแห่งคณะสงฆ์ไทย"



ที่มา : พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ


"มหาไพรวัลย์ประกาศสึก อัดรัฐแทรกแซงศาสนจักร รักษาการเจ้าอาวาสวัดสร้อยทองถูกรังแก ร่ำไห้อยากกลับไปหาแม่"

มหาไพรวัลย์ประกาศสึก อัดรัฐแทรกแซงศาสนจักร รักษาการเจ้าอาวาสวัดสร้อยทองถูกรังแก ร่ำไห้อยากกลับไปหาแม่ 

30 ต.ค. - พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ ประกาศเตรียมสึก แฉรัฐแทรกแซงศาสนจักรรุนแรง "พระราชปัญญาสุธี" รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสร้อยทองถูกขัดขวางไม่ให้เป็นเจ้าอาวาส

ในการไลฟ์วันที่ 29 ต.ค. “พระมหาไพรวัลย์” และ “พระมหาสมปอง” เคยประกาศอาจสึกทั้งคู่  รวมทั้งอาจย้ายไป่วัดอื่น แต่ไม่ได้ระบุสาเหตุที่ชัดเจนเท่าครั้งล่าสุด

พระมหาไพรวัลย์ ระบุว่า พระราชปัญญาสุธี เปรียบเสมือนพ่อและครูอาจารย์ หากท่านไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสเพราะตนเองเป็นต้นเหตุ ก็ขอสละสมณเพศดีกว่า รวมทั้งกล่าวตอนหนึ่งว่ารัฐเข้ามาแทรกแซงกิจคณะสงฆ์ สร้างความไม่เป็นธรรม ทำให้สังคมยิ่งแตกแยก

“ขณะนี้อาณาจักรเข้ามาควบคุมศาสนจักรมากเกินไป ไม่เป็นผลดีกับพระศาสนา ความบาดหมางจะคงอยู่ เนื่องจากใช้อำนาจมากกว่าความเป็นธรรม”

พระมหาไพรวัลย์ร่ำไห้ว่าจะไม่ย้ายไปอยู่วัดอื่น เพราะไม่ใช่วิธีรักษาความเป็นธรรมให้พระราชปัญญาสุธี และหากสึกก็จะไปดูแลแม่ที่เป๊นมะเร็ง และจะทำประโยชน์ในฐานะฆราวาส

"ส่วนคนที่บอกว่า อย่าสึกเลย ก็อยากให้เป็นไปตามเจกปัจจัยของมัน และอยากให้รอดูเร็วๆ นี้ ว่าจะเป็นอย่างไร" 

ที่มา :  Sirote Klampaiboon (ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์) 

FB Page :  พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ

วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564

 พศ. แถลงหลังประชุมมหาเถรสมาคม กรณีปลด 3 เจ้าคณะจังหวัด กาฬสินธ์, ปทุมธานี และฉะเชิงเทรา “เปิดเผยมูลเหตุไม่ได้”

 

พศ. แถลงหลังประชุมมหาเถรสมาคม กรณีปลด 3 เจ้าคณะจังหวัด กาฬสินธ์, ปทุมธานี และฉะเชิงเทรา “เปิดเผยมูลเหตุไม่ได้” ครับ ...

ทีมโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แถลงผลการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 21/2564 เรื่องกรณีการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาชี้แจงในส่วนที่เกี่ยวข้อง 5 ประเด็น คือ

1. การดำเนินการแต่งตั้ง เป็นไปตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติ่มโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2535 และแก้ไข้เพิ่มเติ่ม โดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับ4) พ.ศ.2561 และกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (2541) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2563

2. ที่ผ่านมา การแต่งตั้งเจ้าคณะหน เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563 และเจ้าคณะภาควันที่ 9 พฤษภาคม 2564 ได้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการตามกฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม หลักเดียวกัน ซึ่งมหาเถรสมาคม ได้รับทราบขั้นตอน วิธีการดังกล่าวแล้ว

3. สำหรับการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด ที่ทีมูลเหตุหลักฐานที่นำไปสู่การถอดถอนแต่งตั้งใหม่นั้น ได้นำข้อมูลกราบเรียนเจ้าคณะหน เจ้าคณะภาค ผู้ปกครองของเจ้าคณะจังหวัดนั้นๆรับทราบแล้ว ถึงปัญหาและเหตุผล ก่อนดำเนินการ

4. เรื่องดังกล่าว เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าคณะปกครองที่จะดำเนินการตามแนวทางการปกครองคณะสงฆ์

5. ส่วนกรณี อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช อดีตเจ้าคณะจังหวัดเชียงรายมหาเถรสมาคม ได้แต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเรียบร้อยแล้ว จึงแต่งตั้งทดแทนตำแหน่งที่ว่าง คือ เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช และเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย

ทั้งนี้เมื่อสื่อมวลชนถามว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สามารถนำมูลเหตุการถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 จังหวัด มาเปิดเผยต่อสาธารณะให้ประชาชนรับทราบต่อไปหรือไม่ โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนา ตอบว่าไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีหน้าที่สอบสวนมูลเหตุหลักฐาน หากต้องการทราบเหตุผลการถอดถอน ต้องไปสอบถามกับผู้ปกครองคณะสงฆ์ตามลำดับชั้น คือเจ้าคณะภาค เจ้าคณะหน สำนักงานพระพุทธศาสนาไม่สามารถตอบได้ ส่วนการเคลื่อนไหวของศิษยานุศิษย์ที่ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว หรือการรวมตัวชุมนุมนั้น การเคลื่อนไหวก็ถือเป็นสิทธิ์ตามกฎหมาย แต่หน้าที่การแต่งตั้งหรือถอดถอนเป็นของผู้ปกครองคณะสงฆ์

ที่มา : เรื่องเล่าเช้านี้ ,  สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว


วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564

‘พระมหาสมปอง’ หลั่งน้ำตาเปิดความในใจผ่านไลฟ์ “โดนจ้องจับผิด จับสึกตลอดเวลา”

🙏‘พระมหาสมปอง’ หลั่งน้ำตาเปิดความในใจผ่านไลฟ์ “โดนจ้องจับผิด จับสึกตลอดเวลา”

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 64 พระมหาสมปอง ไลฟ์ผ่านเพจ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ร่วมพูดคุยกับพระมหาไพรวัลย์ 

ระหว่างที่ไลฟ์ตอนหนึ่ง พระมหาสมปอง ระบายความในใจ ว่าที่ผ่านมาถูกจ้องจับผิดจากพระผู้ใหญ่ และถูกจ้องให้จับสึกตลอดเวลา

“มีคำเตือนมา จนตอนนี้ไม่กล้าทำอะไรทั้งนั้นเลย ทำไมคนต้องจ้องสึกเราด้วยนะ ใช้งานเราเถอะไม่ต้องสึกเราหรอก ถึงเวลาเราก็ไปเองแหละไม่ต้องมาไล่”

“ทำไมคนที่ต้องดูแลเรา ตอนนี้มาคอยจ้องจะจับสึกเรา แม่ของพส. เป็นผู้ป่วยติดเตียง ชอบดูทีวี ติดทีวีมาก แต่ช่วงหลังๆจะมีข่าวช่องหนึ่งชอบเล่นข่าวว่า พส.สมปองจะโดนจับสึก พอแม่ของพส.เห็น แม่ของพส.ก็ไม่สบายใจและเป็นกังวล พี่สาวก็โทรมาถามบ่อยๆว่า พส.สมปองจะถูกจับสึกเหรอ พส.สมปองก็ต้องมาคอยอธิบาย หลักๆคือเป็นห่วงจิตใจคุณแม่"

พระมหาสมปอง เล่าว่า พอเรามาได้ยินผู้ใหญ่เตือนว่ามีคนจ้องจับสึกอยู่นะ อย่าพลาดอีกนะ ตอนนี้ พส.สมปองกลายเป็นไม่กล้าทำอะไรสักอย่างเลย ไม่ได้มีเจตนาอื่นนอกจากช่วยเหลือคน ไม่ว่าทางพระผู้ใหญ่จะให้พระมหาสมปองทำอะไรท่านก็ทำให้ทั้งนั้น

"พวกคุณให้ผมเรียนผมก็เรียน บาลีจะเรียนไปทำไมยังไม่รู้แต่ก็เรียน ให้ไปทำอะไรก็ทำตลอด ไม่ให้พูดบางเรื่องผมก็ไม่พูด ให้ผมหยุดผมก็หยุด ผมทำขนาดนี้แล้วคุณก็ยังจ้องจับสึกผม จะต้องการทำร้ายผมไปทำไม"

ระหว่างไลฟ์ ทั้งพระมหาไพรวัลย์ และพระอาจารย์นภันต์ ให้กำลังพระมหาสมปองด้วย

Credit: สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว 


วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2564

"..การศึกษาทางโลกเป็นส่วนสำคัญในการทำงานพระศาสนาสมัยปัจจุบัน..."

"..การศึกษาทางโลกเป็นส่วนสำคัญในการทำงานพระศาสนาสมัยปัจจุบัน..."

เมื่อผ่านการศึกษาทั้งแผนกบาลี (บ.ศ.๙) และการศึกษาทางโลก (อ.บ.) ข้าพเจ้าได้พบว่าการศึกษาทางโลกเป็นส่วนสำคัญในการทำงานพระศาสนาสมัยปัจจุบัน เพราะการศึกษาทางโลกทำให้คุ้นเคยกับความหลากหลายในสังคมปัจจุบัน ได้เรียนศาสตร์เดียวกันด้วยมุมมองอื่นอย่างกว้างขวางและได้เรียนศาสตร์อื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ผ่านตามา

   สิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง (อาจจะไม่เหมือนกับประสบการณ์ของคนอื่น ๆ ก็ได้) : เหตุที่ข้าพเจ้าพอจะสอนภาษาบาลีให้คฤหัสถ์เข้าใจได้บ้าง ก็ด้วยพื้นฐานการศึกษาทางโลกและความคุ้นเคยกับสังคมหลากหลาย เหตุที่ข้าพเจ้าพอจะทำงานแปลและล่ามทางศาสนาได้บ้าง ก็ด้วยพื้นฐานการศึกษาทางโลกอีกเช่นกัน สังคมมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาไม่หยุดนิ่ง “การสืบทอดพระพุทธศาสนา” ต้องอาศัยทั้งการเรียนแผนกพระปริยัติธรรมเพื่อรับมา และความเข้าใจสังคมสมัยปัจจุบันเพื่อส่งต่อถึงคนปัจจุบันได้โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบ ลำพังการเรียนเพียงแผนกใดแผนกหนึ่งอาจไม่เพียงพอ 

   หากมองในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน การส่งเสริมให้คนในพระศาสนาเรียนทุกวิชาที่ตนเองถนัดและสนใจโดยไม่ปิดกั้นจะเป็นวิธีสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพพร้อมทำงานพระศาสนาหลากหลายด้าน หากมองในฐานะคนคนหนึ่งที่อยู่ร่วมสังคมกับคนศาสนาอื่นและผู้ไม่นับถือศาสนา คนในชาติทั้งที่เป็นบรรพชิตและคฤหัสถ์ควรมีสิทธิได้รับโอกาสทางการศึกษาและการแสวงหาความก้าวหน้าในการศึกษาทางนั้น ๆ ตามความถนัดและความสนใจของตนเอง

   การเรียนบาลีทำให้เข้าถึงพระไตรปิฎกได้ แต่หากปราศจากความเข้าใจทางโลกและความหลากหลายในโลกปัจจุบัน ก็คงเข้าถึงประชาชนได้ลำบาก

Credit:  Jñānatārā Pema Dechen PhápTso

ภาพ :   สอบบาลีสนามหลวง ณ วัดสามพระยา วรวิหาร (WAT SAM PHRA YA) แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร​ และ https://r-sim100.com/7391

👉อ่านข่าวเกี่ยวข้อง : ห้ามพระเณร ‘เรียน - สอบ’ เหมือนประชาชนทั่วไป ฝ่าฝืนขับออกจากวัด