วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

อาสาฬหบูชาเทศนา

อาสาฬหบูชาเทศนา

มาทำอาสาฬหบูชา เด็กๆ รู้ มาเวียนเทียน... ถ้าผู้ใหญ่เหล่านี้รู้จักวันนี้เพียงว่ามาซื้อเทียนและเดินเวียน ทำให้มันน่าสงสารเพราะว่ายังเป็นเด็ก

ต้องพูดถึงคำว่า ประทักษิณ เดินเวียนขวา ถือเทียนเดินเวียนขวา มันเป็นรูปแบบไม่ใช่ความหมาย...ทำไปตามรูปแบบ ทำไปอย่างเหมือนกับละเมอ

ถ้าทำในภาษาธรรมะ... ประทักษิณ ก็แปลว่าเวียนไปในทางที่สูงขึ้น ดีขึ้น เวียนขวานี่หมายความว่ามันจะสูงขึ้น ดีขึ้นจนเป็นยอดขึ้นไป...ไม่ใช่เวียนอยู่ที่ตรงนี้และก็ไม่ทำอะไร 

เมื่อเดินประทักษิณอย่างนี้ก็ขอให้ทำในใจว่ามันทำให้สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป สูงขึ้นไปจากพื้นฐานที่ว่าเป็นกิเลส

เอาหอยตัวใหญ่ๆ ตัวแหลมๆ มาวางก็ดูตัวแล้วมันก็มีลายเวียนๆๆๆ แล้วมันจุดแหลมยอด เอานั่นแหละเป็นความหมายนั้นก็ดีจะได้ความหมายประทักษิณเวียนไปทางเบื้องขวาหมายความว่าถูกต้อง ว่าถูกต้องมันก็ดีขึ้นไปดีขึ้นไป สูงขึ้นไปสูงขึ้นไปสูงขึ้นไปสูงขึ้นไปจนพ้นสิ่งที่น่ารังเกียจคือกิเลสและความทุกข์

สมาธิ  ภาวนา  นี่ก็เป็นการเวียนประทักษิณอยู่ในตัว สูงขึ้น สูงขึ้น ให้ความถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง นี่ประทักษิณเหมือนกันแต่ไม่ต้องไปเวียนให้เมื่อยขา จิตมันเวียนของมันเอง นั่งอยู่เป็นสมาธิแล้วจิตเวียนขวาของมันเองสูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยอำนาจของสิ่งที่เรียกว่า "อตัมมยตา"

อตัมมยตาเป็นคำใหม่ ช่วยกันศึกษาให้เข้าใจใช้ประโยชน์ให้ได้ เป็นคำพิเศษ อตัมมยตานั่นแหละเป็นตัวทำให้ทุกสิ่งมีวัฒนาการคือสูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น

(download อ่าน ebook 👉  อตัมมยตา : กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป)

ธรรมดาจิตของเรามันติดอยู่กับสิ่งที่ปรุงแต่งแวดล้อม กำลังหลงรักอะไรมันก็สิ่งนั้นแหละเป็นที่หลงติดแล้วก็ติดอยู่ที่นั่น สูงขึ้นไปไม่ได้ ต้องละสิ่งนั้นจึงจะสูงขึ้นไปได้ คือละอะไรก็ละด้วยสิ่งที่เรียกว่าอตัมมยตา สูงขึ้นไปเป็นลำดับๆ อตัมมยตาอันสุดท้ายก็เป็นพระอรหันต์

ธรรมปฏิบัติชื่ออะไรหมวดไหนก็ตาม มันมีการที่ทำให้ละจากสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น เคยมีอตัมยตาทั้งนั้น เช่นว่าในถึง  "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร"   ก็สอนเรื่องอริยอัฏฐังคิมรรค มรรคมีองค์ ๘ นั่นไปเอามาเถิด มันมีอตัมมยตาคือถอนออกมาจากสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ไม่ควรจะเกี่ยวข้อง ไม่ควรจะติดยึด สมชื่อมรรคแปลว่าเดินไป เดินไป เดินออกจากที่เดิม ตัวอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้นเป็นตัวปฏิบัติเพื่อมีอตัมมยตา

วันนี้เป็นวันพิเศษมาสนใจอาการอันนี้กันเสียหน่อย ละอาย ละอาย แต่ยังจมอยู่จมอยู่ จมอยู่ ละอายจมลงไปอีก จมลงไปอีกนี่แย่มาก ไม่เพียงแต่จะไม่ใช่จะจมอยู่ มันกลับจมลงไปอีก จมลงไปอีก แล้วคิดดูอีกกี่ปีจะตาย อีกไม่กี่ปีจะตาย จะไปทำกันตอนไหน มันก็ต้องรีบทำกันตอนนี้ รีบทำกันตอนนี้ เข้าใจกันเสียตอนนี้ทันกับเวลาก่อนร่างกายมันจะตายไป ให้จิตมันก้าวหน้า ก้าวหน้าไปรู้จักสิ่งที่อยู่เหนือปัญหาและความทุกข์โดยประการทั้งปวง เรียกว่าเรารับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับกันก็แล้วกัน ขอให้เป็นอย่างนั้น

เรียบเรียงจาก - อาสาฬหบูชาเทศนา ปี 2534  หัวใจและความลับของธรรมจักร (กัณฑ์ที่1)

____

อาสาฬหบูชา 90ปีสวนโมกขพลาราม สวนโมกข์กรุงเทพ สงบเย็นและเป็นประโยชน์

Credit: เพจ  หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ - สวนโมกข์กรุงเทพ

____

วิสาขบูชานุสติ , อปฺปมาเทน , The significance of Vesak Full Moon Day , Māgha Pūjā Day , Pavāranā day , Happy Vesak Day. ,  วันวิสาขบูชา  , วันวิสาขบูชา การบูชาในวันเพ็ญวิสาขะ  , วันอาสาฬหบูชา , วันอาสาฬหบูชา ประวัติและความสำคัญของวันอาสาฬหบูชา , สาระสำคัญของวันมาฆบูชา , วันมาฆบูชา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา , 'วันพระ' วันธรรมสวนะ หรือ วันอุโบสถ , วันออกพรรษา-Day of going out of Vassa , วันเข้าพรรษา-Buddhist Lent Day Observances , วันอาสาฬหบูชา , วันนี้วันพระ“วันอัฏฐมีบูชา” , วันอัฏฐมีบูชา , วันมหาปวารณา , ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า , วิสาขบูชานุสติ , พระพุทธเจ้า“ประกาศอิสรภาพ”ให้แก่มวลมนุษย์ , ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระองค์ได้ตรัสอะไรไว้กับชาวโลกบ้าง , เมื่อคืนพระจันทร์สวย ในวันวิสาขบูชา : พิจารณาธรรมชาติ , กฐิน




วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

วิสาขบูชานุสติ

วิสาขบูชานุสติ

วันวิสาขบูชาปีนี้-ความจริงตั้งแต่หลายๆ ปีมานี้-ผมรู้สึกเฉยๆ จากเฉยๆ ธรรมดาๆ ในปีก่อนๆ ก็ยิ่งเฉยๆ มากขึ้นในปีนี้  เฉยๆ ไม่ได้หมายความว่าไม่เห็นความสำคัญ   แต่เฉยๆ เพราะได้เห็นความสำคัญอยู่แล้วทุกวัน

พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานวันไหนและด้วยอาการอย่างไร ศึกษาเรียนรู้ซึมซับเข้าไว้ในจิตใจทุกวันอยู่แล้ว จะวันวิสาขบูชาหรือวันอะไรวันไหนก็ทำอยู่ทุกวัน ก็เลยไม่รู้สึกว่าวันไหนสำคัญกว่าวันไหน เพราะสำคัญทุกวัน

ผมให้ความสำคัญแก่เหตุการณ์และอาการที่เป็นไปของเหตุการณ์นั้นๆ แต่ไม่ได้คำนึงถึง “วัน” ที่เกิดเหตุการณ์นั้นๆ   นี่คือสภาพที่ผมบอกว่าวันวิสาขบูชาปีนี้รู้สึกเฉยๆ

ถ้าอธิบายเทียบกับการรักษาศีลในวันพระ น่าจะช่วยให้เข้าใจชัดเจน  ชาวพุทธทั่วไปในเมืองไทยมีธรรมเนียมถือศีล ๕ ในวันพระ วันพระเป็นวันที่คนไปทำบุญที่วัด เป็นโอกาสให้ได้สมาทานศีล

กระบวนการ “ทำบุญ” ก็คือ ถวายทาน รักษาศีล บำเพ็ญภาวนา มีขั้นตอน มีพิธีการ ทำกันจนเป็นธรรมเนียม พอถึงวันพระก็รู้กันว่าเป็นวันถือศีล แล้วก็เลยเข้าใจกันว่า จะถือศีลก็ต้องถือวันพระ วันธรรมดาก็ทำอะไรกันไปตามปกติธรรมดา แต่พอถึงวันพระ อะไรบางอย่างที่เคยทำในวันธรรมดาก็งด

ที่ทำจนเป็นหลักการระดับประเทศก็คือ วันพระโรงฆ่าสัตว์หยุดฆ่า

ไปตลาดวันพระ เป็นอันรู้กันว่าไม่มีเนื้อไม่มีหมูขาย   ไม่ทราบว่าหลักการนี้ยังปฏิบัติกันอยู่ หรือว่าบัดนี้ยกเลิกไปแล้ว ฆ่าสัตว์กันทุกวัน วันโกนไม่ละ วันพระไม่เว้น

สรุปว่า โดยธรรมเนียมปฏิบัติ เราถือศีลกันเมื่อถึงวันพระ

เมื่อผมลาสิกขา ได้ตั้งใจรักษาศีล ๕ ตลอดชีวิต เพราะพิจารณาดูแล้วเส้นทางชีวิตของผมน่าจะไม่มีความจำเป็นต้องละเมิดศีลข้อไหนเลย  และเมื่อตั้งใจงดเว้น ก็สำเร็จเป็นศีลโดยไม่ต้องกล่าวคำสมาทาน ไม่ต้องขอศีล ไม่ต้องมีพระให้ศีล และไม่ต้องรอจนกว่าจะถึงวันพระ-อย่างที่คนทั่วไปทำกันจนเป็นธรรมเนียม

วันพระหรือไม่ใช่วันพระ ผมก็รักษาศีล ๕ ทุกวันอยู่แล้ว ด้วยเหตุผลเช่นนี้ พอถึงวันพระ ผมก็ไม่ได้รู้สึกพิเศษว่าจะได้รักษาศีล คงรู้สึกเฉยๆ เป็นปกติเหมือนทุกวัน ในขณะที่คนทั่วไป พอถึงวันพระจะรู้สึกว่าเป็นวันพิเศษ

พอถึงวันวิสาขบูชา คนทั่วไปจะรู้สึกว่าเป็นวันพิเศษที่จะได้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นพิเศษ  แต่ผมระลึกพระพุทธเจ้าทุกวันอยู่แล้ว จึงไม่ต้องมีวันพิเศษเอาไว้ระลึกถึงเป็นพิเศษ จะว่าทุกวันเป็นวันพิเศษอยู่แล้วก็ว่าได้

ที่ว่ามานี้เป็นส่วน “เนื้อหา”

แต่ส่วนที่เป็น “รูปแบบ” ต้องแยกเป็นต่างหาก หมายความว่า กิจกรรมอะไรที่นิยมทำกันในวันวิสาขบูชา เช่น ทำบุญตักบาตร สวดมนต์ ฟังเทศน์ ฟังธรรม สนทนาธรรม เวียนเทียน ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้เป็นส่วนรูปแบบ เป็นประเพณี เคยทำมาก็ต้องทำต่อไป จะอ้างว่าระลึกถึงพระพุทธเจ้าทุกวันอยู่แล้ว ก็เลยเห็นว่าไม่จำเป็นต้องทำ 

วันวิสาขบูชา คิดอย่างนี้ก็คือบกพร่อง

กิจกรรมในวันพระปกติ ไปวัด ไหว้พระ รับศีล ฟังพระสวดถวายพรพระ ตักบาตร ถวายภัตตาหารให้เป็นสังฆทาน ทำวัตร ฟังเทศน์ ฯลฯ เมื่อถึงวันพระก็ต้องทำ จะอ้างว่ารักษาศีล ๕ ทุกวันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปวัด

วันพระ คิดอย่างนี้ก็คือบกพร่อง

ผมเห็นว่าที่เราพลาดหรือบกพร่องกันมากก็คือ เมื่อกำหนดให้มีวันสำคัญเกี่ยวกับใครหรืออะไร เราก็จะนึกถึงความสำคัญของผู้นั้นหรือสิ่งนั้นกันแค่วันนั้นวันเดียว พ้นวันนั้นไปแล้วก็เลิก ก็ลืม

วันแม่ คิดถึงแม่วันเดียว  วันพ่อ คิดถึงพ่อวันเดียว  วันครู คิดถึงครูวันเดียว  วันภาษาไทย พูดถึงความสำคัญของภาษาไทยแค่วันเดียว  วันแห่งความรัก พูดถึงความรักแค่วันเดียว

วันวิสาขบูชา ระลึกถึงพระพุทธเจ้ากันวันเดียว 

พ้นวันวิสาขบูชาไปแล้วก็ไม่มีใครเอ่ยถึงเหตุการณ์ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานอีกต่อไป จนกว่าจะถึงวันวิสาขบูชาปีหน้า   คิดๆ ดูก็น่าเสียดายนะครับ วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญระดับโลก เราพากันชื่นชมด้วยความภาคภูมิใจ แต่เราทำกิจกรรมให้วันสำคัญกันวันเดียว   ในหมู่คนไทย กิจกรรมสำคัญที่ทำกันก็มีอย่างเดียวคือเวียนเทียน แล้วก็มักจะเอียงข้างบันเทิงหน่อยๆ ด้วยซ้ำไป 

กิจกรรมปลูกปัญญาน่าจะเป็นศูนย์

ผมขอเสนอว่า วิธีหนึ่งที่จะเป็นการฉลองวิสาขบูชาที่มีคุณค่าก็คือ ช่วยกันศึกษาพุทธประวัติ โดยเฉพาะเหตุการณ์ตอนประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ช่วยกันศึกษาให้กระจ่างแจ้งเสมือนมองเห็นเหตุการณ์กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า   ศึกษาพุทธประวัติในฐานะที่พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ในฐานะเป็นบุคคลในตำนานหรือนิทานนิยายที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงอย่างที่คนรุ่นใหม่กำลังเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น

แนวทางศึกษาก็เช่น-ถอดความเหตุการณ์ที่เป็นบุคลาธิษฐานออกมาเป็นเหตุการณ์จริง --

ตอนประสูติ ... เดินได้ ๗ ก้าว 

ตอนตรัสรู้ ... พญามารยกทัพมาผจญ 

ตอนปรินิพพาน ... ผ้าที่ห่อหุ้มพระพุทธสรีระชั้นนอกสุดกับชั้นในสุด เพลิงไม่ไหม้

ลบบทสรุปที่ใช้คำว่า “เข้าใจว่า” “น่าจะหมายถึง” ออกไปเรื่อยๆ แล้วใช้คำว่า “บัดนี้พิสูจน์ได้ว่าคือ...” เข้าไปแทนที่   งานเหล่านี้น่าทำ เอาวันวิสาขบูชาปีนี้เป็นวันจุดประกายก็ได้ พรุ่งนี้เมื่อคนทั้งโลกลืมนึกถึงวันวิสาขบูชาแล้ว เราเริ่มต้นศึกษากันเลย

เริ่มจากเอกสารหลักฐานที่มีอยู่ในมือ คือพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกาทั้งหลาย ศึกษาเพื่อหาความรู้ เอาความรู้จริงๆ ไม่ใช่ศึกษาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือจบการศึกษาเอาปริญญาอย่างที่เราส่วนมากกำลังทำกัน  แล้วเอาผลการศึกษาไปเสนอต่อชาวโลกในวันวิสาขบูชาปีหน้า เอาผลการศึกษาเป็นเครื่องบูชาพระพุทธคุณ 

ผมว่าทำอย่างนี้วิสาขบูชาจะมีความหมายความสำคัญทุกวันตลอดปี ไม่ใช่มีอยู่แค่วันเดียวอย่างที่เรากำลังทำกันอยู่

อามิสบูชาหรือการทำตามรูปแบบก็ควรแก่การอุโมทนานะครับ ใช่ว่าจะไร้ผล แต่ขอเชิญชวนให้ก้าวข้ามไปให้ถึงปฏิบัติบูชาหรือธรรมบูชาด้วย จะควรแก่การอนุโมทนายิ่งขึ้น

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ,  ๑๗:๔๕

ประวัติวันวิสาขบูชาและความสำคัญของวันวิสาขบูชา ,  วันวิสาขบูชา การบูชาในวันเพ็ญวิสาขะ ,  วิสาขบูชานุสติ , อปฺปมาเทน

____

The significance of Vesak Full Moon Day , Māgha Pūjā Day , Pavāranā day , Happy Vesak Day. ,  วันวิสาขบูชา  , วันวิสาขบูชา การบูชาในวันเพ็ญวิสาขะ  , วันอาสาฬหบูชา , วันอาสาฬหบูชา ประวัติและความสำคัญของวันอาสาฬหบูชา , สาระสำคัญของวันมาฆบูชา , วันมาฆบูชา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา , 'วันพระ' วันธรรมสวนะ หรือ วันอุโบสถ , วันออกพรรษา-Day of going out of Vassa , วันเข้าพรรษา-Buddhist Lent Day Observances , วันอาสาฬหบูชา , วันนี้วันพระ“วันอัฏฐมีบูชา” , วันอัฏฐมีบูชา , วันมหาปวารณา , ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า , วิสาขบูชานุสติ , พระพุทธเจ้า“ประกาศอิสรภาพ”ให้แก่มวลมนุษย์ , ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระองค์ได้ตรัสอะไรไว้กับชาวโลกบ้าง , เมื่อคืนพระจันทร์สวย ในวันวิสาขบูชา : พิจารณาธรรมชาติ , กฐิน





วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

The significance of Vesak Full Moon Day

Happy Vesak Day.

The Birth, Enlightenment and Parinibbana of Lord Buddha. 

May this great day bring prosperity, good health and happiness in everyone life’s.

The significance of Vesak Full Moon Day

Vesak Full Moon Poya Day.

Vesak (Buddha Purnima, Buddha Jayanti) is a Buddhist festival that marks Gautama Buddha's birth, enlightenment and death. It falls on the day of the full moon in May and it is a gazetted holiday in India.

Of all Poya days, the  Vesak Full Moon Day is of utmost significance as it marks three major events in the life of  Lord Buddha. It was on a day like this that the birth, enlightenment and the passing away of Lord Buddha took place.

On Vesak Full Moon Day, over two thousand and six hundred years ago the last birth of Bodhisattva took place at Lumbini Sal Park.

It is said that the newborn child had walked on seven Lotus flowers which emerged suddenly before him.

After coming into direct contact with the stark realities of life, “Sathara Pera Nimithi” – a sick man, a decrepit old man, a corpse and a monk – the prince was determined to become an ascetic.

One peaceful Vesak night, as he was seated under the famous Pippala tree at Buddha Gaya, he attained Perfect Enlightenment- and became Sammasambuddha. .

According to Buddhist history, Buddha’s third visit to Sri Lanka was also taken place on a Vesak Full Moon Day. Buddha visited Kelaniya at the invitation of Naga King Maniakkhika of Kelaniya.

At the age of eighty years, Gautama Buddha had his last meal offered to him by cunda. He rested on the couch placed between two Sala trees in the Upavattana Sala grove and attained Parinibbana on a Vesak Full Moon Day.

On Vesak Day, Buddhists come together to celebrate the birth, enlightenment and Mahaparinirvana of Shakyamuni Buddha.

วันวิสาขบูชาวันวิสาขบูชา การบูชาในวันเพ็ญวิสาขะ

____

The significance of Vesak Full Moon Day , Māgha Pūjā Day , Pavāranā day , Happy Vesak Day. ,  วันวิสาขบูชา  , วันวิสาขบูชา การบูชาในวันเพ็ญวิสาขะ  , วันอาสาฬหบูชา , วันอาสาฬหบูชา ประวัติและความสำคัญของวันอาสาฬหบูชา , สาระสำคัญของวันมาฆบูชา , วันมาฆบูชา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา , 'วันพระ' วันธรรมสวนะ หรือ วันอุโบสถ , วันออกพรรษา-Day of going out of Vassa , วันเข้าพรรษา-Buddhist Lent Day Observances , วันอาสาฬหบูชา , วันนี้วันพระ“วันอัฏฐมีบูชา” , วันอัฏฐมีบูชา , วันมหาปวารณา , ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า , วิสาขบูชานุสติ , พระพุทธเจ้า“ประกาศอิสรภาพ”ให้แก่มวลมนุษย์ , ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระองค์ได้ตรัสอะไรไว้กับชาวโลกบ้าง , เมื่อคืนพระจันทร์สวย ในวันวิสาขบูชา : พิจารณาธรรมชาติ , กฐิน




Happy Vesak Day.

The Birth, Enlightenment and Parinibbana of Lord Buddha. 

May this great day bring prosperity, good health and happiness in everyone life’s.






Khmer traditional mural painting depicts Gautama Buddha entering nibbana, Dhamma assembly pavilion, Wat Botum Wattey Reacheveraram, Phnom Penh, Cambodia.

______________________

Other articles: Karaniya Metta Sutta Chanting , Mangala Sutta Chanting - The greatest blessing ,  Are Buddhists Idol Worshippers? ,  Attainment of Buddhahood , Faith, Confidence and Devotion , Loving-Kindness , Can We Justify War? , Dreams and Their Significance ,  Buddhism and Women  , Modern Religion , Is Buddhism a Theory or a Philosophy? , Hi Beloved Community! , Are Buddhists really idol worshippers?  , Which is the Proper Religion? , Religion in a Scientific Age , How to Save Yourself , Why is there no Peace? , You Protect Yourself , Moral and Spiritual Development , Do It Yourself , Everything is Changeable , The Meaning of Prayer , What is the purpose of life? , The Buddha's Silence , Kathina Robe Dana festival  , What is Kamma?  , The teachings of Buddha , What is Kamma? , Pavāranā day ,  The Law Of Karma , The First Buddhist Council , Practical Vipassana Meditational Exercises By Ven. Mahasi Sayadaw , There are six supreme qualities of Dhamma , Buddhist Paintings: The Life of the Buddha , The life of the Buddha , What is Buddhism? , A Basic Buddhism Guide , The Eight-Fold Path is the fourth of the Four Noble Truths - the first of the Buddha's teachings ,  A Gift of Dhamma , WHAT DID THE BUDDHA TEACH? , THE FOUR NOBLE TRUTHS , A Dhammatalk by Ajahn Chah: The Four Noble Truths , The Middle Way of Buddhism , The Path to Peace , The Middle Way Within , The Training of the Heart , Right Practice - Steady Practice , Question and Answer about Dhamma (QA1 - QA10) , Question and Answer about Dhamma (QA11-QA18) , Questions and Answers with Ajahn Chah , A Dhammatalk by Ajahn Chah:  Questions and Answers , Even One Word Is Enough , Right Restraint , Listening Beyond Words , Where did the Buddha enter Nibbāna? , Knowing the World , Wholehearted Training , Understanding Dukkha , Monastery of Confusion , It Can Be Done , About Being Careful , Unshakeable Peace , Suffering on the Road , Clarity of Insight , Evening Sitting , Transcendence , "Not Sure!" - The Standard of the Noble Ones , Sense Contact - the Fount of Wisdom , In the Dead of Night... , The Flood of Sensuality , Sammā Samādhi - Detachment Within Activity , Maintaining the Standard , Understanding Vinaya , Dhamma Fighting , Toward the Unconditioned , Still, Flowing Water , ''Tuccho Pothila'' - Venerable Empty-Scripture , Living in the World with Dhamma , Meditation , Our Real Home , Why Are We Here? , Making the Heart Good , Epilogue , Right View - the Place of Coolness ,  No Abiding , Convention and Liberation , The Peace Beyond , The Path in Harmony , On Meditation , Training this Mind ,  Just Do It! , Reading the Natural Mind , Living With the Cobra , The Two Faces of Reality , Dhamma Nature , The Last Message of the Buddha , The towering Phra Buddha Maha Nawamin of Wat Muang is one of the tallest statues in the world , "Happy Honey Full Moon Day" , Phra Phuttha Rattana Mongkhon Mahamuni at Wat Bhurapha Piram , The Big Buddha Phuket , Wat Muang, largest sitting Buddha statue in Thailand , The Big Buddha (Hong Kong) , Wat Tham Pha Daen a beautiful hill top temple , WatYaiChaiMongkol (Mongkhon), Ayutthaya, Thailand. , The sacred Buddha head in the roots of the Bodhi Tree. , Wat Phai Lom

วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

กฐิน

กฐิน

กฐิน (บาลี: กฐิน) เป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎกเถรวาท เป็นชื่อเรียกผ้าไตรจีวรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว สามารถรับมานุ่งห่มได้ โดยคำว่าการทอดกฐิน หรือการกรานกฐิน จัดเป็นสังฆกรรมประเภทหนึ่งตามพระวินัยบัญญัติเถรวาทที่มีกำหนดเวลา คือพระสงฆ์สามารถกระทำสังฆกรรมนี้ได้นับแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เท่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ และอนุเคราะห์ภิกษุผู้ทรงคุณที่มีจีวรชำรุด ดังนั้น กฐินจึงจัดเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังฆกรรมของพระสงฆ์โดยจำเพาะ ซึ่งนอกจากในพระวินัยฝ่ายเถรวาทแล้ว กฐินยังมีในฝ่ายมหายานบางนิกายอีกด้วย แต่จะมีข้อกำหนดแตกต่างจากพระวินัยเถรวาท

การได้มาของผ้าไตรจีวรอันจะนำมากรานกฐินตามพระวินัยบัญญัติของเถรวาทนี้ พระพุทธองค์ไม่ทรงห้ามการรับผ้าจากผู้ศรัทธาเพื่อนำมากรานกฐิน ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้เกิดทานพิธีการถวายผ้ากฐิน หรือการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนขึ้น และด้วยการที่การถวายผ้ากฐินนั้น จัดเป็นสังฆทาน คือถวายแก่คณะสงฆ์โดยไม่เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เพื่อให้คณะสงฆ์นำผ้าไปอปโลกน์ ยกให้ แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตามที่คณะสงฆ์ลงมติ (ญัตติทุติยกรรมวาจา) และกาลทาน ที่มีกำหนดเขตเวลาถวายแน่นอน คณะสงฆ์วัดหนึ่ง ๆ สามารถรับได้ครั้งเดียวในรอบปี จึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นบุญประเพณีนิยมที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย

ประเพณีการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนไทยมีมาช้านาน โดยมีทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์ โดยการถวายผ้าพระกฐินของพระมหากษัตริย์จัดเป็นพระราชพิธีที่สำคัญประจำปี ในปัจจุบันถวายผ้ากฐินในแง่การสนับสนุนผ้าไตรจีวรเพื่อใช้ในสังฆกรรมสำคัญของคณะสงฆ์ได้ถูกลดความสำคัญลงไป แต่กลับให้ความสำคัญกับบริวารของกฐินทานแทน เช่น เงิน หรือวัตถุสิ่งของ เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาถาวรวัตถุและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งจัดเป็นสังฆทานอย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน

กฐินมีกำหนดระยะเวลาถวาย จะถวายตลอดไปเหมือนผ้าชนิดอื่นมิได้ ระยะเวลานั้นมีเพียง 1 เดือน คือตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 (วันเพ็ญเดือน 12) ระยะเวลานี้เรียกว่า กฐินกาล คือระยะเวลา ทอดกฐิน หรือ เทศกาลทอดกฐิน 

ความหมายและความสำคัญของการถวายกฐิน

ความหมายของกฐิน

กฐิน เป็นศัพท์บาลี แปลตามศัพท์ว่าไม้สะดึง คือ "กรอบไม้" หรือ "ไม้แบบ" สำหรับขึงผ้าที่จะเย็บเป็นจีวรในสมัยโบราณ ซึ่งผ้าที่เย็บสำเร็จจากกฐินหรือไม้สะดึงแบบนี้เรียกว่า ผ้ากฐิน (ผ้าเย็บจากไม้แบบ)

กฐิน อาจจำแนกตามความหมายเพื่อความเข้าใจง่ายได้ดังนี้

1. กฐิน เป็นชื่อของกรอบไม้แม่แบบ (สะดึง) สำหรับทำจีวร ดังกล่าวข้างต้น

2. กฐิน เป็นชื่อของผ้าที่ถวายแก่พระสงฆ์เพื่อกรานกฐิน (โดยได้มาจากการใช้ไม้แม่แบบขึงเย็บ)

3. กฐิน เป็นชื่อของงานบุญประเพณีถวายผ้าไตรจีวรแก่พระสงฆ์เพื่อกรานกฐิน

4.  กฐิน เป็นชื่อของสังฆกรรมการกรานกฐินของพระสงฆ์

ความสำคัญพิเศษแตกต่างจากทานอย่างอื่น

การถวายกฐินนั้นมีข้อจำกัดหลายอย่าง ซึ่งทำให้การถวายกฐินมีความความพิเศษแตกต่างจากทานอย่างอื่นดังนี้ มีไกว

1. จำกัดประเภททาน คือ ต้องถวายเป็นสังฆทานเท่านั้น จะถวายเฉพาะเจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเหมือนทานอย่างอื่นไม่ได้

2. จำกัดเวลา คือกฐินเป็นกาลทานอย่างหนึ่ง (ตามพระบรมพุทธานุญาต) ดังนั้นจึงจำกัดเวลาว่าต้องถวายภายในระยะเวลา 1 เดือน นับแต่วันออกพรรษา เป็นต้นไป

3. จำกัดงาน คือ พระภิกษุที่กรานกฐินต้องตัด เย็บ ย้อม และครองให้เสร็จภายในวันที่กรานกฐิน

4. จำกัดไทยธรรม คือ ผ้าที่ถวายต้องถูกต้องตามลักษณะที่พระวินัยกำหนดไว้

5. จำกัดผู้รับ คือ พระภิกษุผู้รับกฐิน ต้องเป็นผู้ที่จำพรรษาในวัดนั้นโดยไม่ขาดพรรษาตั้งแต่1รูปขึ้นไป และจะใช้5รูปขึ้นไปในการกรานกฐินในโบสถ์เท่านั้น

6. จำกัดคราว คือ วัด ๆ หนึ่งรับกฐินได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น

7. เป็นพระบรมพุทธานุญาต ทานอย่างอื่นทายกทูลขอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาต เช่น มหาอุบาสิกาวิสาขาทูลขออนุญาตผ้าอาบน้ำฝน แต่ผ้ากฐินนี้พระองค์ทรงอนุญาตเอง นับเป็นพระประสงค์โดยตรง

ความเป็นมาของกฐิน

ภิกษุชาวเมืองปาไฐยรัฐ 30 รูป ได้เดินทางเพื่อมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี แต่ยังไม่ทันถึงเมืองสาวัตถี ก็ถึงวันเข้าพรรษาเสียก่อน พระสงฆ์ทั้ง 30 รูป จึงต้องจำพรรษา ณ เมืองสาเกตุในระหว่างทาง พอออกพรรษาแล้ว ภิกษุเหล่านั้นจึงได้ออกเดินทางมาเข้าเฝ้าพระศาสดาด้วยความยากลำบากเพราะฝนยังตกชุกอยู่ เมื่อเดินทางถึงวัดพระเชตวัน พระพุทธเจ้าได้ตรัสถามถึงความเป็นอยู่และการเดินทาง เมื่อทราบความลำบากนั้นจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้จำพรรษาครบถ้วนไตรมาสสามารถรับผ้ากฐินได้ และภิกษุผู้ได้กรานกฐินได้อานิสงส์ 5 ประการ ภายในเวลาอานิสงส์กฐิน (นับจากวันที่รับกฐินจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 4) คือ

1. ไปไหนไม่ต้องบอกลา

2. ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับสามผืน 

3.  ฉันคณโภชนะได้ (รับนิมนต์ที่เขานิมนต์โดยออกชื่อโภชนะฉันได้) 

4.  เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้โดยที่ยังมิได้วิกัปป์ และอธิษฐาน โดยไม่ต้องอาบัติ

5. จีวรลาภอันเกิดขึ้น จักได้แก่ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้ว

การถือปฏิบัติประเพณีการบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลกฐินในประเทศไทย

การถือปฏิบัติประเพณีการบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลกฐินในประเทศไทย สันนิษฐานว่าเริ่มมีมาแต่แรกที่รับพระพุทธศาสนาเถรวาทเข้ามาในดินแดนประเทศไทย ซึ่งอาจมีปฏิบัติประเพณีนี้มาตั้งแต่สมัยทวาราวดี แต่มาปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าชาวไทยได้ถือปฏิบัติในการบำเพ็ญกุศลในเทศกาลกฐินในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ดังปรากฏความในศิลาจารึกหลักที่ 1 (ด้านที่ 2) ดังนี้

"... คนในเมืองสุโขทัยนี้ มักทาน มักทรงศีล มันโอยทาน พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทังชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน ทั้งสิ้นทังหลายทังผู้ชายผู้ญีง 

ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสน ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน เมื่อโอกพรรษากรานกฐินเดือนณื่งจี่งแล้ว เมื่อกรานกฐิน มีพนมเบี้ย มีพนมหมาก มีพนมดอกไม้ มีหมอนนั่งหมอนโนน บริพารกฐิน 

โอยทานแล่ปีแล้ญิบล้าน ไปสูดญัตกฐินเถิงอไรญิกพู้น เมื่อจักเข้ามาเวียง เรียงกันแต่อไรญิกพู้นเท้าหัวลาน ดมบังคมกลองด้วยเสียงพาทย์เสียงพีณ เสียงเลื้อนเสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว 

หัว ใครจักมักเลื้อน เลื้อน เมืองสุโขทัยนี้มีสี่ปากปตูหลวง เที้ยรย่อมคนเสียดกัน เข้ามาดูท่านเผาเทียนท่านเล่นไฟ เมืองสุโขทัยนี้มีดั่งจักแตก ..."

—คำอ่านศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ด้านที่ ๒

ในศิลาจารึกดังกล่าว ปรากฏทั้งคำว่า กรานกฐิน, บริวารกฐิน (บริพานกฐิน), สวดญัตติกฐิน (สูดญัตกฐิน) ซึ่งคำดังกล่าวก็ยังคงใช้สืบมาจนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่า  เทศกาลทอดกฐินมีคู่กับสังคมไทยทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์และประชาชนมาช้านาน ดังปรากฏว่าชาวพุทธในประเทศไทยให้ความสำคัญกับงานทอดกฐินที่จัดในวัดต่าง ๆ มาก  โดยถือว่าเป็นงานบุญสำคัญที่สุดงานหนึ่งในรอบปี บางวัดที่มีผู้ศรัทธามาก อาจมีผู้จองเป็นเจ้าภาพทอดกฐินล่วงหน้ายาวเป็นสิบ ๆ ปี  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาของชาวพุทธในประเทศไทยที่ได้ร่วมใจกันสืบทอดประเพณีนี้มาจนปัจจุบัน 

ชนิดของกฐินในประเทศไทย

ตามพระวินัยแล้ว ไม่ได้จำแนกการทอดกฐิน (การถวายผ้ากฐินแก่พระสงฆ์) ออกเป็นชนิด ๆ ไว้แต่อย่างใด คงกล่าวแต่เพียงในส่วนการทำหรือรับผ้ามากรานกฐินของพระสงฆ์เท่านั้น แต่หากพิจารณาจากประเพณีที่นิยมปฏิบัติในปัจจุบัน คงพอจำแนกชนิดของการทอดกฐินได้เป็นสองคือ 

จุลกฐิน

จุลกฐิน คือ คำเรียกการทอดกฐินที่ต้องทำด้วยความรีบด่วน โดยต้องอาศัยความสามัคคีของผู้ศรัทธาจำนวนมาก เพื่อผลิตผ้าไตรจีวรให้สำเร็จด้วยมือภายในวันเดียว กล่าวคือ ต้องเริ่มตั้งแต่เก็บฝ้าย ตัดเย็บ ย้อม และถวายให้พระสงฆ์กรานกฐินให้เสร็จภายในเวลาเช้าวันหนึ่งจนถึงย่ำรุ่งของอีกวันหนึ่ง ดังนั้นโบราณจึงนับถือกันว่าการทำจุลกฐินมีอานิสงส์มาก เพราะต้องใช้ความอุตสาหะพยายามมากกว่ากฐินแบบธรรมดา (มหากฐิน) ภายในระยะเวลาอันจำกัด โดยจุลกฐินนี้ปัจจุบันมักจัดเป็นงานใหญ่ มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ประเพณีการทอดจุลกฐินนี้เป็นประเพณีที่พบเฉพาะในประเทศไทยและลาว ไม่ปรากฏประเพณีการทอดกฐินชนิดนี้ในประเทศพุทธเถรวาทประเทศอื่น สำหรับประเทศไทย มีหลักฐานว่ามีการทอดจุลกฐินมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยา ดังปรากฏในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า หน้า 268 ว่า "ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒) โปรดให้ทำจุลกฐิน" ปัจจุบันประเพณีการทำจุลกฐินนิยมทำกันเฉพาะชุมชนทางภาคเหนือและอีสานเท่านั้น โดยอีสานจะเรียกกฐินชนิดนี้ว่า "กฐินแล่น" (จุลกฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก) 

เค้ามูลของการทำจีวรให้เสร็จในวันเดียว ปรากฏหลักฐานในคัมภีร์อรรถกถา กล่าวถึงเรื่องที่พระพุทธเจ้ารับสั่งในคณะสงฆ์ในวัดพระเชตวันร่วมมือกันทำผ้าไตรจีวรเพื่อถวายแก่พระอนุรุทธะผู้มีจีวรเก่าใช้การเกือบไม่ได้แล้ว โดยในครั้งนั้นเป็นงานใหญ่ ซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงช่วยการทำไตรจีวรด้วย โดยทรงรับหน้าที่สนเข็มในการทำจีวรครั้งนี้ด้วย

สาเหตุประการหนึ่งที่มีการทำจุลกฐิน เนื่องมาจากกำหนดการกรานกฐินนั้นมีระยะเวลาจำกัด และพระสงฆ์ไม่สามารถขวนขวายดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผ้ากฐินเองได้ (เพราะจะทำให้กฐินเดาะ (สังฆกรรมเสีย) จึงอาจมีบางวัดที่ใกล้กำหนดหมดฤดูกฐินแต่ยังไม่มีผู้นำผ้ากฐินมาถวาย) ทำให้ในสมัยก่อนเมื่อใกล้เดือน ๑๒ (หมดฤดูกฐิน) มักจะมีผู้ศรัทธาตระเวนไปตามวัดต่าง ๆ เมื่อเจอวัดที่ยังไม่ได้รับถวายผ้ากฐิน จึงต้องเร่งรีบขวนขวายจัดการทำผ้ากฐินให้เสร็จทันฤดูกฐินหมด ซึ่งบางครั้งอาจเหลือเวลาแค่วันเดียว จึงต้องอาศัยความร่วมมือของคนทั้งชุมชน ในการร่วมกันจัดทำผ้าไตรจีวรให้สำเร็จก่อนหมดฤดูกฐิน (เพราะสมัยก่อนไม่มีผ้าไตรจีวรสำเร็จรูปสำหรับขาย) การร่วมมือกันจัดทำจุลกฐินดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสร้างความสามัคคีของคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี 

มหากฐิน

มหากฐิน เป็นศัพท์ที่เรียกเพื่อหมายความถึงการทอดกฐินที่มีบริวารกฐินมาก ไม่ต้องทำโดยเร่งรีบเหมือนจุลกฐิน มหากฐินคือกฐินที่ทอดถวายตามวัดต่าง ๆ ในประเทศไทยในปัจจุบัน ที่จะมีการรวบรวมจตุปัจจัยไทยธรรมและสิ่งของต่าง ๆ เพื่อนำไปเป็นเครื่องประกอบในงานกฐินถวายแก่พระสงฆ์ เพื่อนำไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป (มหากฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก) โดยมหากฐินนั้นอาจเป็นกฐินที่มีเจ้าภาพเพียงคนเดียวหรือกฐินสามัคคีก็ได้ 

การทอดกฐินในประเทศไทย  -  กฐินหลวง

กฐินหลวง เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานด้วยพระองค์เอง หรือโปรดเกล้าให้พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เสด็จไปพระราชทานแทน กฐินหลวงนี้จัดเครื่องพระราชทานด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และบางครั้งมีการจัดพิธีแห่เครื่องกฐินพระราชทานอย่างใหญ่ โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค หรือกระบวนพยุหยาตราสถลมารถ แล้วแต่พระราชประสงค์ (ในปัจจุบันคงการเสด็จพระราชดำเนินทรงถวายผ้าพระกฐินอย่างพิธีใหญ่นั้น คงเหลือเพียงโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคเท่านั้น) 

กฐินหลวงในปัจจุบันมีเพียง 16 วัดเท่านั้น ได้แก่ ในกรุงเทพมหานคร

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร,  วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร,  วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร,  วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร,  วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร,  วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร,  วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร,  วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร,  วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร,  วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร,  วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร,  วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร

ต่างจังหวัด

วัดพระปฐมเจดีย์,  วัดสุวรรณดาราราม,  วัดนิเวศธรรมประวัติ,  วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (พิษณุโลก)

กฐินต้น

กฐินต้น เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานยังวัดราษฎร์เป็นการส่วนพระองค์ 

กฐินพระราชทาน

กฐินพระราชทาน เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน และเครื่องกฐินแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร ส่วนราชการ หน่วยงาน สมาคม หรือเอกชน ให้ไปทอดยังพระอารามหลวงต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร (ในปัจจุบันกรมการศาสนารับผิดชอบจัดผ้าพระกฐินและเครื่องกฐินถวาย)

"กฐินพระราชทานกองทัพเรือ" กองทัพเรือถือเป็นนโยบายที่จะขอรับพระราชทานผ้าพระกฐินไปถวาย ณ พระอารามหลวงที่ตั้งอยู่ใกล้กองทัพเรือทุกปี และได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ เป็นต้นมา 

กฐินราษฎร์

กฐินราษฎร์ คือกฐินที่ราษฏรหรือประชาชนทั่วไปที่มีจิตศรัทธาจัดถวายผ้ากฐิน และเครื่องกฐินไปถวายยังวัดราษฎร์ต่าง ๆ โดยอาจแบ่งออกเป็นจุลกฐิน และมหากฐิน (กฐินสามัคคี) ในปัจจุบันกฐินราษฎร์ หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า "กฐินสามัคคี" ผู้เป็นประธานหรือเจ้าภาพในการทอดกฐินจะให้ความสำคัญกับการรวบรวม (เรี่ยไร) เงินและสิ่งของเพื่อเข้าประกอบเป็นบริวารกฐินมากกว่า เพราะวัดสามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้ และเนื่องจากการถวายผ้ากฐินเป็นกาลทาน จึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นงานสำคัญประจำปีของวัดต่าง ๆ โดยทั่วไปในประเทศไทย 

คำถวายผ้ากฐิน - คำถวายผ้ากฐินภาษาบาลี แบบเก่า - บทปุพพภาคนมการ

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส” (๓ จบ) 

กล่าวคำถวายผ้ากฐิน

อิมํ  ภนฺเต  สปริวารํ  กฐินจีวรทุสฺสํ  สงฺฆสฺส  โอโณชยาม,   ทุติยมฺปิ  อิมํ  ภนฺเต  สปริวารํ  กฐินจีวรทุสฺสํ   สงฺฆสฺส  โอโณชยาม,   ตติยมฺปิ  อิมํ  ภนฺเต  สปริวารํ  กฐินจีวรทุสฺสํ  สงฺฆสฺส  โอโณชยาม,  สาธุ  โน  ภนฺเต สงฺโฆ  อิมํ  สปริวารํ  กฐินทุสฺสํ  ปฏิคฺคณฺหาตุ  อมฺหากํ  หิตาย  สุขาย.

กล่าวคำแปล

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน กับทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์,   ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน กับทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์ แม้ในวาระที่สอง,   ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน กับทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์ แม้ในวาระที่สาม,   ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ขอพระสงฆ์จงรับ ซึ่งผ้ากฐิน กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ.

คำถวายผ้ากฐินภาษาบาลี แบบใหม่ - บทปุพพภาคนมการ

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส” (๓ จบ) 

กล่าวคำถวายผ้ากฐิน

อิมํ  ภนฺเต  สปริวารํ  กฐินทุสฺสํ  สงฺฆสฺส  โอโณชยาม,    สาธุ  โน  ภนฺเต  สงฺโฆ,  อิมํ   สปริวารํ  กฐินทุสฺสํ,  ปฏิคฺคณฺหาตุ,   ปฏิคฺคเหตฺวา  จ,  อิมินา  ทุสฺเสน  กฐินํ  อตฺถรตุ,  อมฺหากํ  ทีฆรตฺตํ  หิตาย  สุขาย.

กล่าวคำแปล

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้ากฐินกับทั้งผ้าบริวารนี้ แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับผ้ากฐิน กับทั้งบริวารนี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย ครั้นรับแล้ว จงกรานกฐิน ด้วยผ้านี้ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนาน เทอญ.

เกร็ดในงานถวายผ้ากฐินในประเทศไทย - ธงจระเข้-นางมัจฉา

สมัยโบราณนิยมแห่ผ้ากฐินไปทอดตามวัดต่าง ๆ โดยอาศัยเรือเป็นสำคัญ การเดินทางไปตามลำน้ำมักมีอันตรายจากสัตว์น้ำต่าง ๆ เนือง ๆ เช่น จระเข้ขึ้นมาหนุนเรือให้ล่ม ขบกัดผู้คนบ้าง คนแต่ก่อนหวั่นเกรงภัยเช่นนี้ จึงคิดอุบายทำธงจระเข้ปักหน้าเรือไปเป็นทำนองประกาศให้สัตว์ร้ายในน้ำ เช่น จระเข้ ซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่และดุร้ายกว่าสัตว์อื่น ๆ ในน้ำ ให้รับทราบการบุญการกุศล จะได้พลอยอนุโมทนาและมีจิตใจอ่อนลง ไม่คิดที่จะทำอันตรายแก่ผู้คนในขบวนซึ่งเดินทางไปประกอบพิธีการทางศาสนา

เนื่องจากถือกันว่าดาวจระเข้เป็นดาวสำคัญ การเคลื่อนขบวนทัพในสมัยโบราณต้องคอยดูดาวจระเข้ขึ้น ซึ่งเป็นเวลาจวนสว่างแล้ว การทอดกฐินเป็นพิธีทำบุญที่มีอานิสงส์ไพศาลเพราะทำในเวลาจำกัด มีความสำคัญเท่ากับการเคลื่อนขบวนทัพในชั้นเดิมผู้จะไปทอดกฐินต้องเตรียมเครื่องบริขารและผ้าองค์กฐินไว้อย่างพร้อมเพรียง แล้วแห่ไปวัดในเวลาดาวจระเข้ขึ้น ไปแจ้งเอาที่วัด ต่อมาจึงมีผู้คิดทำธงจระเข้โดยถือว่า ดาวจระเข้เป็นดาวบอกเวลาเคลื่อนองค์กฐิน 

มีเรื่องเล่าว่า มีอุบาสกคนหนึ่งนำองค์กฐินแห่ไปทางเรือมีจระเข้ตัวหนึ่งอยากได้บุญในการทอดกฐิน จึงว่ายน้ำตามเรืออุบาสกนั้นไปด้วย แต่ไปได้พักหนึ่งจึงบอกแก่อุบาสกนั้นว่า ตนตามไปด้วยไม่ได้แล้วเพราะเหนื่อยอ่อนเต็มที ขอให้อุบาสกจ้างช่างเขียนภาพของตนที่ธง แล้วยกขึ้นไว้ในวัดที่ไปทอดด้วยอุบาสกรับคำจระเข้แล้วก็ทำตามที่จระเข้สั่ง ตั้งแต่นั้นมา ธงรูปจระเข้ จึงปรากฏตามวัดต่าง ๆ ในเวลามีการทอดกฐิน 

อนึ่ง มีข้อความในจาตุมสูตรตอนหนึ่ง แสดงภัยที่จะเกิดกับพระไว้ 4 อย่างด้วยกัน ซึ่งเปรียบด้วยภัยที่เกิดแก่บุคคลที่ลงในแม่น้ำหรือทะเล คือ

1. ภัยเกิดแต่ความอดทนต่อโอวาทคำสอนมิได้ ท่านเปรียบเสมือนคลื่น เรียกว่า อุมฺมิภยํ  

2. ภัยเกิดแต่การเห็นแก่ปากแก่ท้อง ทนความอดอยากมิได้ท่านเปรียบเสมือนจระเข้ เรียกว่า กุมฺภีลภยํ   

3. ภัยเกิดแต่ความยินดีในกามคุณ 5 ท่านเปรียบเสมือนวังน้ำวน เรียกว่า อาวฏฺฏภยํ   

4. ภัยเกิดแต่การรักผู้หญิง ท่านเปรียบเสมือนปลาร้ายเรียกว่า สุสุกาภยํ

พิจารณารูปธงที่ช่างประดิษฐ์ขึ้น จะเห็นว่ามีภัย 4 อย่างอยู่ครบ ต่างแต่ว่าเด่นมาก เด่นน้อย หรือเป็นเพียงแทรกอยู่ในความหมายที่เด่นมาก คือ รูปจระเข้ รองลงไปคือ รูปคลื่น ส่วนอีก 2 อย่างคือ รูปวังน้ำวนและปลาร้าย ปรากฏด้วยรูปน้ำเป็นสำคัญ บางรายเขาเพิ่มธงปลาร้ายขึ้นอีกธงหนึ่ง เรียกว่า “ธงมัจฉา”

ธงรูปจระเข้หรือธงรูปนางมัจฉานี้ ปักไว้ที่หน้าวัด เพื่อแสดงให้ทราบว่าที่วัดนี้ได้จองกฐินหรือทอดกฐินแล้ว ด้วยถือกันมาว่าวัดหนึ่ง ๆ จะรับกฐินได้ปีละครั้งเดียวเท่านั้น ผู้ที่ผ่านไปมาจะได้พลอยอนุโมทนาด้วย

ธงกฐินนั้นจะมีอยู่ 4 อย่างคือ 1. รูปจระเข้ 2. รูปนางมัจฉา 3. รูปตะขาบ 4. รูปเต่า ซึ่งเป็นปริศนาธรรม มีความหมายว่า 1. จระเข้หมายถึงความโลภ สื่อที่ปากจระเข้มีขนาดใหญ่ 2. ตะขาบ หมายถึงความโกรธ สื่อถึงพิษของตะขาบ 3. นางมัจฉา หมายถึงความหลง ใช้รูปนางเงือกที่เป็นหญิงสาวรักสวยรักงาม 4. เต่า หมายถึงสติ การระวังป้องอายตนะทั้ง6 เหมือนเต่าที่หด หัว ขา หาง ป้องกันอันตราย เพื่อสอนว่า ความโลภ โกรธ หลง ต้องรู้จักควบคุมจิตใจด้วยการมีสติ นั่นเอง

กฐินเดาะ

คำว่าเดาะในภาษาไทยแปลว่าร้าวจนหัก แต่ในความหมายของพระวินัยคือพระสงฆ์ที่ได้รับกฐินแล้วได้สิทธิ์ในการขยายเวลาในการทำจีวรออกไปได้อีก 4 เดือน แต่ในระหว่างนั้นภิกษุออกจากวัดโดยที่ไม่คิดกลับมา และหมดความกังวลจีวรคือทำจีวรเสร็จแล้วหรือยังไม่เสร็จ แต่เกิดเสียหายหรือสูญหายไปจึงหมดหวังที่จะได้ผ้ามาทำจีวรอีก

กฐินตกค้าง กฐินตก กฐินจร หรือกฐินโจร

กฐินตกค้าง กฐินตก กฐินจร หรือกฐินโจร เป็นการทอดกฐินแก่วัดตกค้างที่ไม่มีใครจองกฐิน ในวันใกล้ ๆ ที่จะหมดเขตกำหนดทอดกฐิน ถือกันว่าได้บุญได้อานิสงส์แรงกว่าการทอดกฐินธรรมดา และที่เรียกว่ากฐินจรหรือกฐินโจรนั้น เพราะกิริยาอาการที่ไปทอดนั้นเป็นการไปอย่างไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว จู่ ๆ ก็ไปทอดไม่บอกให้วัดรู้ล่วงหน้า 

อานิสงส์ของการทอดกฐิน

1. เป็นการสงเคราะห์พระภิกษุที่จำพรรษาครบถ้วนไตรมาสให้ได้รับอานิสงส์ตามพุทธบัญญัติ

2. เป็นการเทิดทูนพระพุทธบัญญัติเรื่องกฐินให้คงอยู่สืบไป นับได้ว่าบูชาพระพุทธศาสนาด้วยการปฏิบัติบูชาส่วนหนึ่ง

3. สืบต่อประเพณีกฐินทาน มิให้เสื่อมสลายไปจากวัฒนธรรมประเพณีของคนไทย ซึ่งบรรพบุรุษนำสืบต่อกันมามิขาดสาย

4. การทอดกฐินเป็นการถวายทานโดยมิเจาะจงบุคคลโดยเฉพาะ แต่ถวายแก่หมู่สงฆ์เป็นส่วนรวมจึงเข้าลักษณะเป็นสังฆทาน ที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ ว่ามีผลานิสงส์มาก

5. การร่วมบำเพ็ญกฐินทาน เป็น "กาลทาน" คือเป็นทานที่ถวายได้ภายในเวลาที่มีพระพุทธานุญาตกำหนด จึงมีอานิสงส์เป็นพิเศษ

6. ในการทอดกฐิน ส่วนใหญ่เป็นการร่วมมือร่วมใจกันของคนจำนวนมากเพื่อสร้างความดีงาม จึงเป็นการเสริมสร้างพลังสามัคคีขึ้นในสังคมอีกทางหนึ่งด้วย 

เชิงอรรถ

หมายเหตุ 1:  การทำผ้าจีวรในสมัยโบราณต้องใช้เวลาและความร่วมมือในการทำมาก การที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตกฐินเพื่อให้คณะสงฆ์ทั้งหมดที่จำพรรษามาด้วยกันในอาวาสเดียวกันมาร่วมทำกิจกรรมเพื่อสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ (องค์ (วัตถุ) กฐินตามพระวินัยนั้นมีผ้าในไตรจีวรเพียงผืนเดียว เช่น มีจีวรเพียงผืนเดียว หรือมีสบงเพียงผืนเดียว ก็สามารถประกอบสังฆกรรมนี้ได้)

หมายเหตุ 2:  โดยพระวินัยนั้นพระภิกษุมีหน้าที่ต้องรักษาผ้าครองไตรจีวรของตน หากไม่สามารถรักษาไว้ได้ตลอดคืนหนึ่งย่อมต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ ดังนั้นการที่พระพุทธองค์ทรงผ่อนปรนพระวินัยให้ภิกษุผู้กรานกฐิน ไม่จำต้องรักษาไตรจีวรของตนครบสำรับดังกล่าว จึงเป็นการผ่อนปรนเพื่อเป็นอานิสงส์ให้พระสงฆ์ผู้กรานกฐิน

หมายเหตุ 3: คำว่า คณโภชน์ มีความเข้าใจผิดกันมากว่าหมายถึง ล้อมวงฉัน แต่ความจริงคณโภชน์ในคณโภชนสิกขาบท หมายถึงภิกษุ ๔ รูปขึ้นไป รับนิมนต์ฉันที่เขานิมนต์โดยออกชื่อโภชนะ ๕ คือ ข้าว ปลา เนื้อ ขนมสด ขนมแห้ง ถ้าหากได้อานิสงส์กฐินแล้ว พระภิกษุสามารถรับนิมนต์ที่เขานิมนต์ฉันโดยออกชื่อโภชนะ ๕ ได้ ตลอดระยะเวลาอานิสงส์กฐิน 

ที่มา : วิกิพีเดีย

____

The significance of Vesak Full Moon Day , Māgha Pūjā Day , Pavāranā day , Happy Vesak Day. ,  วันวิสาขบูชา  , วันวิสาขบูชา การบูชาในวันเพ็ญวิสาขะ  , วันอาสาฬหบูชา , วันอาสาฬหบูชา ประวัติและความสำคัญของวันอาสาฬหบูชา , สาระสำคัญของวันมาฆบูชา , วันมาฆบูชา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา , 'วันพระ' วันธรรมสวนะ หรือ วันอุโบสถ , วันออกพรรษา-Day of going out of Vassa , วันเข้าพรรษา-Buddhist Lent Day Observances , วันอาสาฬหบูชา , วันนี้วันพระ“วันอัฏฐมีบูชา” , วันอัฏฐมีบูชา , วันมหาปวารณา , ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า , วิสาขบูชานุสติ , พระพุทธเจ้า“ประกาศอิสรภาพ”ให้แก่มวลมนุษย์ , ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระองค์ได้ตรัสอะไรไว้กับชาวโลกบ้าง , เมื่อคืนพระจันทร์สวย ในวันวิสาขบูชา : พิจารณาธรรมชาติ , กฐิน








วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2564

วันมหาปวารณา

วันมหาปวารณา   เรียกกันว่า “วันออกพรรษา” จนเพลินไป

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ไม่ได้เก็บคำว่า “มหาปวารณา” ไว้ แต่มีคำว่า“ปวารณา” (ปะ-วา-ระ-นา) บอกไว้ว่า -

“ปวารณา : (คำกริยา) ยอมให้ภิกษุสามเณรขอหรือเรียกร้องเอาได้ เช่น ขอของจากผู้ปวารณา ใบปวารณา; บอกยอมให้ใช้ได้ด้วยความเต็มใจ เช่น ขอปวารณาจะใช้อะไรก็บอก; พิธีกรรมทางศาสนายอมให้สงฆ์ว่ากล่าวตักเตือนได้ ทําในวันขึ้น ๑๕ คํ่า เดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันออกพรรษา, เรียกวันออกพรรษาว่า วันปวารณา หรือ วันมหาปวารณา. (ป.)."

แม้ไม่ได้เก็บคำว่า “มหาปวารณา” แต่พจนานุกรมฯ ก็ยังใช้คำว่า “วันมหาปวารณา” ในคำนิยาม  คนส่วนมากเรียกวันขึ้น 15 คํ่า เดือน 11 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่พระสงฆ์อยู่จำพรรษาว่า “วันออกพรรษา”

พึงทราบว่า กรณีเกี่ยวกับการออกพรรษาที่เราเข้าใจกันนี้ ในคัมภีร์ไม่ได้ใช้คำที่จะแปลได้ว่า “วันออกพรรษา”

ต่างจากกรณีเกี่ยวกับการเข้าอยู่จำพรรษาซึ่งในคัมภีร์มีคำเรียกว่า “วสฺสูปนายิกา” (วัด-สู-ปะ-นิ-ยิ-กา) แปลตามศัพท์ว่า “ดิถีเป็นที่น้อมไปสู่กาลฝน” ก็คือที่เราเรียกกันว่า “วันเข้าพรรษา”

ภิกษุที่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว คำบาลีเรียกว่า “วุตฺถวสฺส” (วุด-ถะ-วัด-สะ) แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มีกาลฝนอันตนอยู่แล้ว” ถ้าแปลงคำนี้เป็น “วัน” ก็ควรจะเป็น “วุตฺถวสฺสา ติถี” หรือ “วุตฺถวสฺสทิวส” แปลตรงๆ ว่า “วันออกพรรษา” แต่นี่เป็นการคิดเล่นๆ เพราะคำจริงๆ ไม่มี

วันที่จำพรรษาครบกำหนด 3 เดือน คือวันขึ้น 15 คํ่า เดือน 11

ตามปกติเมื่อถึงวัน 15 ค่ำ หรือ 14 ค่ำ พระสงฆ์จะต้องทำอุโบสถสังฆกรรม คือประชุมกันฟังพระปาติโมกข์ แต่เฉพาะวันขึ้น 15 คํ่า เดือน 11 นี้ ทรงมีพุทธานุญาตให้ทำ “ปวารณากรรม” แทน และมีคำเรียกวันนี้ว่า “ปวารณาทิวส” (ปะ-วา-ระ-นา-ทิ-วะ-สะ) คือ “วันปวารณา” หรือ “วันมหาปวารณา”

จึงเป็นอันได้ความว่า ที่เราเรียกกันเพลินไปว่า “วันออกพรรษา” นั้น คำจริงๆ ท่านเรียก “วันปวารณา” หรือ “วันมหาปวารณา” และไม่มีคำว่า “วันออกพรรษา” อย่างที่เราเรียกกัน

ขยายความ :  “วันมหาปวารณา” แปลว่า “วันปวารณาครั้งสำคัญ” คำหลักคือ “ปวารณา”

“ปวารณา” (ปะ-วา-ระ-นา) รากศัพท์มาจาก ป (คำอุปสรรค = ทั่วไป, ข้างหน้า, ก่อน, ออก) + วรฺ (ธาตุ = ขอ, ปรารถนา, ห้าม) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), แปลง น เป็น ณ, ทีฆะ อะ ที่ ว-(รฺ) เป็น อา (วรฺ > วาร) + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์    : ป + วรฺ = ปวร + ยุ > อน = ปวรน > ปวารน > ปวารณ + อา = ปวารณา

“ปวารณา” แปลตามศัพท์ว่า -

(1) “กิริยาเป็นเหตุให้ปรารถนาปัจจัย” = การยอมให้ขอ คือ รับปากว่าเมื่อต้องการสิ่งใดๆ ก็ให้บอก จะจัดหาให้ตามที่รับปากไว้

(2) “กิริยาเป็นเหตุให้ขอร้องสงฆ์เป็นต้น ด้วยเรื่องต่างๆ เช่นเรื่องที่ได้เห็นเป็นต้น” =การยอมให้ว่ากล่าวตักเตือน คือ เมื่อได้เห็นด้วยตนเองว่าทำไม่ถูกไม่ควร หรือไม่ได้เห็น แต่ได้ฟังมาจากคนอื่น หรือแม้ไม่ได้เห็นและไม่ได้ฟังมาจากใคร แต่นึกสงสัยขึ้นมาเอง ก็เปิดโอกาสให้เตือนหรือให้ทักท้วงได้

(3) “การห้ามที่ประกอบด้วยองค์ประกอบ” = การปฏิเสธเมื่อมีเหตุอันควร เช่น รับประทานพอแก่ความต้องการแล้ว แม้เห็นอาหารที่อร่อยก็ไม่ตามใจปาก

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ บอกความหมายของ “ปวารณา” ว่า

(1) the Pavāraṇā, a ceremony at the termination of the Vassa (ปวารณา, พิธีกรรมที่กระทำในวันสุดท้ายของการจำพรรษา)

(2) satisfaction (ความพอใจ)

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายเรื่อง “ปวารณา” ไว้ดังนี้ -

ปวารณา :

1. ยอมให้ขอ, เปิดโอกาสให้ขอ

2. ยอมให้ว่ากล่าวตักเตือน, เปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือน, ชื่อสังฆกรรมที่พระสงฆ์ทำในวันสุดท้ายแห่งการจำพรรษา คือ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เรียกว่า วันมหาปวารณา โดยภิกษุทุกรูปจะกล่าวปวารณา คือ เปิดโอกาสให้กันและกันว่ากล่าวตักเตือนได้ดังนี้

“สงฺฆมฺภนฺเต  ปวาเรมิ,  ทิฏฺเฐน  วา  สุเตน  วา  ปริสงฺกาย  วา;  วทนฺตุ  มํ,  อายสฺมนฺโต  อนุกมฺปํ  อุปาทาย; ปสฺสนฺโต  ปฏิกฺกริสฺสามิ.  ทุติยมฺปิ  ภนฺเต  สงฺฆํ  ปวาเรมิ,  ... ตติยมฺปิ  ภนฺเต  สงฺฆํ  ปวาเรมิ,  ...”

แปลว่า  “ข้าพเจ้าขอปวารณากะสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ตาม ด้วยได้ยินก็ตาม ด้วยน่าระแวงสงสัยก็ตาม, ขอท่านผู้มีอายุทั้งหลายจงว่ากล่าวกะข้าพเจ้าด้วยอาศัยความหวังดีเอ็นดู, เมื่อข้าพเจ้ามองเห็น จักแก้ไข แม้ครั้งที่สอง ... แม้ครั้งที่สาม ...” (ภิกษุผู้มีพรรษาสูงสุดในที่ประชุมว่า อาวุโสแทน ภนฺเต)

ปวารณาเป็นสังฆกรรมประเภทญัตติกรรม คือ ทำโดยตั้งญัตติ (คำเผดียงสงฆ์) อย่างเดียว ไม่ต้องสวดอนุสาวนา (คำขอมติ); เป็นกรรมที่ต้องทำโดยสงฆ์ปัญจวรรค คือ มีภิกษุตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป

ปวารณา ถ้าเรียกชื่อตามวันที่ทำแบ่งได้เป็น ๓ อย่าง คือ

๑. ปัณณรสิกา ปวารณา (ปวารณาที่ทำโดยปกติในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ คือวันออกพรรษา)

๒. จาตุททสิกา ปวารณา (ในกรณีที่มีเหตุสมควร ท่านอนุญาตให้เลื่อนปวารณาออกไปปักษ์หนึ่งหรือเดือนหนี่งโดยประกาศให้สงฆ์ทราบ ถ้าเลื่อนออกไปปักษ์หนึ่งก็ตกในแรม ๑๔ ค่ำ เป็นจาตุททสิกา แต่ถ้าเลื่อนไปเดือนหนึ่งก็เป็นปัณณรสิกาอย่างข้อแรก)

๓. สามัคคีปวารณา (ปวารณาที่ทำในวันสามัคคี คือ ในวันที่สงฆ์ซึ่งแตกกันแล้วกลับปรองดองเข้ากันได้ อันเป็นกรณีพิเศษ)

ถ้าแบ่งโดยการก คือ ผู้ทำปวารณาแบ่งเป็น ๓ อย่าง คือ

๑. สังฆปวารณา (ปวารณาที่ทำโดยสงฆ์คือ มีภิกษุ ๕ รูปขึ้นไป)

๒. คณปวารณา (ปวารณาที่ทำโดยคณะคือมีภิกษุ ๒–๔ รูป)

๓. ปุคคลปวารณา (ปวารณาที่ทำโดยบุคคลคือมีภิกษุรูปเดียว)

และโดยนัยนี้ อาการที่ทำปวารณาจึงมี ๓ อย่าง คือ

๑. ปวารณาต่อที่ชุมนุม (ได้แก่ สังฆปวารณา)

๒. ปวารณากันเอง (ได้แก่ คณปวารณา)

๓. อธิษฐานใจ (ได้แก่ ปุคคลปวารณา)  ฯลฯ

สาระสำคัญของ “ปวารณา” ก็คือการเปิดโอกาสให้ผู้ที่อยู่ร่วมสังคมกันว่ากล่าวทักท้วงตักเตือนกันได้ในเมื่อเห็นข้อบกพร่องผิดพลาดของกันและกัน อันเป็นความหมายของ “ปวารณา” ตามข้อ (2)

พึงสังเกตว่า เหตุผลที่อ้างได้ในการว่ากล่าวตักเตือนมี 3 กรณี คือ -

1 ทิฏฺฐะ:  รู้เห็นเรื่องนั้นๆ มาด้วยตัวเอง = เห็นประจักษ์ซึ่งหน้า

2 สุตะ:  ได้รับคำบอกเล่า เช่นมีผู้รายงานให้ทราบ = มีพยานหลักฐาน

3 ปริสังกา:  นึกสงสัยขึ้นมาเอง = ไม่เห็น ไม่มีพยาน แต่สงสัย

เรามักกล่าวอ้างกันว่า จะว่ากล่าวใคร ต้องมีพยานหลักฐาน อย่าพูดลอยๆ

แต่จากคำปวารณาจะเห็นว่า แม้แต่สงสัย (ปริสงฺกาย วา) ก็สามารถยกขึ้นเป็นเหตุให้ว่ากล่าวกันได้ แต่ทั้งนี้พึงกระทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ หวังความถูกต้องดีงามเป็นที่ตั้ง

คนส่วนมากไม่ได้คิดถึงเหตุผลข้อนี้ พอถูกทักเรื่องต้องมีพยานหลักฐานก็พากันนิ่งงันไม่กล้าว่ากล่าวอะไรกันอีกต่อไป เป็นช่องโหว่ให้คนทำผิดยังคงทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องนั้นต่อไปได้เรื่อยๆ

ดูก่อนภราดา!

: คนทำผิดอาจอ้างได้ว่า “ไม่รู้”

: แต่ความไม่รู้ไม่เป็นเหตุให้อ้างได้ว่า “ไม่ผิด”

บาลีวันละคำ (3,034)  ทองย้อย แสงสินชัย

ออกพรรษา  คำบาลีว่าอย่างไร,   วันมหาปวารณา,   Pavāranā day

มหาปวารณา

วันมหาปวารณา เป็นวันสำคัญในพุทธศาสนา ตรงกับวันสุดท้ายของการอยู่จำพรรษา 3 เดือน คือ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระภิกษุทำการปวารณา คือ ยอมให้ว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกัน หมายถึงยอมมอบตนให้สงฆ์กล่าวตักเตือน ในข้อบกพร่องที่ภิกษุทั้งหลายได้เห็นได้ยิน หรือมีข้อสงสัย ด้วยจิตเมตตา เพื่อจักได้สำรวมระวังปรับปรุงแก้ไขตนเอง เพื่อความเจริญของพระธรรมวินัยและความผาสุกในการอยู่ร่วมกัน

วันที่พระสงฆ์ทำมหาปวารณานี้ เรียก "ตามที่เข้าใจกันทั่วไป" ว่า วันออกพรรษา 

ความเป็นมาของวันมหาปวารณา

ครั้งหนึ่ง มีภิกษุที่จำพรรษาในแคว้นโกศล ตั้งกติกาว่า จะไม่พูดกัน แต่ใช้วิธีบอกใบ้ หรือใช้มือแทนคำพูด เมื่อออกพรรษาแล้วไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสถาม ทรงติเตียน และทรงอนุญาตการปวารณา คือ การอนุญาตให้ภิกษุอื่นว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ภิกษุจำพรรษาแล้ว ย่อมปวารณากันด้วยเหตุ 3 ประการคือ

1.  โดยได้เห็น  2.  โดยได้ยิน ได้ฟัง  3.  โดยสงสัย

วิธีปวารณา

ภิกษุเถระพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่งประคองอัญชลีแล้วกล่าวปวารณา 3 ครั้งณาสูตร พระพุทธเจ้าทรงปวารณาแก่หมู่สงฆ์

คราวหนึ่งในพระวิหารบุพพาราม กรุงสาวัตถี พระพุทธเจ้าประทับอยู่กับภิกษุสงฆ์ 500 รูป ล้วนเป็นพระอรหันต์ในวันอุโบสถขึ้น 15 ค่ำเพื่อจะทรงทำปวารณา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่เหล่าภิกษุนั้นว่า จะติเตียนการกระทำทางกาย ทางวาจาของพระองค์บ้างหรือไม่ พระสารีบุตรตอบปฏิเสธเพราะพระองค์ยังทางที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น จากนั้นพระสารีบุตรก็กล่าวปวารณาให้พระพุทธเจ้าติเตียนท่าน พระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวปฏิเสธ เพราะพระสารีบุตรเป็นบัณฑิต เป็นผู้มีปัญญามาก พระสารีบุตรทูลถามอีกว่า พระองค์จะไม่กล่าวติเตียนการกระทำทางกาย ทางวาจา ของเหล่าภิกษุบ้างหรือ พระองค์กล่าวปฏิเสธ เพราะเหล่าภิกษุได้บรรลุวิชชา 3 อภิญญา 6 ได้อุภโตภาควิมุตติ และได้ปัญญาวิมุติเป็นพระอรหันต์ 

เหตุที่ทำให้เป็นคนว่ายากและว่าง่าย

1.  เป็นผู้มักโกรธ มีความโกรธครอบงำแล้ว  2.  เป็นผู้มักโกรธ ผูกโกรธ  3.  เป็นผู้มักโกรธ มักระแวง   

4.  เป็นผู้มักโกรธ เปอนุมานสูตร ธรรมที่ทำให้เป็นผู้ว่ายาก 16 ประการ   -เป็นผู้มีความปรารถนาลามก  -เป็น ล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธ

5.  เมื่อก์ฟ้อง ไม่พอใจตอบในความประพฤติ  6.  เมื่อภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับปรักปรำโจทก์  7.  ภิกษุเป็นผู้ลบหลู่ ตีเสมอ  8.  ภิกษุเป็นผู้ริษยา ตระหนี่  9.  ภิกษุเป็นผู้โอ้อวด เจ้ามายา  10.  ภิกษุเป็นผู้กระด้าง ดูหมิ่นผู้อื่น  11.  ภิกษุเป็นผู้ถือแต่ความเห็นของตน ถือรั้นถอนได้ยาก

ที่มา :  วิกิพีเดีย

____

The significance of Vesak Full Moon Day , Māgha Pūjā Day , Pavāranā day , Happy Vesak Day. ,  วันวิสาขบูชา  , วันวิสาขบูชา การบูชาในวันเพ็ญวิสาขะ  , วันอาสาฬหบูชา , วันอาสาฬหบูชา ประวัติและความสำคัญของวันอาสาฬหบูชา , สาระสำคัญของวันมาฆบูชา , วันมาฆบูชา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา , 'วันพระ' วันธรรมสวนะ หรือ วันอุโบสถ , วันออกพรรษา-Day of going out of Vassa , วันเข้าพรรษา-Buddhist Lent Day Observances , วันอาสาฬหบูชา , วันนี้วันพระ“วันอัฏฐมีบูชา” , วันอัฏฐมีบูชา , วันมหาปวารณา , ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า , วิสาขบูชานุสติ , พระพุทธเจ้า“ประกาศอิสรภาพ”ให้แก่มวลมนุษย์ , ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระองค์ได้ตรัสอะไรไว้กับชาวโลกบ้าง , เมื่อคืนพระจันทร์สวย ในวันวิสาขบูชา : พิจารณาธรรมชาติ , กฐิน