วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

อปฺปมาเทน

อปฺปมาเทน

วันวิสาขบูชา   เรียนบาลีถวายเป็นพุทธบูชา
อ่านว่า อับ-ปะ-มา-เท-นะ  “อปฺปมาเทน” เป็นคำบาลีที่ประกอบวิภัตติแล้ว รูปคำเดิมคือ “อปฺปมาท” อ่านว่า อับ-ปะ-มา-ทะ รากศัพท์มาจาก น + ปมาท

(๑) “น” บาลีอ่านว่า นะ เป็นคำจำพวก “นิบาต” คำจำพวกนี้ไม่แจกด้วยวิภัตติปัจจัย คือคงรูปเดิมเสมอ อาจเปลี่ยนรูปโดยวิธีสนธิกับคำอื่นบ้าง แต่คงถือว่าเป็นคำเดิมเพราะเวลาแปลต้องแยกคำออกเป็นคำเดิมเสมอ 

นักเรียนบาลีมักท่องจำรวมกับคำอื่นในกลุ่มเดียวกันว่า -

น (นะ) =ไม่ ,  โน = ไม่  ,  มา = อย่า  ,  ว (วะ) = เทียว 

“น” เป็นนิบาตบอกความปฏิเสธ แปลว่า ไม่, ไม่ใช่ (no, not)

หมายเหตุ: รูปศัพท์ที่ตาเห็นคือ “อปฺปมาท” ควรจะบอกว่า รากศัพท์มาจาก อ (อะ) + ปมาท แต่เนื่องจาก อ (อะ) ในที่นี้ไม่ใช่ศัพท์เดิมที่มีอยู่จริง หากแต่เป็นคำที่แปลงมาจาก “น” (นะ) อีกทีหนึ่ง ดังนั้น จึงบอกลึกเข้าไปถึงคำเดิมทีเดียว ไม่ต้องบอกเป็น 2 ขยัก

(๒) “ปมาท”   อ่านว่า ปะ-มา-ทะ รากศัพท์มาจาก ป (คำอุปสรรค = ทั่วไป, ข้างหน้า, ก่อน, ออก) + มทฺ (ธาตุ = เมา, มัวเมา) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, “ทีฆะต้นธาตุ” คือ อะ ที่ ม-(ทฺ) เป็น อา (มทฺ > มาท) 

: ป + มทฺ = ปมทฺ + ณ = ปมทฺณ > ปมทฺ > ปมาท (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า (1) “ภาวะเป็นเหตุให้ไม่ทำกิจที่พึงทำด้วยตนเองแห่งบุคคลผู้แม้จะมีความสามารถ” (2) “ความเมาทั่ว”

คำแปลตามศัพท์ที่ว่า “ภาวะเป็นเหตุให้ไม่ทำกิจที่พึงทำด้วยตนเองแห่งบุคคลผู้แม้จะมีความสามารถ” หมายความว่า กิจที่มนุษย์ควรทำเพราะเป็นความดีงาม คนบางคนสามารถทำกิจเช่นว่านั้นได้เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ทำ ทั้งอ้างเหตุต่างๆ ที่จะไม่ทำ นี่คือ “ปมาท” 

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกความหมายของ “ปมาท” ไว้ดังนี้ - 

“ปมาทะ : ความประมาท, ความขาดสติ, ความเลินเล่อ, ความเผอเรอ, ความเผลอ, ความผัดเพี้ยน, ความปล่อยปละละเลย, ความชะล่าใจ; เทียบ อัปปมาทะ.”

บาลี “ปมาท” สันสกฤตเป็น “ปฺรมาท”   สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ดังนี้ - 

(สะกดตามต้นฉบับ)  

“ปฺรมาท : (คำนาม) ‘ประมาท,’ อนวธาน, ความเลินเล่อ, ความผิด; ความเมา; ความเสียจริต; inadvertence, carelessness, error, inaccuracy; intoxication; insanity.”

บาลี “ปมาท” ภาษาไทยใช้อิงสันสกฤตเป็น “ประมาท” 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายไว้ว่า -

“ประมาท : (คำกริยา) ขาดความรอบคอบ, ขาดความระมัดระวังเพราะทะนงตัว, เช่น เวลาขับรถอย่าประมาท; ดูหมิ่น เช่น ประมาทฝีมือ. (คำนาม) ความเลินเล่อ, การขาดความระมัดระวัง, เช่น ขับรถโดยประมาท; (คำที่ใช้ในกฎหมาย) กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่. (ส. ปฺรมาท; ป. ปมาท).”

ในทางธรรม “ปมาท” มีความหมายลึกและละเอียดกว่าที่พจนานุกรมฯ นิยามไว้ ท่านจำกัดความคำว่า “ปมาท” ไว้ว่า “สติโวสฺสคฺค” = “การปล่อยสติ” หมายถึง การลดละความตั้งใจ, ความไม่ตั้งใจ, ความไม่เอาใจใส่ (relaxation of attention, inattention, indifference)  พูดสั้นๆ ว่า ประมาทคือขาดสติ 

น + ปมาท มีกฎดังนี้ - 

(1) ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ ให้แปลง น เป็น อ (อะ) 

(2) ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยสระ คือ อ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ให้แปลง น เป็น อน (อะ-นะ)

ในที่นี้ “ปมาท” ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ คือ ป- จึงแปลง น เป็น อ และซ้อน ปฺ ระหว่างบทหน้ากับบทหลัง

: น + ปฺ + ปมาท = นปฺปมาท > อปฺปมาท (อับ-ปะ-มา-ทะ) แปลว่า “ความไม่ประมาท” หมายถึง ความรอบคอบ, ความจดจ่อ, ความระวังระไว (earnestness, vigilance, zeal)

“อปฺปมาท” แจกด้วยวิภัตตินามที่สาม (ตติยาวิภัตติ) เอกพจน์ ปุงลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “อปฺปมาเทน” แปลว่า “ด้วยความไม่ประมาท”

ขยายความ :  เมื่อพระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานได้มีพระพุทธดำรัสเป็นพระวาจาครั้งสุดท้ายที่เรียกว่า “ปัจฉิมพุทโธวาท” สั้นๆ เพียง 2 คำ (มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 143) คือ -

อปฺปมาเทน   สมฺปาเทถ   อ่านว่า อับ-ปะ-มา-เท-นะ สำ-ปา-เท-ถะ

พระไตรปิฎกแปลฉบับหลวงแปลว่า “พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”  พระไตรปิฎกแปลฉบับมหาจุฬาฯ แปลว่า “เธอทั้งหลายจงทำหน้าที่ให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาทเถิด”   “ปัจฉิมพุทโธวาท” นี้ ผู้เขียนบาลีวันละคำไม่ได้แปลใหม่ เพียงแต่ยกคำแปลเดิมที่ท่านแปลไว้มาให้ได้ศึกษากัน

ขอให้สังเกตว่า “อปฺปมาเทน” -  พระไตรปิฎกแปลฉบับหลวงแปลว่า “ยังความไม่ประมาท”  พระไตรปิฎกแปลฉบับมหาจุฬาฯ แปลว่า ด้วยความไม่ประมาท”

นักเรียนบาลีอาจจะอธิบายได้ว่าแปลไม่เหมือนกันก็จริง แต่ก็ไม่ผิดหลักภาษาบาลีเพราะเหตุผลอย่างนี้ๆ  ส่วนผู้ที่ไม่ได้เรียนบาลีก็เพียงรับทราบไว้ ผู้เขียนบาลีวันละคำจะอธิบายในที่นี้ก็จะยืดยาวมากไป แล้วก็คงจะไม่เข้าใจอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้น ถ้าอยากเข้าใจก็ต้องเรียนบาลี

คัมภีร์อรรถกถาอธิบายความตอนนี้ไว้ว่า -

(คำบาลียกมาจากคัมภีร์ คำแปลผู้เขียนบาลีวันละคำแปลเอง)

อปฺปมาเทน  สมฺปาเทถาติ  สติอวิปฺปวาเสน  สพฺพกิจฺจานิ  สมฺปาเทยฺยาถ  ฯ   

คำว่า  อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ  หมายความว่า  จงยังกิจทั้งปวงให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาทคืออย่าขาดสติ

แปลยกศัพท์ :  สพฺพกิจฺจานิ  ยังกิจทั้งปวง   สมฺปาเทยฺยาถ  จงให้สำเร็จ   สติอวิปฺปวาเสน  ด้วยความไม่ประมาทคืออย่าขาดสติ

อิติ  ภควา  ปรินิพฺพานมญฺเจ  นิปนฺโน  ปญฺจจตฺตาลีสวสฺสานิ  ทินฺนํ  โอวาทํ  สพฺพํ  เอกสฺมึ  อปฺปมาทปเทเยว  ปกฺขิปิตฺวา  อทาสิ  ฯ

พระผู้มีพระภาคทรงบรรทมที่เตียงปรินิพพาน ประทานพระโอวาทที่ประทานมา 45 พรรษา ทั้งหมดรวมลงในคำว่า “ไม่ประมาท” คำเดียวเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้

แปลยกศัพท์ :  ภควา   พระผู้มีพระภาค  นิปนฺโน   ทรงบรรทม  ปรินิพฺพานมญฺเจ  ที่เตียงปรินิพพาน  อทาสิ  ประทาน    โอวาทํ  พระโอวาท   ทินฺนํ   ที่ประทานมา   ปญฺจจตฺตาลีสวสฺสานิ   45 พรรษา  สพฺพํ  ทั้งหมด   ปกฺขิปิตฺวา  รวมลง   เอกสฺมึ  อปฺปมาทปเทเยว  ในคำว่า “ไม่ประมาท” คำเดียวเท่านั้น   อิติ  ด้วยประการฉะนี้

ที่มา: สุมังคลวิลาสินี ภาค 2 หน้า 328

ดูก่อนภราดา!  บาลีบอกให้เรารู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว   แต่การเป็นคนดีหรือคนชั่ว เราทำตัวของเราเอง

บาลีวันละคำ (3,624) , ทองย้อย แสงสินชัย

ประวัติวันวิสาขบูชาและความสำคัญของวันวิสาขบูชา ,  วันวิสาขบูชา การบูชาในวันเพ็ญวิสาขะ ,  วิสาขบูชานุสติ , อปฺปมาเทน

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

วินีตวัตถุ  -  ภาษาพระวินัยใกล้ตัว

วินีตวัตถุ  

ภาษาพระวินัยใกล้ตัว

อ่านว่า วิ-นี-ตะ-วัด-ถุ  ประกอบด้วยคำว่า วินีต + วัตถุ

(๑) “วินีต”   บาลีอ่านว่า วิ-นี-ตะ รากศัพท์มาจาก วิ (คำอุปสรรค = วิเศษ, พิเศษ, แจ้ง, ต่าง) + นี (ธาตุ = นำไป) + ต ปัจจัย

: วิ + นี = วินี + ต = วินีต แปลตามศัพท์ว่า “นำไปต่าง” หมายถึง เรื่องหรือสิ่งที่ยกมาศึกษาเรียนรู้, บุคคลหรือสิ่งที่ถูกแนะนำ ฝึกสอน อบรม

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “วินีต” ว่า led, trained, educated (ชักนำ, ฝึกฝน, ให้การศึกษา)

บาลี “วินีต” ในภาษาไทยใช้เป็น “วินิต” และ “พินิต” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ดังนี้ - 

(1) วินิต : (คำกริยา) ฝึกหัดหรืออบรม, ทำให้ละพยศหรือละทิฐิมานะ, ปกครอง. (ป., ส. วินีต).

(2) พินิต : (คำกริยา) แนะนํา, สั่งสอน, ปกครอง. (ป., ส. วินีต).

ในที่นี้ใช้เป็น “วินีต” คงรูปตามบาลี

(๒) “วัตถุ”  เขียนแบบบาลีเป็น “วตฺถุ” อ่านว่า วัด-ถุ รากศัพท์มาจาก วสฺ (ธาตุ = อยู่) + รตฺถุ ปัจจัย, ลบ สฺ ที่สุดธาตุ (วสฺ > ว) และ ร ต้นปัจจัย (รตฺถุ > ตฺถุ)

: วสฺ > ว + รตฺถุ > ตฺถุ : ว + ตฺถุ = วตฺถุ 

หรือ : วสฺ + รตฺถุ = วสฺรตฺถุ > วตฺถุ 

“วตฺถุ” (นปุงสกลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ที่ตั้งอยู่” มีความหมายหลายอย่าง คือ :

(1) วัตถุ, ของจริง, ทรัพย์, สิ่งของ, ของที่เป็นสาระ (object, real thing, property, thing, substance)

(2) แหล่ง, ที่ตั้ง, สนาม, พื้นที่, ที่ดิน (site, ground, field, plot)

(3) มูลฐาน, รากฐาน, ฐานรองรับ, แก่นสาร, ธาตุ (basis, foundation, seat, (objective) substratum, substance, element)

(4) โอกาส, เหตุผล, พื้นฐาน (occasion for, reason, ground)

(5) เนื้อหา, รูปเรื่อง, เรื่องราว, รายงาน (subject matter, subject, story, account)

(6) ข้อ หรือกระทง (ในข้อความ) (object, item)

บาลี “วตฺถุ” สันสกฤตเป็น “วสฺตุ” 

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกความหมายในสันสกฤตไว้ดังนี้ - 

(สะกดตามต้นฉบับ)

“วสฺตุ : (คำนาม) พัสดุ, วัตถุ, สิ่ง; ภาวะหรือประกฤติ, สาระหรือมูลพัสดุ, มูล; มุขยบทแห่งกาพย์หรือนาฏก; matter, substance, thing; nature or essential property, essence or pith; the main subject of a poem or play.”

“วตฺถุ” และ “วสฺตุ” ในบาลีสันสกฤต ไทยเราเอามาใช้เป็น 3 รูป คือ “วัตถุ” (วัด-ถุ) “วัสดุ” (วัด-สะ-ดุ) และ “พัสดุ” (พัด-สะ-ดุ)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของคำทั้ง 3 ในภาษาไทยไว้ดังนี้ - 

(1) วัตถุ : (คำนาม) สิ่งของ. (ป.; ส. วสฺตุ).

(2) วัสดุ : (คำนาม) วัตถุที่นํามาใช้ เช่น วัสดุก่อสร้าง; ของใช้ที่มีอายุการใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ เช่น กระดาษ ดินสอ (ใช้แก่การงบประมาณ). (ส. วสฺตุ; ป. วตฺถุ).

(3) พัสดุ : (คำนาม) สิ่งของต่าง ๆ, เครื่องใช้ไม้สอย, ที่ดิน, บ้านเรือน. (ส. วสฺตุ; ป. วตฺถุ).

ในที่นี้ใช้ทับศัพท์เป็น “วัตถุ” มีความหมายตามความหมายของ “วตฺถุ” ข้อ (5) และข้อ (6) ข้างต้น

วินีต + วตฺถุ = วินีตวตฺถุ (วิ-นี-ตะ-วัด-ถุ) แปลว่า “เรื่องที่นำมาเป็นบทเรียน” หมายถึง ตัวอย่างที่ยกมาแสดงเพื่อการศึกษาว่าการกระทำเช่นไรผิดหรือไม่ผิดพระวินัย

“วินีตวตฺถุ” ในภาษาไทยใช้ทับศัพท์เป็น “วินีตวัตถุ” คำนี้ยังไม่มีเก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายคำว่า “วินีตวัตถุ” ไว้ดังนี้ -

วินีตวัตถุ :  เรื่องที่ท่านวินิจฉัยแล้ว, เรื่องที่ตัดสินแล้ว ท่านแสดงไว้เป็นตัวอย่างสำหรับเทียบเคียงตัดสิน ในการปรับอาบัติ (ทำนองคำพิพากษาของศาลสูงสุดที่นำมาศึกษากัน)

“วินีตวัตถุ” แปลให้ใกล้ศัพท์ที่สุดน่าจะแปลว่า “แบบฝึกหัด” หรือแปลแบบสื่อความหมายว่า “ตัวอย่างคำพิพากษา”

ขยายความ :   ในวินัยปิฎกส่วนที่ว่าด้วยสิกขาบทต่างๆ เมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์อันเป็นต้นเรื่องให้พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทแล้ว จะมีคำอธิบายรายละเอียดต่างๆ โดยเฉพะอย่างยิ่งคำจำกัดความว่า ถ้อยคำในตัวสิกขาบทนั้นๆ มีความหมายอย่างไร หมายถึงอะไร เป็นต้น

และที่มักจะมีประกอบอยู่ด้วยแทบทุกสิกขาบทก็คือ ตัวอย่างเรื่องจริงที่เกิดขึ้น บอกเล่าว่าเมื่อทรงบัญญัติสิกขาบทนั้นๆ แล้ว ใครทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับสิกขาบทนั้น บรรยายการละเมิดสิกขาบทด้วยอาการและวิธีการต่างๆ จบลงด้วยพุทธวินิจฉัยว่า การกระทำเช่นนั้นผิดหรือไม่ผิดแค่ไหนอย่างไร 

ตัวอย่างเรื่องจริงเช่นว่านี้แหละเรียกว่า “วินีตวัตถุ”

แถม :  เมื่อพระพุทธองค์ทรงบัญญัติ “ปฐมปาราชิก” สิกขาบทว่าด้วยการห้ามภิกษุเสพเมถุนแล้ว มีผู้พยายามละเมิดสิกขาบทนี้หลายครั้งหลายครา ด้วยวิธีการและเล่ห์เหลี่ยมต่างๆ โดยหวังว่าจะไม่มีความผิด

ท่านผู้ประสงค์จะศึกษา “วินีตวัตถุ” ในสิกขาบทนี้ เพื่อประดับความรู้และเป็นส่วนหนึ่งแห่งการช่วยกันรักษาพระธรรมวินัย พึงศึกษาได้จากวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค 1 พระไตรปิฎกเล่ม 1 ข้อ 48-78 

หรือตามลิงก์ข้างล่างนี้ -

https://84000.org/tipitaka/read/byitem.php?book=1&item=48&items=1&preline=0&pagebreak

ดูก่อนภราดา!  คนพาล ดูตัวอย่างเพื่อหาทางทำความผิด  บัณฑิต ดูตัวอย่างเพื่อหาทางทำความดี

บาลีวันละคำ (3,619) ,  ทองย้อย แสงสินชัย

มาตุคาม , มาตุคามกับเวลาสูญสิ้นของพุทธศาสนา , ธนกีตา - ภรรยาประเภทที่ 1 , อิทธิบาท-หนทางสู่ความสำเร็จ  

วัดพระธาตุดอยคำ 

วัดพระธาตุดอยคำเป็นวัดที่มีความสำคัญในจังหวัดเชียงใหม่ อายุเก่าแก่กว่า 1,300 ปี เวลาเดินทางไป เชียงใหม่ เราก็จะเห็นองค์พระธาตุสีทองอร่ามของ วัดพระธาตุดอยคำ เด่นชัดมาแต่ไกล ที่นี่เองที่เป็นจุดสังเกตของการบินไทยก่อนที่จะลดระดับเครื่องบินลงจอดที่สนามบิน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความเป็นมายาวนานนับพันปีตั้งแต่สมัยหริภุญชัย เลยทีเดียว 

วัดพระธาตุดอยคำ  :  ตั้งอยู่ที่ ตำบลแม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เดินทางไปได้ ตามเส้นทางเลียบคลองชลประทาน  จะมีป้ายบอกข้ามคลองไปทางตำบลแม่เหียะ จะพบทางขึ้นเขาไปยังพระธาตุดอยคำ









มาตุคาม

มาตุคาม [2]  ไม่ใช่ “บ้านแม่” 

แต่หมายถึงผู้หญิง  อ่านว่า มา-ตุ-คาม   ประกอบด้วยคำว่า มาตุ + คาม

(๑) “มาตุ”  บาลีอ่านว่า มา-ตุ รากศัพท์มาจาก -

(1) มานฺ (ธาตุ = รัก, ทะนุถนอม) + ราตุ ปัจจัย, ลบ ร ที่ ราตุ (ราตุ > อาตุ), ลบพยัญชนะที่สุดธาตุและสระ (มานฺ > มา > ม) 

: มานฺ > มา > ม + ราตุ > อาตุ = มาตุ แปลตามศัพท์ว่า “ผู้รักบุตรโดยธรรมชาติ”

(2) ปา (ธาตุ = ดื่ม) + ตุ ปัจจัย, แปลง ป ที่ ปา เป็น ม (ปา > มา)

: ปา + ตุ = ปาตุ > มาตุ แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ยังบุตรให้ดื่มนม”

“มาตุ” แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) เอกพจน์ เปลี่ยนรูปเป็น “มาตา” หมายถึง แม่ (mother) ใช้ในภาษาไทยเป็น “มารดา” 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

(1) มาตุ : (คำนาม) แม่. (ป.).

(2) มารดร, มารดา : (คำนาม) แม่. (ป. มาตา; ส. มาตฺฤ).

(๒) “คาม”   บาลีอ่านว่า คา-มะ ศัพท์นี้ไม่ใช่ “คาม” ที่หมายถึง หมู่บ้าน แต่ยังมีความหมายอื่นๆ อีก เมื่อเป็นคำที่ต่อท้าย “มาตุ” มาจากรากศัพท์ต่างกัน ดังนี้ -

(1) มาตุ (แม่) + คาม (ร่างกาย) 

มาตุ + คาม = มาตุคาม แปลว่า “ผู้มีร่างกายเหมือนร่างกายแห่งมารดา” 

คำแปลนี้ “คาม” หมายถึง “ร่างกาย” คือเปรียบ คาม = บ้าน เหมือนร่างกาย

(2) มาตุ (แม่) + คมฺ (ธาตุ = เป็นไป) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะ อะ ที่ ค-(มฺ) เป็น อา (คมฺ > คาม)

: มาตุ + คม = มาตุคมฺ + ณ = มาตุคมณ > มาตุคม > มาตุคาม แปลว่า “ผู้เป็นไปเหมือนมารดา” 

คำแปลนี้ “คาม” มาจาก “คมฺ” ธาตุ แปลว่า “เป็นไป”

(3) มาตุ (แม่) + คมฺ (ธาตุ = ถึง) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะ อะ ที่ ค-(มฺ) เป็น อา (คมฺ > คาม)

: มาตุ + คม = มาตุคมฺ + ณ = มาตุคมณ > มาตุคม > มาตุคาม แปลว่า “ผู้ถึงภาวะเสมอเหมือนมารดา” 

คำแปลนี้ “คาม” มาจาก “คมฺ” ธาตุ แปลว่า “ถึง”

(4) มาตุ (แม่) + คสฺ (ธาตุ = กิน) + ม ปัจจัย, ลบ ส ที่สุดธาตุ (คสฺ > ค)

: มาตุ + คสฺ = มาตุคสฺ + ม = มาตุคสม > มาตุคม > มาตุคาม แปลว่า “ผู้กินเหมือนมารดา” 

คำแปลนี้ “คาม” มาจาก “คสฺ” ธาตุ แปลว่า “กิน” (“กินเหมือนมารดา” ก็อย่างเช่น แม่ต้องให้ลูกได้กินก่อน ตัวเองจึงจะกิน)

(5) (4) มาตุ (แม่) + เค (ธาตุ = ส่งเสียง) + ม ปัจจัย, แปลง เค เป็น คา

: มาตุ + เค = มาตุเค + ม = มาตุเคม > มาตุคาม แปลว่า “ผู้ขับกล่อมเหมือนมารดา” 

คำแปลนี้ “คาม” มาจาก “เค” ธาตุ แปลว่า “ขับขาน, ขับกล่อม, ส่งเสียง”

หนังสือ ศัพท์วิเคราะห์ ของ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต) แปล “มาตุคาม” ว่า แม่บ้าน, ผู้หญิง, สตรี 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “มาตุคาม” ว่า "genex feminarum," womanfolk, women (“มาตุคาม”, กลุ่มสตรี, พวกผู้หญิง)

สรุปว่า “มาตุคาม” หมายถึง ผู้หญิง, เพศหญิง คำนี้มักใช้ในเมื่อกล่าวถึงธรรมชาติธรรมดาของเพศหญิง 

คงมีหลายคนที่เข้าใจผิด คิดว่า “มาตุคาม” แปลว่า “บ้านแม่” หรือ “แผ่นดินแม่” หรือ “บ้านเกิดเมืองนอน” ซึ่งเป็นความหมายของคำว่า “มาตุภูมิ” 

ขยายความ : ในมหาปรินิพพานสูตร มีคำที่พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับท่าทีที่ภิกษุจะพึงปฏิบัติต่อ “มาตุคาม” และคำตรัสตอบของพระพุทธเจ้า ดังนี้

กถํ  มยํ  ภนฺเต  มาตุคาเม  ปฏิปชฺชามาติ  ฯ   พวกข้าพระองค์จะปฏิบัติกับมาตุคามอย่างไร  พระพุทธเจ้าข้า

อทสฺสนํ  อานนฺทาติ  ฯ   ไม่มอง อานนท์

ทสฺสเน  ภควา  สติ  กถํ  ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ  ฯ  เมื่อจำเป็นต้องมอง จะพึงปฏิบัติอย่างไรพระพุทธเจ้าข้า

อนาลาโป  อานนฺทาติ  ฯ  ไม่พูดด้วย อานนท์

อาลปนฺเต  ภนฺเต  กถํ ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ  ฯ  เมื่อจำเป็นจะต้องพูดด้วย จะพึงปฏิบัติอย่างไรพระพุทธเจ้าข้า

สติ  อานนฺท  อุปฏฺฐาเปตพฺพาติ  ฯ   พึงตั้งสติไว้ อานนท์

ที่มา: มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค, พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 132

ดูก่อนภราดา!  สติอย่าบกพร่อง  เมื่อต้องเกี่ยวข้องกับมาตุคาม

บาลีวันละคำ (3,617) ,  ทองย้อย แสงสินชัย








วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2565

มุหุตติกา - ภรรยาประเภทที่ 10

มุหุตติกา - ภรรยาประเภทที่ 10

ภรรยาชั่วคราว

ควรทราบก่อน :  ในจำนวนศีล 227 สิกขาบทของภิกษุ ในหมวดอาบัติสังฆาทิเสสมี 13 สิกขาบท สิกขาบทที่ 5 บัญญัติว่า “ภิกษุชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน ต้องสังฆาทิเสส” (นวโกวาท หน้า 3)

เมื่อกล่าวถึง “ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน” ตามสิกขาบทนี้ พระวินัยปิฎกจำแนกหญิงที่ชายได้มาเป็นภรรยาไว้ 10 ประเภท คือ -

(1) ธนกีตา  =  ภรรยาสินไถ่ 

(2) ฉันทวาสินี  =  ภรรยาที่อยู่ด้วยความเต็มใจ 

(3) โภควาสินี  =  ภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ

(4) ปฏวาสินี  =  ภรรยาที่อยู่เพราะผ้า 

(5) โอทปัตตกินี  =  ภรรยาที่สมรส 

(6) โอภตจุมพฏา  =  ภรรยาที่ถูกปลงเทริด 

(7) ทาสี  จ  ภริยา  จ  =  ภรรยาที่เป็นทั้งคนใช้เป็นทั้งภรรยา 

(8 ) กัมมการี  จ  ภริยา  จ  =  ภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างทั้งเป็นภรรยา 

(9) ธชาหฏา  =  ภรรยาเชลย

(10) มุหุตติกา  =  ภรรยาชั่วคราว 

ชื่อภรรยาทั้ง 10 ประเภทนี้ ไม่ใช่คำแสดงลักษณะนิสัยของภรรยาเหมือนภรรยา 7 ประเภท เช่น “โจรีภริยา” ภรรยาเยี่ยงโจร “มาตาภริยา” ภรรยาเยี่ยงมารดา เป็นต้น หากแต่เป็นคำแสดงที่มาหรือลักษณะที่ได้หญิงนั้นมาเป็นภรรยาว่าได้มาด้วยวิธีใด

ชื่อภรรยาทั้ง 10 ประเภทนี้บ่งบอกถึงสภาพสังคมหรือค่านิยมในการหาคู่ครองของชายชาวชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล เป็นเรื่องน่ารู้ จึงนำแต่ละชื่อมาแสดงความหมายตามกรอบขอบเขตของ “บาลีวันละคำ” พอเป็นอลังการของนักเรียนบาลี

“มุหุตติกา” อ่านว่า มุ-หุด-ติ-กา รูปคำเดิมมาจาก มุหุตต + อิก + อา ปัจจัย

(๑) “มุหุตต”   เขียนแบบบาลีเป็น “มุหุตฺต” (มีจุดใต้ ตฺ ตัวหน้า) อ่านว่า มุ-หุด-ตะ รากศัพท์มาจาก หุจฺฉฺ (ธาตุ = คด, คดเคี้ยว) + ต ปัจจัย, ลง มุ อาคมหน้าธาตุ (มุ + หุจฺฉฺ), ซ้อน ตฺ ระหว่างธาตุกับปัจจัย (หุจฺฉฺ + ตฺ + ต), ลบ จฺฉฺ

: มุ + หุจฺฉฺ = มุหุจฺฉฺ + ตฺ + ต = มุหุจฺฉตฺต > มุหุตฺต (มุ-หุด-ตะ) แปลตามศัพท์ว่า “กาลที่ยังคืนและวันให้คดเคี้ยว” (คือให้เปลี่ยนไป) 

“มุหุตฺต” (ปุงลิงค์; นปุงสกลิงค์) หมายถึง ครู่หนึ่ง, ชั่วประเดี๋ยวเดียว, ส่วนเล็กนิดเดียว (a moment, a very short period of time, an inkling) 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ขยายความไว้อีกนิดหนึ่งว่า as we should say “a second” (อย่างที่เราจะพูดว่า “ประเดี๋ยว”)

บาลี “มุหุตฺต” ในภาษาไทยใช้เป็น “มุหุต” (มุ-หุด) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“มุหุต : (คำนาม) เวลาครู่หนึ่ง, ขณะหนึ่ง. (ป. มุหุตฺต).”

(๒) มุหุตฺต + อิก = มุหุตฺติก (มุ-หุด-ติ-กะ) แปลว่า “ผู้ประกอบด้วยเวลาครู่หนึ่ง” คือมีเวลาทำกิจใดๆ เพียงครู่เดียว

“มุหุตฺติก” เป็นคำคุณศัพท์ เมื่อขยายคำนามที่เป็นอิตถีลิงค์ ลง อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “มุหุตฺติกา” (มุ-หุด-ติ-กา)

“มุหุตฺติกา” เขียนแบบไทยเป็น “มุหุตติกา” (ไม่มีจุดใต้ ต ตัวหน้า) แปลว่า “ภรรยาที่มีเวลาอยู่ร่วมกันเพียงครู่เดียว” แปลกระชับความว่า “ภรรยาชั่วคราว”

ขยายความ :  ในพระไตรปิฎก สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ 5 ให้คำจำกัดความ “มุหุตติกา” ไว้ดังนี้ -

มุหุตฺติกา  นาม  ตํขณิกา  วุจฺจติ  ฯ  ภรรยาที่ชื่อว่า “มุหุตติกา” (ภรรยาชั่วคราว) หมายถึง สตรีที่เรียกกันว่า “ตังขณิกา” (สตรีที่อยู่ร่วมกันชั่วขณะ) 

ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค 1 พระไตรปิฎกเล่ม 1 ข้อ 433

คัมภีรอรรถกถาพระวินัยปิฎกขยายความ “มุหุตติกา” ไว้ดังนี้ -

อนฺตมโส  ตํขณิกายปีติ  สพฺพนฺติเมน  ปริจฺเฉเทน  ยา  อยํ  ตํขเณ  มุหุตฺตมตฺเต  ปฏิสํวสิตพฺพโต  ตํขณิกา  วุจฺจติ  มุหุตฺติกาติ  อตฺโถ    คำว่า อนฺตมโส  ตํขณิกายปิ หมายความว่า สตรีที่พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่า “ตังขณิกา” เพราะเป็นผู้อันบุรุษพึงอยู่ร่วมเฉพาะในขณะนั้น คือเพียงชั่วครู่ ขยายความว่า เป็นภรรยาเพียงชั่วคราว อันเป็นกำหนดอย่างต่ำที่สุดในบรรดาภรรยาทุกประเภท

ตสฺสาปิ  มุหุตฺติกา  ภวิสฺสสีติ  เอวํ  ปุริสมตึ  อาโรเจนฺตสฺส  สงฺฆาทิเสโส  ฯ  เมื่อภิกษุบอกความประสงค์ของบุรุษแก่สตรีนั้นอย่างนี้ว่า “เธอจักเป็นภรรยาชั่วคราว” ก็เป็นสังฆาทิเสส

ที่มา: สมันตปาสาทิกา ภาค 2 หน้า 49 (อธิบายสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ 5)

อธิบายแถม :   คำอธิบายของอรรถกถาสมควรขยายความเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจชัดเจนขึ้น

ตัวสิกขาบทที่เป็นต้นฉบับบาลีมีข้อความดังนี้ 

โย  ปน  ภิกฺขุ  สญฺจริตฺตํ  สมาปชฺเชยฺย  อิตฺถิยา  วา  ปุริสมตึ  ปุริสสฺส  วา  อิตฺถีมตึ  ชายตฺตเน  วา  ชารตฺตเน  วา  อนฺตมโส  ตํขณิกายปิ  สงฺฆาทิเสโสติ  ฯ

ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค 1 พระไตรปิฎกเล่ม 1 ข้อ 428

หมายเหตุ:   ผู้ใคร่ต่อการศึกษาพึงตรวจสอบกับหนังสือ “ภิกขุปาติโมกข์” ที่พระสงฆ์ประชุมสวด-ฟังกันทุกกึ่งเดือน เพื่อพิสูจน์ยันกัน

แปลว่า   อนึ่ง ภิกษุใด ถึงความเป็นผู้ชักสื่อ บอกความประสงค์ของบุรุษแก่สตรีก็ดี บอกความประสงค์ของสตรีแก่บุรุษก็ดี ในความเป็นเมียก็ตาม ในความเป็นชู้ก็ตาม โดยที่สุดบอกแม้แก่หญิงอันจะพึงอยู่ร่วมชั่วขณะ เป็นสังฆาทิเสส

ข้อความนี้ ก็คือที่ปรากฏในหนังสือ “นวโกวาท” พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ว่า “ภิกษุชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน ต้องสังฆาทิเสส” (นวโกวาท หน้า 3)

คำว่า “ชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน” ย่อมเข้าใจได้ว่า ชักสื่อหญิงให้เป็นภรรยาของชาย หรือชักสื่อชายให้เป็นสามีของหญิง เท่านี้เทานั้น  แต่ในตัวบทและเรื่องประกอบในพระวินัยปิฎกมีเงื่อนไขมากกว่านี้ กล่าวคือ -

๑ ชักสื่อจนชายหญิงได้เป็นสามีภรรยากัน

๒ ชักสื่อให้ชายหญิงเป็นชู้กับคู่ครองของคนอื่น นั่นคือชักสื่อให้ชายหญิงได้ร่วมเสพกามกันแม้จะไม่ถึงขั้นได้เป็นสามีภรรยากันตามธรรมเนียมก็ตาม

๓ ชักสื่อสตรีที่เรียกว่า “ตังขณิกา” ให้แก่ชาย

“ตังขณิกา” คือสตรีเช่นไร คำจำกัดความในพระวินัยปิฎกนั่นเองระบุว่า -

อนฺตมโส  ตํขณิกายปีติ  มุหุตฺติกา  ภวิสฺสสิ  ฯ  

ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค 1 พระไตรปิฎกเล่ม 1 ข้อ 429

แปลว่า  คำว่า “อนฺตมโส  ตํขณิกายปิ” (ดูคำนี้ที่ตัวบทข้างต้น) หมายความว่า (ภิกษุบอกความประสงค์ของบุรุษแก่สตรีว่า) เธอจักเป็นมุหุตติกา

เป็นอันว่า “ตังขณิกา” ก็คือ “มุหุตติกา”   และ “มุหุตติกา” ก็คือภรรยาประเภทหนึ่งที่กำลังกล่าวถึงอยู่ในขณะนี้  แล้ว “มุหุตติกา” คือใคร? ก็ย้อนไปดูที่คำขยายความของอรรถกถาพระวินัยปิฎกที่ยกมาแสดงไว้ข้างต้น ตรงที่ว่า -

“คำว่า อนฺตมโส  ตํขณิกายปิ หมายความว่า สตรีที่พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่า “ตังขณิกา” เพราะเป็นผู้อันบุรุษพึงอยู่ร่วมเฉพาะในขณะนั้น คือเพียงชั่วครู่ ขยายความว่า เป็นภรรยาเพียงชั่วคราว”

สตรีที่ “บุรุษพึงอยู่ร่วมเฉพาะในขณะนั้น คือเพียงชั่วครู่” คือสตรีประเภทไหน? - เริ่มจะชัดขึ้น

และถ้าตามไปศึกษาเรื่องประกอบในพระวินัยปิฎกที่เล่าต้นเหตุให้ต้องเพิ่มข้อความตอนท้ายแห่งสิกขาบทนี้ (คือตรงที่ว่า “อนฺตมโส  ตํขณิกายปิ”) ก็จะเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่ง

เรื่องโดยสรุปคือ หนุ่มนักเลงคณะหนึ่งออกไปเที่ยวสนุกกันนอกเมือง (เรื่องนี้เหตุเกิดที่เมืองสาวัตถี) อยากสนุกให้ถึงขนาด จึงส่งคนไปที่สำนักหญิงบริการ ขอให้มาบริการพวกตนที่สวนนอกเมือง แต่หญิงบริการบ่ายเบี่ยงอ้างว่า คนที่มาติดต่อนี่เป็นใครก็ไม่รู้ ไปนอกเมืองไม่ค่อยปลอดภัย เมื่อคนติดต่อกลับไปบอก คณะหนุ่มนักเลงจึงไปขอแรงพระอุทายีให้ช่วยเจรจา พระอุทายีไปช่วยพูดจนหญิงบริการตกลงไปเปิดบริการพิเศษให้ตามประสงค์

การกระทำของพระอุทายีถูกคนทั้งหลายตำหนิติเตียนมาก เป็นเหตุให้พระพุทธองค์ทรงเพิ่มเงื่อนไขแห่งสิกขาบทนี้เข้าไปอีกท่อนหนึ่งว่า “อนฺตมโส  ตํขณิกายปิ”

ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค 1 พระไตรปิฎกเล่ม 1 ข้อ 428

ที่ผู้เขียนบาลีวันละคำใช้คำว่า “หญิงบริการ” นั้น พระไตรปิฎกใช้คำว่า “เวสิยา”

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “เวสิยา” ว่า a woman of low caste, a harlot, prostitute (สตรีวรรณะต่ำ, หญิงแพศยา, หญิงโสเภณี)

จึงเป็นอันได้ข้อยุติ :  

“ตังขณิกา” คือ “มุหุตติกา”  

“มุหุตติกา” คือ “เวสิยา”  

“เวสิยา” คือ a woman of low caste, a harlot, prostitute

ดังนั้น ภรรยาประเภท “มุหุตติกา” ก็คือ สตรีที่มีอาชีพเป็นหญิงบริการ ขณะเมื่อกำลังบริการบุรุษใด ก็ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของบุรุษนั้น บริการเสร็จ ต่างคนต่างไป ความเป็นภรรยาก็สิ้นสุดลง

เพราะทำหน้าที่ภรรยาแค่ชั่วครู่เดียว ท่านจึงเรียกภรรยาประเภทนี้ว่า “มุหุตติกา” = ภรรยาชั่วคราว

และเป็นอันว่า กรณี “ภิกษุชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน ต้องสังฆาทิเสส” นั้น ต้องทำความเข้าใจให้กว้างออกไปอีกว่า ไม่ใช่เพียงชักสื่อให้ชายหญิงได้เป็นสามีภรรยาชนิดอยู่ครองเรือนกันตลอดไปเท่านั้นที่มีความผิดต้องอาบัติสังฆาทิเสส ชักสื่อให้เขามีความสัมพันธ์ทางเพศกันก็ดี จัดหาหญิงบริการให้เขาก็ดี ก็มีความผิดต้องอาบัติสังฆาทิเสสด้วยเช่นกัน

การที่พระไตรปิฎกจัด “มุหุตติกา” เข้าไว้ในทำเนียบภรรยา ถือได้ว่าเป็นการให้เกียรติสตรีทางหนึ่ง

ดูก่อนภราดา!

กามกิจ (กิจของผู้เสพกาม) ทำชั่วขณะเดียวก็เสร็จ

แต่สิกขกามกิจ (กิจของผู้ใฝ่ศึกษาพระธรรมวินัย) ต้องทำตลอดชีวิต

บาลีวันละคำ (3,596) ,  ทองย้อย แสงสินชัย

มุหุตติกา - ภรรยาประเภทที่ 10 , ธชาหฏา - ภรรยาประเภทที่ 9 , กัมมการี  จ  ภริยา  จ  -  ภรรยาประเภทที่ 8 , ทาสี  จ  ภริยา  จ - ภรรยาประเภทที่ 7 , โอภตจุมพฏา - ภรรยาประเภทที่ 6 ,  โอทปัตตกินี - ภรรยาประเภทที่ 5 , ปฏวาสินี - ภรรยาประเภทที่ 4 , โภควาสินี - ภรรยาประเภทที่ 3 ,  ฉันทวาสินี  -  ภรรยาประเภทที่ 2 , ธนกีตา - ภรรยาประเภทที่ 1




ธชาหฏา - ภรรยาประเภทที่ 9

ธชาหฏา - ภรรยาประเภทที่ 9

ภรรยาเชลย

ควรทราบก่อน :  ในจำนวนศีล 227 สิกขาบทของภิกษุ ในหมวดอาบัติสังฆาทิเสสมี 13 สิกขาบท สิกขาบทที่ 5 บัญญัติว่า “ภิกษุชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน ต้องสังฆาทิเสส” (นวโกวาท หน้า 3)

เมื่อกล่าวถึง “ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน” ตามสิกขาบทนี้ พระวินัยปิฎกจำแนกหญิงที่ชายได้มาเป็นภรรยาไว้ 10 ประเภท คือ -

(1) ธนกีตา  =  ภรรยาสินไถ่ 

(2) ฉันทวาสินี  =  ภรรยาที่อยู่ด้วยความเต็มใจ 

(3) โภควาสินี  =  ภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ

(4) ปฏวาสินี  =  ภรรยาที่อยู่เพราะผ้า 

(5) โอทปัตตกินี  =  ภรรยาที่สมรส 

(6) โอภตจุมพฏา  =  ภรรยาที่ถูกปลงเทริด 

(7) ทาสี  จ  ภริยา  จ  =  ภรรยาที่เป็นทั้งคนใช้เป็นทั้งภรรยา 

(8 ) กัมมการี  จ  ภริยา  จ  =  ภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างทั้งเป็นภรรยา 

(9) ธชาหฏา  =  ภรรยาเชลย

(10) มุหุตติกา  =  ภรรยาชั่วคราว 

ชื่อภรรยาทั้ง 10 ประเภทนี้ ไม่ใช่คำแสดงลักษณะนิสัยของภรรยาเหมือนภรรยา 7 ประเภท เช่น “โจรีภริยา” ภรรยาเยี่ยงโจร “มาตาภริยา” ภรรยาเยี่ยงมารดา เป็นต้น หากแต่เป็นคำแสดงที่มาหรือลักษณะที่ได้หญิงนั้นมาเป็นภรรยาว่าได้มาด้วยวิธีใด

ชื่อภรรยาทั้ง 10 ประเภทนี้บ่งบอกถึงสภาพสังคมหรือค่านิยมในการหาคู่ครองของชายชาวชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล เป็นเรื่องน่ารู้ จึงนำแต่ละชื่อมาแสดงความหมายตามกรอบขอบเขตของ “บาลีวันละคำ” พอเป็นอลังการของนักเรียนบาลี

“ธชาหฏา” อ่านว่า ทะ-ชา-หะ-ตา ประกอบด้วยคำว่า ธช + อาหฏา

(๑) “ธช”  อ่านว่า ทะ-ชะ รากศัพท์มาจาก ธชฺ (ธาตุ = ไป) + อ (อะ) ปัจจัย

: ธชฺ + อ = ธช (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ผ้าที่สะบัดไป” หมายถึง ธงทั่วไป

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ธช” ว่า a flag, banner; mark, emblem, sign, symbol (ธง, สัญลักษณ์; เครื่องหมาย, เครื่องแสดง, เครื่องสังเกต)

บาลี “ธช” สันสกฤตเป็น “ธฺวช” 

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน) บอกไว้ดังนี้ -

(สะกดตามต้นฉบับ)

“ธฺวช : (คำนาม) ‘ธวัช,’ เกตุ, ปตาก, ธง; จิน์ห, ลักษณะ; คุหยางค์หรือคุหเยนทรีย์, องค์ที่ลับของชาย; เรือนอันปลูกหรือตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง; เสาธง; (คำใช้ในกวิตา) บาทสองพยางค์; ผู้ต้มกลั่นสุรา, คำว่า ‘สุราการ, สุราชีวิน, สุราโศณฑิ (แผลงจาก - เศาฑิ)’ ก็มีนัยอย่างเดียวกัน; อหังการ; กุหกวฤตติ (แผลงเปน - กุหกพฤติ) ความหน้าไหว้หลังหลอก, ความโกง; a flag or banner; a mark, a sign or symbol; the penis; a house situated to the east of any subject; a flag-staff; (in prosody) an iambic; a distiller; pride; hypocrisy, fraud.”

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

(1) ธชะ : (คำแบบ) (คำนาม) ธง. (ป.).

(2) ธวัช : (คำนาม) ธง. (ส. ธฺวช; ป. ธช).

ในภาษาไทย คนไทยดูจะคุ้นกับคำว่า “ธวัช” ตามรูปสันสกฤตมากกว่า “ธช” ตามรูปบาลี เช่นในคำว่า “ธวัชฉัตรธง” เป็นต้น ในขณะที่ “ธช” (ธชะ) ตามรูปบาลี พจนานุกรมฯ บอกว่าเป็น “คำแบบ” ซึ่งหมายถึง คำที่ใช้เฉพาะในหนังสือ ไม่ใช่คำพูดทั่วไป 

(๒) “อาหฏา” 

อ่านว่า อา-หะ-ตา รูปคำเดิมเป็น “อาหฏ” (อา-หะ-ตะ) รากศัพท์มาจาก อา (คำอุปสรรค = ทั่วไป, ยิ่ง, กลับความ) + หรฺ (ธาตุ = นำไป) + ต ปัจจัย, ลบที่สุดธาตุ (หรฺ > ห), แปลง ต เป็น ฏ

: อา + หรฺ = อาหรฺ + ต = อาหรต > อาหต > อาหฏ แปลว่า “นำมาแล้ว” 

อธิบายเสริม : ในที่นี้ อา-อุปสรรค ใช้ในความหมาย “กลับความ” คือทำให้ธาตุที่มี “อา” นำหน้ามีความหมายตรงกันข้ามกับความหมายเดิม เช่น -

คม = ไป : อาคม = มา

ทา = ให้ : อาทา = รับ, เอา

หร = นำไป : อาหร = นำมา

“อาหฏ” แปลว่า “นำมาแล้ว” “อัน-นำมาแล้ว” ถ้าใช้เป็นคุณศัพท์ (บาลีไวยากรณ์เรียกว่า วิเสสนะ”) หมายถึง บุคคลหรือสิ่งที่ถูกนำมา

ธช + อาหฏ = ธชาหฏ (ทะ-ชา-หะ-ตะ) แปลตามศัพท์ว่า “ผู้อันธงนำมาแล้ว” 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ธชาหฏ” ว่า won under or by the colours, taken as booty, captured (แพ้แก่ธง [กองทัพ], ถูกยึดมา, ถูกจับ) 

“ธชาหฏ” เมื่อใช้เป็นคุณศัพท์ขยายคำนามที่เป็นอิตถีลิงค์ + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “ธชาหฏา” (ทะ-ชา-หะ-ตา) แปลตามศัพท์ว่า “สตรีผู้อันธงนำมาแล้ว” 

“ธชาหฏา” ใช้เป็นคำเรียกภรรยาประเภทหนึ่ง แปลว่า “ภรรยาเชลย”

ขยายความ :  ในพระไตรปิฎก สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ 5 ให้คำจำกัดความ “ธชาหฏา” ไว้ดังนี้ -

ธชาหฏา  นาม  กรมรานีตา  วุจฺจติ  ฯ   ภรรยาที่ชื่อว่า “ธชาหฏา” (ภรรยาเชลย) หมายถึง สตรีที่เรียกกันว่า “กรมรานีตา” (สตรีที่ถูกนำมาในฐานะเชลย) 

ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค 1 พระไตรปิฎกเล่ม 1 ข้อ 433

ขยายความแถม :  คำจำกัดความในพระไตรปิฎกตอนนี้มีศัพท์ที่ควรไขความ คือ “กรมรานีตา” แยกศัพท์เป็น กรมร + อานีต (อา-นี-ตะ แปลว่า “นำมาแล้ว” “สิ่งที่ถูกนำมา”)

“กรมร” อ่านว่า กะ-ระ-มะ-ระ ประกอบด้วยคำว่า กร (กะ-ระ) = มือ + มร = ผู้ที่สมควรตาย = กรมร แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ต้องตายด้วยเงื้อมมือศัตรู”

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ขยายความไว้ว่า "one who ought to die from the hand [of the enemy]," but who, when captured, was spared and employed as slave; a slave (“คนผู้ควรตายจากน้ำมือ [ของศัตรู]”, แต่เมื่อถูกจับก็ไม่ถูกฆ่า แต่ถูกใช้เอาตัวเป็นทาส; ทาส) 

“กรมรานีตา” จึงหมายถึง สตรีในบ้านเมืองที่แพ้สงคราม แล้วถูกฝ่ายที่ชนะนำตัวมาในฐานะเป็นเชลยหรือเป็นทาส

คัมภีรอรรถกถาพระวินัยปิฎกขยายความ “ธชาหฏา” ไว้ดังนี้ -

ธเชน  อาหฏา  ธชาหฏา  ฯ   สตรีผู้อันนำธงมาแล้ว ชื่อว่า ธชาหฏา

อุสฺสิตธชาย  เสนาย  คนฺตฺวา  ปรวิสยํ  วิลุมฺปิตฺวา  อานีตาติ  วุตฺตํ  โหติ  ฯ  มีคำอธิบายว่า “กองทัพยกธงขึ้นแล้วเคลื่อนพลไปโจมตีเขตแดนของปรปักษ์ (ได้ชัยชนะ) แล้วนำสตรีนั้นมา”

ตํ  โกจิ  ภริยํ  กโรติ  อยํ  ธชาหฏา  นาม  ฯ   บุรุษบางคนทำสตรีนั้นให้เป็นภรรยา, ภรรยาเช่นนี้ชื่อว่า ธชาหฏา (ภรรยาเชลย) 

ที่มา: สมันตปาสาทิกา ภาค 2 หน้า 57 (อธิบายสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ 5)

อภิปรายแถม :

คำอธิบายของอรรถกถา - “อุสฺสิตธชาย  เสนาย  คนฺตฺวา  ปรวิสยํ  วิลุมฺปิตฺวา  อานีตาติ  วุตฺตํ  โหติ  ฯ” ที่แปลไว้ (มีคำอธิบายว่า “กองทัพยกธงขึ้นแล้วเคลื่อนพลไปโจมตีเขตแดนของปรปักษ์ (ได้ชัยชนะ) แล้วนำสตรีนั้นมา”) นั้น เป็นการแปลตรงตามรูปศัพท์ในประโยค แต่อาจจะไม่เห็นภาพตามศัพท์ที่เป็นชื่อ “ธชาหฏา” ซึ่งแปลตามศัพท์ว่า “สตรีผู้อันนำธงมาแล้ว” 

ถ้าจะให้เห็นภาพ ควรจะบรรยายว่า เมืองหนึ่งยกทัพไปตีอีกเมืองหนึ่ง ได้ชัยชนะก็กวาดต้อนผู้คนเอามาที่บ้านเมืองของตน เวลาที่ยกทัพกลับจะมองเห็นทหารเชิญธงทิวปลิวไสวนำหน้ามาในกระบวนทัพ ติดตามมาด้วยกองเชลย มีกำลังทหารอีกส่วนหนึ่งคุมเป็นกระบวนหลัง

สตรีที่มาในกองทัพในฐานะเป็นเชลยเช่นนี้แหละที่ท่านเรียกว่า “ธชาหฏา” = “สตรีผู้อันนำธงมาแล้ว” 

เมื่อบุรุษบางคนเลือกสตรีเหล่านั้นคนใดคนหนึ่งเป็นภรรยา ภรรยาเช่นนี้ท่านจึงเรียกว่า “ธชาหฏา = ภรรยาเชลย”

ดูก่อนภราดา!  ถ้ารักเชลย  ก็ต้องยอมเป็นเชลยรัก

บาลีวันละคำ (3,595) ,  ทองย้อย แสงสินชัย

มุหุตติกา - ภรรยาประเภทที่ 10 , ธชาหฏา - ภรรยาประเภทที่ 9 , กัมมการี  จ  ภริยา  จ  -  ภรรยาประเภทที่ 8 , ทาสี  จ  ภริยา  จ - ภรรยาประเภทที่ 7 , โอภตจุมพฏา - ภรรยาประเภทที่ 6 ,  โอทปัตตกินี - ภรรยาประเภทที่ 5 , ปฏวาสินี - ภรรยาประเภทที่ 4 , โภควาสินี - ภรรยาประเภทที่ 3 ,  ฉันทวาสินี  -  ภรรยาประเภทที่ 2 , ธนกีตา - ภรรยาประเภทที่ 1




กัมมการี  จ  ภริยา  จ  -  ภรรยาประเภทที่ 8

กัมมการี  จ  ภริยา  จ  -  ภรรยาประเภทที่ 8

ภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างทั้งเป็นภรรยา

ควรทราบก่อน :  ในจำนวนศีล 227 สิกขาบทของภิกษุ ในหมวดอาบัติสังฆาทิเสสมี 13 สิกขาบท สิกขาบทที่ 5 บัญญัติว่า “ภิกษุชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน ต้องสังฆาทิเสส” (นวโกวาท หน้า 3)

เมื่อกล่าวถึง “ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน” ตามสิกขาบทนี้ พระวินัยปิฎกจำแนกหญิงที่ชายได้มาเป็นภรรยาไว้ 10 ประเภท คือ -

(1) ธนกีตา  =  ภรรยาสินไถ่ 

(2) ฉันทวาสินี  =  ภรรยาที่อยู่ด้วยความเต็มใจ 

(3) โภควาสินี  =  ภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ

(4) ปฏวาสินี  =  ภรรยาที่อยู่เพราะผ้า 

(5) โอทปัตตกินี  =  ภรรยาที่สมรส 

(6) โอภตจุมพฏา  =  ภรรยาที่ถูกปลงเทริด 

(7) ทาสี  จ  ภริยา  จ  =  ภรรยาที่เป็นทั้งคนใช้เป็นทั้งภรรยา 

(8 ) กัมมการี  จ  ภริยา  จ  =  ภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างทั้งเป็นภรรยา 

(9) ธชาหฏา = ภรรยาเชลย

(10) มุหุตติกา = ภรรยาชั่วคราว 

ชื่อภรรยาทั้ง 10 ประเภทนี้ ไม่ใช่คำแสดงลักษณะนิสัยของภรรยาเหมือนภรรยา 7 ประเภท เช่น “โจรีภริยา” ภรรยาเยี่ยงโจร “มาตาภริยา” ภรรยาเยี่ยงมารดา เป็นต้น หากแต่เป็นคำแสดงที่มาหรือลักษณะที่ได้หญิงนั้นมาเป็นภรรยาว่าได้มาด้วยวิธีใด

ชื่อภรรยาทั้ง 10 ประเภทนี้บ่งบอกถึงสภาพสังคมหรือค่านิยมในการหาคู่ครองของชายชาวชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล เป็นเรื่องน่ารู้ จึงนำแต่ละชื่อมาแสดงความหมายตามกรอบขอบเขตของ “บาลีวันละคำ” พอเป็นอลังการของนักเรียนบาลี

“กัมมการี จ ภริยา จ” อ่านว่า กำ-มะ-กา-รี จะ พะ-ริ-ยา จะ ประกอบด้วยคำว่า กัมมการี + ภริยา และมี “จ-ศัพท์” (จะ-สับ) แทรก

(๑) “กัมมการี”   เขียนแบบบาลีเป็น “กมฺมการี” อ่านว่า กำ-มะ-กา-รี ประกอบด้วยคำว่า กมฺม + การ + อี ปัจจัย

(ก) “กมฺม” อ่านว่า กำ-มะ รากศัพท์มาจาก กรฺ (ธาตุ = กระทำ) + รมฺม (รำ-มะ, ปัจจัย) ลบ รฺ ที่สุดธาตุและ ร ที่ต้นปัจจัย

: กร > ก + รมฺม > มฺม : ก + มฺม = กมฺม

“กมฺม” แปลว่า การกระทำ, สิ่งที่ทำ, การงาน (the doing, deed, work) นิยมใช้ทับศัพท์อิงรูปสันสกฤตว่า “กรรม”

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“กรรม ๑, กรรม- ๑ : (คำนาม) (๑) การ, การกระทำ, การงาน, กิจ, เช่น พลีกรรม ต่างกรรมต่างวาระ, เป็นการดีก็ได้ ชั่วก็ได้ เช่น กุศลกรรม อกุศลกรรม.(๒) การกระทำที่ส่งผลร้ายมายังปัจจุบัน หรือซึ่งจะส่งผลร้ายต่อไปในอนาคต เช่น บัดนี้กรรมตามทันแล้ว ระวังกรรมจะตามทันนะ.(๓) บาป, เคราะห์, เช่น คนมีกรรม กรรมของฉันแท้ ๆ.(๔) ความตาย ในคำว่า ถึงแก่กรรม.”

ในที่นี้สะกดเป็น “กัมม” ตามรูปบาลี หมายถึง การงาน (work)

(ข) “การ” อ่านว่า กา-ระ รากศัพท์มาจาก กรฺ (ธาตุ = ทำ) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะ อะ ที่ ก-(รฺ) เป็น อา (กร > การ)

: กรฺ + ณ = กรณ > กร > การ แปลตามศัพท์ว่า “การทำ” “ผู้ทำ”

กมฺม + การ = กมฺมการ (กำ-มะ-กา-ระ) แปลว่า “ผู้ทำการงาน” (worker) 

(ค) กมฺมการ + อี ปัจจัย เครื่องหมายอิตถีลิงค์

: กมฺมการ + อี = กมฺมการี เขียนแบบไทยเป็น “กัมมการี” (กำ-มะ-กา-รี) แปลว่า “สตรีผู้ทำการงาน” หมายถึง สตรีที่ทำงานรับจ้าง คือที่เราเรียกว่า ลูกจ้าง

(๒) “ภริยา”   บาลีอ่านว่า พะ-ริ-ยา รากศัพท์มาจาก ภรฺ (ธาตุ = เลี้ยง) + อิ อาคม + ย ปัจจัย + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

: ภรฺ + อิ + ย = ภริย + อา = ภริยา แปลตามศัพท์ว่า “ผู้อันสามีต้องเลี้ยงดู” 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ภริยา” ว่า a wife และบอกคำแปลตามรากศัพท์ไว้ว่า one who is supported (ผู้ถูกเลี้ยงดู)

บาลี “ภริยา” ในภาษาไทยใช้ว่า “ภริยา” และ “ภรรยา”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

(1) ภริยา : (คำนาม) ภรรยา, เมีย, หญิงที่เป็นคู่ครองของชาย, คู่กับ สามี. (ป.; ส. ภารฺยา).

(2) ภรรยา : (คำนาม) ภริยา, เมีย, หญิงที่เป็นคู่ครองของชาย, คู่กับ สามี. (ส. ภารฺยา; ป. ภริยา).

โปรดสังเกตศึกษาวิธีให้คำนิยามของพจนานุกรมฯ 

“ภริยา” บอกว่าคือ “ภรรยา”

“ภรรยา” ก็บอกว่าคือ “ภริยา”

หมายความ ทั้ง 2 คำใช้ได้เท่ากัน ไม่มีคำไหนเป็นคำหลัก-คำรอง คือเป็นคำหลักทั้งคู่ คำนิยามต่อมาก็ตรงกันทั้ง 2 คำ

(๓) “จ-ศัพท์” 

อ่านว่า จะ-สับ แปลว่า “ศัพท์คือ จ” (จะ) หมายความว่า “จ” เป็นศัพท์ชนิดหนึ่งในภาษาบาลี เรียกตามหลักบาลีไวยากรณ์ว่า “นิบาต” หน้าที่ของนิบาตที่นักเรียนบาลีท่องจำกันมาก็คือ “สำหรับลงในระหว่างนามศัพท์บ้าง กิริยาศัพท์บ้าง” 

นิบาตมีหลายจำพวก “จ-ศัพท์” เป็นนิบาตจำพวกที่เรียกว่า “นิบาตสำหรับผูกศัพท์และประโยคมีอัตถะเป็นอเนก”

นักเรียนบาลีในเมืองไทยจำคำแปลของ “จ-ศัพท์” ว่า “จ (จะ) : ด้วย, อนึ่ง, ก็, จริงอยู่”

ในที่นี้ “จ-ศัพท์” แปลโดยพยัญชนะว่า “-ด้วย” แปลโดยอรรถว่า “และ” หรือตรงกับภาษาอังกฤษว่า and

การประสมคำ :

๑ “กมฺมการี” กับ “ภริยา” เข้าคู่กัน แต่ยังคงแยกเป็น 2 คำ

๒ ใช้ “จ-ศัพท์” ลงแทรกไว้ท้ายศัพท์ทั้ง 2

: กมฺมการี จ ภริยา จ อ่านว่า กำ-มะ-กา-รี จะ พะ-ริ-ยา จะ

รวมแล้วเป็นคำบาลี 4 คำ คือ (1) กมฺมการี (2) จ (3) ภริยา (4) จ

รวม 4 คำ เป็นกลุ่มคำเดียวกัน แต่ยังแยกกันเป็นคำๆ ไม่ได้สมาสเป็นศัพท์เดียวกัน แต่พูดรวมเป็นคำเดียวว่า “กมฺมการี จ ภริยา จ” และใช้เป็นชื่อเรียกภรรยาประเภทหนึ่ง

แปลโดยพยัญชนะ: กมฺมการี จ ภริยา จ = อันว่าสตรีที่เป็นลูกจ้างด้วย เป็นภรรยาด้วย (นี่คือ “จ” แปลว่า “-ด้วย”)

แปลโดยอรรถ: กมฺมการี จ ภริยา จ = สตรีที่เป็นลูกจ้างและเป็นภรรยา (นี่คือ “จ” แปลว่า “และ”)

“กมฺมการี จ ภริยา จ” เป็นรูปคำบาลี เขียนแบบไทยเป็น “กัมมการี จ ภริยา จ” ไม่ได้สะกดเป็น “กัมมการี จะ ภริยา จะ” และยังคงเขียนแยกเป็นคำๆ ไม่ได้เขียนติดกันเป็น “กัมมการีจะภะริยาจะ” เวลาอ่านก็อ่านแบบบาลี แต่ถือว่าเป็นการอ่านแบบไทยไปในตัว จะเรียกว่าเขียนแบบบาลี แต่อ่านแบบไทย ใช้แบบไทยก็ได้

“กัมมการี จ ภริยา จ” แปลโดยประสงค์ว่า “ภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา” 

หมายเหตุ: “กัมมการี” = ลูกจ้าง ต่างจาก “ทาสี” = คนใช้

“กัมมการี” = ลูกจ้าง : ทำงานโดยได้รับค่าจ้างตามแต่จะตกลงกัน

“ทาสี” = คนใช้ : ทำงานรับใช้นายโดยไม่มีค่าจ้าง

ขยายความ :  ในพระไตรปิฎก สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ 5 ให้คำจำกัดความ “กัมมการี จ ภริยา จ” ไว้ดังนี้ -

กมฺมการี  นาม  กมฺมการี  เจว  โหติ  ภริยา  จ  ฯ   ภรรยาที่ชื่อว่า “กัมมการี” (ลูกจ้าง) หมายถึง สตรีที่เป็นทั้งลูกจ้าง เป็นทั้งภรรยา

ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค 1 พระไตรปิฎกเล่ม 1 ข้อ 433

คัมภีรอรรถกถาพระวินัยปิฎกขยายความ “กัมมการี จ ภริยา จ” ไว้ดังนี้ -

กมฺมการี  นาม  เคเห  ภติยา  กมฺมํ  กโรติ  สตรีผู้ทำงานในเรือนเพื่อค่าจ้าง ชื่อว่า “กัมมการี” (สตรีผู้เป็นลูกจ้าง)

ตาย  สทฺธึ  โกจิ  ฆราวาสํ  กปฺเปติ  อตฺตโน  ภริยาย  อนตฺถิโก  หุตฺวา  อยํ  วุจฺจติ  กมฺมการี  จ  ภริยา  จาติ  ฯ

บุรุษบางคนครองเรือนร่วมกับสตรีผู้เป็นลูกจ้าง เนื่องจากไม่มีความต้องการด้วยภรรยาของตน ภรรยาที่เป็นลูกจ้างเช่นนี้ท่านเรียกว่า “กัมมการี จ ภริยา จ” (ภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างทั้งเป็นภรรยา) 

ที่มา: สมันตปาสาทิกา ภาค 2 หน้า 57 (อธิบายสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ 5)

ข้อสังเกตแถม :  ประโยคคำบาลีของอรรถกถาตรงนี้ชอบกล ขอตั้งข้อสังเกตเพื่อประโยชน์ของนักเรียนบาลี 

ประโยคภาษาบาลีตรงท่อนที่ว่า “ตาย  สทฺธึ  โกจิ  ฆราวาสํ  กปฺเปติ  อตฺตโน  ภริยาย  อนตฺถิโก  หุตฺวา” ประโยคหลักอยู่ที่ “โกจิ  ฆราวาสํ  กปฺเปติ” แปลตามศัพท์ว่า “บุรุษบางคนสำเร็จการครองเรือน (ร่วมกับสตรีผู้เป็นลูกจ้างนั้น)” 

“กปฺเปติ” เป็นกิริยาคุมพากย์ นับว่าเป็นประโยคสมบูรณ์แล้ว 

แต่แล้ว ท่านกลับมีประโยคขยายความตามมาข้างหลัง นั่นคือ “อตฺตโน  ภริยาย  อนตฺถิโก  หุตฺวา” แปลว่า “เป็นผู้ไม่มีความต้องการด้วยภรรยาของตน” 

“หุตฺวา” ที่อยู่หลังสุด (จบประโยคตรงนี้ ต่อไป  “อยํ วุจฺจติ”  เป็นการขึ้นประโยคใหม่) ไม่ใช่กิริยาคุมพากย์ เพราะมี “กปฺเปติ” เป็นกิริยาคุมพากย์อยู่แล้ว 

ปกติ “หุตฺวา” จะทำหน้าที่เป็น “กิริยาว่ามีว่าเป็น” ธรรมดาๆ และบอกชื่อสัมพันธ์ (วากยสัมพันธ์) ว่า “สมานกาลกิริยา” (คือทำหน้าที่ควบคู่พร้อมไปกับกิริยาคุมพากย์) เป็นพื้น และมักจะวางตำแหน่งไว้ข้างหน้ากิริยาคุมพากย์ แต่ในที่นี้ท่านวาง “หุตฺวา” ไว้ท้ายประโยค นั่นหมายความว่า ข้อความท่อนนี้ย่อมจะมีความหมายพิเศษไปกว่าปกติ

ผู้เขียนบาลีวันละคำขอสันนิษฐาน “ความหมายพิเศษ” ดังนี้ -

ข้อความ่อนที่ว่า  “อตฺตโน  ภริยาย  อนตฺถิโก  หุตฺวา”  ที่แปลว่า  “เป็นผู้ไม่มีความต้องการด้วยภรรยาของตน”  ความหมายปกติคือ บุรุษนั้นมีภรรยาอยู่แล้ว แต่เบื่อหน่ายคลายรักในตัวภรรยา (ไม่มีความต้องการด้วยภรรยาของตน) จึงผละจากภรรยา รับเอาสตรีลูกจ้างเป็นภรรยาแทน  ถ้าต้องการแสดงความหมายเช่นนี้ ท่านก็ควรเอาข้อความ  “อตฺตโน  ภริยาย  อนตฺถิโก  หุตฺวา” ไปไว้ข้างหน้า “กปฺเปติ” ที่เป็นกิริยาคุมพากย์ เป็นดังนี้ -

“โกจิ  อตฺตโน  ภริยาย  อนตฺถิโก  หุตฺวา  ตาย  สทฺธึ  ฆราวาสํ  กปฺเปติ  ฯ”  แปลไปตามปกติว่า  “บุรุษบางคนไม่มีความต้องการด้วยภรรยาของตน จึงครองเรือนร่วมกับสตรีผู้เป็นลูกจ้างนั้น”

แต่เมื่อท่านเอา  “อตฺตโน  ภริยาย  อนตฺถิโก  หุตฺวา”  ไปวางไว้เป็นข้อความท่อนหลัง ประโยคนี้จึงน่าจะมีความหมายว่า บุรุษคนนั้นน่าจะยังไม่ได้มีภรรยาที่ตบแต่งกันตามประเพณีมาก่อน และไม่ต้องการที่จะมีภรรยาเช่นนั้น เช่นอาจเห็นว่าต้องทำตามประเพณียุ่งยากมากเรื่อง แต่อยากจะได้ภรรยาประเภท-ได้กัน อยู่ด้วยกันแบบง่ายๆ เพราะคิดเช่นนี้ จึงรับเอาสตรีลูกจ้างเป็นภรรยา ก็เป็นอันว่าไม่ต้องมีภรรยาที่ต้องทำพิธียุ่งยาก   ด้วยเหตุผลดังนี้แหละ ท่านจึงเอาข้อความ  “อตฺตโน  ภริยาย  อนตฺถิโก  หุตฺวา”  มาวางไว้เป็นข้อความปิดท้ายประโยค

ข้อสังเกตตามที่ว่ามานี้ ท่านที่ไม่ได้เรียนบาลีอาจจะอ่านไม่เข้าใจ ก็ขอให้ถือว่า อ่านเพื่อเป็นอุปนิสัยปัจจัยก็แล้วกัน  แต่สำหรับนักเรียนบาลี ข้อสังเกตนี้อาจจะเป็นทางดำริเพื่อประโยชน์แก่การทำความเข้าใจหลักภาษาได้บ้าง   อย่างไรก็ตาม พึงระลึกไว้ว่า ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับข้อสังเกตนี้เสมอไป และข้อสังเกตนี้ก็ไม่จำเป็นจะต้องถูกต้องตามนี้เสมอไปเช่นกัน

ดูก่อนภราดา!

ถ้าจะเป็นเมียใคร  จงเป็นเมียจริง  อย่าเป็นเมียจ้าง

บาลีวันละคำ (3,594) ,  ทองย้อย แสงสินชัย

มุหุตติกา - ภรรยาประเภทที่ 10 , ธชาหฏา - ภรรยาประเภทที่ 9 , กัมมการี  จ  ภริยา  จ  -  ภรรยาประเภทที่ 8 , ทาสี  จ  ภริยา  จ - ภรรยาประเภทที่ 7 , โอภตจุมพฏา - ภรรยาประเภทที่ 6 ,  โอทปัตตกินี - ภรรยาประเภทที่ 5 , ปฏวาสินี - ภรรยาประเภทที่ 4 , โภควาสินี - ภรรยาประเภทที่ 3 ,  ฉันทวาสินี  -  ภรรยาประเภทที่ 2 , ธนกีตา - ภรรยาประเภทที่ 1


ทาสี  จ  ภริยา  จ - ภรรยาประเภทที่ 7

ทาสี  จ  ภริยา  จ  -  ภรรยาประเภทที่ 7

ภรรยาที่เป็นทั้งคนใช้เป็นทั้งภรรยา

ควรทราบก่อน :  ในจำนวนศีล 227 สิกขาบทของภิกษุ ในหมวดอาบัติสังฆาทิเสสมี 13 สิกขาบท สิกขาบทที่ 5 บัญญัติว่า  “ภิกษุชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน ต้องสังฆาทิเสส”  (นวโกวาท หน้า 3)

เมื่อกล่าวถึง “ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน” ตามสิกขาบทนี้ พระวินัยปิฎกจำแนกหญิงที่ชายได้มาเป็นภรรยาไว้ 10 ประเภท คือ -

(1) ธนกีตา  =  ภรรยาสินไถ่ 

(2) ฉันทวาสินี  =  ภรรยาที่อยู่ด้วยความเต็มใจ 

(3) โภควาสินี  =  ภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ

(4) ปฏวาสินี  =  ภรรยาที่อยู่เพราะผ้า 

(5) โอทปัตตกินี  =  ภรรยาที่สมรส 

(6) โอภตจุมพฏา  =  ภรรยาที่ถูกปลงเทริด 

(7) ทาสี  จ  ภริยา  จ  =  ภรรยาที่เป็นทั้งคนใช้เป็นทั้งภรรยา 

(8 ) กัมมการี  จ  ภริยา  จ  =  ภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างทั้งเป็นภรรยา 

(9) ธชาหฏา  =  ภรรยาเชลย

(10) มุหุตติกา  =  ภรรยาชั่วคราว 

ชื่อภรรยาทั้ง 10 ประเภทนี้ ไม่ใช่คำแสดงลักษณะนิสัยของภรรยาเหมือนภรรยา 7 ประเภท เช่น “โจรีภริยา” ภรรยาเยี่ยงโจร “มาตาภริยา” ภรรยาเยี่ยงมารดา เป็นต้น หากแต่เป็นคำแสดงที่มาหรือลักษณะที่ได้หญิงนั้นมาเป็นภรรยาว่าได้มาด้วยวิธีใด

ชื่อภรรยาทั้ง 10 ประเภทนี้บ่งบอกถึงสภาพสังคมหรือค่านิยมในการหาคู่ครองของชายชาวชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล เป็นเรื่องน่ารู้ จึงนำแต่ละชื่อมาแสดงความหมายตามกรอบขอบเขตของ “บาลีวันละคำ” พอเป็นอลังการของนักเรียนบาลี

“ทาสี จ ภริยา จ” อ่านว่า ทา-สี จะ พะ-ริ-ยา จะ ประกอบด้วยคำว่า ทาสี + ภริยา และมี “จ-ศัพท์” (จะ-สับ) แทรก

(๑) “ทาสี” 

บาลีอ่านว่า ทา-สี รูปคำเดิมมาจาก ทาส + อี ปัจจัย

(ก) “ทาส” บาลีอ่านว่า ทา-สะ รากศัพท์ของคำว่า “ทาส” มีมาหลายทาง เช่น -

(1) ทาสฺ (ธาตุ = ร้อน) + อ (อะ) ปัจจัย = ทาส แปลว่า “ผู้เดือดร้อน”

(2) ทุ ( = ไม่ดี, น่าเกลียด) > ท > ทา + อส (ธาตุ = กิน) + อ (อะ) ปัจจัย = ทาส แปลว่า “ผู้กินน่าเกลียด”

(3) ทา (ธาตุ = ให้) + ส ปัจจัย = ทาส แปลว่า “ผู้อันเขาให้” คือถูกยกให้คนอื่นไปใช้

(4) บางมติว่า คำว่า “ทาส” กลายเสียงมาจากสันสกฤตว่า “ทสฺยุ” คำนี้บาลีเป็น “ทสฺสุ” (ทัด-สุ) แปลว่า ข้าศึก, ศัตรู, ขโมย ขยายความว่า เมื่อจับคนพวกนี้ได้ แทนที่จะฆ่าเสีย ก็เอาตัวมาเป็นคนรับใช้ : ทสฺยุ > ทสฺสุ > ทาส

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ อธิบายความหมายเดิมของ “ทาส” ว่า meaning "non-Aryan" i. e. slave = “ไม่ใช่อารยัน” คือทาส

ในคัมภีร์ระบุถึงทาส 4 ประเภท คือ

1 อนฺโตชาต แปลว่า “เกิดภายใน” = ทาสในเรือนเบี้ย

2 ธนกฺกีต แปลว่า “ซื้อมาด้วยเงิน” = ทาสน้ำเงิน, ทาสสินไถ่

3 กรมรานีต แปลว่า “ถูกนำมาเป็นเชลย” = ทาสเชลย

4 สามํทาสพฺยอุปคต แปลว่า “ยอมเป็นทาสเอง” = ทาสแท้

(ข) ทาส + อี ปัจจัย ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

: ทาสฺ + อี = ทาสี แปลว่า “สตรีผู้เป็นทาส” หรือ “สตรีผู้เป็นคนใช้”

(๒) “ภริยา” 

บาลีอ่านว่า พะ-ริ-ยา รากศัพท์มาจาก ภรฺ (ธาตุ = เลี้ยง) + อิ อาคม + ย ปัจจัย + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

: ภรฺ + อิ + ย = ภริย + อา = ภริยา แปลตามศัพท์ว่า “ผู้อันสามีต้องเลี้ยงดู” 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ภริยา” ว่า a wife และบอกคำแปลตามรากศัพท์ไว้ว่า one who is supported (ผู้ถูกเลี้ยงดู)

บาลี “ภริยา” ในภาษาไทยใช้ว่า “ภริยา” และ “ภรรยา”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

(1) ภริยา : (คำนาม) ภรรยา, เมีย, หญิงที่เป็นคู่ครองของชาย, คู่กับ สามี. (ป.; ส. ภารฺยา).

(2) ภรรยา : (คำนาม) ภริยา, เมีย, หญิงที่เป็นคู่ครองของชาย, คู่กับ สามี. (ส. ภารฺยา; ป. ภริยา).

โปรดสังเกตศึกษาวิธีให้คำนิยามของพจนานุกรมฯ 

“ภริยา” บอกว่าคือ “ภรรยา”

“ภรรยา” ก็บอกว่าคือ “ภริยา”

หมายความ ทั้ง 2 คำใช้ได้เท่ากัน ไม่มีคำไหนเป็นคำหลัก-คำรอง คือเป็นคำหลักทั้งคู่ คำนิยามต่อมาก็ตรงกันทั้ง 2 คำ

(๓) “จ-ศัพท์”  อ่านว่า จะ-สับ แปลว่า “ศัพท์คือ จ” (จะ) หมายความว่า “จ” เป็นศัพท์ชนิดหนึ่งในภาษาบาลี เรียกตามหลักบาลีไวยากรณ์ว่า “นิบาต” หน้าที่ของนิบาตที่นักเรียนบาลีท่องจำกันมาก็คือ “สำหรับลงในระหว่างนามศัพท์บ้าง กิริยาศัพท์บ้าง” 

นิบาตมีหลายจำพวก “จ-ศัพท์” เป็นนิบาตจำพวกที่เรียกว่า “นิบาตสำหรับผูกศัพท์และประโยคมีอัตถะเป็นอเนก”

นักเรียนบาลีในเมืองไทยจำคำแปลของ “จ-ศัพท์” ว่า “จ (จะ) : ด้วย, อนึ่ง, ก็, จริงอยู่”

ในที่นี้ “จ-ศัพท์” แปลโดยพยัญชนะว่า “-ด้วย” แปลโดยอรรถว่า “และ” หรือตรงกับภาษาอังกฤษว่า and

การประสมคำ :

๑ “ทาสี” กับ “ภริยา” เข้าคู่กัน แต่ยังคงแยกเป็น 2 คำ

๒ ใช้ “จ-ศัพท์” ลงแทรกไว้ท้ายศัพท์ทั้ง 2

: ทาสี จ ภริยา จ อ่านว่า ทา-สี จะ พะ-ริ-ยา จะ

รวมแล้วเป็นคำบาลี 4 คำ คือ (1) ทาสี (2) จ (3) ภริยา (4) จ

รวม 4 คำ เป็นกลุ่มคำเดียวกัน แต่ยังแยกกันเป็นคำๆ ไม่ได้สมาสเป็นศัพท์เดียวกัน แต่พูดรวมเป็นคำเดียวว่า “ทาสี จ ภริยา จ” และใช้เป็นชื่อเรียกภรรยาประเภทหนึ่ง

แปลโดยพยัญชนะ: ทาสี จ ภริยา จ = อันว่าสตรีที่เป็นคนใช้ด้วย เป็นภรรยาด้วย (นี่คือ “จ” แปลว่า “-ด้วย”)

แปลโดยอรรถ: ทาสี จ ภริยา จ = สตรีที่เป็นคนใช้และเป็นภรรยา (นี่คือ “จ” แปลว่า “และ”)

“ทาสี จ ภริยา จ” เป็นรูปคำบาลี เขียนแบบไทยก็คงใช้รูปเดียวกัน ไม่ได้สะกดเป็น “ทาสี จะ ภริยา จะ” และยังคงเขียนแยกเป็นคำๆ ไม่ได้เขียนติดกันเป็น “ทาสีจะภะริยาจะ” เวลาอ่านก็อ่านแบบบาลี แต่ถือว่าเป็นการอ่านแบบไทยไปในตัว จะเรียกว่าเขียนแบบบาลี แต่อ่านแบบไทย ใช้แบบไทยก็ได้

“ทาสี จ ภริยา จ” แปลโดยประสงค์ว่า “ภรรยาที่เป็นทั้งคนใช้เป็นทั้งภรรยา” 

ขยายความ :  ในพระไตรปิฎก สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ 5 ให้คำจำกัดความ “ทาสี จ ภริยา จ” ไว้ดังนี้ -

ทาสี  นาม  ทาสี  เจว  โหติ  ภริยา  จ  ฯ  ภรรยาที่ชื่อว่า “ทาสี” (คนใช้) หมายถึง สตรีที่เป็นทั้งคนรับใช้ เป็นทั้งภรรยา

ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค 1 พระไตรปิฎกเล่ม 1 ข้อ 433

คัมภีรอรรถกถาพระวินัยปิฎกขยายความ “ทาสี จ ภริยา จ” ไว้ดังนี้ -

ทาสี  จาติ  อตฺตโนเยว  ทาสี  จ  โหติ  ภริยา  จ  ฯ  คำว่า “ทาสี จ” หมายความว่า  สตรีที่เป็นทั้งคนรับใช้ เป็นทั้งภรรยาของตนนั่นเอง

ที่มา: สมันตปาสาทิกา ภาค 2 หน้า 57 (อธิบายสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ 5)

แถม :  ภรรยาประเภท “ทาสี จ ภริยา จ” นี้ ถ้าพูดตามสภาพสังคมไทยสมัยหนึ่งที่บ้านผู้มีอันจะกินนิยมมีคนใช้ผู้หญิงประจำบ้าน ก็คือ “ได้คนใช้เป็นเมีย” นั่นแล

ดูก่อนภราดา!

เห็นคนใช้เป็นเมีย ไม่เป็นไร  แต่อย่าเห็นเมียเป็นคนใช้

บาลีวันละคำ (3,593) ,  ทองย้อย แสงสินชัย

มุหุตติกา - ภรรยาประเภทที่ 10 , ธชาหฏา - ภรรยาประเภทที่ 9 , กัมมการี  จ  ภริยา  จ  -  ภรรยาประเภทที่ 8 , ทาสี  จ  ภริยา  จ - ภรรยาประเภทที่ 7 , โอภตจุมพฏา - ภรรยาประเภทที่ 6 ,  โอทปัตตกินี - ภรรยาประเภทที่ 5 , ปฏวาสินี - ภรรยาประเภทที่ 4 , โภควาสินี - ภรรยาประเภทที่ 3 ,  ฉันทวาสินี  -  ภรรยาประเภทที่ 2 , ธนกีตา - ภรรยาประเภทที่ 1