วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2564

"ปรากฏการณ์ไพรวัลย์ กับการเรียนรู้ของสังคม"

ปรากฏการณ์ไพรวัลย์ กับการเรียนรู้ของสังคม

มีคำถามกันอย่างหนาหูว่า   จะเรียกอดีตพระมหาไพรวัลย์ ว่า อะไรดี

อาตมาลองคิดทบทวนดูหลายๆรอบ จึงลองตอบข้อข้องใจของสังคมว่า  การจะเรียกว่าอะไรดี ขึ้นอยู่กับคุณเกิดและเติบโต หรือ ทำงานอยู่ที่ภาคไหน

ถ้าคุณเกิดและเติบโตที่ภาคใต้คล้ายๆอาตมา   ถ้าอายุน้อยกว่า ก็เรียกว่า พี่หลวงไพรวัลย์  หรือ เรียกสั้นๆว่า หลวงไพรวัลย์  หากไปจีบลูกสาวบ้านใคร พ่อแม่จะเรียกว่า เณรไพรวัลย์   ทั้งๆที่เคยบวชพระมาตั้ง 18 พรรษา ผู้เฒ่าผู้แก่จะเรียกว่า  เณรไพรวัลย์

เคยไปอยู่ภาคกลางที่วัดชลประทานรังสฤษฏิ์  และที่วัดประยุรวงศาวาส ได้คลุกคลีกับคนในสังคมวัด  ตามสมควร ก็น่าจะเรียกตามสำนวนคนภาคกลางว่า  ทิดไพรวัลย์  สังคมภาคกลาง นิยมให้ลูกหลานบวชในระยะสั้นบ้างยาวบ้าง

พอลาสิกขาออกไปก็เรียกว่า ทิด  สันนิษฐานว่า สมัยโบราณวัดเป็นสถานศึกษา  ลูกหลานต้องการบวชตอบเทนพระคุณพ่อแม่จะได้  เรียนธรรมะและอ่านออกเขียนได้พร้อมกันไป  เมื่อลาสิกขาออกมา มีความรู้ทั้งการอ่านการเขียน  และธรรมะมากกว่าเก่า จึงเรียกว่า บัณฑิต หมายถึง  ผู้ดำรงชีวิตด้วยปัญญา เมื่อเรียกขานมานานเสียงกร่อนสั้นลง เลยเรียกสั้นๆว่า ทิด เช่นเรียกว่า ทิดไพรวัลย์

หรือคนที่บวชเรียนสอบบาลีได้ตั้งแต่เปรียญ 3 ประโยคขึ้นไป ถ้ายังบวชอยู่เรียกกันว่า พระมหาไพรวัลย์  แต่ครั้นลาสิกขาแล้ว ยังเรียกว่า มหา เช่น มหาไพรวัลย์

โดยไม่ต้องมีคำว่าพระนำหน้า  ทางอิสานไปอยู่มาไม่นาน ไปๆมาๆ  เยี่ยมพี่เยียมน้อง เป็นครั้งคราว  จึงยังไม่กล้าฟันธงลงไปว่า จะเรียกคนที่ลาสิกขาออกมาว่าอย่างไร

หากมีปราชญ์หรือพระภิกษุถิ่นอิสานอ่าน  เรื่องนี้แล้วช่วยคอมเมนท์เรียกคำที่ถูกต้องมาให้ด้วย  ไปอยู่ที่วัดอุโมงค์เชียงใหม่นานต่อเนื่อง  หลายปีทันเห็นพระภิกษุสามเณรหลายรูป  ลาสิกขา ถ้าเรียกอดีตพระมหาไพวัลย์แบบทางเหนือ  ก็เรียกว่า หนานไพรวัลย์ คล้ายๆกับหนาทิพย์ช้างในตำนาน เมืองลำปาง

เอาละทีนี้ใครจะเรียกว่าอย่างไรพอมีแนวทางแล้ว  ทางเลือกอีกทางหนึ่งที่น่าจะเรียกได้เป็นกลางๆ  คือเรียกว่า คุณไพรวัลย์ หรือ คุณมหาไพรวัลย์  ที่เขียนมานี้ อาจจะผิดๆถูกๆขอเชิญท่านผู้รู้  ล้อมวงเข้ามาคุยกันและแลกเปลี่ยนกัน  อย่างกว้างขวางเต็มที่และเปิดเผย  เพื่อแสวงหาความรู้และความจริงร่วมกัน  โดยถือปรากฏการณ์ไพวัลย์มาเป็นกระทู้  สู่การเรียนรู้ร่วมกัน

ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

เจ้าอาวาสวัดพุทธปัญญา,  เมืองโพโมน่า,  รัฐแคลิฟอร์เนีย,  สหรัฐอเมริกา

วันที่ 6 ธันวาคม 2564

อ่านบทความเกี่ยวข้องเพิ่มเติม👇

การบวชเป็นความดี_มีบุญมากมีอานิสงส์มาก ,  การบำรุงบิดามารดา_เป็นมงคลอันสูงสุด , "ปรากฏการณ์ไพรวัลย์ กับการเรียนรู้ของสังคม" ,  หมดศรัทธากับสำนักพุทธฯ แต่ไม่หมดศรัทธาพุทธศาสนา


วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2564

เรื่องพูด ๆ

เรื่องพูด ๆ

_____

๏ พูดน้อยก็โดนถาก

พูดมากก็โดนถาง

พูดเกลี่ยไกล่ก็ว่าไม่เป็นกลาง

ครั้นนิ่งเสียบ้างก็ว่าใบ้กิน

๏ พูดนำก็โดนแคะ

พูดแนะก็โดนค่อน

พูดศีลสัตย์ก็ว่าไม่ต้องมาสอน

พูดเป็นกลอนก็ติฉิน

พูดเบาก็บ่นว่าไม่ได้ยิน

พูดดังก็ยังดิ้นว่าไม่ต้องมาตะโกน

๏ พูดอะไรโพสต์ใดใดถูกด่าหมด

เหมือนรองเยี่ยวรองตดต่างกระโถน

เขียนมานี่นึกดูแล้วคงไม่แคล้วโดน (อีก)

นี่กูเลิกโพสต์ไปหัดตีตะโพนท่าจะดี

______

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย,   ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๔,  ๑๐:๕๐







วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2564

"เราได้ประโยชน์อะไรจากการไปยุ่มย่ามตรวจสอบศีลธรรมของคนอื่น​"

"เราได้ประโยชน์อะไรจากการไปยุ่มย่ามตรวจสอบศีลธรรมของคนอื่น​"

"เราได้ประโยชน์อะไรจากการไปยุ่มย่ามตรวจสอบศีลธรรมของคนอื่น​ (ต้องแยกให้ชัดระหว่างทำผิดศีลธรรมทางศาสนา​กับการทำผิดกฎหมาย)​ มันเหมือนเป็นการล่วงล้ำพื้นที่ส่วนตัว​ ตอนแรกๆ​ ทำกับคนใกล้ชิด​ พอหลังๆ​ ทำกับคนแปลกหน้า​ทั้งที่ไม่เคยรู้มักคุ้นกันมาก่อน... 

ถามว่าแบบนี้มันใช่หรอ!? 

พระเองก็ชอบไปเทศน์จี้ชาวบ้าน​ ทำไมไม่รักษาศีล​ 5​ ไม่เข้าวัด​ ไม่ทำบุญ​ ฯลฯ ชอบไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน​ อ้างว่าเป็นชาวพุทธต้องทำตัวแบบนั้นแบบนี้สิ! ฝั่งชาวบ้านเองก็เกิดกระแสโต้กลับมาว่า.. ทีพระทำไมไม่รู้จักปล่อยวาง​ ไม่ถือศีลให้บริสุทธิ์​ ไม่ปฏิบัติธรรม​ ไม่นั่งสมาธิ​สวดมนต์ ไม่ใช่กิจของสงฆ์​ ฯลฯ​ โต้ตอบกันไปมา

และแล้วมันก็กลายเป็นสังคมคนดี​มีศีลธรรม.. มันไม่ใช่ศีลธรรมเพื่อเบื่อหน่าย​ เพื่อคลายกำหนัด​ เพื่อหลุดพ้น​ เพื่อมรรคผลนิพพานอะไรเลย!?​ แต่มันเป็นศีลธรรมที่คอยขิงคนอื่นว่า.. คุณเป็นคนดีหรือเปล่า? คอยสั่งสอนคนนั้นที​คนนี้ที คอยทำตัวเป็นผู้รู้​ ผู้ตื่น​ ผู้เบิกบาน​

แล้วก็กลายร่างเป็น​ "ตำรวจศีลธรรม" !!

อย่างไรก็ตาม​ ยังมีพระเณรและชาวบ้านอีกมาก​ ที่ไม่ได้ชื่นชอบและไม่ยอมรับพฤติกรรมแบบนี้​ ฉะนั้น! จะว่าใครก็แหกตาดูบ้าง​ ไม่ใช่แก่แล้วก็อัลไซเมอร์​ (เสียงแม่ลีน่​า​จัง)

ธรรมรังษี

Credit: คณะปฏิสังขรณ์การพระศาสนาใหม่ - New Restoration



วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564

“โลกวัชชะ: วาทกรรมของใคร ???”

 

“โลกวัชชะ: วาทกรรมของใคร ???”

“โลกวัชชะ” ได้กลายเป็น “วาทกรรม” ที่ถูกใช้เพื่อกล่าวหาพระภิกษุในประเทศไทย ว่ามีความย่อหย่อนในวินัยสงฆ์ เป็นเหตุให้ชาวบ้านติเตียน และทำให้ศาสนาเสื่อม วาทกรรม “โลกวัชชะ” ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายและต่อเนื่อง ที่เห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้นก็น่าจะเป็นช่วงที่เกิดกระแสการเร่งเร้าการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ภายใต้กรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช) ในปี 2557

สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้เสนอให้มีการปฏิรูปองค์กรพระพุทธศาสนา ใน ๔ ประเด็นหลัก คือ

1. เรื่องทรัพย์สินของวัดและพระสงฆ์ เนื่องจากเห็นว่า มีพระสงฆ์บางรูปแสดงความอวดรวย ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ ทำให้เห็นว่าเป็นผู้สะสม มากกว่า เสียสละ และทรัพย์สินของวัดไม่มีการแสดงบัญชีทรัพย์สินให้พุทธศาสนิกชนได้รับรู้ถึงที่มาที่ไปของเงินบริจาค ไม่มีการตรวจสอบความโปร่งใส

2. เรื่องปัญหาของพระสงฆ์ที่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธา เนื่องจากเห็นว่า มีพระสงฆ์บางรูปที่ประพฤตินอกลู่นอกทาง ประพฤติไม่เหมาะสม ทั้งนี้ เพราะไม่มีความรู้ในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างชัดเจน สั่งสอนประชาชนตามความเข้าใจของตัวเองที่คิดว่าถูกต้อง หรือสอนตามแบบอย่างโบราณาจารย์ที่เคยสั่งสอนกันมาจากอดีต

3. เรื่องการทำพระธรรมวินัยให้วิปริตและการประพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัย เนื่องจากมีพระภิกษุบางรูปที่มีความรู้ในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาพอสมควร แต่ดัดแปลงหลักธรรมคำสอนนั้นให้เอื้อประโยชน์แก่ตัวเอง สร้างความเข้าใจผิดแก่พุทธศาสนิกชนผู้เคารพนับถือและปฏิบัติตาม จนเข้าใจว่านั่นคือพระพุทธศาสนาที่แท้จริง

4. เรื่องฝ่ายอาณาจักรที่จะต้องเข้าไปสนับสนุน ปกป้องคุ้มครองกิจการพระพุทธศาสนา เพราะเห็นว่า องค์กรทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไม่สามารถที่จะบริหารจัดการกิจการพระพุทธศาสนาให้เรียบร้อยดีงามได้ องค์กรทางพระพุทธศาสนาขาดความทันสมัย แก้ไขปัญหาได้ไม่ทันท่วงที

ต่อมา มีการออกประกาศของมหาเถรสมาคม คำสั่งเจ้าคณะปกครองสงฆ์ ในเรื่องควบคุมพฤติกรรมพระสงฆ์ ภายใต้แรงกดดันจากกระแสการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาดังกล่าว การระทำอันละเมิดกฎหมายบ้านเมือง และ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ การวิพากษ์วิจารณ์ หรือแสดงตนกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความสงบสุขของประชาชน หรือส่อไปในทางยั่วยุ ปลุกปั่น ทำลาย ก้าวร้าวรุนแรง และไม่สร้างสรรค์

เชื่อได้ว่า ดุลยพินิจในการตีความของพระสังฆาธิการแต่ละรูปอาจมีความแตกต่างกัน ทำให้การวินิจฉัยพฤติกรรมของพระภิกษุสามเณรแตกต่างกันไป ซึ่งอาจไม่ถูกใจสังคมที่เต็มไปด้วยความรู้สึก แต่ขาดความเข้าใจพื้นฐานพระธรรมวินัย

“โลกวัชชะ” ใน “นิยามใหม่” ที่ว่า "โลกติเตียน" จึงอาจกลายเป็น “เครื่องมือ” ในการกำจัดพระภิกษุสามเณรบางรูป(ที่ไม่เป็นที่ชอบหน้า)ออกไปจากพระศาสนา โดยปราศจากข้อกล่าวหาอันเป็นความผิดโทษตามวินัยสงฆ์ และปราศจากข้อกล่าวหาอันเป็นความผิดกฎหมายบ้านเมือง

ในทางพระพุทธศาสนา “โลกวัชชะ” ใช้คู่กับ “ปัณณัตติวัชชะ” เสมอ เพื่อความเข้าใจที่ถูกตรง !!!

โลกวัชชะ ในพระพุทธศาสนาเถรวาทพบว่า การกระทำผิดที่ทางฝ่ายบ้านเมืองตำหนิติเตียนว่า ไม่ดีมีความผิด และแม้ปุถุชนชาวบ้านทั่วไปทำก็ไม่ดีมีความผิด  เช่น  ฆ่ามนุษย์  ลักขโมย เล่นการพนัน ดื่มเหล้า เป็นต้น แม้ว่าความผิดบางอย่างแม้วินัยไม่ระบุไว้ว่ามีความผิด แต่หากเป็นความผิดตามกฎหมายบ้านเมือง ภิกษุก็ทำไม่ได้เช่นเดียวกัน กล่าวได้ว่าเมื่อเกิดการประพฤติเสียหายขึ้นนอกจากจะผิดพระวินัยแล้วยังเป็นโลกวัชชะเป็นที่ติเตียนของชาวบ้าน

“ปัณณัตติวัชชะ” ในพระพุทธศาสนาเถรวาท คือ โทษทางพระวินัยบัญญัติ หรือเป็นโทษที่เกิดจากความประพฤติผิดพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ โทษทางพระวินัย ทำแล้วมีความผิดเฉพาะพระภิกษุ  ชาวบ้านไม่มีความผิด  เช่น การพูดอวดคุณพิเศษที่ไม่มีในตน ฉันอาหารที่ไม่มีผู้ประเคน โทษที่เกิดเพราะความละเมิดพระวินัย เรียกว่า “อาบัติ” มี ๗ อย่าง คือ (1) ปาราชิก (2) สังฆาทิเสส (3) ถุลลัจจัย (4) ปาจิตตีย์ (5) ปาฏิเทสนียะ (6) ทุกกฏ (7) ทุพภาสิต

“โลกวัชชะ” แปลว่า โทษทางโลก ความผิดทางโลก รวมถึงอาบัติที่มีโทษทางโลกด้วย" เช่น การเสพสิ่งเสพติด มียาเสพติดที่ผิดกฎหมาย การฆ่าคน เป็นต้น ที่จัดว่าเป็น โลกวัชชะ เพราะเป็นสิ่งที่กฎหมายบ้านเมืองจัดว่าเป็นพฤติกรรมที่ผิด และกำหนดโทษเอาไว้

“โลกวัชชะ” จึงหมายถึง การกระทำที่แม้แต่คนทั่วไป(ที่มิใช่พระภิกษุ)ทำก็ถือเป็นความผิด เป็นความเสียหาย หรือที่เรียกกันว่า “ผิดกฎหมาย” เช่น เสพยาเสพติด โจรกรรม ฆ่ามนุษย์ ทุบตีกัน หมิ่นประมาทกัน เป็นต้น เพราะฉะนั้น เมื่อพระภิกษุรูปใดกระทำในสิ่งที่กฎหมายทางโลกบัญญัติไว้ว่าเป็นความผิด แม้พระภิกษุรูปนั้นจะไม่ผิดพระวินัย แต่ก็เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ต้องรับโทษดังคนทั่วไปไม่มีข้อยกเว้น

ส่วนโทษของชาวโลกหรือความผิดกฎหมายบ้านเมือง (มิใช่โทษทางพระวินัย) ที่เรียกชื่อว่า “โลกวัชชะ” โทษกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘ โดยโทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดมีดังนี้ (1) ประหารชีวิต (2) จำคุก (3) กักขัง (4) ปรับ (5) ริบทรัพย์สิน

“โลกวัชชะ” จึงมิได้มีความหมายว่า "โลกติเตียน" เหมือนที่พยายามนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำอะไรบางอย่างกันอยู่ ณ เวลานี้ !!!

“โลกวัชชะ” ที่แท้จริง ปรากฏให้เห็นมาแล้วสด ๆ ร้อน ๆ คือกรณี “ปาร์ตี้หมูกระทะ” ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ศาลแขวงจังหวัดเชียงใหม่ ได้พิจารณาจากพยานหลักฐาน พิพากษาให้จำคุกจำเลยทั้ง 8 คน เป็นเวลาคนละ 15 วัน และปรับคนละ 10,000 บาท ตามความผิดฐานรวมตัวมั่วสุมจัดกิจกรรม เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้เป็นเวลาหนึ่งปี และศาลยังสั่งปรับ ผู้ต้องหาอีก 4 คน เป็นเงินคนละ 12,500 บาท ในข้อหาเพิ่มในข้อหาบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัดหรือสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551

นี่ถือเป็นโทษ “โลกวัชชะ” ที่แท้ ไม่ใช่ที่พยายามนิยามใหม่ให้กลายเป็นเรื่อง “โลกติเตียน”

ยิ่งทุกวันนี้ มีความพยายามในการใช้ “โลกวัชชะ” ในนิยามใหม่ที่ผิดเพี้ยนนี้ ไปดำเนินการเอาผิดพระภิกษุผู้ไม่ได้กระทำการใด ๆ อันเป็นความผิดกฎหมายบ้านเมือง กดดันเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ให้ถอดจีวรของพระภิกษุออกอย่างพร่ำเพรื่อ ถือเป็นการไม่เอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัย โดยแท้

ช่วงนี้ก็มีกรณี Live ของ พส. พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต และ พระมหาไพวัลย์ วรวณฺโณ เป็นกรณี “ดราม่า” ใหม่ที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง

“ไม่สำรวม” ???  “ไม่เหมาะสม” ???  “เอาผ้าเหลืองมาคลุมกาย เพื่อหาผลประโยชน์” ???  “ใช้ผ้าเหลืองเป็นแต้มต่อ” ???  “จำอวดหน้าจอ” ???  “พระรั่ว ตลกคาเฟ่” ???  “แปลก หลอกแดก” ???

ในยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์พุทธในประเทศไทย มีพระภิกษุแหวกประเพณีด้วยการ “ยืนเทศน์บนโพเดียม” ที่สายประเพณีนิยมมองว่า “ไม่สำรวม” และยังออกแนว “ขัดพระธรรมวินัย” ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่ากระทำผิดประเพณีนิยมทางพระพุทธศาสนาที่ต้องนั่งเทศน์บน “ธรรมาสน์” เพียงเท่านั้น

ครั้นต่อมาเมื่อมีพระภิกษุเข้าไปเทศน์ในโรงหนัง ก็ถูกล่าวหาว่า "ไม่เหมาะสม" เพราะมุมมองว่าโรงหนังเป็นที่ "อโคจร" ที่พระภิกษุไม่ควรเข้าไป การวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมอีกตามเคย

คราวนี้มาถึงการเทศน์ “ออนไลน์” !!! ภายใต้สังคมโลกยุค “Digital Disruption” ในปัจจุบันนี้

จึงมีคำถามตามมาว่า “ขัดพระธรรมวินัย” หรือไม่ ??? เป็น “โลกวัชชะ” หรือไม่ ???

หากยึดเอาความหมายดั้งเดิม ก็ไม่น่าจะมีอะไรที่ผิดโทษ “โลกวัชชะ” อย่างแน่นอน เว้นแต่จะมีพวกที่ชอบเอาความหมายใหม่ คือ “โลกติเตียน” ไปใส่พระโอฏฐ์ ก็จะบอกว่า “ผิด” พร้อมทั้งพยายามหาเหตุผลข้าง ๆ คู ๆ มาสนับสนุน เพื่อสนองความเชื่อของตนเอง

ส่วนจะมีความผิด “ปัณณัตติวัชชะ” คือผิดโทษตามพระวินัยหรือไม่ ก็ไม่น่าจะมีลายลักษณ์อักษรใดที่ได้กล่าวถึงโทษปัจจุบันเป็นแน่แท้ เพียงแต่อาจต้องเทียบเคียง ตีความ สืบย้อนหาเจตนารมณ์

ซึ่งก็แน่นอนว่าไม่น่าจะผิดตาม “ปัณณัตติวัชชะ” ถึงขั้นที่จะต้องเรียกร้องให้มีการ “ถอดจีวร” อย่างที่พวกหมั่นใส้ใช้ความกระสันอยากเฉพาะตนจำนวนหนึ่ง มุ่งมั่นพยายามให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ

เพียงอยากให้กลับมาพิจารณาโทษพระภิกษุในสังคมปัจจุบันอย่าง “พุทธะ” บนฐานพุทธธรรม คือ “ปัณณัตติวัชชะ” และ “โลกวัชชะ” โดยปราศจากอคติทั้งปวง ก้าวข้ามอารมณ์ความรู้สึกภายในของบุคคล ตรงไปตรงมา โทษใดเข้ากับบทใดก็ดำเนินการตามนั้น

ดังตัวอย่างของ “ศาลแขวงจังหวัดเชียงใหม่” จัดการ “โลกวัชชะ” ได้ตรงตาม “พุทธธรรม” อย่างน่าชื่นชม

ส่วนใครที่ทำเกินกว่านั้น ด้วยความกดดันจากใคร ภายใต้นิยามใหม่ “โลกติเตียน” ก็ถือเป็น “วิบาก” ติดตัวของใครคนนั้นไป ซึ่งไม่มีใครช่วยอะไรได้ !!! จะนรก จะสวรรค์ จะนิพพาน จากพฤติกรรมนิยาม “โลกวัชชะ” เกินเลยวิถีแห่งพุทธะ ก็เลือกเอาเอง!!!

Credit: PhramahaBoonchuay.doojai

ขอบคุณภาพ และศึกษาเพิ่มเติมที่

http://www.mahabunhome.com/lokavatcha.html , https://prachatai.com/journal/2017/11/73914 ,  https://www.facebook.com/NationalBuddhismReformCouncil/ , https://www.prachachat.net/general/news-48175 , http://www.buddhism4.com/.../9-1/3-2017-10-21-19-11-43https://brandinside.asia/dhamma-post-covid-era-with-phra.../


วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564

"การเทศน์ออนไลน์กับความไม่เข้าใจระหว่างคนต่างเจนเนอเรชั่น"

การเทศน์ออนไลน์กับความไม่เข้าใจระหว่างคนต่างเจนเนอเรชั่น

"หลวงพี่...เคยอยู่วัดสร้อยทอง รู้จักพระมหาไพรวัลย์ไหม?" เสียงโทรจากแดนไกลของอดีตครูอาสาท่านหนึ่ง ซึ่งรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ไม่ค่อยได้ยินครูคนนี้พูดเรื่องวัดเรื่องศาสนาสักเท่าไหร่? 

"ก็พอรู้จักอยู่...ครูมีอะไรหรือเปล่า?" 

"ถ้าหลวงพี่กลับไทย ช่วยพาหนูไปกราบท่านทีนะ อยากไปทำบุญไปถวายสังฆทานกับท่านค่ะ"

"ครูกินยาผิดซองหรือเปล่า?"  อันนี้คิดในใจแต่ไม่กล้าถามเดี๋ยวเสียทรง

"คือหนูดูไลฟ์ของพระมหาไพรวัลย์ สนุกมาก หลวงพี่ได้ดูหรือเปล่า?" 

"เอ่อ....ก็ติดตามงานเขียนท่านอยู่ แต่ไลฟ์ไม่เคยดู ไหนครูส่งลิงค์ให้หน่อย"

บอกตรงๆ ว่าเป็นครั้งแรกที่ดูไลฟ์ของท่าน ซึ่งเป็นไลฟ์เดี่ยวพูดคุยกับชาวเน็ต (เป็นช่วงเวลาก่อนที่ท่านไลฟ์คู่กับท่านพระมหาสมปอง)

หลังจากดูท่านพูดภาษาเทพกับคนรุ่นใหม่ได้ประมาณ 10 กว่านาที ก็ต้องสารภาพว่าดูต่อไม่ไหว เพราะดูไม่เข้าใจว่ามันฮาและมีสาระตรงไหน?

เพราะเต็มไปด้วยภาษาเทพ และศัพท์เฉพาะกลุ่มที่ไม่เคยจะได้ยิน และไม่รู้ความหมายว่าสื่อถึงอะไร?

กลับกัน....คนรุ่นใหม่ และกลุ่ม LGBT (กลุ่มเพศสภาพ, ผู้ที่แสดงออกทางเพศแตกต่างจากแบบที่เราเคยรู้จัก) กลับรู้สึกอินและชื่นชมพระมหาไพรวัลย์เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด

ถึงบรรทัดนี้ เข้าใจเลยว่าตัวเองตกยุคและก้าวไม่ทันความร่วมสมัยกับคนยุคนี้ไปเสียแล้ว

และยิ่งไลฟ์สดที่เรียกกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ระหว่างพระมหาไพรวัลย์กับพระมหาสมปอง ที่กระชากเรตติ้งการไลฟ์สดด้วยจำนวนดูมากกว่าไลฟ์สดของดารานักร้อง และเพจดังเพจขายของมาร่วมแจมโดยมิได้นัดหมายก็ยิ่งกลายเป็นประเด็นร้อนแรงให้พูดถึงอย่างต่อเนื่องหลายวันติดกันเลยทีเดียว

เพราะเป็นไลฟ์สดของพระสงฆ์ที่คนเข้ามาดูไม่ได้จับท่านอยู่บนหิ้ง มีการแซวขำขัน หยอกล้อหัวเราะกันไปจนดูแล้วอาจเกินอาจาระของความเป็นพระสงฆ์ที่ต้องอยู่ในอาการสำรวม หรือให้พอประมาณไม่เกินขอบเขตของคำว่า "พระ"

จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมหลายๆ คน หรือแม้กระทั่งวงการคณะสงฆ์ด้วยกันถึงออกมาด่า มาต่อต้าน และไม่เห็นด้วยกับการเก็บทรงไม่อยู่ของท่านทั้งสองรูปนี้

ในขณะเดียวกัน กลับมีกระแสตอบรับอย่างท้วมท้นจากคนรุ่นใหม่ และคนทั่วไปที่มองว่าเป็นเรื่องดีที่มีพระสงฆ์หัวก้าวหน้าปรับตัวทันยุคทันสมัย และโดยเฉพาะกลุ่มคนที่คนในวงการพระพุทธศาสนามองข้ามมาโดยตลอด คือกลุ่ม LGBT ที่เมื่อเข้ามาวัดแล้วมักไม่ค่อยมีตัวตน หนำซ้ำยังถูกกีดกันในเรื่องการบวชว่าไม่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่จะเข้ามาบวชได้ 

การไลฟ์สดครั้งนี้ กลายเป็นศึกวิวาทะร้อนระอุระหว่างคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มีการร้องเรียนอย่างเป็นทางการ ถึงขั้นไล่ให้ท่านทั้งสองรูปลาสิกขาไปเป็นตลกคาเฟ่

"เป็นตลกอย่ามาเป็นพระ เป็นพระอย่ามาเป็นตลก"

ทัศนะที่แตกต่างกันอย่างนี้ นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่งว่าจะมีทางออกอย่างไร?

ฝ่ายหนึ่งอยากให้พระสงฆ์อยู่ในภาวะที่เหมาะสม ไม่อยากให้เล่นจนเกินงาม ในขณะที่อีกฝ่ายอยากให้พระเป็นคนที่เข้าถึงง่าย พูดคุยหยอกล้อกันได้ ไม่ต้องมีพิธีรีตองให้มาก

และเท่าที่ลองอ่านคอมเม้นท์ในไลฟ์สด ก็มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ แต่ส่วนใหญ่บอกว่าชอบ มีหลายคนที่บอกว่าตนเองเป็นคริสต์เป็นมุสลิมแต่ชอบพระมหาทั้งสองรูป มีวัยรุ่นหลายคนบอกว่าไม่เคยสนใจฟังเทศน์ แต่พอมาดูแล้วก็เริ่มมีศรัทธาอยากเข้าวัด อยากทำบุญ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าศึกษาอย่างยิ่งว่าคนรุ่นใหม่เหล่านี้เริ่มเปิดใจในเรื่องศาสนา 

การมองคนรุ่นเด็กที่ดูไลฟ์สดของพระเป็นเรื่องสนุกสนานเฮฮาแต่อย่างเดียวอาจไม่เป็นธรรมนัก และจะมีหนทางอย่างไรที่จะต่อยอดจากการที่เขาเหล่านั้น มีความสนใจในศาสนาเป็นเบื้องต้นไปสู่การเรียนรู้และเข้าถึงแก่นแท้ของพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามกำลังสติปัญญาของแต่ละคนได้ในอนาคต

โดยส่วนตัวแล้ว มองความเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา บางทีการประสานความเข้าใจระหว่างกัน เพื่อให้คนที่เข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างดีแล้ว ได้ประคับประคองให้คนที่เพิ่งก้าวย่างแรกสู่เรียนรู้พระพุทธศาสนาเบื้องต้น สู่ก้าวที่สองที่สามตามลำดับย่อมเป็นการดีกว่าการให้เขาเหล่านั้นหันหลังให้ศาสนา

ต้นไม้เจริญเติบโตได้นั้น ต้องอาศัยรากอาศัยใบ อาศัยเปลือกกระพี้และแก่น  หากมีเพียงแก่นอย่างเดียวต้นไม้ต้นนั้นก็มิอาจคงอยู่ได้ พระพุทธศาสนาของเราก็เช่นเดียวกัน มีทั้งเปลือกกระพี้และแก่น

คนรุ่นใหม่เขาอยู่โหมดเปลือก กระพี้ของพระศาสนา คือเริ่มชื่นชอบ เริ่มสนใจศรัทธาที่ตัวบุคคล(พระสงฆ์) ทำยังไงที่จะให้เขาเหล่านั้น ได้ก้าวข้ามเพื่อให้ถึงแก่นแท้ของหลักธรรมคำสั่งสอนได้

สิ่งนี้แหละคือเป้าหมายของการเข้าถึงศาสนาอย่างแท้จริง.

ภาพ : พระมหาสมปอง และ พระมหาไพรวัลย์

Credit: Wanlop Boonlom










วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564

"ศรีสุวรรณ" ร้องมหาเถรสมาคม-สำนักพุทธฯ สอบเอาผิด 2 พส. ไลฟ์นำธรรมะมาสอนเป็นเรื่องตลก

"ศรีสุวรรณ" ร้องมหาเถรสมาคม-สำนักพุทธฯ สอบเอาผิด 2 พส. ไลฟ์นำธรรมะมาสอนเป็นเรื่องตลก

"ศรีสุวรรณ" ร้องมหาเถรสมาคม-สำนักพุทธฯ สอบเอาผิด 2 ภิกษุ ไลฟ์นำธรรมะมาสอนเป็นเรื่องตลก เชื่อไม่มีใครซาบซึ้งจากข้อธรรมะ ที่นำมาพูดให้ขบขันได้

ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯได้ทำคำร้องส่งไปยังมหาเถรสมาคมผ่าน ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อขอให้มีบัญชาสอบสวนเอาผิดภิกษุอลัชชี (ผู้ไม่ละอาย)ที่ชอบเล่นโชเชียลมีเดียโดยไลฟ์สดเอาธรรมะมาสอนเป็นเรื่องตลกขบขัน แต่พอมีคนสนใจเข้ามาดูมากๆรวมทั้งมีเพจที่มาคอมเมนท์ขายสินค้า มาโปรโมทแบรนด์ตัวเอง กลับมาทวงถามให้จ่ายค่ามาใช้พื้นที่เพจของตนในขณะไลฟ์สดนั้น

พฤติกรรมดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า พส. ดังกล่าวมิใช่วัตรปฎิบัติของภิกษุ ที่เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มุ่งแสวงหาปรมัติอันเป็นทางหลุดพ้นจากกิเลสสงสาร เพื่อถึงการดับทุกข์ โดยมีพระวินัยบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้ภิกษุทุกๆ รูปที่บวชมาในพระศาสนาต้องปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยบัญญัติทุกรูป ถ้าทำไม่ได้ก็จะเป็นเพียงคนโกนหัวแล้วเอาผ้ามาห่มตนให้ดูเหลืองคล้ายดั่งพระภิกษุ ที่ไม่สังวรณ์ว่าตนต้องบิณฑบาตเลี้ยงชีพเป็นอาจิณ หาใช่มาแสวงหาเงินทองความร่ำรวยจากการบวชเป็นพระ ที่บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อเหมือนประชาชนทั่วไปเท่านั้น

ข้ออ้างของการไลฟ์สดเพื่อต้องการเผยแพร่ธรรมะให้เท่าทันยุคสมัยโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นคนรุ่นใหม่จะได้เข้าถึงธรรมะได้นั้น เห็นว่าเป็นเพียงข้ออ้างที่ไร้น้ำหนักของเหล่า พส.พวกนี้เท่านั้น เพราะคนจะซาบซึ้งในธรรมะต้องมาจากระบบการสั่งสอนอบรมมาตั้งแต่ครอบครัว วัด โรงเรียนร่วมกัน มิใช่มาจากภิกษุที่ทำตนเป็นคณะตลกที่เปลี่ยนหน้าจากหม่ำ เท่ง โหน่ง มาเป็น 2 พส.กลุ่มนี้แต่อย่างใด และเชื่อว่าไม่มีใครซาบซึ้งจากข้อธรรมะ ที่นำมาพูดให้ขบขันได้ แต่กลับเป็นการทำให้ศาสนามัวหมองถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์จากเหล่า พส.ดังกล่าว โดยสังเกตดูได้จากการโพสต์ทวงเพจต่างๆที่มาโปรโมทแบรนด์ของตนในขณะที่ พส.ไลฟ์โดยให้เบอร์พร้อมเพย์ อย่างไม่ละอายต่อพระธรรมวินัย

ศรีสุวรรณ ระบุว่า ตามพระวินัยปิฎก ได้ระบุเอาไว้ในพระมหาวิภังค์ ว่า “อนึ่ง ภิกษุใด รับ ก็ดี ให้รับ ก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือ ยินดีทอง เงิน อันเขาเก็บไว้ให้ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์” อันถือเป็นอาบัติ เป็นโลกวัชชะ หรือการกระทำที่ทำให้ขาวโลกติเตียนได้ และการเผยแพร่ธรรมะด้วยวิธีตลกขบขัน ไม่ปรากฎในพระไตรปิฎกแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้เหล่า พส.พวกนี้ก็เคยมีปัญหาจากข้อขัดแย้งเกี่ยวกับค่าตัวที่ไปเป็นวิทยากรในเวทีต่างๆ มาแล้ว หรือบางรูปก็ไปช่วยไลฟ์โฆษณาสินค้าต่างๆ ด้วย ซึ่งก็เข้าข่ายต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ด้วยเช่นกัน ซึ่งตามหลักพระธรรมวินัยนั้นหากต้องอาบัติลักษณะนี้บ่อยครั้งต้องหลุดจากความเป็นพระดั่งโทษปาราชิกเลยทีเดียว

ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ไม่อาจปล่อยให้ภิกษุอลัชชีเหล่านี้กระทำการย่ำยีพุทธศาสนาได้อีกต่อไป จึงส่งคำร้องไปยังมหาเถรสมาคมผ่านสำนักพุทธฯเพื่อให้มีบัญชาวางกฎเหล็กห้ามภิกษุใดๆกระทำเยี่ยงนี้อีกและให้สอบสวนเอาผิด พส.ที่ต้องอาบัติซ้ำดังกล่าวเพื่อลงโทษขั้นเด็ดขาดต่อไป 

ที่มา : Voice TV




พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ: ย้อนดูทัศนะต่อเรื่องบทบาทสงฆ์กับสังคม การเมือง คนรุ่นใหม่ และLGBT

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ: ย้อนดูทัศนะต่อเรื่องบทบาทสงฆ์กับสังคม การเมือง คนรุ่นใหม่ และ LGBT

"ถ้าธรรมะมีเหตุผล เขาก็ยอมรับนะ แต่ว่าวิธีการนับถือ ของเขาอาจจะไม่เหมือนคนรุ่นพ่อรุ่นแม่..." บางช่วงบางตอน ที่ สะท้อนความคิดของ พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ เกี่ยวกับศาสนาและคนรุ่นใหม่ หลังถูกชวนอภิปรายในประเด็นที่ว่า คนรุ่นใหม่รู้สึกไม่อยากนับถือศาสนาแล้ว

นี่เป็นบทสนทนาในรายการปัญญาสนทนาที่พระมหาไพรวัลย์ ร่วมพูดคุยกับ ส.ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม ในหัวข้อ บทบาทของพระสงฆ์ต่อสังคมการเมืองไทย เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา

ขณะที่ประเด็นว่าด้วยคนรุ่นใหม่ไม่อยากนับถือศาสนาแล้ว ถูกพูดถึงในครั้งนั้น แต่ไลฟ์สดทางเฟซบุ๊กของ พระมหาไพรวัลย์ และพระมหาสมปอง แห่งวัดสร้อยทอง เมื่อไม่กี่วันมานี้ กลับมียอดผู้ชมสูงสุดกว่า 2 แสนคนในเวลาเดียวกัน กลายเป็นปรากฏการณ์ที่มีผู้ชมเข้ามารับชมพระสงฆ์ สนทนากับโยมทางโซเชียลมีเดีย

ตัวย่อ "พส" ถูกใช้แทนคำว่าพระสงฆ์ ซึ่งพ้องกับ พศ. ตัวย่อ ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตลอดจน การสนทนาด้วยถ้อยคำภาษาอย่างง่ายและกันเองที่ถูกใจชาวโซเชียล ทำให้เกิดเสียงตอบรับบางส่วนว่าไม่เหมาะสม

ทว่า พระมหาไพรวัลย์ ได้โพสต์บนเฟซบุ๊กตอนหนึ่งบอกว่า การเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการในการเผยแผ่ศาสนาจะต้องมีชาวพุทธบางกลุ่มมองว่า ไม่เหมาะ ไม่ควร ทำให้ศาสนาเสื่อม หรือทำให้คนหมดศรัทธา ไม่ว่าชาวพุทธกลุ่มนั้น จะมองแบบไหน พระมหาไพรวัลย์ ขอยอมรับและไม่ขอปฎิเสธ ทั้งนี้เห็นว่า "ทุกคนสามารถเลือกเสพในสิ่งที่เหมาะหรือถูกจริตของตนเองได้"

"อาตมาจะเขียนให้ชัดอีกครั้งว่า เหมาะสมทั้งหมด ไม่มีทางเป็นไปได้ และไม่เหมาะสมทั้งหมด ก็อาจไม่มีอยู่จริง ธรรมะมันเหมือนกับอะไรบางอย่าง ซึ่งมีหลายระดับและเหมาะกับคนแต่ละช่วงวัยแตกต่างกันไป บางคนอาจจะชอบกับรสขมของอเมริกาโน่ ในขณะที่บางคนอาจกินได้แค่ลาเต้อย่างเดียว" -พระมหาไพรวัลย์ โพสต์บนเฟซบุ๊ก

เกี่ยวกับเรื่องการไลฟ์สดทางเฟซบุ๊ก วันนี้ (5 ก.ย.) มติชนออนไลน์ รายงานว่า นายสิปป์บวร แก้วงาม รอง ผอ. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. บอกว่า ประชาชนสามารถพิจารณาได้เองว่าพระทั้ง 2 รูป ที่เผยแผ่พุทธศาสนาผ่านไลฟ์สดนั้นมีความเหมาะสมหรือไม่ ส่วนการพิจารณาถึงความเหมาะสม จะเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ หรือเจ้าอาวาส ที่มีอำนาจตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์

"โดยส่วนตัวจะไม่ไปวิเคราะห์แทนพี่น้องประชาชน เพราะเชื่อว่าประชาชนมีองค์ความรู้ มีความคิดเป็นของตนเอง สามารถวินิจฉัย พินิจพิเคราะห์ได้เองว่า การแสดงลักษณะนี้อยู่ในความสำรวมของสงฆ์หรือไม่"

นอกเหนือ จากการคุยธรรมะทางโซเชียลที่กลายเป็นกระแสในขณะนี้ พระมหาไพรวัลย์ ยังเคยแสดงทัศนะในช่องทางสื่อมวลชนไว้ในหลายครั้งหลายโอกาสเกี่ยวกับบทบาทของสงฆ์ และประเด็นทางสังคมหลายเรื่อง บีบีซีไทยชวนย้อนอ่านแนวคิดของพระสงฆ์รูปนี้

พระสงฆ์กับการทำงานสังคม และเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางการเมือง

ในบันทึกเทปรายการปัญญาสนทนา ตอน "คันฉ่องส่องพระ บทบาทของพระสงฆ์ในสังคมการเมืองไทย" เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2564 ซึ่งพระมหาไพรวัลย์ ได้ร่วมรายการกับสุลักษณ์ ศิวรักษ์ปัญญาชนสยาม นักคิด นักประวัติศาสตร์ นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องบทบาทคณะสงฆ์ไทย ส.ศิวรักษ์ ได้แสดงความเห็นต่อประเด็นที่ว่าพระไม่เกี่ยวกับทางโลก ว่าไม่เห็นด้วย และเห็นว่า หากพระสงฆ์มั่นคงในพระธรรมวินัย รักษาศีล มีจริยวัตรที่เหมาะสม การออกมาร่วมกับชาวบ้านประชาชนเป็นเรื่องธรรมดา

"พระส่วนใหญ่ ลูกชาวบ้าน ลูกคนยากคนจน แต่การศึกษาของพระ สอนให้พระอยากจะเป็น อยากให้พระเขยิบขึ้นไปในทางสมณศักดิ์ ให้เป็นเจ้าขุนมูลนาย และสึกออกมาก็อยากเป็นคนชั้นกลาง นี่ผิดหลักหมดเลย พระส่วนใหญ่เป็นลูกคนยากคนจน ควรจะเข้าใจคนยากคนจน เป็นพลังเพื่อคนยากคนจน..."

ด้านพระมหาไพรวัลย์ ได้แบ่งปันประสบการณ์ที่ออกมาช่วยเหลือชาวบ้านอย่างเช่นการบริจาคของช่วยเหลือชุมชนโดยรอบวัดสร้อยทอง หรือการแสดงทัศนะต่อสังคมว่า บางครั้งได้รับคำวิจารณ์ว่า "ไม่ใช่กิจของพระ"

พระมหาไพรวัลย์ กล่าวต่อไปว่า จากคำพูดของ สุลักษณ์ที่พูดบ่อย ๆ ว่า สังคมพระจะอยู่ได้ ต้องเห็นแก่ชุมชน ต้องอยู่ข้างคนเล็กคนน้อยนั้น พระมหาไพรวัลย์เห็นตรงกับแนวทางดังกล่าว

"อาตมาเห็นตรงกับอาจารย์สุลักษณ์ว่า ถ้าเราไม่ทำงานพวกนี้ ไม่ทำอะไรที่ชาวบ้านจะเห็นว่า เรายังคงเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอยู่ ต่อไปคณะสงฆ์ก็หมดความสำคัญ อย่างที่อาจารย์สุลักษณ์พูดบ่อย ๆ ว่า ไม่มีใครรู้จักชื่อพระเถระที่อยู่ในกรรมการมหาเถรสมาคมเลย พระส่วนใหญ่ที่ชาวบ้านรู้จัก เป็นพระนอกกระแสทั้งหมด อย่างหลวงพ่อพยอม อย่างท่านอาจารย์ไพศาล (พระไพศาล วิสาโล) ... พระพวกนี้ต่างหากที่เป็นที่รู้จักของคนในสังคม เพราะว่าท่านทำงานเพื่อสังคม"


หลังจากนั้นผู้ดำเนินรายการได้ชวนอภิปรายเกี่ยวกับบทบาทในทางการเมืองและการเคลื่อนไหวของพระสงฆ์หรือเณร ควรมีบทบาทต่อสังคมการเมืองอย่างไร ซึ่งขณะนั้นเป็นห้วงที่มีภาพพระสงฆ์และเณร ร่วมชุมนุมทางการเมืองกับกลุ่ม "ราษฎร" ตั้งแต่ในช่วงปี 2563

พระมหาไพรวัลย์ตอบว่า "ในฐานะที่อาตมาทำเรื่องพวกนี้อยู่ อาตมาก็พยายามจะยืนยันสิทธิว่า พระเณรในฐานะปัจเจกชน ควรมีเสรีภาพ ที่จะแสดงความคิดเห็นในทางการเมือง ตามกรอบของพระธรรมวินัยได้ ไปกันได้กับหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ยึดสันติอหิงสา เป็นธรรมและอยู่ข้างคนที่ถูกกดขี่"

"ในทางกลับกันในทางมายาคติ อาตมามองว่า การที่พระสงฆ์นิ่งเงียบต่างหาก และอยู่กับฝ่ายของคนที่มีอำนาจ อย่างคำที่ อ.สุลักษณ์ใช้ คือ คำว่า อยู่ภายใต้มายาคติ อาตมาว่า อันนี้ต่างหาก แสดงว่าคณะสงฆ์ไม่ได้อยู่ในฐานะที่เป็นผู้นำเลย"

คนรุ่นใหม่กับการนับถือศาสนา

ในรายการเดียวกัน พระมหาไพรวัลย์ ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับการปรับตัวของพระสงฆ์ของพุทธสนา ในภาวะสังคมปัจจุบันที่คนรุ่นใหม่ รู้สึกไม่อยากนับถือศาสนา แล้ว ว่า "ถ้าธรรมะมีเหตุผล เขาก็ยอมรับนะ แต่ว่าวิธีการนับถือ ของเขาอาจจะไม่เหมือนคนรุ่นพ่อรุ่นแม่"

พระมหาไพรวัลย์ กล่าวว่า คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ นับถือศาสนา ในฐานะที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่กราบไหว้บูชา แต่คนรุ่นใหม่นับถือศาสนาในฐานะที่เป็นมิติทางปรัชญา เป็นสิ่งที่มีเหตุผล และมิติความเป็นธรรม

"(คนรุ่นใหม่นับถือศาสนา เพราะ) เขามองเห็นว่ามันเป็นธรรมกับเขา เรื่องเป็นธรรมก็สำคัญมากเหมือนกัน เพราะธรรมะสมัยก่อน เป็นธรรมะที่มีแต่เรื่องการตัดสิน บาปบุญคุณโทษ แต่คนรุ่นใหม่เขาสนใจว่า ธรรมะจะให้ความเป็นธรรมกับเขาได้ยังไง อย่างอาตมาไปคุยในเวทีเสวนากับคนรุ่นใหม่หลายคน พูดเรื่องคำถามหลายเรื่องที่เป็นปัญหาสมัยใหม่ เขาก็ยังอยากได้คำตอบของศาสนาอยู่ อย่างเช่น ศาสนามองเรื่องการทำแท้งยังไง มองเรื่องการุณยฆาต ยังไง ถ้าศาสนาให้คำตอบ กับคนเหล่านี้ได้ คนเหล่านี้ก็ยอมรับนับถือศาสนาอยู่"

พระมหาไพรวัลย์ ยกตัวอย่างทัศนะเกี่ยวกับการทำแท้งว่า การจะให้พระแนะนำเรื่องทำแท้ง ทำได้ แต่ต้องออกจากความเป็นพระไปด้วย และมองว่าประเด็นเรื่องการทำแท้งเป็นเรื่องปลายเหตุ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าสังคมต้องการทางเลือก รวมทั้งมนุษย์เองก็ต้องการทางเลือก

"เพราะฉะนั้นเราควรเสนอทางเลือกให้เขา ทางที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ที่เขาจะเห็นแล้ว มองว่าดีกว่าที่เขาจะทำแท้ง หรือการเอาเด็กออก อาตมาก็เสนอมุมมองเหล่านั้นว่า มันควรมีทางเลือก ศาสนาควรให้ทางเลือกกับเขา เป็นกัลยาณมิตร กับเขา คุยกับเขาได้ ไม่ใช่การมองว่าคนเหล่านี้เป็นคนบาป"

LGBT กับการบวชเป็นพระ

ทัศนะต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือ LGBT ต่อการบวชในศาสนาพุทธ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พระมหาไพรวัลย์แสดงความเห็นไว้ช่องยูทิวบ์ของพระมหาไพรวัลย์

พระมหาไพรวัลย์ กล่าวในประเด็นนี้ว่า คณะสงฆ์ในไทยเปิดกว้าง ยอมรับคนที่เป็นบุคคลเพศหลากหลายเข้ามาบวช แต่เป็นการเปิดกว้างตามธรรมวินัย เมื่อบวชเข้ามาแล้วต้องอยู่ในกรอบวินัยของสงฆ์ อีกทั้งต้องมีพระอุปชฌาย์รับรอง โดยยกตัวอย่าง หลวงพี่แจ๊ซ อดีตมิสทิฟฟานี

"ศาสนาในสังคมไทย ไม่ได้กีดกันเลย เพียงแต่ว่าการบวช มันก็มีขอเขต กฎเกณฑ์ของการบวช ซึ่งต้องไปดูพระวินัย อาตมาเคยพูดไปแล้วในพระวินัย ในบัณเฑาะก์ 5 ประเภท มี 2 ประเภทเท่านั้นเองที่ท่านห้าม ประเภทแรกก็คือ เป็นประเภทที่ถูกตอนไปแล้ว ไม่มีอวัยวะเพศ หรืออาจจะแปลงเพศไปแล้ว ก็บวชไม่ได้ หรือคนมีสองเพศในเพศเดียวกัน หรือมีเพศที่ระบุไม่ได้ไม่ชัดเจน แต่อีกสามประเภท ที่มีลักษณะเบี่ยงเบน หรือรักร่วมเพศ ก็ได้ ท่านไม่ได้ห้ามเลย เพียงแต่ว่า มีข้อแม้ว่า เมื่อคุณมาบวชแล้ว คุณต้องละพฤติกรรมเหล่านั้น ให้หมด..."

พระมหาไพรวัลย์ กล่วาว่า แต่การแต่งหน้าทาปาก หรือแสดงกิริยาบางอย่างญาติโยมรู้สึกว่าไม่นำไปสู่ความศรัทธาเลื่อมใสนั้นก็ไม่สามารถทำได้

"อาตมาว่ามีหลาย ๆ ท่านเลยที่อดีตเคยเป็น LGBT ที่ท่านบวชมาแล้วท่านปฏิบัติได้ ท่านอยู่ได้"

"อย่าว่าแต่ผู้ชายเลยนะ ทุกวันนี้ ยังมีกลุ่มภิกษุณี แม้ทางคณะสงฆ์ยังไม่ยอมรับ แต่ก็มี คณะภิกษุณี คณะสงฆ์ก็ไม่ได้ทำอะไรท่านเลย อย่างภิกษุณีที่เกาะยอ หรือ ที่นครปฐม ก็อยู่คณะของท่านไป และทำงานเผยแผ่ศาสนาได้เหมือนกัน"

Source: https://www.bbc.com/thai/thailand-58455025

ที่ 1 สร้อยทองจะมาร่วงเพราะเวทีแบบนี้ไม่ได้...!!


ช่วงเอื้อยอ้ายขอขอบคุณ...





วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2564

"ไม่สำรวมแบบนี้ใครจะศรัทธา หัวเราะ = ศาสนาเสื่อม" พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ

ไม่สำรวมแบบนี้ใครจะศรัทธา หัวเราะ = ศาสนาเสื่อม

อาตมาคิดว่า แน่นอนทีเดียวในการที่อาตมาเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการในการเผยแผ่ศาสนาแล้ว จะต้องมีชาวพุทธบางกลุ่มมองว่า ไม่เหมาะ ไม่ควร ทำให้ศาสนาเสื่อม หรือทำให้คนหมดศรัทธา ไม่ว่าชาวพุทธกลุ่มนั้น จะมองแบบไหน อาตมาขอยอมรับและไม่ขอปฎิเสธเลย

อาตมาจะเขียนให้ชัดอีกครั้งว่า เหมาะสมทั้งหมด ไม่มีทางเป็นไปได้ และไม่เหมาะสมทั้งหมด ก็อาจไม่มีอยู่จริง ธรรมะมันเหมือนกับอะไรบางอย่าง ซึ่งมีหลายระดับและเหมาะกับคนแต่ละช่วงวัยแตกต่างกันไป บางคนอาจจะชอบกับรสขมของอเมริกาโน่ ในขณะที่บางคนอาจกินได้แค่ลาเต้อย่างเดียว

อาตมาปลื้มใจมากนะ วันนี้มีโยมคณะหนึ่งมาขอพบอาตมา อาตมาถามเขาว่า พวกโยมมาจากไหน พวกเขาตอบว่า มาจากบ้านค่ะ (สภาพพพพนะน้องนะ) ฟังแบบนี้ก็โล่งใจ อาตมาจึงเข้าไปสนทนาด้วย (คือถ้าบอกว่า มาจากโรงพัก ก็อาจจะคิดหนักหน่อย)

ในคณะที่ว่านี้ มีโยมผู้หญิง 2 คน เป็น 2 แม่ลูก คนแม่ชื่อว่าโยมผึ้ง ส่วนคนลูกอาตมาจำชื่อไม่ได้ (ถ้าจำได้เดี๋ยวค่อยมาเขียนใส่ทีหลัง) (จำได้แล้วชื่อพิ้งกี้)

ความพิเศษของสองแม่ลูกนี้ ก็คือว่า โยมผู้หญิงที่เป็นลูก ตอนนี้เธออายุ 22 ปี เมื่อตอนที่เธออายุ 18 คือเมื่อ 4 ปีที่แล้ว โยมพิ้งกี้ ได้ตัดสินใจขออนุญาตแม่ของเธอเพื่อที่จะเลิกนับถือศาสนา และกลายเป็นคนที่ไม่มีศาสนา ทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย 

เธอให้เหตุผลว่า ศาสนาที่เธอเข้าใจในตอนหลัง กับศาสนาที่เธอได้รับการปลูกฝังมาไม่เหมือนกัน ศาสนาแบบปลูกฝัง เป็นเรื่องอะไรที่เข้าใจยากมาก เต็มไปด้วยเรื่องเกินจริง ไม่มีเหตุผล เคร่งครัด และเต็มไปด้วยข้อจำกัด ในขณะที่ศาสนาที่เธอเข้าใจในตอนหลัง กลับไม่ใช่อะไรเลย 

อาตมาคุยกับโยมผึ้งผู้เป็นแม่ โยมผึ้งบอกว่า ด้วยการที่ตัวเองเป็นครูด้วย ตอนนั้น ก็เผื่อใจไว้แล้ว คือไม่คิดที่จะขัดขวางลูก และพร้อมเสมอในการรับฟังเหตุของลูก หากต้องการจะเลิกนับถือศาสนา เธอแนะนำให้ลูกของเธอไปจัดการเรื่องบัตรประชาชน ตามความประสงค์อย่างที่ลูกอยากจะเป็น 

เธอบอกว่า เธอถามลูกว่า แล้วหนูจะนับถืออะไร ยึดเหนี่ยวอะไร ลูกของเธอก็ตอบว่า หนูขอนับถือตัวเองและมีแม่เป็นที่ยึดเหนี่ยวก็พอ ลูกของเธอสักคำว่าแม่ ไว้ที่หน้าอกด้วย โยมผึ้งกล่าว

โยมผึ้งเล่าต่อไปว่า สิ่งที่เป็นเรื่องที่เธอรู้สึกตกใจและเซอร์ไพรส์เป็นอย่างมาก คือตลอดระยะเวลา 4 ปี นับตั้งแต่ที่ลูกของเธอเลิกนับถือศาสนา ลูกของเธอแทบจะไม่เข้าวัดเลย ไม่เข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาใดๆ เลย ถ้าไปวัดด้วยกัน ลูกเธอมักจะขอรออยู่ด้านนอกตลอด

โยมผึ้งกล่าวว่า การที่ลูกของเธอเลิกนับถือศาสนา บางครั้งก็นำความลำบากใจมาให้กับเธอบ้าง บางครั้งเธออยากไปปฎิบัติธรรมที่วัดต่างจังหวัดตามคำแนะนำของเพื่อน แต่เมื่อลูกไม่ไปด้วย ก็ทำให้เธอเดินทางไปไม่ได้ ในความไม่เห็นตรงกันเรื่องศาสนานี้ ทำให้โยมผึ้งกับลูกสาวของเธอแทบจะไม่ค่อยคุยกันเลย

อาตมาสนทนากับโยมผึ้ง โยมผึ้งบอกว่า ที่ทั้งรู้สึกดีใจและตกใจ เพราะ 2-3 วันที่ผ่านมานี้ ในทุกๆ คืน เธอจะเห็นลูกของเธอฟังธรรมะตลอด (ธรรมะอะไรก่อน สภาพพ) และเมื่อวันนี้ที่เป็นวันเกิดเพื่อน เธอได้ลองชวนลูกของเธอมาทำบุญที่วัดด้วย ลูกเธอ ตอบตกลง

โยมผึ้งบอกว่า แปลกใจมาก เพราะมาทำบุญวันนี้ ลูกเธอไม่เพียงไม่ปฎิเสธการเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาเมื่อครั้งก่อนๆ แต่ลูกเธอยังแสดงความมีส่วนร่วม ยังช่วยยกสังฆทาน ผ้าไตร และเป็นคนนำเธอเข้าไปหาพระด้วยซ้ำ "เขากรวดน้ำด้วยนะ" โยมผึ้งพูดแบบคนที่ทั้งรู้สึกดีใจและแปลกใจ

เรื่องของโยมผึ้งและโยมพิงกี้ สร้างความประทับใจให้กับอาตมามากๆ แม้ในตอนนี้โยมพิ้งกี้จะยังไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ และเป็นคนที่เรียกตัวเองว่า "ไม่มีศาสนา" อยู่

อาตมาคงต้องพูดซ้ำๆ แหล่ะว่า รูปแบบของการสอนธรรมะ มันก็มีบริบทและกลุ่มคนที่จะรับฟังแตกต่างกันไป การสอนในรูปแบบหนึ่ง อาจจะเหมาะกับคนกลุ่มหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจจะไม่เหมาะกับคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้

อาตมาไม่สามารถทำให้ใครรู้สึกพึงพอใจในรูปแบบการสอน การเทศน์ การพูด หรือแม้แต่การประพฤติตัวของอาตมาได้นะ แต่ในขณะเดียวกัน อาตมาก็มั่นใจว่า ทุกคนสามารถเลือกเสพในสิ่งที่เหมาะหรือถูกจริตของตนเองได้ 

ดังนั้น เชื่ออาตมาเถอะ อย่ายอมให้อาตมากลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์หรือความขัดข้องใจในการนับถือศาสนาของใครเลย  อาตมาไม่เท่ากับศาสนา อาตมาไม่เท่ากับพระสงฆ์ทุกรูป 

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ควรจะท่องจำให้ได้แบบท่านนายกกันบ้าง

ดีใจนะ ที่ได้คุยกับโยมพิงกี้ ดีใจที่เราดูศาสดาขอพักร้อนเหมือนกัน คนไม่นับถือศาสนา ดูเข้าใจสาระของศาสนา มากกว่าคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นศาสนิกซะอีก 

เอาอะไรมาเสื่อม ถามก่อนนน สภาพพ



ที่มา : พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ


วันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2564

"มีเรื่องเล่าและแง่คิดมาฝากนะโยม จากการที่อาตมาได้ลงพื้นที่ที่สำนักสงฆ์ภูหินกอง จังหวัดหนองบัวลำภูวันนี้" (พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ)

มีเรื่องเล่าและแง่คิดมาฝากนะโยม จากการที่อาตมาได้ลงพื้นที่ที่สำนักสงฆ์ภูหินกอง จังหวัดหนองบัวลำภูวันนี้ 

หลังจากที่อาตมาได้คุยกับลูกศิษย์ของอดีตพระธรรมกรและสำรวจพื้นที่โดยรอบของสถานปฎิบัติธรรมแห่งนี้ ทำให้อาตมาเข้าใจว่า ทำไมคนอย่างอดีตพระธรรมกรเอง หรือแม้แต่ลูกศิษย์ของเขาจึงเชื่อว่า การตัดหัวเป็นพุทธบูชา เป็นเรื่องที่ถูกต้อง

จากการที่ได้สอบถามพูดคุย อาตมาค่อนข้างมั่นใจว่า การตัดหัวของอดีตพระธรรมกร ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดในคัมภีร์อนาคตวงศ์ เรื่องการบำเพ็ญปรมัตถบารมี และการจะได้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคต ลูกศิษย์อดีตพระธรรมกร ยืนยันและเชื่อมั่นชัดเจนจนถึงตอนนี้ว่า การกระทำของอาจารย์ของพวกเขา เป็นเรื่องที่น่ายกย่องสรรเสริญ และเป็นการบำเพ็ญบารมีตามหลักพระพุทธศาสนา

เพราะเชื่อกันแบบนี้นะ ลูกศิษย์ของอดีตพระธรรมกรจึงไม่มีใครห้ามปรามอาจารย์เลย ไม่แค่นั้นหลังจากที่อาจารย์ของเขาตัดหัวตัวเองแล้ว ลูกศิษย์ได้ช่วยกันทำความสะอาดและทำลายหลักฐานทุกอย่างที่อาจารย์ของเขาใช้ก่อเหตุ เครื่องกิโยตินถูกทำลาย  มีการเผาศพอดีตพระธรรมกรไปแล้วนะ อาตมาได้ไปดูที่เผาศพด้วย  ตอนนี้บริเวณนั้นถูกวางทับด้วยก้อนหินซ้อนกันคล้ายเจดีย์ 

มีสิ่งหนึ่งที่อาตมาค่อนข้างเอะใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน คือในสำนักสงฆ์แห่งนี้มีเทวรูปเยอะมาก มีศิวลึงค์ด้วย ก็ไม่รู้ว่า เรื่องการตัดหัวของอดีตพระธรรมกร มีความเชื่อเรื่องการบูชายัญมาเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน

ใครจะมองเรื่องนี้ยังไงไม่รู้นะ แต่สำหรับอาตมา อาตมามองว่า คัมภีร์ในชั้นหลังหลายๆ คัมภีร์ ซึ่งถูกเขียนขึ้นในนามของพุทธศาสนาโดยนักบวชในพระพุทธศาสนามีปัญหามาก แม้แต่คัมภีร์อนาคตวงศ์เอง ซึ่งถูกแต่งขึ้นโดยพระกัสสปะ ภิกษุจากอินเดียใต้ หลังพุทธปรินิพพานตั้ง 1700 กว่าปี 

การพูดถึงการบำเพ็ญปรมัตถบารมีของเหล่าพระโพธิสัตว์มีปัญหามาก โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายคือโพธิญาณ การกระทำเหล่านี้หลายอย่างสุดโต่งและขัดแย้งในตัวเอง หากเราพิจารณาให้ดีตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า

อย่างเรื่องการตัดหัวนี่ชัดเจนเลยนะ ถ้าการตัดหัวตัวเองแม้เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง เป็นการบำเพ็ญบารมี พระพุทธเจ้าจะตำหนิการฆ่าสัตว์เพื่อบูชายัญของศาสนาอื่นทำไม ? 

ถ้าพระพุทธเจ้าสรรเสริญเรื่องตัดหัวตัวเองเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา พระพุทธเจ้าจะตำหนิพระที่ฆ่าตัวตายเพราะฟังอสุภะกรรมฐานทำไม ?

หลักการอันหนึ่งของพระพุทธศาสนาที่ชัดเจนมากนั้นคือ การปฎิบัติธรรม ต้องเป็นไปเพื่อการไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น แล้วการตัดหัวตัวเองละ เป็นไปการเบียดเบียนหรือไม่ ?

มีบทสวดอันหนึ่งตอนหนึ่งนะ เวลาที่เราทำวัตรเย็น เรามักจะสวดกันว่า "ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม และพระสงฆ์" คำสวดนี้ก็มีปัญหามาก เพราะแต่งขึ้นในสมัยพระวชิรญาณภิกขุออกผนวชและตั้งคณะพระธรรมยุติ คำสวดหลายตอนเอาอย่างคริสต์ศาสนา ที่เน้นการถวายตัวเพื่อพระเจ้า

อาตมาไม่มั่นใจว่า อดีตพระธรรมกร จะได้รับอิทธิพลจากคำสวดนี้และเผลอตีความอย่างเข้าใจผิดไปเองหรือเปล่า ? การมอบกายถวายชีวิตในทางพระศาสนา ท่านไม่ได้หมายถึงให้เรา ไปฆ่าตัวตายเพื่อบูชาพระรัตนตรัยนะ แต่ท่านหมายถึงให้เราอุทิศตัวเองเพื่อเผยหลักธรรมคำสอนในพระศาสนา อันนี้ก็ต้องระวังให้ดี เหมือนเราได้ยินคำว่า บวชถวายอก นั้นไม่ได้หมายถึงให้เราตัดอกออกมาถวายให้กับศาสนา แต่หมายถึงการที่เราปวารณาตัวว่าจะอยู่แนบสนิทกับพระศาสนาตลอดไป อย่างเป็นพระก็ไม่ลาสิกขาอย่างนี้เป็นต้น

นี่อยากจะฝากไว้นะโยมให้เป็นอุทาหรณ์และเรื่องที่เราจะขบคิดกัน อะไรคือหลักการของศาสนาพุทธ อะไรไม่ใช่ ? อะไรที่เราควรเชื่อถือ อะไรที่เชื่อถือไม่ได้






ที่มา : ไพรวัลย์ วรรณบุตร


มีเรื่องเล่าและแง่คิดมาฝากนะโยม จากการที่อาตมาได้ลงพื้นที่ที่สำนักสงฆ์ภูหินกอง จังหวัดหนองบัวลำภูวันนี้...

Posted by ไพรวัลย์ วรรณบุตร on Monday, April 19, 2021

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

เมื่อมีคนคอมเม้นต์ซ้ำซากถามพระมหาไพรวัลย์ว่า "ก่อนเป็นพระ ท่านเป็นนาคหรือเป็นหมา" มาดูกันท่านจะตอบอย่างไร?

เมื่อมีคนมาคอมเม้นต์ซ้ำซากถามพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณว่า "ก่อนเป็นพระ ท่านเป็นนาคหรือเป็นหมา" มาดูกันท่านจะตอบอย่างไร?

สังเกตจากการที่ยังมีคนมาคอมเม้นต์ซ้ำซาก ด้วยการถามอาตมาว่า "ก่อนเป็นพระ ท่านก็เคยเป็นนาคมาก่อนไม่ใช่หรอ" หรือแบบเสียดสีว่า "ก่อนเป็นพระ ท่านเป็นนาคหรือเป็นหมา" (อันนี้แอบขำ)

ทำไมคนพุทธส่วนใหญ่ถึงพากันเข้าใจว่า การบวชพระต้องการผ่านเป็นนาคก่อน จึงจะบวชได้ ทั้งๆ ที่การเป็นนาคไม่มีในบัญญัติ และในสมัยพุทธกาล การจะเป็นอุปสัมบัน (ผู้อุปสมบทเป็นภิกษุ) ไม่จำเป็นต้องนุ่งขาว หรือผ่านการทำพิธีอย่างที่เรียกว่า นาค แบบในสมัยปัจจุบันนี้

อันนี้สะท้อนเรื่องความล้มเหลวในการเข้าใจในพระพุทธศาสนาของคนพุทธในสังคมไทยหรือเปล่า ? หรือเป็นเพราะว่า เรายึดติดในพิธีกรรม จนกระทั่งหลงคิดไปว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของสาระในทางศาสนาไปแล้วจริงๆ 

ในสมัยพุทธกาล ท่านไม่เรียกคนจะบวชว่า นาค นะ แต่ท่านเรียกว่า กุลบุตร กับ อนุปสัมบัน อีกอย่างที่ถามมาเยอะ คืออาตมาเป็นสามเณรที่พออายุครบ ๒๐ ปี ก็ผ่านการญัตติจากคณะสงฆ์เป็นภิกษุเลย ไม่ได้สึกไปเพื่อเข้าพิธีเป็นนาคก่อนแต่อย่างใด 

ปล. อันนี้รบกวนช่วยกันทำความเข้าใจให้ถูกต้อง #นะโยมนะ





ที่มา : พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ

สังเกตจากการที่ยังมีคนมาคอมเม้นต์ซ้ำซาก ด้วยการถามอาตมาว่า "ก่อนเป็นพระ ท่านก็เคยเป็นนาคมาก่อนไม่ใช่หรอ"...

Posted by พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ on Thursday, February 11, 2021

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

 ศรัทธาหรือความเชื่อในนิยามของศาสนาพุทธเป็นเป็นเช่นไร? พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ มีคำตอบให้

ศรัทธาหรือความเชื่อในนิยามของศาสนาพุทธเป็นเป็นเช่นไร? พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ มีคำตอบให้...

ความเชื่อใดก็ตาม จะเป็นความงามและเป็นคุณประโยชน์สำหรับชีวิต ก็ต่อเมื่อความเชื่อนั้นส่งเสริมให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองในการที่จะเคารพนับถือและมองเห็นศักยภาพในตัวของเขาเองมากยิ่งขึ้น 

ความเชื่อที่เป็นความงาม ต้องส่งเสริมให้มนุษย์มีความงอกงามในทางสติปัญญา ในการแก้ไขปัญหาและการจัดการกับความทุกข์ซึ่งเกิดขึ้นในตัวของเขาด้วยตัวของเขาเอง

ศรัทธาหรือความเชื่อในนิยามของศาสนาพุทธเป็นเช่นนี้ พระพุทธเจ้าสอนให้คนอาศัยความเชื่อ ก็เพื่อประโยชน์เดียว นั่นก็คือเพื่อการพัฒนาจิตใจและสติปัญญาให้เข้มแข็งมากขึ้น 

ความเชื่อใดที่เชื่อแล้วส่งเสริมให้มนุษย์พึ่งพิงอ้อนวอนสิ่งอื่นๆ นอกตัวมากขึ้น ส่งเสริมให้มนุษย์ขลาดกลัวและไร้เหตุผล ส่งเสริมให้มนุษย์อ่อนแอและไม่เคารพนับถือตัวเอง 

ความเชื่อนั้นๆ พระพุทธศาสนาถือว่า ไม่ถือเป็นประโยชน์สำหรับชีวิต ในทางกลับกันยังเหนี่ยวรั้ง ยังก่อทุกข์ ยังสร้างความทึบเขลาทางปัญญาให้กับคนที่หลงไปยึดถืออีกด้วย.

ที่มา: 

ความเชื่อใดก็ตาม จะเป็นความงามและเป็นคุณประโยชน์สำหรับชีวิต...

Posted by พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ on Monday, February 1, 2021