วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565

ฟังธรรมตามกาล

ฟังธรรมตามกาล

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

พุทธัง ธัมมัง สังฆัง นะมัสสามิ
อิโต ปะรัง สักกัจจัง ธัมโม โสตัพโพติ

วันนี้เป็นวันอัฏฐมี ดิถีที่ ๘ ค่ำมาถึงแล้ว วันนี้ฝ่าย พุทธบริษัททั้งหลายถือว่าเป็นวันพระ ซึ่งนับเนื่องมาจากโบราณกาลของชาวพุทธทั้งหลาย มาแบ่งวันปันส่วนให้ชาว พุทธทั้งหลายเข้าสู่ธรรมะ ให้ฟังธรรมะที่วัดวาอาราม เป็นธรรมดา ชาวพุทธเราทั้งหลายถือเป็นกาลเวลา โบราณอาจารย์  ท่านจัดเดือนหนึ่งเป็นวันพระอยู่ ๔ วัน เป็นวัน ฆราวาสอยู่ ๒๖ วัน ๒๗ วัน  เป็น ๓๐ วันนะ เดือนหนึ่งมี วันพระอยู่ ๔ วัน เป็นวันคฤหัสถ์วันฆราวาสอยู่ ๒๖ วัน แบ่งกันอย่างนั้น ฆราวาสได้หลายกว่า มากกว่า เดือนหนึ่งได้ ๒๖ วัน พระได้ ๔ วัน

ขนาดนี้ยังไม่พอใจนะ ยังขโมยวันพระไปอีกด้วย วันพระ ๔ วันเท่านั้น ให้ ๒๖ วัน ยังขโมยวันพระไปอีก จนมาถึง บัดนี้ วันพระจะไม่เหลือซะแล้ว เลยเจียดให้เป็นวันฆราวาส ทั้งหมด ทั้ง ๓๐ วันเลย อันนี้ดูจากว่าเราข้ามเขตกันมาไหมล่ะ ๒๖ วัน เรายังไม่พออีก ยังมาขโมยวันพระไปอีกด้วย วันพระ ท่านได้ ๔ วัน คือ เป็นวันเทียบเดือนหนึ่ง เราจะต้องมาพยายามอบรมสันดานของมนุษย์เราทั้งหลาย พยายาม อยู่เรื่อย ถ้าเราไม่อบรม...นานๆถึงจะมาอบรมทีนึง สมกับ พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า วันคืนมันล่วงไป บัดนี้เราทำ อะไรอยู่

เรามันมีความวุ่นวาย มุ่งหมายแต่อย่างอื่นโดยมาก ไม่นึกถึงตัว ไม่เห็นตัว พระองค์กลัวพวกเราทั้งหลายจะเผลอ ไปซะ อย่าได้ลืมว่าวันคืนล่วงไปๆ มันไม่ล่วงไปแต่วันนะ ชีวิตของเราก็ล่วงไป เฒ่าไป แก่ชราไป ผลที่สุดมันก็หมด  อย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนว่า วันคืนล่วงไป ล่วงไป บัดนี้เราทำอะไรอยู่ คือ ท่านกำชับให้พวกเราทั้งหลายได้พิจารณาให้อยู่ในปัจจุบัน นั่นว่าเรามานี่ เรามาจากไหน มาเพราะอะไร ใครนำมา จะมาอยู่นี่กี่ปี กี่เดือนกัน รู้ไหม จะออกจากนี่ จะไปไหนกัน เมื่อเราระลึกถึงวันคืนอยู่อย่างนี้ เราจะครวญคิดอย่างนี้ อยู่เรื่อยๆ เมื่อความคิดอย่างนี้อยู่สม่ำเสมอ เราจะเห็นว่าชีวิต มนุษย์สัตว์ทั้งหลายเกิดมานี้ก็ไม่นานนัก เป็นเด็กแล้วก็แปร เป็นหนุ่ม เป็นคนเฒ่า เป็นคนแก่ เปลี่ยนไปทุกวัน เราพยายาม มุ่งพิจารณาอย่างนี้ เราจะพยายามว่าทางไปทางมาของเรา เพราะว่าเรายังไม่หมดห่วง ยังไม่หมด ยังอยู่ ยังมีเรื่องต่อ

เช่น พวกเรามาฟังธรรมนี้ ก็คิดว่าจะกลับบ้านอยู่ ทุกคน นั่งไปๆก็พักนั่ง ก็คิดว่ากี่โมงแล้วหนอ กลับไปบ้านทัน ไหมหนอ มันห่วงอยู่อย่างนี้  เรานี่ก็เหมือนกันฉันนั้น เรามา ทำมาหากินอยู่ในโลกนี้ เราจะรู้จักชีวิตของเราว่า เรามายังไง ไปยังไง มายังไง มีเครื่องหมายไหม ว่าเราจะอยู่กันกี่วัน กี่ปี กี่เดือน อย่างนี้ เมื่อเราระลึกเช่นนี้อยู่ เราก็จะรีบขวนขวาย เพื่อประพฤติปฏิบัติ ไอ้สิ่งอะไรที่ว่ามัน ไม่ดี ไม่เป็นสาระ ที่ว่ามันไม่เป็นประโยชน์แก่ตน แก่บุคคลอื่น ซึ่งเรากระทำด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี อันนั้นเราก็พยายามเขี่ยออกห่างไกลเรา เพื่อความสวัสดี  ถ้าหากว่าเราไม่คิดเช่นนั้น ก็เรียกว่า เราไม่รู้จักต้นปลาย ต้นทางตรงไหน กลางทางตรงไหน ปลายทางตรงไหน เรามาแต่ที่ไหน แล้วเราจะอยู่กี่ปี กี่เดือน แล้วไปที่ไหน แล้วใครเป็นคนนำไป เราก็จะไม่รู้เรื่อง ทีนี้ก็อยู่ ไปโดยที่ว่า ไม่มีสาระอะไรในจิตใจของเรา อย่างนั้นมันก็คล้ายๆที่ว่า ไม่มีกาล ไม่มีเวลา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเรียกว่า มัน คล้ายๆกันกับสัตว์ อย่างไก่อย่างนี้ไม่รู้เรื่อง ตอนเช้ามาก็พา ลูกคุ้ยเขี่ยหากินไป เย็นมาแล้วก็นอนในเล้าไก่ พรุ่งนี้ก็เขี่ยกัน ไป มะรืนนี้ก็เขี่ยกันไป ไม่รู้จะไปตรงไหน มาที่ไหน ไม่รู้จัก เจ้าของเขาเลี้ยงไก่ ก็ไม่รู้เจ้าของเขาเลี้ยงไว้ทำไม ไม่รู้จัก รู้สึก แต่ว่าเขาเอาข้าวมาให้กิน ก็นึกว่าเขารักเรา ทุกวันๆเอาข้าวมา โปรยให้กิน ก็นึกว่าเจ้าของเขารักเรา ก็วิ่งกันมากินข้าวอยู่ ทุกวัน

เจ้าของไก่คิดอย่างหนึ่ง ไก่มันคิดอย่างหนึ่ง เจ้าของ ไก่พยายามเลี้ยงไก่ ว่าโตแล้วหรือยัง มันได้ ๒-๓ กิโลแล้วหรือ เปล่า เจ้าของไก่คิดไปอย่างนี้ ไก่...แหม เราสนุก กินอาหาร นานๆก็คุ้นเข้ามา ก็เข้ามาใกล้ เจ้าของก็จับดู ยกขึ้นดู นี้ก็นึก ว่าเจ้าของรักเรา.. เปล่า เจ้าของนึกว่ามันหนักเท่าไรแล้ว มัน จะพอ ๒ กิโลหรือเปล่า คิดไปอย่างนั้น ไก่ก็นึกว่าเจ้าของรักเรา คิดไปคนละอย่าง เจ้าของไก่กับไก่ ไก่ก็คุ้นเข้ามา กินเข้ามา ตะพึด ให้มันอ้วนขึ้น เจ้าของก็เร่งเอาข้าวให้มันโตให้มันใหญ่ขึ้นมา เมื่อจับขึ้นมาได้ ๒-๓ กิโลก็ดีใจแล้ว ไก่ไม่รู้เรื่องแหละ ไม่รู้จัก นึกว่าเขารักเรา มันเป็นเช่นนี้ คือมันไม่รู้เรื่อง มันเกิด มาทำไม เป็นอะไรต่อไปไม่รู้เรื่อง อย่างนี้

มัจจุราชคือความตาย เหมือนเจ้าของไก่ มัจจุราชมา ตามถึงเราเมื่อไร ไม่รู้จัก มัวแต่เพลิน เพลินน้ำรูป น้ำเสียง น้ำกลิ่น น้ำรส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อยู่อย่างนั้น คือถ้า ไม่รู้จักแก่ ก็ไม่รู้จักพอ คำว่า “พอ” ไม่ได้ยิน คำที่ว่า “แก่” ก็ เกลียด ไม่อยากจะพูดให้ได้ยินเลย อาตมาไปสหรัฐ ไปเทศน์ เรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ไหว เขาไม่ฟังเลย...กลัว เขาเกลียด คำที่ว่ามันแก่ มันเฒ่า มันตาย เราไม่อยากได้ยินเลย ไม่อยาก จะได้ยิน คืออันนี้เรียกว่า กลัวมันจะเห็นแก่ เห็นเจ็บ เห็นตาย เดี๋ยวใจเราจะไม่สบาย

พระพุทธองค์ของเรามีความมุ่งหมายว่า  อยากจะ เห็นความแก่ เราจะมีความสลดสังเวชบ้าง เมื่อเราทำความชั่วมานานแล้ว ควรจะพอ เลิกมันเสีย  มันก็เท่านั้นแหละ มันแก่แล้ว จะเอาไปทำไมมากมาย มันต้องคิดอย่างนี้ พวกสหรัฐ เจริญหลาย เจริญด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ พูดถึงความแก่...เขาหน้างอ ไม่อยากจะฟังกันแล้ว ๗๐-๘๐ ยังปากแดง เล็บแดงเสมอ ยังขึ้นรถจักรยานแข่งกันอย่างกับเด็กอยู่นั่นแหละ คือคนไม่รู้จักแก่ ไม่รู้จักแก่...มันก็ ไม่รู้จักพอ เมื่อไม่รู้จักพอ...มันก็ยุ่ง มันเป็นซะอย่างนั้น

ฉะนั้น บรรพบุรุษท่านจึงแบ่งวันพระ ให้พระเดือน หนึ่ง ๔ วัน ๒๖ วันเป็นวันโยม ให้ทำมาหากินด้วยความชอบ เมื่อทำมาหากินพอสมควรแล้วก็มาพักกันเสีย เข้ามาวัดน่ะ พระท่านจะพูดอะไรให้ฟังบ้างไหม เมื่ออยู่ในบ้าน...อันนั้นก็ เรา อันนั้นก็ของเรา ของเราทั้งหมดเลย ไม่เคยได้ยินว่า ไม่ใช่ ของเรา ไม่เคยได้ยินเลย บางทีก็แอบเข้ามาในวัด พระท่าน เทศน์ให้ฟัง อันนั้นก็ไม่ใช่เรา อันนั้นก็ไม่ใช่ของเรา เอ๊ะ! ทำไม เป็นอย่างนั้นเล่า เอะใจขึ้น ทำไมเป็นอย่างนั้น ของเราแท้ๆ เราสะสมมาแต่นานๆ พระท่านพูดโกหกรึไงนี่ ท่านว่าอันนั้นก็ ไม่ใช่เรา อันนั้นก็ไม่ใช่ของเรา ตกตะลึงไม่รู้ว่าจะเอายังไงดี ฟังไปเรื่อย มาเมื่อไรท่านก็พูดว่า อันนั้นไม่ใช่เรา อันนั้นก็ ไม่ใช่ของเรา เราก็ฟังสะสมกันในใจ อันนี้ก็ของเรา อันนี้ก็เรา อันนี้ก็ของเรา อยู่อย่างนี้ ไอ้ความเห็นอย่างนี้มันเลยยังอยู่ ตลอดเวลากับธรรมะ โลกกับธรรมะมันแย่งกัน โลกก็ยังไม่ยอม อยู่นั่นแหละ อันนี้ก็ของเรา อันนี้เรา อันนี้ของเรา

มาถึงพระท่านก็ว่า อันนี้ไม่ใช่เรา อันนั้นไม่ใช่ของเรา พูดไปคนละทางเลยนะ จนกว่าเราจะชำนาญในการฟังธรรมะ ว่า เออ...ไม่ใช่ของเรา ถูกของพระนะ มันนานเห็น มันนานพบ นะ มันนานเจอ มันนานเห็น ก็คิดนานๆ มาวัดทีนึง ก็ได้มาฟัง แต่อย่างนั้นแหละ ถ้ากลับไปบ้าน อันนั้นก็เรา อันนั้นก็ของเรา ไม่ได้คิดนึกอะไร มาถึงพระท่านก็ว่า อันนี้ไม่ใช่เรา อันนั้นก็ ไม่ใช่ของเรา เถียงไปข้างๆคูๆอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา แล้วเป็น เหตุให้เราภาวนา เอ...นี่มันของใครจริงแน่นอน จริงดังพระ หรือว่าจริงของเรา เราก็จะได้คิดดู คิดไปคิดมาๆ เกิดการ ภาวนา นั่น! การฟังธรรมมีประโยชน์อย่างนี้

จะได้เห็นว่า นานๆไป พิจารณาเรื่อยๆไป อายุมัน มากขึ้นมาหน่อย โลกมันบีบบังคับขึ้นมาหน่อย จะพูดอะไร ในร่างกายมันก็ไม่เชื่อ ไม่ฟัง สารพัดอย่าง แม้แต่ลูกในอก ของเรา เกิดมามันก็ยังไม่ฟังเลยนะ อย่าไปอย่างนั้นเลยนะ... ไป อย่าเกอย่างนั้นเลยนะ...เก เลยวุ่นกันไป คิดไป ที่มันเห็นในปัจจุบัน เราก็จะเห็นว่า ธรรมะที่ท่านพูดน่ะมันจริงนะ ที่ เรียกว่าเป็นของของเรานั้น มันก็เป็นเพียงแต่ของสมมติ ที่เรียกว่าเป็นเรานั้น ก็สักแต่ว่าเป็นของสมมติเท่านั้น

ถ้าพูดตามความจริงแล้ว มันถูกคำพระ แต่เรายัง ไม่เห็นความจริง ตามความเป็นจริงของพระ เราก็ยังไม่เชื่อ ไม่รู้จัก ถ้าเราฟังไปพิจารณาไป รู้เรื่อง เราจะเห็นว่าของนี้ ไม่ใช่ของเราจริงๆนะ เห็นไหมที่บ้านเรา ที่เรียกว่าของเราน่ะ มันเคยแตกไหม เคยหายไหม มันเคยอะไรต่ออะไรไหม มัน เปลี่ยนแปลงไหม เห็นไหม มันก็เห็นเป็นตัวอย่างแหละ

ที่เราเรียกว่าของเรา มันไม่ใช่ของเรา คือมันบอกไม่ได้ ว่ามันไม่ฟัง มันเป็นสภาพของมันอย่างนั้น ไม่ว่าจะของข้างนอกกาย ของในกายของเรา ก็เอาสิ ในร่างกายของเรา แม้ส่วนใดส่วนหนึ่งของเราก็เหมือนกัน โรคเกิดขึ้นมาทำไม ถ้าเราเป็นเจ้าของมัน ทำไมจึงให้มันเป็นโรคของเขาอย่างนั้น ร่างกายมันเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ อยู่อย่างนั้น เราเกิดมาในที่นั้น เราก็นึกว่าอันนั้นเป็นของเราแท้ๆ แย่งเถียงกับสังขารอยู่ตลอด เวลาอย่างนั้น ผลที่สุดแล้วก็สู้ไม่ได้สักทีหนึ่ง ต้องแพ้สังขาร อยู่ทุกทีเลย ในที่สุดแล้วก็ไป จากกันไป ถึงคราวถึงสมัยแล้ว ก็ต้องไป ไม่ว่าจะผัดวันประกันพรุ่ง...ไม่ได้...ให้ลูกฉันโตซะก่อน ให้ฉันร่ำรวยซะก่อน อันโน้นอันนี้ไม่ได้...ไม่ได้ เมื่อเขาจะเอาไปเขาก็เอาไปทั้งนั้นแหละ...ว่าเมียฉันจะอยู่อย่างไร ลูกฉันจะอยู่ยังไง พ่อฉันจะอยู่ยังไง แม่ฉันจะอยู่ยังไง เขาไม่ถามถึงแล้ว พอถึงแล้วก็ไปกัน อย่างนี้

อันนี้ถ้าเราคิดเช่นนั้น  เราก็จริงเข้ามาในธรรมะ เมื่อ เราจริงเข้ามาในธรรมะเช่นนั้น ก็คล้ายๆเราเห็นงู เห็นอสรพิษ งูเห่าที่มันเลื้อยๆ งูเห่านี่มันมีพิษ ถ้าเราไม่เห็นมัน ไม่รู้จักมัน มันอาจฉกเราได้ มันอาจกัดเราได้ เราไปเหยียบมัน เราไปกำ มันได้ เรารู้จักงูอสรพิษ นี่งูเห่ามันมีพิษ แต่เรามองเห็นมันเสีย ก่อน มันเลื้อยมาข้างหน้า...นั่นงู แล้วนั่นอย่าเข้าไปใกล้มันนะ แล้วเราก็จัดการให้ห่างจากอสรพิษนั่น อสรพิษก็ไม่ได้ฉกเรา ไม่ได้กัดเรา พิษงูก็ไม่มาถึงเรา ถึงแม้มันมีพิษ มันก็ไปตาม เรื่องของมัน เช่นนั้นน่ะ...มันไม่ถึงเรา อันนี้ก็ฉันนั้น เพราะเรา ป้องกันตัวเราแล้ว อันนั้นมันเป็นพิษ  เราไม่เข้าใกล้มัน หลีก จากมันเสีย มันก็ไม่มีพิษ มีก็เหมือนไม่มี มันก็อยู่กับงู มัน ไม่พ่นพิษมาถึงเรา เราก็ไม่เป็นทุกข์

อันนี้ฉันใดก็ฉันนั้น ร่างกาย จิตใจนี้ ก็อสรพิษอย่าง หนึ่งเหมือนกัน เคยเห็นไหม ร่างกายมันอสรพิษน่ะ บางทีมันก็ปราศจากโรคภัย แข็งแรง ยิ้มแย้มแจ่มใส บางครั้งมันก็เป็นโรคออดๆแอดๆ ร้องไห้ก็ได้ เจ็บปวดก็ได้ นั่นคืออสรพิษ เรื่องจิตใจนี่ก็เหมือนกัน ถ้ามันได้อารมณ์ดี แล้วก็ดีหรอก ก็ค่อยยังชั่วหรอก ถ้าที่อารมณ์ไม่พอใจแล้ว นอนน้ำตาไหลอยู่ นั่นมันเป็นพิษ อย่างนั้นอสรพิษ มันกัด ไม่รู้จัก

อย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านให้ศึกษาธรรมะ ให้รู้จัก กายกับใจของเรา รูปังอนิจจัง เวทนาอนิจจา สัญญาอนิจจา สังขาราอนิจจา วิญญาณังอนิจจัง ทั้งกายและจิตนี้ รวมแล้ว ล้วนมีแต่ของไม่เที่ยงทั้งนั้นแหละ มีแล้วก็หาไม่เกิดแล้วก็ดับไป มันก็เป็นอย่างนี้ตลอดกาลตลอดเวลา มันเป็นอยู่อย่างนั้น เผินๆแล้วก็ดูเหมือนมันเป็นของจริง เผินๆดูแล้วมันก็เป็นของเหมือนสักแต่ว่ากาย สักแต่ว่าจิต สักแต่ว่าทุกข์เท่านั้นเอง ผลที่สุดแล้ว ถ้าเราไม่รู้สิ่งทั้งหลายนี้ สิ่งทั้งหลายจะ เป็นพิษ เหมือนงูอสรพิษมันกัดเรานั่นแหละ ไม่รู้มัน เราดันไปเหยียบมัน ไปจับมัน มันก็กัดเรา

เรื่องจิตใจเรานี้ ถ้าเราไม่รู้เรื่องกิเลสตัณหาแล้ว เราก็เป็นทุกข์ เมื่อสังขารร่างกาย มันแปรตามธรรมชาติต่างๆเราก็ร้องไห้เสียอกเสียใจ หลายอย่างหลายประการ อันนี้เรียกว่า กายเราเป็นพิษ จิตใจเราก็เหมือนกัน เมื่อคิดไปถึงอย่างหนึ่ง คิดไปถึงทุกข์ มันก็ทุกข์เข้าไป คิดให้มันทุกข์ เห็นมันผิด เป็นทุกข์ จนน้ำตามันไหลออก อันนี้ล้วนแต่เราคิดเอาทั้งนั้นแหละ บางทีคิดไปคิดมา คิด กลัว ไปอยู่ที่มืด กลัวว่ามีผีทั้งนั้นแหละ  กลัวแล้วก็วิ่ง คิดเอาแล้วก็วิ่ง กลัวแล้วก็คิดเอา เกิดขึ้นกับจิต ของเราที่มันโง่นั่นแหละ ถ้ามันกล้ามันก็คิดให้มันกล้า มัน กล้าหาญขึ้นมา มันก็เป็นอยู่อย่างนี้แหละ อันนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่แน่นอนสักอย่าง

มิฉะนั้น วันของคนเรานั้นมีอยู่ ๒๖ วัน เป็นวันพระอยู่ ๔ วัน ท่านจึงให้มาวัดอบรม หรือไม่มาวัด ก็ให้รู้จักวัตร คือ ข้อปฏิบัติอยู่ที่บ้านของเรา มันเป็นวิธีแบ่ง วันพระเป็นวิธีแบ่ง หรือวิธีลบ มาฟังเทศน์กับพระท่านเทศน์ เป็นวิธีแบ่งไม่ให้เอา หมด แต่ตามใจมนุษย์ทั้งหลาย มันต้องมีวิธีคูณทั้งนั้นแหละ ไม่รู้ว่าจะใส่ตรงไหน ไม่มี ก็เหมือนเลข วิธีบวก วิธีลบ วิธีคูณ อย่างนั้นแหละ หัวใจมนุษย์มีวิธีคูณอย่างเดียว ไม่มีแบ่ง ไม่มี ลบ ทำไมมันจะไม่ทุกข์ล่ะ ไปใส่ตรงไหนมันจะพอล่ะ มีไหม จำนวนเลข มีวิธีคูณอย่างเดียวไหม ถ้ามันมากท่านให้ลบ มัน มากท่านก็ให้แบ่งให้มันพอดี หาความพอดีของจำนวนของเลข นั่นแหละ เราไม่เอาอย่างนั้นนี่ คูณตะพึดทั้งนั้นแหละ ไม่ได้ ฟังเสียงใคร ไม่ต้องแบ่งใคร ไม่ต้องลบออก แบกมันตะพึดเลย ทำไมมันจะไม่ทุกข์ล่ะ รถสิบล้อมันก็พังทั้งนั้นแหละ ไม่มีเหลือ หรอก ขนใส่ไม่หยุดนี่

ร่างกายจิตใจเราก็เหมือนกัน  ธรรมะนี่ ก็เรียกว่าวิธี แบ่ง วิธีลบ เมื่อราคะ โทสะ โมหะ มันเพิ่มขึ้นมา ก็ให้แบ่งมันบ้าง  อย่างตอนนี้ มีลูกชายคนนี้ หรือมีลูกหญิงคนนี้ มันดี สอนมันได้ตลอดมา ลูกชายคนนี้ มาอีกวันหนึ่งสอนมันไม่ได้ มันไม่ไป พ่อแม่ก็โกรธซะแล้ว ทำไมไม่เอามาบวกกันเอง เราใช้มันมาตั้ง ๔ เดือน ๕ เดือน มันไปทั้งนั้น มันทำทั้งนั้นแหละ นี้พูดวันเดียวเท่านั้นแหละ มันไม่ไป ทำไมถึงไปเกลียดมันนักหนาล่ะ ทำไมถึงไปว่ามัน ไปไล่มันอย่างนั้นล่ะ ทำไมไม่เอา วันหลังๆที่เราใช้มันไปมาบวกเข้ากันบ้าง อันนี้มันทำผิด วันเดียว ทำไมถึงโกรธนักหนาล่ะ เป็นไงล่ะ เอามาบวกกันบ้างสิ เอามาแบ่งกันบ้างสิ

ก็เรานั้นแหละ เราคิดไม่ค่อยจะดี เราไม่ค่อยลบมัน ไม่ค่อยแบ่งมัน มีแต่ทำวิธีคูณทั้งนั้น มันก็ตาย จนไม่มีเหลือ ล่ะ อะไรมันจะเหลือล่ะ ลองๆดูสิ เราก็ต้องบอกมันสิ เราใช้มัน มาตั้งหลายเดือน มันไป วันนี้วันเดียวมันไม่ไป ให้อภัย มันเถอะ อันนี้ก็เรียกว่าลบมัน หรือแบ่งมัน วันหลังก็ใช้มัน อีกได้ ใช้มันมาตั้งหลายปีแล้ว วันเดียวมันพูดไม่เชื่อ โกรธ ใส่มันนะ จะทำยังไงมันแล้ว อันนี้เป็นเพราะเราด้วยนะ อย่า ลืมสิ  ธรรมะก็เหมือนจำนวนของเลข มันมีวิธีคูณ มันมีวิธีแบ่ง มันมีวิธีบวก มันมีวิธีลบ

ถ้าใครคิดอยู่อย่างนี้ คนนั้นจะเป็นคนที่ฉลาด เป็นคนที่ฉลาด รู้จักการณ์ รู้จักเวลา ควรที่ลบก็ลบ ควรที่แบ่งก็แบ่ง ที่จะคูณก็คูณ ควรที่จะรวมกันเข้าก็รวม ก็เป็นอย่างนั้น อันนี้ คูณทุกที่ ใจคนมันจะตายแล้วนะ คือเรื่องไม่รู้จักพอนั่นเอง ไม่รู้จักพอก็คือไม่รู้จักแก่ ไม่รู้จักแก่คือไม่รู้จักพอ  คนรู้จักแก่ คือคนรู้จักพอ ถ้าพอแล้ว คำว่า “เอาล่ะ” มันก็จะพ้นขึ้นมา เห็นไหมล่ะ คนที่ว่าไม่พอ คำที่ว่า “เอาล่ะ” มันไม่พ้นขึ้นมาแล้ว นี้ก็แบกไปตะพึดทั้งนั้น นี่ถ้ารู้จักพอ เอาล่ะ ถ้าเราว่า เอาล่ะ นี้มันสบาย นี้มันพอแล้ว คำที่ว่าเอาล่ะนี้มันพ้นขึ้นมา นี่มันไม่เห็นสักทีเลย ไม่เคยเหวี่ยง ไม่เคยปลง ไม่เคยวางกัน ทั้งนั้นแหละ เอาตลอด ไปไหนก็ไม่รู้เรื่องทั้งนั้นแหละ

อาตมาเคยเห็นยายคนหนึ่งนะ ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จัก อิ่มน่ะ มีลูกชายคนเดียว นาก็มีหลายทุ่ง บ้านก็มีหลายหลัง ยายคนนั้นก็คิดไป “เมื่อเราตายแล้วจะไปอย่างไรหนอ ลูกจะไม่ทิ้งของทั้งหมดเหรอ”...คิดไป “ไม่ได้หรอก จะต้องแต่งงานให้มัน ซะ มันจะได้อยู่บ้านอยู่ช่อง” ทีนี้ก็เลยไปแต่งงานให้ลูกชาย คนเดียวนั่นแหละ พอมาแต่งงานให้มันแล้ว ก็นึกว่าจะพอ ไม่พอ...คิดไปอีกแล้ว “หากว่าลูกชายเราตายจะทำไง นี่สะใภ้ จะเอาไปคนเดียวหมดละมั๊ง” เป็นทุกข์อีกซะแล้ว คือไม่รู้จัก พอ ถ้ามีลูกชายไม่มีลูกสะใภ้ ก็กลัวมันจะหนีไปเที่ยว มันจะ เก หาลูกสะใภ้ หาเมียให้มัน ก็คิดไปอีกว่า “ลูกชายตาย ทำไง เรามันแย่ไม่มีใคร ลูกสะใภ้มันก็คนอื่น มันก็เอาไปหมดเท่านั้น แหละ” ดิ้นรนไปอีกซะแล้ว

อันนี้มันตัวจริงนะ ไม่ใช่นิทานนะนี่นะ ก็เลยขึ้นมาหา อาตมาอยู่ที่วัด มากราบ เลยมาเล่าให้ฟัง “หลวงพ่อมันเป็น อย่างนั้นๆๆ จะทำอย่างไรล่ะ” เล่าไป “มีลูกชายคนเดียว มัน ไม่ค่อยอยู่บ้านอยู่ช่อง ของก็มาก อิฉันว่ามันจะไม่คุ้มของ รักษาของไม่คุ้ม ก็คิดว่าแต่งงานให้มันเสีย ก็ว่ามันจะแล้วไป แต่งงานแล้ว ความคิดใหม่มันพ้นขึ้นมาอีก เมื่อลูกชายเรา ตายแล้ว จะทำไงล่ะ! ลูกสะใภ้ก็เอาไปกันหมดเท่านั้นแหละ” แน่ะไม่จบ โยมคิดอย่างนี้ อาตมาก็จนใจเหมือนกันนะ น่าจะ เข้าไปโน่นนะ ไปฟังเทศน์อยู่ที่วัดศรีมหาโพธิ์นั่นดีกว่าละมั้งนี่ จะเอาจริงตรงไหนล่ะ คือ มีแต่ความไม่พอ ไม่ตายก็ไม่พอ แล้วก็เป็นทุกข์เป็นร้อน ตอนนี้ไม่เห็นนานแล้ว ก็น่าจะตาย แล้วป่านนี้ ไม่เห็นมาแล้ว นี่คือกลัวไม่หยุด อันนี้เป็นอย่างนั้น ต่อไป ตรงนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป เลยวุ่นต่อไปตลอด เลย เป็นทุกข์ ไม่ได้อยู่เป็นสุขเลย อันนั้นเรียกว่าคนไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักพอ จะให้มันเป็นต่อเนื่องไปเรื่อยๆอย่างนั้น มันก็เป็น ไปได้ยากลำบาก

ฉะนั้น องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็อบรมไป ในปัจจุบันนี้ อบรมไปเรื่อยๆ ไปให้รู้เห็นในปัจจุบันของเรานี้ แก้ปัญหาเฉพาะในปัจจุบันของเรานี้แหละ อย่าให้มันไปทุกข์ เลย แก้ปัญหาให้มันได้ในปัจจุบันนี้ ถ้าคิดไปอย่างนั้นมันก็ ไม่จบ มิฉะนั้นการฟังธรรมนี่ มันก็ไม่แปลกกับจำนวนของเลข วิธีทำเลข มันก็มีวิธีบวก มันมีวิธีลบ มันมีวิธีคูณ มันมีวิธีหาร แบ่งออกให้มันได้จำนวนของมัน ไอ้ความคิดความรู้สึกของเรา ก็ต้องทำอย่างนั้น อย่าไปให้โทษมันสิ ให้โทษมันเรื่อยไม่ได้ หรอก ต้องแบ่งภาระให้รู้จักการณ์ รู้จักเวลา ให้มันสมควร

ถ้าเรารู้จักวันพระอย่างนี้ นานๆ ๒๖ วัน ก็ให้รู้จัก วันพระ ก็วันพระ ๔ วันเท่านั้นน่ะ เดือนหนึ่งมี ๔ วัน... พยายาม...  วันอื่นให้ทำมาหากินเสีย แล้วก็มาอบรม อบรมแล้วก็ไปทำมาหากิน พอจิตใจมันจะวุ่นวาย ก็เข้ามาอบรมอีก แล้วก็ไปทำมาหากินต่อ สู้มันไปกับโลกอย่างนี้ มันก็รู้จักทางทำมาหากินไป ไม่เป็นทุกข์ ก็จะเห็นอนิจจังมันไม่เที่ยงพ้นขึ้นมา  ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นก็เป็นทุกข์ อย่างนี้มันก็มีอยู่ทั่วไป

ดูที่ชาวพุทธเรานะ อาตมาก็มาคิดดูที่ว่า ตั้งแต่อาตมา เกิดมานี้นะ คนเราน่ะ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า เกิดมาแล้ว มันเแก่ มันเจ็บ แล้วมันก็ตาย ฟังกันทุกคนแหละ พ่อแม่เรา เสียไป ญาติพี่น้องเราเสียไป ทำศพกัน เอาพระไปเทศน์ ท่าน ก็เทศน์ให้ฟังนะ แล้วท่านก็เทศน์ให้ฟังด้วย มันก็แก่ เจ็บ ตาย ตายแล้วก็เห็นด้วย แต่ว่าตายทุกคนร้องไห้ทุกที ไม่รู้ว่าเป็น ยังไง ท่านก็เทศน์ให้ฟังอยู่เรื่อยๆ ทุกคนที่รักของเรา ทุกคน จากไปร้องไห้ทุกที ไม่ได้ภาวนากันหรืออย่างไรก็ไม่รู้ ไม่ได้คิด กันบ้างหรืออย่างไรก็ไม่รู้ สังขารมันเป็นของไม่เที่ยง ท่านก็ บอก เราก็เห็นอยู่ว่ามันเป็นอย่างนั้น เราก็ยังไม่พิจารณานะ ก็มีความโศกเศร้า มีความน้อยใจ มีความพิไรรำพันอยู่ตลอด กาลตลอดเวลา ตลอดยุค ในปัจจุบันนี้

บ้านอาตมานี่ สมัยก่อนเมื่ออาตมาเป็นเด็ก คนใน บ้านตายนี่มันร้องไห้อยู่ตั้ง ๕ วัน ๖ วัน ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร เราก็เห็นว่าคนตายไม่คืนมา...เห็นทุกที แต่เราก็ไม่จำทุกที มัน ขาดการภาวนา ขาดการพิจารณา มาสมัยนี้อาตมาสงเคราะห์ ญาติอยู่วัดหนองป่าพงนี้ ประมาณสัก ๓๐ ปีมาแล้วนี่ ญาติ พี่น้องเสียไปนั่น พ่อแม่พี่น้องเสียไป ไม่เคยเห็นญาติโยม ร้องไห้...ไม่เคยเห็น ร้องไห้ก็นิดๆหน่อยๆ น้ำตาไหลนิดเดียว ก็พอ สมัยก่อนมันร้องตะโกนกันทั้งคืนทั้งวัน จนรำคาญ อันนี้อาตมาก็เรียกว่า ที่มาอบรมกันนี้ เห็นประโยชน์ ส่วนนี้พอสมควร คือ  ได้ยินบ่อยๆ ได้ฟังบ่อยๆ ความรู้มันก็เกิดขึ้นบ่อยๆ เมื่อความรู้เกิดขึ้นบ่อยๆ ความฉลาดก็เกิดขึ้นมาบ่อยๆ ความฉลาดเกิดขึ้นมาบ่อยๆ เป็นต้น ความพ้นทุกข์มัน ก็เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ  ฉะนั้น มันดีแล้ว พวกเราได้ส่วนแบ่งส่วนแบ่งจากปราชญ์ทั้งหลายว่า เดือนหนึ่งเราได้ ๒๖ วัน ให้มาอบรม ๔ วัน ให้พิจารณา ให้พระให้ความเห็น ให้คิด ให้ภาวนา ให้พิจารณา ถ้าหากว่าท่านมอบให้เราทั้งหมด ๓๐ วัน คงจะแย่ล่ะมั้งนี่ ไม่รู้ว่าใครเป็นใครแล้ว นี่ ๓๐ วัน ท่านให้เรา ๒๖ วัน ทำมาหากินก็พอแล้ว ท่านให้มาอบรมเป็น วันพระ ๔ วัน อย่างนี้ก็พอสมควร เพราะจะรู้จะเห็นนี้

แต่สมัยนี้มาขโมยเอาวันพระไปหมดซะแล้ว แบ่งกัน ข้างหนึ่งเอา ๒๖ วัน ข้างหนึ่งเอา ๔ วัน บางแห่งมาขโมย วันพระไปหมดแล้ว...ไม่มีเหลือ คือวันพระก็ไม่รู้จักเข้าวัด ฟังธรรม ก็ไม่รู้จักอะไรต่ออะไร เป็นอย่างนั้น เหมาเอาทั้งหมดทั้งเดือน ๓๐ วันเอาคนเดียวหมด โดยดูที่ทุกวันนี้ ไปดูวันพระตามวัดตามวานี่ ญาติโยมจะเข้าวัดฟังธรรมฟังเทศน์ไม่ค่อย จะมีหรอก เหมาหมดเอาทั้ง ๓๐ วัน อาตมาว่า ท่านแบ่งให้ ๒๖ วันก็พอแล้ว พอควรแล้ว พระท่านให้ ๔ วัน เอาไว้อบรมก็พอสมควรแล้ว มากพอควร ในสมัยนี้ก็เป็นอย่างนั้นโดยมาก ฉะนั้น การฟังธรรมนี้ก็ให้ประโยชน์เรา ถ้าเราไปพิจารณาฯ

Source: http://www.ajahnchah.org

ฟังธรรมเพื่ออะไร , ทางให้เกิดปัญญา , โลกอันอะไรย่อมนำไป 



วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ฟังธรรมเพื่ออะไร

ฟังธรรมเพื่ออะไร

ต่อไปนี้ ทายกทายิกาทั้งหลาย มีผู้ประธานมาจาก ยโสธร ก็มาเพื่อนมัสการ มากราบไหว้ด้วยเครื่องสักการะทั้งหลาย และก็มีความมุ่งหวังอยากจะมารับศีลรับพร ฟังพระธรรมเทศนาตามกาล ตามเวลา ต่อไปนี้จงตั้งใจ...

การฟังธรรม เป็นประเพณีของเราชาวพุทธทั้งหลาย ที่อยู่ในเมืองไทย และ “การฟังธรรม” ก็คือมาทำเพื่อให้มีประโยชน์นั่นเอง การฟังธรรมในสมัยก่อนนี้ โดยมากชาว ญาติโยมเราทั้งหลายนั้น โดยมากก็ฟังธรรมเอาบุญกัน เมื่อ อาตมายังเป็นเด็กๆ พ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ถึงวันพระ วัน ธรรมสวนะก็ไปฟังธรรมกัน... ไปฟังธรรมเอาบุญกัน คือ ไปแล้วก็สมาทานศีล แล้วก็อาราธนา...เทศน์ แล้วก็ฟังธรรม ญาติโยม แต่ก่อนน่ะขาดการศึกษาว่า ฟังธรรมเพื่ออะไร?... เพื่อเอาบุญ น่ะ จึงนั่งฟัง ผู้เทศน์ก็เทศน์ให้ฟังเรื่องอะไรต่างๆ ก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ไอ้ผู้นั่งฟังก็นั่งฟังจะเอาบุญเท่านั้นแหละ คือได้ยินเสียง ก็เรียกว่ามันเป็นบุญ นั้นเรียกว่า ฟังธรรมเอาบุญกัน

ในสมัยต่อมาปัจจุบันนี้ การศึกษามันเจริญขึ้น ความรู้สึกนึกคิดของพวกญาติพี่น้องทั้งหลายเป็นต้น มันก็วิ่งขึ้นสู่ ความเจริญ...ความฉลาด ดังนั้นการฟังธรรม มันจึงเลื่อนขึ้น ไปหาเหตุผล ในปัจจุบันนี้ควรจะฟังธรรมเพื่อหาเหตุผล เพื่อให้เกิดปัญญา ว่าอะไรมันเป็นอะไรกัน ฟังธรรมเพื่ออะไร? ฟังแล้วมันเป็นอย่างไร? มีอานิสงส์อย่างไร? จิตใจเราเป็นผู้ศึกษา มันถึงรู้อย่างนี้

ฉะนั้น แต่ก่อนบรรพบุรุษเราทั้งหลาย เมื่อจะเทศน์ ก็หาตำรับตำราตัวหนังสือมาอ่านให้ฟัง แต่ในสมัยนี้คนเรียนรู้ กันมาก อ่านหนังสือก็คล่องกว่าพระ ข้าราชการทั้งหลายมา นั่งฟัง ถ้าจับหนังสือขึ้นมานั่งอ่านให้ฟัง ฟังแล้วเขาง่วงนอน แล้วเขาก็หนีไป...เขารำคาญเขา โดยมากพระมาบวชก็ไม่ค่อย คล่องในอักษรพยัญชนะ อ่านก็ไม่ค่อยจะถูก อย่างนั้นเป็นต้น... เขารำคาญ ก็แปลว่ามิได้ผลอันใดเลย ดังนี้

ยกตัวอย่างเช่นว่า ที่เราทำกันนี้น่ะ ไม่ใช่อื่นไกลหรอก ไอ้ของดีน่ะ...อย่างวันนี้ มาถึงแล้วก็อาราธนาศีล...ศีลนี่ตัว สำคัญล่ะ เราสมาทานศีลกันมา ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาแล้ว แต่ ไม่มีใครจะสนใจว่า ศีลนี้มันคืออะไร? แล้วการเดือดร้อน ทุกวันนี้มันเป็นเพราะอะไร? ไอ้ความเจริญงอกงามรุ่งเรืองนี้ มัน เกิดขึ้นมาเพราะอะไร? ไอ้ความที่มันเดือดร้อนเกิดขึ้นมาใน กลุ่มน้อยกลุ่มใหญ่ทุกวันนี้ เป็นเพราะว่าอะไร?...เพราะว่า ความเห็นมันผิด ถ้าความเห็นมันผิด พูดมันก็ผิด...คิดมันก็ผิด...ทำมันก็ผิด ถ้าความผิดนั้นมันเกิดในกลุ่มใด กลุ่มนั้นก็เสียหายความถูกต้อง

เมื่อเสียหายความถูกต้อง พุทธศาสนาก็ตั้งขึ้นไม่ได้ ก็แปลว่า เราอยู่นอกธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ถึงแม้ ว่าพวกเราจะฟังธรรมกันสักเท่าไรก็ตาม บุญมันก็ไม่เกิด... ทำไม? เหมือนกับว่า เท้าเราไปเหยียบหนามอยู่ในป่า มันก็ปวดเจ็บอยู่นั่นแหละ ถ้าไม่บ่งเอาหนามออกแล้ว ไอ้ความปวด เจ็บก็ไม่หาย มันก็ยอกอยู่อย่างนั้นแหละ

เราฟังธรรมกัน เราสมาทานศีลกัน อะไรต่ออะไรกัน ตั้งหน้าทำบุญกัน แต่มีความเดือดร้อน...เป็นเพราะอะไร?... ตรงนั้นมันไม่ถูกความดีความงาม ไม่ถูกต้อง... มันผิด ก็เพราะมันไม่สงบ มันไม่ระงับ การกระทำ บุญ การกระทำความดี ทุกวันนี้มันก็แปลก อย่างที่ พระพุทธเจ้าท่านว่า ทำดีมันได้ดี ทุก วันนี้มันเปลี่ยน... ทำดีมันก็ไม่ได้ดี ถ้าทำชั่วมันดีกว่ามาก นี่มันเป็นความคิดของบุคคลที่ปัญญามันน้อย

ดังนั้น บุคคลไปทำงานในกลุ่มหนึ่ง ทำดีเหลือเกิน เช่นเป็นผู้จัดการ เป็นผู้อำนวยการ หรือเป็นครูใหญ่ เป็น ประธานอะไร ทำดีที่สุดแต่ว่าไม่ค่อยจะได้ดี อย่างนี้ มีคน นินทา มีคนติเตียน มีคนเบียดเบียน ทำไปทำมาก็ไม่ค่อยจะ ได้ดี มีแต่คนติฉินนินทาทั้งนั้น...อย่างนี้ท้อใจ...ท้อใจทำไม?... ท้อใจเพราะคิดว่า พระพุทธเจ้าว่า ทำดีได้ดี เมื่อเรามาทำดี ทำไมมันไม่ได้ดี บางทีก็ด่าพระพุทธเจ้าด้วยว่า พระพุทธเจ้า โกหกน่ะ นึกว่าพระพุทธเจ้าสอนผิด ความจริงตัวเรา...เรา นี่แหละมันผิด มันคิดไม่ถึง

ไอ้ความดีมันจะเกิดขึ้นนั้น เราลองคิดดูซิว่ามันเป็น ยังไงนะ...ไอ้ความดีมันจะเกิดขึ้น มันจะพร้อมทั้งกาล...ทั้ง เวลา...ทั้งบุคคล...ทั้งกลุ่มชนทั้งหลายด้วย ไอ้ความดีจึงเกิดขึ้นมา ดูเช่นนาเราเป็นต้น ยิ่งเปล่าประโยชน์ไปเลย ไป ทำดีตรงนั้น มันก็ไม่ได้ดี ถ้าหากว่านามันดี กล้ามันดี...มันก็ดี นามันดี กล้ามันดี...เจ้าของขี้เกียจ มันก็ดีไปไม่ได้ ดังนั้น ท่าน จึงพูดอย่างถูกต้องว่า ไอ้ความดีนั้นมันเกิดจากการกระทำดี ไอ้ความดีมันจะโผล่ขึ้นมา มันจะต้องปราศจากอันตราย ทั้งหลายทั้งปวง มันจึงเกิดความดีขึ้นมาได้ในตรงนั้น

ดังนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า ใครทำดีมันก็ได้ดี ใครทำชั่วมันก็ได้ชั่ว เมื่อเราตั้งใจทำดี ไปทำงานในกลุ่มคน ไม่มีศีลธรรม...ไม่มีศีล...ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์ ดีนั้นมันก็เกิดขึ้น ไม่ได้ ทำไมมันเกิดขึ้นไม่ได้ ถึงแม้เราทำดีสักเท่าไรก็ตาม ดีที่ ตรงนั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้...ทำไม?... เพราะกาลมันไม่ให้...เวลา มันไม่ให้ กลุ่มชนมันไม่ให้ ทำดี ดีก็เกิดขึ้นไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ความเป็นจริงนั้น ความดีมันจะเกิดขึ้นมาได้ เพราะการกระทำ ดี สถานที่ก็ดี...เวลาก็เหมาะสมด้วย กลุ่มชนบุคคลก็พร้อม บริบูรณ์ ไอ้ความดีนั้นมันถึงจะเกิดขึ้นมา ไอ้ความว่า...ความดีน่ะ...ทำดีมันก็ได้ดี ทำชั่วมันก็ได้ชั่ว ยังคงที่อยู่ พระพุทธเจ้า ท่านพูดถูกต้องดีแล้ว มันเป็นเพราะเราเอง

ฉะนั้น บรรดาสาธุชนทั้งหลาย ทุกวันนี้ เมื่อเป็นมนุษย์ เกิดขึ้นมาพบพระพุทธศาสนานี้ พระพุทธองค์ท่านว่า มันหา ได้ยาก เกิดมาได้ยากเหลือเกินที่จะเป็นมนุษย์นี้ เกิดมาเป็น สัตว์เดรัจฉาน มันมากเกินไปล่ะ นี่มันก็ขัดแย้งกับความเห็น มนุษย์ทุกวันนี้ ว่ามันจะเกิดมายากยังไง มนุษย์มันเกิดที ละสองก็ได้ เยอะแยะไป มีแต่มนุษย์ทั้งนั้นแหละ เมืองไทย มันจะมากไปนะมนุษย์ เพราะเราไม่รู้ว่า แก่นมนุษย์มันคืออะไร? เปลือกมนุษย์มันคืออะไร? ต้นไม้ในป่านี่น่ะ ไอ้สิ่งที่ ใช้ประโยชน์ได้มันมีกี่ต้น สิ่งที่มันไม่เกิดประโยชน์มันมีกี่ต้น แต่มันก็เรียกชื่อว่าต้นไม้เหมือนกันทั้งนั้น เราจะให้ชื่อว่า ต้นไม้ มันก็มากซิ ไอ้ต้นไม้ที่เป็นประโยชน์มันมีกี่ต้น ใน วัดหนองป่าพง เนี้ย...

คนเราน่ะ...เป็นคนเหมือนต้นไม้...ก็เป็นต้นไม้ คุณสมบัติของต้นไม้ไม่มี มันก็เกิดประโยชน์ไม่ได้ มนุษย์เราทั้งหลายที่เกิดมานี้ก็เหมือนกัน นั่งอยู่ในกลุ่มนี้...นอกกลุ่มนี้ก็ เหมือนกัน แต่...จิตใจซิ...แก่นมนุษย์ที่มันเกิดจากจิตใจ คุณสมบัติของมนุษย์ไม่มี มันก็ไม่เป็นมนุษย์ ดังนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงบอกว่า เราจะเกิดมาเป็นมนุษย์นี่มันยากแสนยาก เรามองดูด้วยตาเนื้อของเรา เห็นแต่มนุษย์กันทั้งนั้นในโลกนี้ ไม่เห็นมันเกิดยากอะไร มันง่ายที่สุดเลย ทำไม พระพุทธเจ้า ท่านว่ามนุษย์มันเกิดยาก

เราก็คิดดูเข้าไปอีกซิว่า เมืองยโสธรเราน่ะ เมืองวารินเราทุกๆบ้าน โดยเฉพาะคนที่มีศีล ๕ สมบูรณ์บริบูรณ์ คือ มนุษย์ที่สมบูรณ์บริบูรณ์นี้มันมีกี่คนนะ ถึงแม้จะมาฟังธรรม อยู่บ่อยๆเป็นต้น บางทีก็ฟังแต่หูเรา ใจฟังไม่เป็นนะ มันก็เป็นร่างกายเป็นมนุษย์ แต่จิตใจมันไม่เป็นมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์โดยตาเนื้อของเขา เราก็เห็นเป็นมนุษย์ทั้งนั้นแหละ และอาตมามานึกว่า ไอ้มนุษย์นี่กับขี้ขโมย มันก็ไม่เหมือนกันนะ มันมีแข้งมีขา มีอวัยวะเหมือนกัน แต่จิตใจมันต่างกัน มันจึงมีการประพฤติปฏิบัติต่างกัน การประพฤติปฏิบัติต่างกัน มัน ก็มีเหตุต่างกัน เมื่อมีเหตุต่างกัน ผลจะได้รับก็ต่างกันทั้งนั้น

ดังนั้น มนุษย์มันจึงไม่เหมือนกันที่ตรงการกระทำนี่เอง ท่านจึงว่ามันหาได้ยาก มนุษย์เราทั้งหลายนี่ ทั้งๆเรา นับถือพระพุทธศาสนาโดยวาจาสัตย์อย่างนี้ จิตใจเรานี่น่ะ จะพยายามรักษา อย่างบ้านเราเมืองเรา ไปที่ไหนจะให้บุญจะ ให้ทาน ทำบุญสุนทานทุกประการ คนแก่ คนประชาชนใน กลุ่มก็ว่า มะยัง ภันเต เลย เป็นต้นนะ ของดีๆทั้งนั้นแหละ แต่ว่ามัน มะยัง ภันเต มาหลายหมื่นหลายครั้งแล้วนะ มันก็ เลยเฉยๆซะ มะยังก็มะยังไปเถอะ ข้าพเจ้าไม่ยังด้วยแหละ บางทีสมาทานศีลแล้วก็ไปกินเหล้ากัน อาตมาเคยเห็น เหมือนกัน สังเกตดูในบ้านเมืองทุกวันนี้ จะต้องเป็นอย่างนั้น

ดังนั้น ศีลมันก็เหลือแต่ชื่อ ธรรมมันก็เหลือแต่ชื่อ เพราะการปฏิบัติเรามันไม่มี มันไม่มีศีล ไม่มีธรรม ถ้าหากว่า เรามีศีลมีธรรมจริงๆ ถ้าเกิดมนุษย์พร้อมๆกันทั้งกายทั้งจิตของเราแล้ว เราจะอยู่ที่ไหนมันก็สบาย มันมีความสงบ มันมีความระงับ...ทำไม?...คือศีลทำคนให้พ้นจากความผิด ถ้าคนพ้นจากความผิด มันก็ไม่มีความผิด ถ้ามัน ไม่มีความผิด มันจะเป็นอะไร?...มันก็มีความถูกต้อง ถ้า มันมีความถูกต้อง ก็ลงสู่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นเอง มันก็มีความสงบระงับเท่านั้น

การกระทำดูไปมันมาก การเรียนมันมาก การ สมาทานศีลนี้มันก็มาก แต่ว่าศีลจริงๆไม่ค่อยจะมีกันนะ นี้ เป็นเหตุที่ว่าเราอยู่ใกล้เกินไป ไม่ได้รับ ไม่ได้พิจารณาอะไร ไอ้ความเป็นจริงนั้น ของดีๆนั่นก็มีอยู่แล้ว ไอ้เรื่องไม่ เบียดเบียนกันนี่ มันดีเหลือเกินนะ เรื่องปราศจากความเมานี้ มันดีเหลือเกินนะ มันดีทุกประการแหละ...มันดีแล้ว เรา ทั้งหลายน่ะสมาทานของดีๆทั้งนั้น ก็เหมือนเราจับผลไม้ที่มันมีหวาน แล้วก็มีหอมด้วย แต่มือของเรามันไม่รู้รสของผลไม้ เพราะว่าทำไม่ถูกต้องกัน คือไม่เอาเข้าที่ลิ้นเรา ไม่เอาเข้าที่ ปากเรา มือเรามันไม่รู้รส ผลไม้ที่มันหวาน เราก็ไม่รู้จักที่มือนะ มันเปรี้ยว เราก็ไม่รู้จักที่มือของเรา มันรู้จักที่ปากของเรานี่เอง

ดังนั้น ธรรมะนี่ก็เหมือนกัน...มันไม่รู้ เพราะการเรียน มันต้องรู้ซึ้งเพราะการปฏิบัติ การปฏิบัติของพวกเรานี้มันมีน้อย...มันจึงไม่เกิด ดังนั้น ฟังธรรมก็อย่างนั้นแหละ สมาทาน ศีลก็สมาทานกันจนเบื่อแล้ว จนกว่าว่าจะมีงานการอะไร เกิดขึ้น...จะนิมนต์พระเทศน์ให้ฟัง ก็ว่าเวลามันน้อย อย่าเทศน์มากเลย นิมนต์พระคุณท่านให้โอวาทซักนิดหนึ่ง ...เอานิดเดียว ไม่เอามาก พระท่านก็ขึ้นเทศน์ ไอ้นิดเดียวน่ะจะทำยังไง ไอ้แกงมันจาง...จะเอาเกลือไปนิดเดียว มันจะพอไม๊? อย่างเราหิวข้าว...ไปกินข้าวซักนิดนึง...ดีไม๊? หิวน้ำ...ไปกินน้ำซักนิดหนึ่ง อย่างนี้มันมีประโยชน์อะไรไม๊? ฟังก็นิดๆ...ปฏิบัติก็นิดๆ อะไรก็นิดทั้งนั้นแหละ หมดนิดมันก็หมดเท่านั้น มันจะดีอะไร ดังนั้นประโยชน์ที่แท้จริงมันจึงไม่เกิดกับพวกเรา ทั้งหลาย โดยมากก็เพื่ออะไร? เพื่อจะให้โอกาสได้เต้นรำ ทำเพลง เพื่อจะดูรำ ดูฟ้อน จะกินเหล้าเมายากัน หาโอกาสให้มันมาก นิมนต์พระเทศน์ให้ฟังซักนิดนึง พอท่านเทศน์สักนิดนึง บางทีมัน มันเมา...ก็บอกว่า เออ...หลีกทางท่านพระอาจารย์เถอะ ท่านจะออกไปแล้ว ไล่พระทางอ้อมซะแล้ว จะให้พระหนี เรียกว่าไอ้ความคิดเช่นนี้น่ะ จิตใจของเรามันไม่ถึงธรรมะ ถ้า มันถึงธรรมะแล้ว มันก็ออกจากธรรมะได้ยาก

ฉะนั้น ความดีจริงๆของเราทั้งหลายนั้น เราพูดกัน อยู่ทุกวัน ลองคิดดูก็ได้ ไม่ต้องยกไปหาท่านอินทร์ ท่าน พรหมยมราชหรอก...มันไม่เห็น พระพุทธเจ้าท่านไม่สอนไป ตรงโน้นหรอก ท่านสอนที่มันเห็นๆอยู่นี่แหละ ให้มันรู้ตามความเป็นจริง เช่นว่า ศีล ๕ ประการนี้ เป็นคุณสมบัติของมนุษย์ ที่แท้...ที่แท้จริงๆทีเดียวแหละ การไม่เบียดเบียนกัน การไม่พยาบาทกัน การไม่อิจฉาอะไรต่างๆกัน นี้มันก็มีความเยือกเย็นเท่านั้นแหละ แม้ในกลุ่มชนหมู่ใดเป็นอย่างนั้น มันก็สบาย ในครอบครัวใดเป็นอย่างนั้นมันก็สบาย

ท่านจึงว่า มนุษย์มันเกิดได้ยาก อย่างเราเกิดมาแล้ว อย่างนี้ จะเกิดมาเป็นมนุษย์ก็ต้องมีคุณธรรมอีกชั้นหนึ่งนะ มันถึงจะเกิดมาเป็นมนุษย์ได้ เกิดมาเป็นผู้ไม่มีศีล ก็เป็น มนุษย์ที่ไม่มีศีล จะต้องให้มนุษย์ที่มันทุศีลน่ะ ตายไป เกิดใหม่ ฝึกจิตใจจนเห็น ให้มันเกิดใหม่ จนกว่ามันอายต่อบาป มัน อายต่อความชั่ว มันอายต่อความผิดทั้งหลาย แล้วมาตั้งอยู่ ในความที่ไม่ผิด คือเป็นคนตั้งอยู่ในศีลธรรม เป็นต้น นี่เรียกว่า มันเกิดขึ้นมาใหม่ แต่ละบ้านๆทุกวันนี้ ปีหนึ่งมันจะเกิดมา สักคนมันก็ยากเหมือนกัน อย่างเมืองยโสธร ปีนี้คงจะเกิดไม่ถึง ๑๐ คน แต่มันเกิดเป็นสัตว์น่ะมากนับไม่ถ้วนทีเดียวแหละ เป็นอย่างนี้ ให้เราพิจารณาดีๆ

ดังนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า  มนุษย์จะเกิดมา เป็นมนุษย์นี่มันยาก เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว จะได้เป็นมนุษย์ นี่ก็ยาก...มันยากจริงๆ ถ้ามามองเห็นโดยตาเนื้อของเรา ว่ามนุษย์มันเกิดเยอะแยะไป เกิดทีละสองก็ได้ ทีละคนก็ได้ เกิดทุกๆปีก็ได้ ไม่เห็นมันยากอะไรนะ ถ้ามองขนาดนี้ก็จริง... มันจริงอย่างนี้ แต่ว่ามันเป็นกากของมนุษย์ มันเป็นเปลือกของ มนุษย์เท่านั้น ยังไม่ใช่มนุษย์ที่แท้จริง

มนุษย์ที่แท้จริง มันมีคุณสมบัติ อย่างมีศีล ๕ นี้ เป็นต้น ถ้าบ้านหนึ่งๆมีคนรักษาศีล ๕ โยมผู้หญิงก็ดี โยมผู้ชายก็ดี ไม่กล้าจะทำ...กลัว กลัวมันจะไม่บาป...กลัวความดีจะ เกิดขึ้นมา ถ้าเรากลัวความดีอย่างนี้ มันจะได้ดีที่ไหนเล่า เรา จะดีแต่กราบไหว้ ให้พวกข้าดี ให้พวกข้าถึงสุข พูดเอาเท่านั้น มันจะพอไม๊? เมื่อเราปรารถนาความดี วาจาเราก็ต้องพูดอย่างนั้น คิดอย่างนั้น การกระทำก็ต้องเป็นอย่างนั้น มันต้องพร้อมกัน ความดีมันถึงจะเกิดขึ้นมาในที่ตรงนั้น

ไอ้ความดีมันจะเกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะการนึกเอา... คิดเอา...ปรารถนาเอา กายปณิธาน...ความปรารถนาทางกาย วจีปณิธาน...ความปรารถนาทางวาจา มโนปณิธาน...ความ ปรารถนาทางใจ กายก็ทำ วาจาก็ทำ ใจก็ทำ นี้ท่านเรียกว่า มันพร้อม ทำดีมันก็ได้ดี ทำชั่วมันก็ได้ชั่วจริงๆ คำสัตย์อันนี้ยังแน่นอนอยู่ปัจจุบันนี้ มิเช่นนั้นคนเราทุกวันนี้มันเมาหลาย... มันเมาไม่รู้เรื่อง ของดีๆที่เราจับไปจับมา พูดไปพูดมา แต่ว่า ไม่ทำ ผลไม้ที่มีรสชาติเอร็ดอร่อยอยู่ในมือของเรา มันก็ไม่รู้จัก การเอร็ดอร่อย รู้จักแต่ว่าผลไม้เท่านั้นแหละ รสเรายังไม่รู้จัก เพราะเรายังไม่ได้ทานดู อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น เราพูดไปๆ แต่ว่าข้อปฏิบัติเรามันยังไม่มี ทำไมมันถึงมีไม่ได้...จะปฏิบัติ คนมันกลัว กลัวความชั่วมันจะหลุดออกไปจากใจของเรา กลัวความดีมันจะเกิดขึ้นในใจของเรา แต่ไม่กล้ากระทำเช่นนั้น ก็นึกว่ามันจะดี แต่ทนไม่ไหว อย่างนี้

ทุกวันนี้ ถ้าเราต้องการความดี เชื่อความดี เราก็ได้ดีเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องอื่นไกล...ดูซิ คนทำความดีทำไมมันยากหลาย ก็เพราะมันรักความชั่วอยู่นั่นเองแหละ... ไม่ใช่อื่นไกลหรอก คือ...ต้องการความดีอยู่ แต่ไม่ยอมทิ้งความชั่ว ก็เท่ากับว่ามันรักความชั่วอยู่นั่นเอง มันกลัวความดีนั่นแหละ ถ้าพูดกันง่ายๆตรงไปตรงมา มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น แต่ความคิดจิตใจของมนุษย์ มันไม่เป็นอย่างนั้น มันไปไม่ไหว เพราะอะไร? ก็เพราะความเห็นยังไม่ถูกต้อง ปัญญายังไม่มี

เช่นว่า ก้อนหินก้อนหนึ่ง มันหนักประมาณสักสามกิโล อย่างนี้ ให้เด็กๆสักขวบหนึ่งมายก...มันก็หนัก อย่างพวกเรา เป็นคนโตไปยกมันก็เบา ก็ก้อนหินอันเดียวกันนั่นแหละ คนหนึ่งไปยกมันเบา คนหนึ่งไปยกมันหนัก ทำไมถึงเป็น อย่างนั้น ถ้าหากว่าก้อนหินมันเบา...ก้อนหินมันหนัก เอาไปชั่งดูก็ยัง ๓ กิโลอย่างเก่า แต่เอาเด็กไปยก...มันหนัก เอาผู้ใหญ่ไปยก...มันเบา มันเป็นเพราะอะไร? มันเป็นเพราะคนหนึ่งกำลังมันน้อย คนหนึ่งกำลังมันมาก

ไอ้ความคิดปัญญาของเรา เป็นต้น เราจะรับเอาศีลธรรมมาปฏิบัติ ว่ามันยาก ก็เพราะกำลังใจของเราไม่ เพียงพอ ศรัทธามันประกอบไปด้วยปัญญา พิจารณาแล้วมันก็ง่ายขึ้น ก้อนหินก้อนนั้น ถึงแม้มันจะหนัก ๓ กิโล ถ้า เรามีกำลัง มันก็เบา ถ้าคนไม่มีกำลัง มันก็หนัก นี่ก็ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน... ทำไมถึงทำไม่ได้?... เพราะยังไม่คิด ตามความเป็นจริง รู้ไม่ถึง รู้...รู้ไม่ถึงความจริง มันถึงเป็นอย่างนั้น ถ้ารู้ถึงความจริงแล้ว ก็เป็นของไม่ยากเย็นอะไร เป็นของไม่ลำบากอะไรหนักหนา ถ้าเรามีศรัทธา

ฉะนั้น การฟังธรรมทุกวันนี้ของมนุษย์พุทธบริษัท ทั้งหลาย จงฟังเพราะให้เกิดปัญญา ฟังแล้วเอาไปคิดดูซิ...เอาไปคิดให้มันถูกต้อง ถ้ามันคิดถูกต้องดีแล้วนะ มันจะมีความผิดอยู่ในที่นั้น จะมีความถูกอยู่ในที่นั้น มันจะมีความคิดขัดแย้งอยู่ที่นั้น มีการแก้ไขอยู่ที่นั้น เช่นว่า เรามีไม้สักเมตรนึง ไปแหย่เข้าไปในรูที่ลึกสองเมตร ไม้มันก็ไม่ถึง นี่เราจะโทษอะไรไม๊? โทษว่าไม้มันสั้นหรือ...ก็ได้ หรือจะโทษว่ารูมันลึกก็ได้ บางทีเราก็เห็นว่า เออ...รูมันลึกไป...ไปให้ข้างเดียวนะ ไอ้ไม้ เราที่แหย่มันสั้น...มันไม่เห็น เราทำไม่ได้ ก็นึกว่าธรรมะมัน ลำบากเกินไป เพราะเราไม่มีปัญญาจึงคิดอย่างนั้น เห็นว่าแต่ รูมันลึก...เห็นว่าแต่ไม้เรามันสั้นเท่านั้น ถ้าเอาไม้ยาวๆมา รูมันก็ตื้นเท่านั้นแหละ มันไม่ลึกหรอก

อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น ธรรมะเป็นของทำยาก เพราะเราไม่พินิจ...ไม่พิจารณาตามความเป็นจริง ถ้าเราพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว ก็ไม่เป็นของยากอะไร ไอ้ของที่ยากเกินไปน่ะ พระพุทธเจ้าท่านไม่สอนไว้หรอก ท่านไม่ประทานโอวาทไว้หรอก เพราะมันไม่มีประโยชน์ พระพุทธเจ้าเป็นผู้สร้างประโยชน์ ประโยชน์ตนท่านก็สร้าง ประโยชน์คนอื่นท่านก็สร้าง หาแต่สิ่งที่เกิดประโยชน์มาไว้ ในโลกอันนี้ให้คนศึกษา ถ้าท่านพูดสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ พระพุทธเจ้าก็โง่เท่านั้นแหละ จะมีอะไร

ถ้าให้ปฏิบัติธรรมะ ทั้งพุทธบริษัท ทางพระก็ดี ทาง โยมก็ดี ถ้าให้มาประพฤติให้มันถูกต้อง ก็เห็นว่ามันตึงไป อยากได้ของหย่อนๆน่ะแหละ อะไรทุกอย่าง...จะประพฤติศีลธรรม เหมือนกัน ชาวโลกญาติโยมเราก็ว่าให้มันแก่ก่อนเถอะ หนุ่มๆ อย่าเพิ่งไป ให้มันแก่ก่อน ไม่เห็นคนแก่หรือ ในเมืองยโสธรเรา คนแก่เห็นไม๊?...นั่งลงก็โอย...ลุกขึ้นก็โอย หูก็ไม่ได้ยิน ตาก็ ไม่สว่าง อย่างนั้นยังหลับตาว่า ให้คนแก่ทำ คนแก่จะไปทำ อะไรได้มากมายเล่า เมื่อเรามีราคา...หนุ่มๆหูดีตาดีอย่างนี้ ไม่อยากจะเอา ว่าให้มันแก่ก่อนเถอะถึงจะทำกัน เห็นไม๊... เมืองยโสธรคนแก่ๆ ดีไม๊ อาตมาเห็นเมืองวาริน วารินเมือง อุบลฯ เรานี่ คนแก่เห็นจะไม่รู้เรื่องอะไรนะ นั่งก็ลำบาก...นอน ก็ลำบาก...ไปที่ไหนมันก็ลำบาก มันเป็นเสียอย่างนี้

ดังนั้น พวกท่านทั้งหลาย จงพากันเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนความรู้สึกของเราใหม่เถอะ ว่าแก่นั้น...มันจะแก่แล้วล่ะ เมื่อแก่เราจะทำการงานอะไรได้ เมื่อมีกำลังกายคล่องแคล่ว ก็ทำมันเสีย ทำไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าการปฏิบัติจะมานั่งหลับตา อยู่ที่วัด จะมาเดินจงกรมอยู่ที่วัด จะมาเอาอะไรอยู่ที่วัด อันนั้น เป็นความเห็นผิด การปฏิบัตินั้นน่ะมันอยู่ที่...เราจะยืนให้ เรารู้เราอยู่... จะนั่งให้เรารู้สึกเราอยู่ อยู่เดี๋ยวนี้ เราทำงานอะไร?... เราคิดอะไรอยู่?...ไอ้สิ่งที่เราคิดมันถูกต้องไม๊?...ไอ้การที่เราทำเดี๋ยวนี้มันถูกต้องไหม?... มันเบียดเบียนตัวเจ้าของหรือเปล่า?...มันเบียดเบียนคนอื่นหรือไม่? เรา จะต้องคิดอย่างนี้ตลอดไป ที่เราทำอย่างนี้มันถูกต้องหรือเปล่า เป็นต้น

อย่างนั้นก็ต้องพูดใหม่ว่า... โยมอยู่ในบ้านก็ต้องปฏิบัติ บางคนก็พูดว่า แหม...พระคุณท่าน ฉันไม่มีเวลา...มี แต่การงานทั้งนั้นแหละ เลี้ยงลูก เลี้ยงหลาน ทำการทำงาน สอนหนังสือเป็นครูโรงเรียน ไม่มีเวลา อ้าว... เมื่อครูสอนนักเรียน อยู่ในโรงเรียน ครูได้หายใจไหม?...มีโอกาสหายใจ ไม๊?...เอ้า...ก็หายใจ อันนั้นทำไมมีโอกาสล่ะ ถามที่ตรงนี้เขาเลยไม่พูดนะ

ทีนี้จะพยายามปฏิบัตินี่ ไม่ใช่อะไร ให้มีความเห็นให้ มันถูกต้อง เรื่องจิตของเราน่ะ เราจะเขียนหนังสืออยู่...ถ้าเรามีภาวนาอยู่ มันก็ดีขึ้น แม้เราจะพูดอยู่ ถ้าเรามีภาวนาอยู่ พูดมันก็ดีขึ้น เมื่อเราทำการงานอยู่...เราภาวนาอยู่ การงานมันก็ดีขึ้น แต่เขาเข้าใจว่า ไปทำการงาน...จะภาวนา ไม่มีโอกาสจะเขียนหนังสือ...จะไปภาวนาไม่มีโอกาส อาตมาว่ามันมีโอกาสมากไป แต่เราไม่มีปัญญา มันจึงหาโอกาสไม่พบ เราทำอะไรอยู่ทุกอย่าง ถึงนอนอยู่ เราก็มีโอกาสหายใจอยู่ นั่ง อยู่ ก็มีโอกาสหายใจ ยืน เดิน นั่ง นอน มีโอกาสหายใจ ทำไมมัน ถึงมีโอกาสหายใจได้ คุณต้องเข้าใจเสียใหม่ว่า โอกาสที่จะ ประพฤติปฏิบัตินี้ มันมีอยู่ทุกขณะ นอกจากเราตายไปแล้ว

เราจะทำไร่ก็ดี...ทำนาก็ดี อะไรๆอยู่ก็ดี ให้เรารู้จัก ความผิดชอบอยู่ในปัจจุบันนี้...ว่าเราคิดอย่างไร? ไอ้ความคิด นั้นมันถูกต้องหรือเปล่า? เบียดเบียนตน เบียดเบียนคนอื่นหรือเปล่า? ให้เราคิดให้มันได้ และการพูดของเราเดี๋ยวนี้ เราพูดถูกหรือเปล่า? การพูดนี้มันเบียดเบียนตนหรือเปล่า เบียดเบียน คนอื่นหรือเปล่า? ไอ้คำพูดเช่นนี้มันมีประโยชน์ หรือไม่มี ประโยชน์? ก็ให้เราคิดอย่างนี้ กระทำอย่างนี้ ก็เรียกว่า...มี ความรู้สึกเฉพาะรู้ผิดชอบตัวเอง อันนี้ก็เป็นการเรียกว่าภาวนา ตามรักษาตัวอยู่ ผิดเราก็รู้จัก ถูกเราก็รู้จัก ดีเราก็รู้จัก ชั่วเราก็ รู้จัก เมื่อมันผิด...เรารู้ว่ามันผิด ก็พยายามเขี่ยๆมันออกไป

ดังนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น ท่านจึงศึกษาอยู่ในโลกนี้ เขาจะนินทาท่านก็ดี...ดียังไง? ดีที่ว่า... เขามานินทาเรานี้มันเพื่ออะไรไม๊? มันเหมือนกับความ เขาว่าหรือเปล่า เราได้ดูของเราอีก ถ้าเขาว่าเราผิด...เราดูอีก ทีซิมันผิดไม๊?...ถ้ามันผิด ก็เขี่ยๆมันออกเสีย ถ้ามันไม่ผิดก็เก็บมันไว้นั่นแหละ ไม่เป็นอะไรหรอก ถ้าเขาสรรเสริญว่าเราดี...ก็ดูอีกทีว่า...เราดีหรือเปล่า ถ้าเราไม่ดีอยู่ เขาว่าเราดี จะไปเชื่อเขาทำไม เราก็ดูซิ อันนี้ตนต้องพิจารณาตนอย่างนี้ เรียกว่าการรู้จักความผิดชอบเจ้าของอยู่เสมอ เช่นนั้น ตัวเราเองจะต้องรับผิดชอบตัวเราเอง อย่างนั้นผู้ประพฤติธรรมะจะต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่อย่างนั้น ไอ้ความรู้หรือไอ้ความดีที่มัน เกิดขึ้นมาในตัวก็ไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าเรารู้อย่างนี้เป็นต้น เราก็คุ้มตัวเราได้ อันนี้เรียกว่า การประพฤติธรรม การปฏิบัติธรรม

ญาติโยมทุกคนที่มานั่งอยู่นี้ อย่าเข้าใจว่า แก่เสีย ก่อนจึงจะเข้าวัดนะ อย่าไปคิดอย่างนั้น เดี๋ยวนี้งานเรายุ่ง ไม่มีโอกาสภาวนา...นั่นคือความเห็นผิดนะ กินข้าวอยู่ก็หายใจ ได้ นอนหลับอยู่ก็หายใจ ทำไมมีโอกาสหายใจล่ะ ร้องไห้อยู่ ก็ยังหายใจนะ...หัวร่ออยู่ก็หายใจนะ ทำไมถึงมีโอกาสกัน ทำไมปฏิบัติไม่มีโอกาสล่ะ มันก็เหมือนกันอย่างนั้นแหละ ถ้าเรามีโอกาสหายใจได้อย่างไร การปฏิบัติเราก็มีโอกาส อย่างนั้น ถ้าเราคิดเช่นนี้เป็น คนนั้นจะเบา...คนนั้นจะตรงเข้าไปเรื่อยๆ ถึงแม้จะอยู่บ้านก็ไม่เป็นปัญหา จะอยู่วัดก็ไม่เป็นปัญหา ถ้าเราคิดเช่นนี้ก็คล้ายๆกับเราอยู่ใกล้ธรรมะ เมื่อเราอยู่ใกล้ธรรมะ อย่างนี้ก็เหมือนกับเราอยู่ใกล้พระพุทธเจ้า เมื่อเราอยู่ใกล้พระพุทธเจ้าเป็นต้น ก็เหมือนกับว่าเราได้ฟังธรรม พระพุทธเจ้าอยู่ทุกเวลา

เพราะพระพุทธเจ้าของเรานั้นน่ะ แท้ที่จริงก็เป็น นามธรรมนี่เอง พระพุทธเจ้าองค์ที่ท่านนิพพานไปนั้น ก็ถือเป็นรูปธรรม ถ้าพูดตามความเป็นจริงแล้วท่านก็ไม่มีอะไร ก็เหมือนเราธรรมดานั่งอยู่นี่แหละ แต่ท่านได้เป็น พระพุทธเจ้าโดยนามธรรม เพราะท่านมีความคิดถูกอย่างนี้ ความคิดถูกอย่างนี้ เรียกว่าธรรมะ...เรียกว่าสัจจธรรม เมื่อท่านนิพพาน ไปแล้วเป็นต้น สัจจธรรมหรือธรรมะก็ยังคงที่อยู่ ในปัจจุบัน เดี๋ยวนี้ เวลานี้ ถ้าเราเข้าไปใกล้ธรรมะของท่าน เข้าใจในธรรมของท่าน ก็เท่ากันกับว่าเราเห็น พระพุทธเจ้า เมื่อเห็นพระพุทธเจ้า...ก็เห็นธรรมะ เมื่อเห็นธรรมะ...ก็เห็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าที่แท้จริงคือธรรมะ ก็เป็นคนๆเดียวกัน ดังนี้เป็นต้น

อย่าเพิ่งเข้าใจว่า เราล้าสมัยแล้ว เราเกิดไม่ทัน พระพุทธเจ้า ไอ้ความเป็นจริงพระพุทธเจ้าจริงๆไม่นิพพานนะ อย่างเกลือเราน่ะเห็นไหม มันละความเค็มมันไม๊? เอาไปวาง ไว้ที่ไหนมันก็เค็มของมันอยู่อย่างนั้นแหละ จะว่ายังไง ใส่น้ำ มากๆน้ำมันก็เค็มด้วย เพราะมันไม่ทิ้งความเค็มมัน ไอ้ความ จริงอย่างนี้ยังมีอยู่ในโลก

มิเช่นนั้น พวกญาติโยมทั้งหลายมาฟังธรรมวันนี้ จง ให้เกิดสติปัญญา เอาไปพินิจพิจารณา อะไรที่มันมีอยู่แล้ว ที่ ไม่ถูกต้อง พยายามเขี่ยๆมันออกไปเสีย จะได้เป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์บริบูรณ์อย่างนั้น ดังนั้นคำสอนของท่านจึงว่า...มนุษย์ นี้เกิดมาได้ยาก...หาได้ยาก ก็เหมือนกันกับคนที่มีความรู้ อย่างนี้...เรียนอย่างนี้ มันมีน้อย แต่คำสอนของพระพุทธเจ้า นั้นยังสมบูรณ์อยู่ ยังไม่ขาดตกบกพร่อง มนุษย์ทั้งหลาย จะ ไม่ประพฤติตาม ไม่ปฏิบัติตาม ไอ้ความดี...ความจริง เป็นต้น ก็ยังไม่บกพร่องที่ไหน ยังดีอยู่ เหมือนกับเกลือที่ไม่ทิ้งความ เค็มของมันฯ 

Source: http://www.ajahnchah.org 



วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2565

รู้เพื่อละ

รู้เพื่อละ

เรามาปฏิบัติ ต้องเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต นี่เป็นหลัก ของมัน ความซื่อสัตย์เรารู้จัก สุจริตเราก็รู้จัก เมื่อไรถูกกิเลส มันครอบงำ เราก็รู้จัก บางทีมันคิดรังเกียจคนโน้น คิดรังเกียจ คนนี้ หรือคิดไม่ชอบใจกับอารมณ์เหล่านั้น เราอย่าไปหันเห กับมัน มันเป็นเรื่องธรรมดาของมันอย่างนั้น เมื่อมันเกิดขึ้นมา แล้ว เราก็ต้องรู้จักว่า อันนี้มันไม่ชอบแล้ว ถ้ารู้จักผิดแล้ว...มัน คิดอย่างนั้น ก็อย่าตามมันไปซิ อย่าปฏิบัติตามมันซิ มันจะสั่งงานเราเท่าไร เราก็ไม่ทำตามมัน เพราะรู้ว่ามันผิดแล้ว นี่เรียกว่าคนซื่อสัตย์ อย่างคนมีศีล ๕ ประการ ศีล ๘ ประการ ตั้งมั่น อยู่แล้ว เมื่อไปถูกอารมณ์ มันดึงดูดไปที่ไหน เราก็ไม่ไปกับมัน แต่ให้รู้จัก

การปฏิบัติธรรมะ ไม่ใช่ว่าจะไปเรียนให้รู้อย่างเดียว หรอก ได้เรียนเราก็รู้จัก ไม่เรียนเราก็รู้จัก ถ้าเรามีสติอยู่ หูฟัง เสียง มันชอบใจ ไม่ชอบใจ นี่มันรู้จักแล้ว มันรู้เรื่องปฏิบัติแล้ว เรื่องชอบใจ ไม่ชอบใจ อย่าเอาเข้ามาในใจของเรา แต่ฟังแล้ว ก็ให้รู้เรื่องของมัน เรื่องชอบใจ เรื่องไม่ชอบใจ นี้คือหลักปฏิบัติ ถ้าเราตั้งใจปฏิบัติแล้ว มันรู้จัก แต่คนเราเมื่อไปดูเรื่องที่ชอบใจ แล้วก็จะเอา ถ้าไม่ชอบใจก็ไม่เอา ถ้าไม่ชอบแล้วก็วุ่นวาย ถ้าชอบก็สบายไปหน่อย นี่คือปฏิบัติอยู่ในวงอวิชชา มันผิดทั้งนั้นแหละ

ธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านสอนน่ะ ชอบก็ไม่ให้เอา ไม่ชอบก็ไม่ให้เอา ไม่มีชอบ ไม่มีไม่ชอบ ไม่มีรัก ไม่มีเกลียด เราเดินตรงเข้าไปหาสัจธรรม ถ้ารู้จักแต่เรื่องบุญ เรื่องบาป ฉันไม่เอา ฉันจะเอาบุญ อันนี้มันเป็นตัวอวิชชาเหมือนกันนะ เรื่องไม่บาป ไม่บุญ ทำไมไม่เดินเล่า เรื่องที่ว่าไม่ดี ไม่ชั่ว ทำไมไม่เดิน มันทางจะให้เราพ้นทุกข์ ความดีที่แท้จริงมันอยู่ เหนือดี เหนือชั่ว มันอยู่เหนือผิด เหนือถูก

ฉะนั้น การปฏิบัติ อย่าให้ออกจากใจของเรา ให้ดูในใจของเรา อย่าไปอาศัยข้างนอก เมื่ออารมณ์มา กระทบ มันก็เป็นพยานอยู่ในตัวแล้ว ไม่ต้องไปเรียนที่ไหนอีก... นี่คือภาวนา จะต้องเรียนอย่างนี้ หาจิตที่แท้จริง จิตใจที่แท้จริง ก็เหมือนกับใบไม้ ใบไม้...ตามธรรมชาติของมันก็นิ่งๆ เราก็รู้จัก อีกเวลาหนึ่งมันกวัดแกว่ง...เพราะอะไร? มันถูกลม มันจึงกวัด แกว่ง จิตถ้ามันรู้อารมณ์แล้วเป็นต้น มันก็เป็นปกติของมัน ดู เท่านี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องไปเรียนที่ไหน มันจะถูกอารมณ์สัก เท่าไรก็ช่าง เมื่อเรารู้ตามเป็นจริงแล้ว มันก็นิ่ง มันสบาย มัน สงบ มันระงับ

ดังนั้น การปฏิบัติให้เราเข้าใจของแยบคายในพุทธศาสนาของเรา อย่างพวกเรานี้ เป็นพระ เป็นเณร...ถามไปอีกทีหนึ่งว่า มันเณรจริงหรือเปล่า มันเป็นพระจริงหรือเปล่า ถามตัวเองเข้าไปอีก ไปเห็นตัวจริงแล้ว แหม...มันจะไป เร่ร่อนอยู่ในบ้าน มันไปคลุกคลีอยู่ในบ้าน อย่างเรามาบวช ในพุทธศาสนานี้ ไม่ได้เสพกามแล้วเดี๋ยวนี้ ก็เลยดีใจ ฉันไม่ได้ เสพกามแล้ว เลิกมาแล้ว อันนี้เป็นคำพูดของเราที่ติดปาก กันมา แต่เมื่อเรามองเข้าไปอีกทีว่า...ใครเสพนี่...ตามันเห็นรูป ถ้ามันยังเกลียดเค๊า...มันก็ไปเสพเค๊าอีก ถ้ามันชอบเค๊า มันก็ไปเสพเค๊าอีก ตา หู จมูก ลิ้น กาย จิต ถ้าไปรู้เรื่องมัน...มันก็เสพทั้งหมด เดี๋ยวนี้ ทั้งพระทั้งเณรนี่...เสพกามอยู่นี้ ไม่ได้หนีจากกามหรอก ตาเห็นรูปผู้หญิง มันชอบไม๊...มันเสพแล้ว นี่ จมูกดมกลิ่น มันหอม ชอบมัน...เสพแล้วนี่...เสพแล้ว ยังเสพกามอยู่ ยังปล่อยวางอารมณ์ไม่ได้ เรียกว่ายังเสพกามอยู่ ที่ว่าเราเป็นพระนั้น สมมติขึ้นมาหรอก

แต่ก่อนเราก็เป็นโยมอยู่ เมื่อวานเราเป็นโยม วันนี้ มาบวชเป็นพระ ก็นึกว่าเราเป็นพระ เป็นเณรแล้ว มันเป็น แต่รูปร่างน่ะ ความเป็นจริงใจมันยังอยู่ตรงนั้น...ใจยังอยู่ เรา ต้องการตรงนั้น ระวังตรงนั้น มันจึงถูก ตรงนั้นไม่ระงับ มันก็ เป็นไปไม่ได้ มันโลภ มันโกรธ มันหลง มันเกิดมาจากตัวนั้น คือจิตอันนั้น ถ้าระงับจิตไม่ได้ก็ไม่เป็นสมณะ ตรงนี้พระศาสดา ท่านว่า การปฏิบัติมันเป็นอย่างนั้น ให้ดูภายในจิตของเจ้าของ ให้มันเห็น อย่างคนอื่นทำผิดเราก็ยกโทษเขาเรื่อยๆไม่หยุด เพราะเขาทำผิด ถ้าคิดไปอีก ก็ดีส่วนหนึ่งเหมือนกัน แต่คิดเข้า ไปถึงที่สุดแล้ว มันเรื่องของเขา เราจะไปแบกทำไม? มันทุกข์... เห็นไหมนั่น นานๆเราก็เลยพ่ายตามเขาไปด้วย เห็นเขาผิดแล้ว ก็ไปรื้อฟื้นขึ้นมา เห็นเขาผิด...ต่อไปเราก็ผิดอีก เพิ่มมันเข้าไป อันนี้ต้องให้รู้จัก การปฏิบัติก็เหมือนกันอย่างนั้น

ศีล สมาธิ ปัญญา ผมเองพูดบ่อยๆ แต่ว่าคงจะไม่ เข้าใจ หรือไม่เอาใจใส่เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา มันเป็นสามอย่าง แต่ธรรมะผมพูดว่ามันเป็นอันเดียว เปรียบให้ฟัง มันเป็นอันเดียวยังไง เหมือนมะม่วงใบนี้แหละมันเป็นใบเดียว แต่ว่ารสเปรี้ยวมันก็มี รสหวานมันก็มี กลิ่นหอมมันก็มี รสทั้งหลาย กลิ่นทั้งหลายเหล่านี้ มันก็ออกมาจากผลไม้อันเดียวกัน ธรรมะนี่ก็เหมือนกัน เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นสาม แต่ความเป็นจริงอันนี้ไม่มีสามหรอก เหมือนมะม่วงใบนั้น หวานก็เกิดมาจากนั้น หอมก็เกิดมาจากนั้น เปรี้ยวก็เกิดมาจากนั้น มันแยกกันอยู่อย่างนี้ แต่ก็อยู่ในมะม่วงใบเดียวกัน

เรียกว่าปฏิบัติธรรมะ ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าเราพูด แล้ว มันก็ดึงดูดความเห็นไปคนละอย่าง การปฏิบัตินี่ก็เหมือน กัน ถ้าปฏิบัติสมาธิมันก็ถึงปัญญา ถึงศีลด้วย เราจับมะม่วง ใบนี้ขึ้น ทั้งหวาน ทั้งเปรี้ยว ทั้งหอม อยู่ใบเดียวกัน แต่พูดถึง กลิ่นและรสคนละอย่าง แต่อยู่ใบเดียวกัน อันนี้ธรรมะอันเดียว เอโกธัมโม ธรรมมีอันเดียวเท่านั้น มีไม่มาก คือจิตของเราที่มันเห็นชัดแล้ว มันก็วาง...ปล่อย หมดแค่นั้น ที่เรามาทำ อยู่นี้ บางคนก็ลำบากหลาย คิดไม่ถึงทุกข์

บางทีก็นั่งสมาธิ ไม่อยากให้มันคิดอะไร ไม่อยากให้ มันรู้อะไร เดี๋ยวอันนั้นอันนี้มาดึงไป แล้วก็คุมมันไว้ อันนี้คือ ความเข้าใจผิด ใครจะดึงไปที่ไหน? ถ้าพูดตามความเป็นจริง แล้วนะ ให้มันดึงไปเถอะ เสียงก็ให้มันได้ยิน รูปก็ให้มันเห็น ให้ มันรู้จัก มันถึงจะมีปัญญา การยืน การเดิน การนั่ง การนอน ถ้าเรามีสติสังวรสำรวมอยู่ทุกเวลา นั่นแหละมันจะอบรมศีล... อบรมสมาธิ... แล้วก็อบรมปัญญา

เมื่อทุกข์เกิดขึ้นมา ก็รู้จักว่ามันทุกข์ ทุกข์นี่มันเกิดขึ้น มาเพราะอะไร?...มันจะเห็นอะไรไม๊ ถ้าเราเห็นตามธรรมดา มันก็ไม่ทุกข์ เช่นว่าเราอยู่อย่างนี้ๆเราก็สบาย อีกวาระหนึ่ง เราอยากได้กระโถนใบนี้มา ยกมันขึ้นมา...ต่างแล้ว...ต่างกว่า แต่ก่อนที่ยังไม่ได้ยกกระโถน ถ้าไปยกกระโถนขึ้นมา มีความ รู้สึกว่ามันหนัก มันเพิ่มขึ้นมา...มันมีเหตุหนัก มันจะเกิดเพราะ อะไร ถ้าไม่เพราะเราไปยกมัน ถ้าเราไม่ยกมัน มันก็ไม่มีอะไร ถ้าไม่ยก...มันเบา อะไรเป็นเหตุ...เท่านี้ก็รู้แล้ว ไม่ต้องไปเรียน ที่ไหน ถ้าเราไปยึดอะไร อันนั้นแหละเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ถ้าเราปล่อย มันก็ไม่มีทุกข์

ทำไมเราไปยึดมัน ก็เพราะมันอยากถึงไปยึดมันมา มันก็หนักเท่านั้นแหละ ไม่ใช่อื่นไกลหรอก เห็นชัดตรงนี้ การ ปฏิบัติอย่างนี้เรียกว่า การยืน การเดิน การนั่ง การนอน ให้มีอยู่เสมอ เราต้องแสวงหาศีล สมาธิ ปัญญา ไปพร้อมกันเลย เมื่อบารมีเต็ม มันก็เต็มพร้อมกัน

สัมมาทิฏฐิ...ปัญญาเห็นชอบ ทุกอย่างที่เป็นมรรคก็ ชอบเต็มไปหมด เหมือนมะม่วงมันแก่ มันก็แก่หมดทั้งลูก มัน พร้อมกันไปทั้งนั้น มันห่าม มันก็ห่ามไปหมดทั้งลูก มันสุก มัน ก็สุกไปหมดทั้งลูก เรื่องของมันเป็นอย่างนี้ มันไม่แยกกัน เรา ไปแยกมันออก ก็เลยไม่รู้เรื่อง มันจึงยุ่งยาก

ดังนั้นการปฏิบัติของเรา ก็คือให้มีสติควบคุมเสมอ ในการยืน เดิน นั่ง นอน ให้รู้จักผิด รู้จักถูก อย่าไปมองดูข้างนอก ถ้าไปยึดข้างนอก มันจะลืมตัว มันจะไม่เห็น ตัว เราจะรักอันนั้น เราจะรังเกียจอันโน้น เพราะจิตเราเป็นเหตุ เป็นต้นตอ ฉะนั้นเราจะต้องดูจิตอันเดียวเท่านั้น ถ้าเรารู้จัก มันก็เป็นอย่างนั้น

ถ้าเราอยากจะรู้ของแน่นอน พระพุทธองค์ท่านสอนให้พิจารณาร่างกาย ตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาศีรษะ ศีรษะไปหาปลายเท้า ให้เห็นชัดว่า ก้อนนี้มันเป็นอย่างนั้น ก้อนอื่นนอกนี้ ก็เป็นอย่างนี้ ไม่แปร ไม่เปลี่ยน ฉะนั้นการปฏิบัติของเรา ท่านจึงให้อบรมศีล อบรมสมาธิ อบรมปัญญา มันไปพร้อมกัน ศีลมันสามัคคี สมาธิก็สามัคคี ปัญญาก็สามัคคีพร้อมกัน เหมือนมะม่วงใบนี้น่ะมันจะดิบ มันก็สามัคคีกันดิบ มันจะห่าม มันก็สามัคคีกันห่าม มันจะสุก มันก็สามัคคีกันสุก เพราะมะม่วง ใบเดียวกัน ฉันนั้น การปฏิบัตินี้ก็เหมือนกัน

บางคนก็ไปนั่ง ไม่อยากให้มันรู้อะไร ให้มันเงียบๆ เหมือนเอาอะไรไปครอบไว้ไม่ให้รู้เห็นอะไร มันจะเกิดประโยชน์ อะไรไม๊ ที่เราเข้าไปนั่งสงบนั้นไม่ใช่สงบกิเลส แต่มันทำจิตให้ สงบชั่วคราวเท่านั้นแหละ เหมือนเรานั่งอยู่นี่ หายใจสบายๆนะ สบายแต่เดี๋ยวนี้ อีกต่อไปเราลองเอาประคตเอวมารัดพอ ให้มันแน่น รัดเข้าๆ.. ไอ้ความสบายมันจะไม่ค่อยมี ความ ไม่สบายมันจะเพิ่มเข้ามา จนหายใจน้อยๆ ทนทุกข์ทรมานอยู่นานพอสมควร เราก็เอาประคตออก เลือดมันก็วิ่งสม่ำเสมอ มีความรู้สึกสบาย

แต่ว่าเมื่อเอารัดเข้าไป มันก็ทุกข์ตรงนี้อีก พอระบาย ทุกข์ออก ถึงที่เก่า มันก็นึกว่า เออ...อันนี้มันสบาย แค่นี้น่ะดูซิ ก่อนจะสบาย มันทุกข์ก่อนเกือบตาย เราไม่ตาย เห็นจะไม่รู้จัก นะ มันสลัดกันตรงนี้แหละ เราไปหลงอารมณ์ตรงนั้นแหละ เมื่อปล่อยประคตเอวออก ความสบายก็อยู่แค่นี้แหละ แต่เมื่อ เราหยุดแค่นี้ เราก็นึกว่าสบายแล้ว ก็อยากสบายให้ยิ่งไปกว่านี้ นี่ของอันเก่านะ เราสำคัญผิดเท่านั้น การปฏิบัตินี่ก็เหมือน กันฉันนั้น

จะอยากให้มันเป็นยังไง อยากจะไปนั่งไม่ให้มันมีอะไร ไม่ให้คิดอะไร ไม่ให้นึกอะไร...อันนั้นมันบาปหลายแล้ว...มัน บาปหลาย ไอ้ความคิดที่ว่ามันไม่ดี อารมณ์ที่มันไม่ดี ถ้า เรารู้มันแล้ว มันก็เกิดปัญญาเท่านั้น อันนั้นแหละตัวสำคัญ ไอ้คนนี้พูดไม่ถูกหูเรา เราไม่ชอบใจ อยากจะหนีมันไป นี่แหละ ตัวสำคัญแล้วนี่ ต้องให้เราปฏิบัติให้รู้ตัวของเราแล้ว เพราะเรา มันหลงนี่ หลงเพราะอะไร? เพราะเราไม่ชอบก็หนีไป อันนี้มัน ไม่พ้น ถ้าเราไปอีก ไปพบเสียงอันนี้อยู่ข้างหน้าอีก เราก็ไม่ ชอบใจอีก...ไปอีก มันก็ตายเปล่าๆเท่านั้นแหละ มีความสงบ ไม่มีความสงบ ต้องให้รู้มัน

เราปฏิบัติให้รู้จัก อย่าไปขังตัวของเรา ถึงสงบขนาดไหน ก็อย่าทิ้งความรู้สึก ถ้าทิ้งความรู้สึกมันก็เป็นบ้า...ให้มีความรู้ตัวของมัน...เรียกว่าพุทโธ...เราอย่าไปบ่น แต่ปากของ เราเท่านั้น แต่ให้มันถึงจิตของเจ้าของ การปฏิบัติต้องเป็นอย่างนั้น บางคนนั่งไม่สงบ ไม่คิดอย่างนั้น ก็ไปอย่างนี้ ก็ว่ามันไปแล้ว ฉันก็ไปดึงมันมา มันไปอีก ก็ไปดึงมาอีก เลยเป็นบ้า ใครดึงใครก็ไม่รู้ ใครไปใครมาก็ไม่รู้...ไม่รู้เรื่อง ไม่มีใครไปใครมาหรอกนั่น จะมีใครมาใครไปเล่า...ดูให้มันดีๆตรงนั้น อย่างที่ผมพูด ใบไม้ปกติของมัน มันนิ่ง ถ้ามันกวัด แกว่ง เพราะอะไร? ลมมาถูกมัน จิตใจของเราก็เหมือนกัน ถ้า มันฟุ้งซ่านรำคาญกวัดแกว่ง ก็เพราะถูกอารมณ์ ถ้าจิตแท้ๆ แล้ว มันนิ่งอยู่อย่างนั้น สว่างอยู่อย่างนั้น รู้อยู่อย่างนั้น อันนี้ เราเข้าใจผิดกัน จะต้องให้มันรู้จัก ให้สังวรสำรวม ให้รู้จักว่า มันผิดมันถูก ผิดก็รู้ ถูกก็รู้ มันจะคิดผิดขนาดไหนก็ช่าง เรารู้ ว่าอันนี้มันคิดผิด เข้าใจผิด ไม่ให้มันดึงดูดเราไปได้ แล้วก็กลับ มาตรงนี้ เพราะมันมั่นอยู่แล้ว ไม่ให้มันขาดจากนี้ไป แค่นี้... ก็เป็นสังวรศีลแล้ว ก็เป็นสมาธิแล้ว ปัญญาก็จะเกิดขึ้นมา

ทำอันนั้น...หลับตา ก็ไม่ผิดหรอก แต่ให้รู้จักเวลาพอ สมควร นั่งไม่รู้ไม่เอา ต้องให้รู้จักหายใจเข้า-ออก...รู้...เข้าไป บ่มไว้ อะไรผ่านเข้ามา รู้จักหมดทุกอย่าง ออกจากที่นี่ก็มีสติ เดินไป ตาเห็นรูปก็รู้จัก หูฟังเสียงก็รู้จัก รู้จักทุกสิ่งทุกอย่าง รู้จักผิด รู้จักถูก เมื่อรู้จักผิด รู้จักถูกแล้ว ก็พยายามละมัน ให้ มันไปเหนือกว่านั้นอีก จนกว่าใจของเราไม่มีผิด ไม่มีถูก...เหนือ แล้วนี่ คือเราปล่อยวางมันเสีย ให้รู้จักอย่างนั้น นี่เรียกว่า การปฏิบัติของเราฯ

ธรรมโอวาทหลวงพ่อชา สุภัทโท แสดงแก่พระเณร 

ที่มา : http://www.ajahnchah.org

วัดไผ่โรงวัว ตั้งอยู่ที่ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นวัดที่มีชื่อเสียงคนไทยนิยมมากราบไหว้ 

ตั้งอยู่ที่ตำบลบางตาเถร ห่างจากตัวจังหวัดสุพรรณบุรีประมาณ 43 กิโลเมตร หรือห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 70 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายตลิ่งชัน-สุพรรณ

วัดไผ่โรงวัวหรือวัดโพธาราม เป็นวัดที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสุพรรณบุรี สร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2469 เป็นวัดที่มีพุทธศาสนิกชน และบุคคลทั่วไปนิยมไปเที่ยวชมกันอย่างไม่ขาดสาย ด้วยมีพุทธวัตถุและโบราณสถานสำคัญให้เยี่ยมชมได้มากมายหลายจุด เช่น "พระพุทธโคดม" พระพุทธรูปโลหะสำริดองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างโดยท่านพระครูอุทัยภาคาธร (หลวงพ่อขอม) นอกจากนี้ยังมี "สังเวชนียสถาน 4 ตำบล" คือ สถานที่ที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนาและปรินิพพาน มีส่วนที่แสดงงานประติมากรรม เกี่ยวกับพุทธประวัตินรกภูมิ สวรรค์ภูมิ ส่วน "พระกะกุสันโธ" เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้านหน้าพระพุทธรูปมี "ฆ้อง และบาตร" ใหญ่ที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน รวมทั้ง "พระวิหารร้อยยอด" และ "พระธรรมจักร" ซึ่งหล่อด้วยทองสำริดใหญ่ที่สุดในโลก รวมทั้งสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ อีกมากมาย จนขึ้นชื่อเป็นวัดที่ใครมาเยือนสุพรรณบุรีแล้วต้องไม่พลาด 



วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2565

สัจจธรรมความจริง

สัจจธรรมความจริง

เอ้า...วันนี้เป็นวันพระ ซึ่งนับเนื่องมาจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าวันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นวันที่พวกชาวพุทธเราจะมาทำความเข้าใจกันในธรรมะ ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์แก่พุทธบริษัททั้งหลาย ธรรมะซึ่งเป็น สัจธรรมนำจิตใจของประชาชนชาวพุทธทั้งหลายนั้นให้ลุถึง ซึ่งความสงบ ให้รู้จักดีชั่ว บาปบุญคุณโทษ พอที่จะรักษาตัว ได้ในชีวิตที่เป็นอยู่

ความเป็นจริงนั้น วันพระทุกวันนี้ เกือบจะไม่มีเป็น วันพระ เพราะว่าคนเราไม่สนใจ ไม่ยอมรับธรรมะคำสอน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ได้ยินอยู่...แต่ ไม่รู้ รู้อยู่...แต่ว่าไม่เห็น เห็น...แต่ว่ามันไม่รู้ ก็หมายความว่า มันทั้งไม่รู้ ทั้งไม่เห็น ...ที่ว่าเห็น... เห็นอะไร?...เห็น ความจริง เห็นสัจธรรม ความเป็นจริง

อันความจริงนั้น จะทำอยู่คนเดียว...มันก็จริง ทำ หลายคน...มันก็จริง เราทำไอ้ที่มันจริง แล้วคนอื่นว่ามันไม่จริง มันก็เป็นของจริง อันนั้นเรียกว่า “ของจริง” ไปทำอยู่บนอากาศ มันก็เป็นความจริง มันจะไปทำอยู่ในน้ำ มันก็เป็นความจริง ทำอยู่บนบก มันก็เป็นความจริง

มิฉะนั้น พระพุทธเจ้าของเรา ท่านจึงว่า ธรรมะนั้นมันเป็นความจริง จริงทุกกาล ทุกเวลา ที่ผ่านมาแล้วตั้งแต่วานนี้ มันก็เป็นความจริง ในปัจจุบันนี้มันก็เป็นความจริง อนาคต มันก็ยังเป็นความจริง หมายความว่า เราทำความผิด แม้ ไม่มีใครเห็น มันก็ยังเป็นความจริง เราทำความถูกอยู่ ไม่มี ใครเห็น มันก็เป็นความจริง ฉะนั้นคนเราเมื่อจะทำความดี นั้นล่ะ ไม่ต้องให้คนอื่นเห็น บางคนทำคุณงามความดี ก็ อยากให้คนอื่นเห็น ให้คนอื่นเป็นพยาน เราจึงจะดีอกดีใจ อันนั้นก็ดีอยู่ แต่ว่ามันยังไม่จริง ไม่บรรลุถึงความจริง

ไอ้ความจริงนั้น เราจะไปลอบทำความชั่วอยู่คนเดียว มันก็ชั่วอยู่นั่นแหละ ทำความดีอยู่คนเดียว ไม่มีใครเห็น มัน ก็ยังดีอยู่นั่นเองแหละ มันเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องว่า...เราทำความชั่ว คนอื่นเห็นแล้วมันเพิ่มชั่วขึ้นอีก ไม่ใช่อย่างนั้น เมื่อเราทำ ความดีจริง ถ้าคนอื่นเห็น มันดีขึ้นอีก...มันไม่เป็นอย่างนั้น

อันนี้ถ้าหากว่า ความดีที่เราทั้งหลายประพฤติปฏิบัติแล้ว ฉะนั้น มันจึงปราศจากซึ่งลาภหรือยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์ ไม่มีที่ลับ ทำดีมันได้ดี ทำชั่วมันได้ชั่ว อันนี้มัน เป็นความจริง แม้พระพุทธองค์ท่านตรัสอยู่อย่างนั้น ท่านทำความดี ท่านละความชั่ว ท่านออกไปบำเพ็ญ ท่านนั่งหลับหูหลับตา ที่ไหนไกลรูป เสียง กลิ่น รส ท่านก็ยังมีความดี สาวกทั้งหลายก็เป็นอย่างนั้น

แต่ว่าคนเราทุกวันนี้จิตใจไม่แน่นอน ไม่มีศรัทธาอย่าง เป็นจริง ทำอะไรที่เป็นความดี อยากจะให้คนเห็น ถ้าคนไม่เห็นแล้วก็ไม่ค่อยสบายใจ...อย่างนี้ ทำความชั่วก็เหมือนกัน ไม่ให้ คนเห็น ถ้าคนเห็นแล้ว ดูเหมือนมันเป็นยังไงก็ไม่รู้ ทำความชั่ว ที่คนไม่เห็นน่ะ มันดี อย่างนี้

ไอ้ความเป็นขโมยในตัวของเราอย่างนี้ ตลอดกาล ตลอดเวลานั้น คนเราจึงไม่พบความจริง คือธรรมะ ความ เป็นจริงธรรมะนั้นมันมาตกลงอยู่ที่จิตของเรา อย่างการกระทำ บุญน่ะ กระทำบุญอยู่ทุกขั้นทุกส่วนนั้นน่ะ เพื่อให้จิตเราเป็น บุญ ถึงคนอื่นไม่เห็นมันก็เป็นบุญ คือความเห็นชอบอยู่ตรงที่จิตใจของเรา การทำบุญทั้งหมดนั้นต้องการให้จิตเรามัน เป็นบุญ ถ้าจิตเรามันเป็นบุญแล้ว อยู่ที่ไหน ทำบุญที่ไหน บุญ มันจะเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ต้องฉลอง ไม่ต้องให้คนรู้ ไม่ต้องให้คนเห็น ไม่ต้องมีอะไรไปเพิ่มเติมมันเถอะ ก็กำลังจิตใจเรา เชื่อมั่นในความดีแล้ว เราก็ทำไปเท่านั้นแหละ

ฉะนั้น พระอริยะทั้งหลาย ท่านถึงทำความงาม คุณงามความดีของท่านน่ะอยู่ที่ไหน ท่านก็ทำของท่าน ใครจะว่าไม่ดีสักแค่ไหน มันก็ดีอยู่นั่นแหละ บางสิ่งที่มันไม่ดี เราว่าดีอยู่แค่ไหนมันก็ไม่ดีอยู่แค่นั้น อันนี้ก็เป็นเหตุอันหนึ่ง ที่จะ ให้เราทั้งหลายทำความเข้าใจในธรรมะ ถ้าเราเข้าใจธรรมะ มันเป็นอย่างนี้ เราก็ไม่ต้องส่งจิตใจเราออกไปข้างนอก เรา อยู่ข้างในของเรา ทำจิตให้มันเป็นบุญ เช่น แสวงหาบุญ นอกใจของเจ้าของ มันก็ลำบาก นั่งรถ นั่งเรือ วิ่งไปวิ่งมา ตลอดกาล ตลอดเวลา

อย่างญาติโยมของเรา มาทำบุญกันนั่นน่ะ ไป ทอดกฐินตรงนั้น ไปทอดผ้าป่าอยู่ตรงนั้น ไม่ค่อยได้ฟังธรรมหรอก พอไปนั่งกราบพระ รีบจะไปแล้ว...มารถเขา เช่ารถเขามา ก็เลยรีบนั่งแล้วก็รีบลุก ลุกแล้วก็รีบเดิน เดินแล้วก็รีบวิ่ง รีบไปรีบมา ก็ได้แต่รีบเท่านั้นแหละ ไม่ได้อะไรเป็นสาระ ประโยชน์ในด้านจิตใจของเรา อันนี้คือคนเราวิ่งหาบุญ บุญ กุศลแท้ๆน่ะไม่อื่นไกลหรอก ในหลักพุทธศาสนา...พระพุทธหนึ่ง พระธรรมหนึ่ง พระสงฆ์หนึ่ง เมื่อทุกคนมาทำจิตใจให้เชื่อมั่นในพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแน่นแฟ้นแล้วเท่านั้นน่ะ มันก็ไม่ตกนรกแล้วไม่ต้องอื่นไกลหรอก เชื่อมั่น...ไม่งมงาย อันนี้เป็นหลักที่สำคัญ

สมัยนี้เราชาวพุทธทั้งหลายนั้น มันเป็นของยาก เป็น ของลำบาก ถึงแม้จะทำบุญ ถึงแม้จะฟังธรรม ถึงแม้จะสร้าง คุณงามความดี...จะต้องให้คนอื่นบังคับ คือถ้าคนอื่นไม่บังคับ ไม่จับมือ ก็ไม่ทำ ไม่ยอมทำ ไม่กล้าทำ คิดเช่นนั้นธรรมะที่ แท้จริงจึงไม่เห็น เราจึงไม่เห็นธรรมในจิตใจของเราเอง ดังนั้น จิตใจของเรานี้ เราพินิจพิจารณาดูแล้ว มันไม่อยู่ที่อื่นหรอก บุญบาปมันอยู่ที่จิตใจของเราเอง

ฉะนั้น พระพุทธองค์ท่านจึงเน้นให้ค้นจิตของเรานั้นกับธรรมะ จิตเราไม่ได้ฝึก เราจะไปเชื่อจิตของเราอย่างเดียว ว่าเราชอบอย่างนี้ ว่ามันดี บางทีมันก็ชอบอันผิดๆ นั่นว่าดี แต่ว่ามันดีเฉพาะใจของเรา แต่ว่าความจริงแล้วมันขาดจากธรรมะ มันเป็นของไม่จริงโดยสัจธรรม

ฉะนั้น ต้องเอาจิตของตนน้อมเข้าไปสู่ธรรมะ อย่า ดึงธรรมะเข้ามาสู่จิตของเรา เราต้องดึงจิตของเราเข้าไปสู่ธรรมะ ผู้น้อยต้องน้อมเข้าไปหาผู้ใหญ่ ไม่ต้องให้ผู้ใหญ่น้อมมาหาผู้น้อย เราเป็นสาวกของพระพุทธองค์ จะต้องน้อมเข้าสู่พระพุทธเจ้าของเรา ไม่ใช่ให้พระพุทธเจ้าน้อมมาสู่สาวก

อย่างนี้มันเป็นธรรมเนียมมาแต่ดึกดำบรรพ์มาแล้ว ธรรมะก็ดีเป็นสิ่งที่สูงสุด พวกเรานี้มันเป็นคนที่ไกลจากธรรมะ เราอยากจะเห็นธรรมะ เราไม่ควรดึงธรรมะมาใส่ใจเรา ไม่ให้ ธรรมะน้อมใส่ใจเรา ให้ใจเราน้อมเข้าไปหาธรรมะ เพราะ ธรรมะมันเป็นสัจธรรม จิตใจเรามันไม่เป็น เมื่อจิตใจเรามัน ยังไม่ได้ฝึกฝนให้มันเป็นธรรมะ มิฉะนั้นเป็นต้นว่า เราชอบ อันนี้ อันที่ชอบว่าดีเลยรึ...มันก็ยังไม่ใช่ ดีเฉพาะจิตใจที่เราว่า มันดีที่เราชอบมัน บางทีเราชอบของไม่ดี ก็เข้าใจว่าของดี ชอบของผิดๆก็นึกว่ามันดี แต่ว่าความเห็นว่ามันดี คือจิตใจของเราไม่รู้จัก จิตของเรายังไม่ได้ฝึกฝน

จิตที่ฝึกฝนดีแล้วนั้นละ มันจึงเข้าสู่ธรรมะ น้อมจิตเราเข้าไปหาธรรมะเสียก่อน เพื่อให้จิตเรากลมเกลียวกับ ธรรมะ ให้จิตมันเป็นธรรม ให้ธรรมมันเป็นจิตเมื่อจิตมันเป็นธรรม ความคิดมันก็เป็นธรรม สภาวะที่เราคิดมันก็เป็นความจริง เป็นสัจธรรมอย่างนั้น อันนี้ก็เช่นกัน เนื้อจิตของ เจ้าของนั้น บางทีมันก็ไม่เป็นธรรมนะ เราก็ไปคิดว่าสิ่งที่มันผิดนั้นมันถูก เราก็ชอบเอาสิ่งนั้น

มิฉะนั้นท่านจึงให้ฟังธรรมะ ฟังเพื่อให้มันรู้จักธรรมะ ให้เห็น ให้รู้ ธรรมะอยู่ที่ใจ...โง่มันอยู่ที่จิตใจของเรา ความฉลาดอยู่ที่จิตใจของเรา ความมืด ความหลง มันอยู่ที่จิตใจของเรา ไอ้ความรู้ความสว่างมันก็อยู่ที่ จิตใจของเรา เหมือนกับที่ว่า จานใบหนึ่งที่มันสกปรก หรือพื้นฐานที่บ้าน หรือศาลามันสกปรก...มันถูกน้ำมัน หรือมันถูกเครื่องสกปรก อย่างใดอย่างหนึ่ง มันก็สกปรกอยู่ที่มันสกปรกนั่นแหละ เมื่อเราอยากจะให้มันสะอาด เราก็เอาน้ำมาสาดมันซะ มาล้างมันซะ ไอ้ของสกปรกนั้นมันก็หายไป เมื่อของ สกปรกหายไป ไอ้ความสะอาดของพื้นบ้าน พื้นศาลาของเรา มันก็สะอาดขึ้นมา

เราก็เห็นได้ว่า ไอ้สิ่งที่มันสกปรกนั้น ก็คือจิตของเรา ถ้าหากว่าเราทำความถูกต้องดีแล้ว ไอ้ของสะอาดมันก็ยังมีอยู่ พื้นศาลามันสกปรกก็เพราะอะไรต่างๆที่มันสกปรกนั้น เมื่อ มาเช็ดมาล้างสิ่งที่มันสกปรกออกไป ก็พบความสะอาด...มัน พ้นอยู่ที่นั้น มีของสกปรกมาปกปิดอยู่นั่นเอง ความชั่วและ ความดีของเราทั้งหลายก็เหมือนกันฉันนั้น ความชั่วอยู่ ตรงไหน ความดีอยู่ตรงนั้น ความผิดอยู่ตรงไหน ความถูกอยู่ตรงนั้น ความสกปรกอยู่ตรงไหน ความสะอาดก็อยู่ที่นั่นเหมือนกันฉันนั้น

จิตใจของเรานี่ก็เหมือนกันฉันนั้น เมื่อชาติจิตของเราจริงๆนั้น เป็นจิตที่สม่ำเสมอ มันเป็นจิตที่ไม่เศร้าหมอง เป็นจิตที่ผ่องใส ขาวสะอาดอยู่อย่างนั้น ที่จิตของเรามันเศร้าหมอง ก็เพราะมันไปพบกับอารมณ์ พบกับอารมณ์ ที่ไม่ชอบใจเรานั่นแหละ ก็ทำใจของเราให้ขุ่นมัว ทำใจของเราให้เศร้าหมอง ทำใจของเราให้ไม่สะอาด ทำใจของเราให้ สกปรก เพราะอะไร? ไม่ใช่จิตของเรามันสกปรก จิตของเรามันยังไม่แน่นอน ไม่เชื่อมั่นในธรรมทั้งหลายนั่นเอง กับอารมณ์... อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ใจเราก็เศร้าหมอง อารมณ์ที่เราชอบใจ ใจเราก็ผ่องใส มันก็เป็นอย่างนั้น

ฉะนั้น องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ท่านให้ ปฏิบัติ ไม่ใช่ให้พูดเฉยๆ ให้ปฏิบัติ คือให้ทำความ เป็นจริง เช่นว่าเราสมาทานซึ่งศีลเป็นต้น ท่านว่า ปานา อทินนา กาเม มุสา สุรา อันนี้เรียกว่าศีล คำพูดถึงศีลไม่ใช่ตัวของศีล สภาวะของศีลนั้นมันเป็นอีกอย่างหนึ่ง สภาวะของศีลนั้นไม่ใช่ว่า การพูด มันเป็นการกระทำจริงๆ เช่นว่า ไม่ฆ่าสัตว์...อย่างนี้เรา ก็ไม่ฆ่าจริงๆ อย่างนี้ ไม่กินสุรา...เราก็ไม่กินจริงๆ ไม่พูดโกหก ...เราก็ไม่โกหกจริงๆ อย่างนี้ เราไม่ขโมยของคนอื่น...เราก็ไม่ขโมยจริงๆ ไม่ใช่ดีแต่พูดเฉยๆ

ศีลมันอยู่ที่ตรงนั้น อยู่ตรงที่กระทำ ไม่อยู่ตรงที่พูด พูดนั้นเพื่อจะให้เห็นว่าอันนั้นมันเป็นอย่างนั้น เมื่อเราตกลงใจว่ามันเป็นเช่นนี้ เราก็ลงมือกระทำเลย ลงมือประพฤติเลย ลงมือปฏิบัติเลย อันนั้นให้เกิดเป็นผลขึ้นมา คือ การ กระทำเช่นนั้น อันนั้นท่านว่าข้อศีล พูดตามภาษาของเรานี่มันก็ลำบากอยู่ ถึงวันพระให้รักษาศีล...ไปรักษาศีล ในความเป็นจริงนั้น มันเป็นคำพูดที่ตอบๆเรื่อยกันมา มันเป็นประเพณี วันนั้นไปรักษาศีล เมื่อเราเพ่งความหมายแล้วเห็นว่า ศีลท่า จะโง่กว่าเราล่ะมั้ง เราถึงต้องไปรักษา ถ้าเราเพ่งแล้วนะ ศีล มันคงไม่ดีขนาดเรา เราถึงต้องไปรักษาศีล มันจะไปอย่างนั้น

ถ้าพูดตามความเป็นจริงแล้วนี่ ศีลน่ะเราไม่ต้องไป รักษาท่านหรอก...ท่านดีแล้ว มารักษาตัวเรานี่เอง รักษาตัว รักษากาย วาจา ใจ ของเรานี่ แล้วศีลมันก็เกิดขึ้นมา เราไม่ต้องไปรักษาศีล รักษาตัวของเรานี่แหละ คำพูดนี้มันสูงเกินตัวไป ซะล่ะมั้ง เราก็ไปรักษาศีล บางคนไม่รู้จักศีลเลย เข้าไปวัด ถามไปไหน บอกไปรักษาศีล ไปรักษาศีล ก็คิดว่าศีลเป็นของยาก เป็นของลำบาก เป็นของสอนยาก ไอ้ความเป็นจริง มันย้อนกลับมารักษาตัวเรานั่นเอง เมื่อรักษาตัวเราดี ไม่มีขาด ศีลมันก็เกิดขึ้นมาตรงนั้น ฉะนั้นศีลมันไม่อยู่กับการพูด มันอยู่กับการกระทำ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านสอนให้ฟังอย่างนี้ ให้ความดีเข้าไปฝังในใจ ถ้าความดีมันเข้าไปฝังในใจแล้ว ไอ้ความทุกข์มันก็ถอนออกไป ห่างออกไป มันเป็นอย่างนั้น ทีนี้เรามองไม่เห็น ไอ้สิ่งที่มันเบาที่สุด เราก็เห็นเป็นหนัก สิ่งอะไรมันหนัก...ก็เห็นมันเป็นเบา สิ่งที่มันผิด...เราก็เห็นเป็นถูก สิ่งอะไรที่มันถูก...เราก็เห็นว่ามันผิด

อาตมายกตัวอย่างให้ฟังว่า วันหนึ่ง นั่งอยู่ในวัดเรา นี่แหละ คนหนึ่งมาจากอำนาจเจริญ เขาเคยเป็นปราชญ์ เขา เคยบวชเป็นพระมาแล้ว ตอนเป็นฆราวาสก็เป็นคนทำบุญ สุนทานตลอดเวลา...ตาแก่คนนั้น วันหนึ่งแกก็มาจากอำนาจ เจริญ บอกว่าโยมมีทุกข์หลาย มีทุกข์มาหลายวันแล้ว แก้ไม่ตก นึกถึงหลวงพ่ออยู่องค์เดียวนั่น จะให้ผมมีความสว่างที่ไหน ผมไม่นึกเห็น แล้วก็มากราบ กระสับกระส่าย มาด้วย ใจไม่ค่อยสบาย โอดโอยครวญคราง มาอย่างนั้นเลย อาตมาก็เลยว่า ไม่เป็น ผมทุกข์มาก ทำไมมันทุกข์มาก เรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องเล็ก เรื่องใหญ่เหลือเกิน พูดกันน้ำตามันก็ไหลออกมา พอพูดว่าเรื่องใหญ่ น้ำตามันก็ไหลออก

หยุดก่อนที โยมพูดให้ฟังก่อนสิว่าเรื่องอะไรมันใหญ่ นักหนา เขาก็เลยคลานเข้ามากราบใกล้ๆกระซิบว่า เมียผม ตาย ฮ้า เมียตาย นึกว่าเรื่องใหญ่ อันนี้เป็นเรื่องเล็กนี่นา มัน เกิดๆตายๆ เขาเกิดกันมาตลอดกาลตลอดเวลาแล้ว ทั้งเกิด ทั้งตายนั้นแหละ เห็นไหม?...คนเกิดไม่ตายเห็นไหม? เกิดมาต้องตาย เรื่องเกิดเรื่องตายไม่ใช่เรื่องใหญ่ มันเรื่องธรรมดาของเรา จนขณะนี้ก็ยังไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ จนกว่าที่ว่าไม่เคย เห็นคนเกิด ไม่เคยเห็นคนแก่ ไม่เคยเห็นคนตาย ไอ้ความ เป็นจริงมันเกิดมันตายมาไม่รู้กี่ศพแล้ว ทำไมไม่รู้จักอ่าน ทำไม ไม่รู้จักพิจารณา ทำไมให้เป็นเรื่องใหญ่ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ

อาตมาบอก คิดใหม่สิ อันนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก พ่อ ของโยมอยู่ไหม ไม่อยู่ อยู่ไหน ตาย นั่นแหละตายแล้ว แม่ก็ ตายแล้ว มันจะเรื่องใหญ่อะไรน่ะ มันจะอยู่อย่างเรา เป็นลูก จะไม่ตายนี่ อันนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา โยมไปคิดใหม่ดูสิ ไป คิดเรื่องใหญ่มันก็ใหญ่ทั้งนั้นแหละ มันเรื่องเล็กๆ เรื่องธรรมดา เรื่องคนเกิดมาในโลกมันเป็นอยู่อย่างนั้น

ฉะนั้น เกิดมาพระพุทธเจ้าท่านให้รีบทำความดี เพราะมันเป็นอย่างนั้น ก็พูดไปพูดมาก็เห็นโยมผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างๆเขาด้วย นั่นน่ะโยมมากับใคร ถ้าโยมแม่บ้านตายแล้ว นี่แม่บ้านอีกคนหนึ่ง อ้าว หลายคนเหลือเกินแล้ว มันก็คนหนึ่งตาย คนหนึ่งยังน่ะ บางคนมีแม่บ้านคนเดียวก็ตายหมด มันยังร้ายกว่าโยมอีก เอาล่ะโยม พอแล้ว คนหนึ่งยังอยู่ คนหนึ่งตาย มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรแล้ว ให้ไปคิดใหม่ ตาคนนั้นก็นั่งฟัง

นี่คือความคิด คนเราไม่รู้จักนะ...ไม่รู้จักพอ คนไม่รู้จัก พอคือคนไม่รู้จักแก่ คนไม่รู้จักแก่ ไม่รู้จักเจ็บ ไม่รู้จักตาย ไม่ รู้จักความเกิด แก่ เจ็บ ตาย บางคนจะไปเทศน์เรื่องเกิดๆ แก่ๆ ตายๆ ให้ฟัง ไม่สบายใจเลยนะ ยิ่งคนฝรั่งเมืองนอก ไปพูดเรื่องตายให้ฟัง ลุกหนีเลย...ไม่อยากแก่ เขาอยากเป็นของเขาอยู่อย่างนั้น ว่าคนเฒ่าคนแก่ชราอย่างนี้ไม่เอา ไม่อยากได้ ฉะนั้นคนแก่ๆเมืองนอกเขาทิ้ง คนแก่ ๕๐-๖๐ เข้าทิ้งแล้ว ไม่เหมือนเมืองไทยหรอก เขาทิ้ง...หนุ่มๆสาวๆ ลูกเขาเกิดมา เขาก็ไปเที่ยวไป เขาทิ้งไปตะพึด แก่แล้วทิ้งทั้งนั้นแหละ ไม่ต้องไปเก็บหรอก เอาเข้าใส่ในโกดังนั่น

ดังนั้น คนเรามีธรรมะ ให้พิจารณาให้เห็น อย่างอยู่ ชลบุรีก็เหมือนเอาคนแก่ไปเก็บ ไปเลี้ยง อาตมาเคยเข้าไปดู แก่ ๗๐ ปี ๘๐ ปี อยู่นั่นแหละ ให้พยาบาลมารักษา อาตมา เข้าไปเทศน์ตรงนั้น นึกๆไปก็น่าสลดสังเวช นึกๆไปก็เหมือน เปลือกแตงโม เขาเอาไปทิ้งนะ เราจิ้มเอาเนื้อมันทาน พอมีแต่ เปลือกมัน เขาก็ทิ้งลงคลองนั่นแหละ ไปอยู่ชลบุรีที่เลี้ยงคนแก่ ก็เหมือนกัน เข้าไปที่นั่นเหมือนเปลือกแตงโม มีแต่คนแก่ทั้งนั้น คนหนุ่มๆดีๆเขาก็ไม่ไปหรอก...หนีไป ไปหาโรงหนัง ไปหาลิเก ละคร หารำวง เล่นตามสบาย ไอ้คนแก่ก็รับบาปไปเถิด แก่ ไปเถอะ ไม่มองถึงเรา มิฉะนั้นเมืองนอกก็จะเป็นคนแก่เอา ไปทิ้ง คนหนุ่มก็เจริญไปทุกคน คนหนุ่มๆแก่มาก็เอาไปทิ้ง ...กรรม

อาตมาพูดให้ชาวฝรั่งฟังว่า นี่คือกรรม แต่ก่อนเราก็ ทิ้งคนแก่ ตอนนี้เราแก่ คนหนุ่มก็ทิ้งเรา มันเป็นอย่างนี้ ถ่ายทอดตลอดเวลา มันแก้ไม่ได้ เป็นอย่างนี้ อันนี้ความอบอุ่นของเมืองนั้นล่ะ ไม่เหมือนเมืองไทยเรา เมืองไทยเรานั้นน่ะ เทศน์ให้ฟังเรื่องความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มันเป็นธรรมะอันเป็นที่น่าสลดสังเวช เมื่อเราจะทำอะไร ก็ต้องได้ พิจารณา เมื่อเราหนุ่ม เราก็หวนถึงคนแก่ เมื่อเราเห็นคนแก่ แล้ว เราก็หวนถึงคนหนุ่ม มันเลยเป็นเกราะ มันเกาะกันเหมือน ลูกโซ่อย่างนี้

เช่นนั้น พระพุทธองค์ท่านสอนให้มีความเมตตา รู้จักอุปการะคุณของบุคคลผู้ที่มีคุณ เมืองนอกเขาไม่สอน อย่างนี้ คนแก่ก็แก่ไป คนหนุ่มก็หนุ่มไป มันเรื่องของใครของมันทั้งนั้นแหละ มันเป็นไปซะอย่างนี้ พอพูดตามความเป็นจริงแล้ว หลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น เลี้ยงลูกมาก็รัก เมื่อรักก็อยากจะให้รู้จักบุญคุณของพ่อแม่ เท่านั้น ถ้าเลี้ยงมาไม่มีบุญไม่มีคุณ ก็ไม่รู้จะเลี้ยงเรามาทำไม อันนี้ เมื่อพูดถึงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แก่ขนาดไหนก็ไม่ทิ้งกัน อันนี้เป็นความอบอุ่นในเมืองไทย

ฉะนั้น พวกเรานี้ก็เหมือนกันฉันนั้น เราต้องพิจารณา ธรรมะ พิจารณาธรรมะให้เป็นสังขาร สังขารมันต้อง เปลี่ยนไปๆๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไอ้ความเปลี่ยนไปนั้นน่ะ มันเกิดมาแล้ว มันเด็กแล้วก็มันหนุ่ม แล้วก็เฒ่าชะแรแก่ชรา แต่ว่าจิตใจของคนเรานั้นน่ะ ไม่อยากให้เปลี่ยนไปอย่างนั้น หนุ่มแล้วไม่อยากให้แก่ แก่แล้วไม่อยากให้ตาย อยู่อย่างนี้ อย่างนี้ นี่คือความเห็นผิดซะแล้ว อันนี้มันอยู่ไม่ได้หรอก อันนี้ มันเรื่องอนิจจัง มันเรื่องการเปลี่ยนแปลง เป็นธรรมดาของมันแล้ว ถ้าไม่เปลี่ยนแปลง คนเราอยู่ในโลกนี้ไม่ได้

เช่น มะม่วงต้นหนึ่ง มันก็เปลี่ยนขึ้นมา มันถึงโต ขนาดนี้ จนเป็นดอกออกผลให้เราทานผลของมัน นี่ความ เปลี่ยนแปลงจากเมล็ดมัน จากเบี้ยเล็กๆมันมาเป็นต้นใหญ่ๆ มันเปลี่ยนจนมาถึงมันเป็นดอก มาถึงเป็นผลเล็กๆ มันเกิดมาเป็น ผลเล็กๆ มันก็เปรี้ยว ก็เปลี่ยนไป มันห่าม ความเปรี้ยวมันก็ หายไป เมื่อสุกมันก็เปลี่ยนไปเป็นหวาน รสของมัน ถ้าเรา ไม่ให้มันเปลี่ยน มันจะเกิดประโยชน์อะไร เปรี้ยวก็ปล่อยให้ มันเปรี้ยวอย่างนั้น อันนี้จะไม่ได้กินมะม่วงสุกนะ เพราะ ไม่อยากให้มันเปลี่ยน ต้องเปลี่ยนแปลง นี่มันดีแล้ว

ลมหายใจเราเข้าไปแล้วมันก็ออก ออกแล้วไม่เข้ามา มันก็ตายนะ เข้าแล้วไม่ออก มันก็ตาย อาศัยการเปลี่ยนแปลง มันเข้าไปแล้วมันก็ออกมา ออกแล้วเข้า นี่เราอยู่ได้เพราะความเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ มิฉะนั้น เราควรนึกถึงธรรมะ เมื่อเรามีชีวิตอยู่ เราควรมองดูข้างๆว่า อันนี้พ่อแม่ของเรา อันนี้ พี่น้องของเรา อันนี้ลูกหลานของเรา อันนี้ตัวของเรา มันก็พร้อมไป เป็นอย่างนี้ตลอดเวลา ก็เพราะมันเป็นอย่างนี้

ฉะนั้น เราจึงทำความเข้าใจ มาฟังธรรมะ คือมาทำ ความเข้าใจกัน เมื่อทำความเข้าใจกันให้รู้ความเป็นจริง แล้ว ก็ยอมรับว่ามันเป็นอย่างนั้น เกิดมาวันนี้ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นอย่างนั้น วันต่อไปมันก็ต้องเป็นอย่างนั้น แล้วต่อไปมันก็เป็นอย่างนั้น ของมันเป็นอย่างนั้น มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น มันปลี่ยนแปลงอยู่อย่างนั้นทุกเวลา พอเข้าใจธรรมะเช่นนี้ ความเป็นอยู่ก็ดี ความพลัดพรากจากกันก็ดี มันเป็นธรรมดา เห็นไหมที่เราสวดมนต์กันอยู่นี่ ให้พิจารณาอย่างนี้ ทุกวันๆเถิด พิจารณากันหรือเปล่าก็ไม่รู้ ว่าสวดให้พิจารณา ทุกวันๆเถิด ทุกวัน...ทุกวัน

ทำวัตรทุกวันอย่างนี้ ถ้ามันเปลี่ยนแปลง เราก็ไม่ควร เสียใจ ไม่ควรทำใจให้มันเป็นทุกข์ เพราะมันเป็นอย่างนั้น สัจธรรมมันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ให้ความเห็นเราเป็นอย่างนี้ เมื่อเราได้ฟังธรรมบ่อยๆ ความบรรเทานี้มันก็จะพ้นขึ้นมา มัน ก็จะไม่ทุกข์ มันบรรเทาไปๆ ให้มันน้อยไปๆกว่าจะหมดทุกข์ ความเป็นจริงอย่างนั้นของธรรมะ ได้แค่นี้ก็เรียกว่า เรามีหลัก ที่สำคัญอยู่แล้ว การภาวนาของเรา ความเป็นอยู่ของเรา ก็จะมีที่พึ่ง ที่พำนัก พุทโธ เม สะระณัง วะรัง, ธัมโม เม สะระณัง วะรัง, สังโฆ เม สะระณัง วะรัง...พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของเรา พระธรรมเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของเรา พระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของเราที่พึ่งอื่นไม่เหมือนพระพุทธเจ้า ที่พึ่งอื่นไม่เหมือน พระธรรม ที่พึ่งอื่นไม่เหมือนพระสงฆ์เพราะความเป็นจริงมัน เป็นเช่นนั้น

เมื่อเราคิดเช่นนี้ความทุกข์เรามันก็หายไปๆ น้อยไปๆ ตกลงไปอยู่ที่ว่าเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดา คนเกิดมาก็ เห็นว่าเป็นธรรมดาที่เกิดมาแล้ว เกิดมาแล้วก็มีความเป็นอยู่ก็เป็นธรรมดา ไอ้ธรรมดามันเป็นเช่นนี้ เมื่อเราเข้าใจแล้ว ไอ้ความทุกข์มันก็น้อยไปๆ ความอยู่เย็นเป็นสุข ความระงับ มันก็ตั้งมาอยู่ที่ใจของเราเอง อันนี้เป็นโอวาทคำสอนของ พระพุทธองค์ของเรา

ฉะนั้น จงพากันตั้งอกตั้งใจให้เข้าใจ ฟังแล้วให้เข้าใจ ธรรมะ ให้พิจารณาอย่างนั้น ฯ 

Credit: http://www.ajahnchah.org/thai/The_Essence_of_True_Dhamma.php 





วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564

เรื่องของเปรต

เรื่องของเปรต

...ถ้าอยู่บ้านแล้วก็ว่ามันยุ่ง แต่เรื่องแปลกนะ มนุษย์เราเป็นเรื่องแปลกเหมือนกัน ออกจากบ้านมาแล้วมันไม่ยุ่ง สบาย แต่ว่าคิดอยากกลับ คือไม่ใช่อะไรหรอก มันยังไปไม่ถึงที่มัน ความรู้สึกนึกคิดของเรายังไปไม่ถึงที่อยู่อย่างดี ท่านเรียกว่าวัฏฏะ ไปแล้วก็ดึงกลับมาไม่ถึงที่สุดมัน อย่างง่ายๆ อย่างย่อๆ ก็เรียกว่า เรามาอบรมในที่นี้ มีธุระอย่างนี้ แต่มาอยู่ที่นี่ก็ไม่ใช่บ้านของเราก็ทำความไม่ให้สบายอยู่ในนี้แหละ บ้านอื่นมันจะสนุกสุขตระการเท่าไรก็ช่างเถอะ ก็ยังคงคิดไปถึงบ้านเราอยู่นั่นแหละ...เป็นอย่างนี้ คือเรื่องมันยังไม่จบ

เรื่องความดีความชั่วมันไม่จบ มันยังเป็นโลกมันก็ไม่จบถ้ายังไม่จบมันก็ไม่ว่าง ถ้าไม่ว่างเราก็ได้แบกมันไว้ ถ้าเราแบกมันไว้นะ เราหนักเราก็มองเห็นโทษมันได้ง่ายๆ เพราะเราแบกมันอยู่นะ บางคนเห็นว่าคนอื่นแบก...เราหนัก เคยมีไหม คนอื่นเขาแบก...เราหนัก ตรงนี้แหละมันน่าคิด เราแบกเองเราหนักเองมันก็คิดได้นะ พอคิดได้ อันนั้นคนอื่นเขาแบก...เราหนัก คนนั้นทำผิดแล้วมัง...ไม่สบายแล้ว คนอื่นแบก...เราหนัก เคยมีไหม...ดูดีๆนะ เราแบกเองเราหนักเอง ค่อยยังชั่วมันเห็นง่าย คนอื่นแบก...เราหนัก นี่น่ะมันไม่ค่อยจะเห็นตัวเรานะน่าจะให้คนแบกนั่นแหละหนัก หรือว่าอย่างไร ถ้าพูดตามความเป็นจริงมันเป็นอย่างนั้น โดยมากมันเท่ากันเสียแล้วหรือจะมากกว่าก็ได้

เราแบก...เราหนัก คนอื่นเบา...เราก็หนัก มันหนักสองต่อ เขาแบกเราก็หนัก เราแบกเราก็หนัก จะทำอย่างไรดีมันเป็นเสียอย่างนี้ เราควรย้อนคิดดูว่าชีวิตมนุษย์มันเป็นอะไรยังไง มันผสมผเสกันอยู่ เราไม่รู้จักเลือกจักถอนออก มันก็เป็นอย่างนี้แหละ ถ้าตรงไปแล้วก็เราแบก...เราหนักก็ดีกว่านะ มันสำคัญที่คนอื่นแบกเราไม่ควรจะหนักนี่ อย่างนั้นจะต้องอดทน

เรื่องที่มันอดทนทั้งนั้นไม่มีเรื่องอะไร ทางธรรมะท่านเรียกว่า ขันติ...ความอดทน มันเป็นแม่บทของธรรมทั้งหลายทั้งปวง ทุกคนจะต้องอยู่ในความอดทนทั้งนั้นแหละ อดทนได้ความดี แต่เมื่อได้ความดีแล้วก็หลงดีอีก มันก็แปลก มันน่าจะจบเรื่องของมัน ได้ดีมาแล้วก็หลงดีอีก ดีก็พาเราทุกข์อีก ดีกับชั่ว รักกับเกลียดนี้มันไม่พ้น...มันน่าคิด ธรรมะนี่คิดๆในใจเจ้าของแล้วก็แก้ตัวเรานะ

ทีนี้ถ้ามันทุกข์ก็ไปให้คนอื่นแก้ คนอื่นแก้ทุกข์ให้เราไม่ได้อธิบายทางให้เราแก้ทุกข์เท่านั้น เรื่องจะแก้จริงๆ เรื่องพ้นทุกข์จริงๆ เป็นเรื่องของตนเอง พระบรมครูของเราเรียกว่า อักขาตาโร ตถาคตา...ตถาคตเป็นแต่ผู้บอก บอกให้ยกอันนั้นอันนี้ ยกอันนี้ไปโน้น...บอกเท่านี้ ว่ายน้ำจะต้องทำอย่างนั้นไมใช่ตถาคตไปว่ายให้ ถ้าตถาคตไปว่ายให้เราก็จมน้ำตายเท่านั้นแหละ มันเป็นอย่างนี้

ความทุกข์ทั้งหลายนั้นก็เรานั่นแหละสร้างขึ้นมา...แต่ให้อดทน เห็นอยู่ว่าตรงนี้มันหนัก แต่เราอยากได้มัน ไปยกมันก็หนักจริงๆ เมื่อหนักก็ต้องอดทน มันก็เป็นอยู่อย่างนี้ อย่างเราเมื่อศึกษามา เมื่อเราเป็นนักเรียน เห็นผู้ใหญ่ดูเหมือนจะสบายเห็นคนนี้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ เห็นจ้าวนายครูบาอาจารย์ ก็นึกในใจว่าจะสบาย เราก็อยากเป็นอย่างนั้นบ้าง...เลยพยายามจนเป็นขนาดนี้แล้วยังมีทุกข์อยู่ ยังมีความลำบากอยู่ คือมันยังไม่พ้น อยู่ข้างนี้ก็ยังไม่พ้นอีก ก้าวไปข้างหน้าอีกก็ดูมันจะพ้นแต่ไปอีกยิ่งหนักเข้าไปเรื่อยๆ เหมือนกับคนแก่เราน่ะมันคิดไม่มากหรอก โตขึ้นมามันคิดกว้างคิดมาก มีความฉลาดมาก ไป ช่วยเขาหมด ทั้งนั้นแหละ คนทั้งบ้านน่ะเราฉลาดคนเดียว ก็เลยทุกข์คนเดียว ความคิดของคนก็ต้องเป็นอย่างนั้นคือหมายความว่ามีมากก็ต้องแบกมากยึดมาก

ความเป็นจริงนั้นการกระทำอะไรทุกอย่าง ถ้าให้รู้จักหน้าที่กันทุกคน แล้วมันก็ไม่มีเรื่องอะไรนะ สบาย ความสบายมันมีอยู่ แต่อยู่ในคนส่วนมากมันก็ต้องเป็นอย่างนี้ สถานที่นี้ท่านเรียกว่าโลก โลกท่านแปลว่า ความมืด โลกเจริญก็คือมืดเจริญนั่นเอง แหม...โลกมันเจริญ เจริญมันก็มืดเจริญขึ้น

อย่างวัดอาตมาแต่ก่อนไฟฟ้าไม่มี ก็ไม่เห็นว่ามันสว่างหรือมันมืดนะ ถ้ามีไฟฟ้ามาแล้วเห็นจะสบาย มีน้ำก็สบาย โอ้...ไฟฟ้ามันก็ไม่เกิดมาเองหรอกนะ ก่อนจะมีไฟฟ้ามันต้องเสียอะไรมากๆ ก่อนจะมีน้ำมันก็ต้องเสียอะไรไปมากๆ จะต้องลงทุนทั้งหมด มันก็เกิดจากความลำบาก ที่มันสว่างแล้วน่ะมันก็ยังไปปิดใจของเราให้มืดอีก ที่มันสะดวกแล้วมันก็ไปปิดใจให้เรามันมืดอีก คนเราถ้ามันสะดวกสบายแล้วยิ่งมักง่าย

สมัยก่อนบ้านเมืองเราก็ยังไม่เจริญ ทำส้วมอยู่โน้นในป่า...อุตส่าห์ไป เดี๋ยวนี้ไม่ได้ ที่นอนอยู่นั่น ต้องทำส้วมอยู่ที่นั้น ขนาดนั้นก็ยังไม่สบายอยู่อีก จะให้มันสบาย สะดวก มันก็ไม่สะดวกนะ มันสบายมากเกินไป ก็เลยประมาทกันเสีย อยากจะให้มันยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก มันก็ไม่พอสักที แล้วก็บ่นว่ามันทุกข์ทุกข์ใครสร้างขึ้นมามองไม่เห็น ว่ามันเป็นเพราะอันนั้นๆ มันเป็นเพราะอันนี้ (หลวงพ่อท่านเอามือชี้ที่ตัวของท่านประกอบ)ไม่เคยชี้เข้ามาเลย ต้นตออยู่ตรงนี้ไม่เคยชี้เข้ามา มันก็ไม่กระจ่างเท่านั้นแหละ ว่าแต่คนโน้นๆ ชี้ออกไปทางโน้น ก็ไปเห็นของข้างนอกโน้น ไปแต่งของข้างนอกเรื่อยๆไป อันนี้ไม่ค่อยแต่งจิตใจไม่ค่อยแต่งกัน

บ้านสกปรกเราก็เห็นได้ ทำสะอาดบ้านเราก็ทำได้ ถ้วยจานมันเลอะเทอะไม่สวยงามเราก็เห็นได้ เราล้าง...มันก็สะอาดได้ แต่ว่ามันสะอาดแต่บ้านแต่ถ้วยจาน ใจไม่สะอาดหน้าบูด หน้าเบี้ยวบ่นอยู่อย่างนั้น ไม่เห็นตัวเราทุกข์ อันนี้ก็น่าสงสารตัวเองเหมือนกันนะ ถ้าคิดแล้วมันเป็นเสียอย่างนี้

ถ้าเราพยายามกวาดพยายามเช็ดทำสะอาดเหมือนถ้วยจานบ้านเรา เราก็คงอยู่กันสบาย อันนี้เราไปเช็ดของที่ไม่รู้เรื่องถ้วยมันสกปรกก็เฉย ถ้วยมันสะอาดก็เฉย มันเฉยทั้งนั้น ของที่ไม่รู้เรื่องเราไปทำสะอาด ทำไม่ถูกจุดมันๆจะใสขนาดไหนใจเราก็ไม่รู้ไม่เห็น มันก็สกปรกอยู่ตรงนั้นแหละ

เราไม่พยายามดูจิต ชอบแต่จะตามใจมัน ถ้าพูดภาษาโลกแล้วก็เรียกว่า ตามอารมณ์ อารมณ์ของคนนี่จิปาถะที่มันจะเป็นไป ในครอบครัวของเราวันนี้รักกัน แต่พรุ่งนี้เกลียดเหลือเกิน ลูกเราวันนี้เรารัก พรุ่งนี้มันเกลียด ทำไมมันเป็นอย่างนั้นทำไมไม่คงที่อย่างนั้น ทำไมเป็นอย่างนี้ นี่เรียกว่าใจเราไม่ฝึกหัดจึงหาความสงบไม่ได้

ความรักทำให้เกิดทุกข์ ความเกลียดทำให้เกิดทุกข์ ได้น้อยเกินไปก็เกิดทุกข์ ได้มากเกินไปก็ทุกข์ เราจะอยู่ที่ไหนกันโยม หาที่อยู่แล้วหรือยัง ทำไมไม่มองหาที่อยู่ของเขาล่ะ เราพยายามสร้างอะไรต่ออะไรมานี่หลายปีหลายเดือนมาแล้ว เพื่อหาความสงบเพื่อหาความสบาย ทำไมถึงขนาดนี้เราก็ยังไม่สบายกัน ไม่ใช่ว่าเราทำไม่ถูกกันหรือ

พ่อบ้านแม่บ้านอยู่ร่วมกันมันไม่น่าจะทะเลาะกันนะ ทำไมทะเลาะกัน บางวันอยากจะลุกหนีไปตอนกลางคืนเลย แต่ว่าพรุ่งนี้กลับมาอีกแล้ว มันลำบากโยม อาตมาเห็นว่าที่อยู่ของเราจริงๆน่ะ เราไม่ค่อยจะหากัน ไปเช็ดที่อื่นไปถูที่อื่น ไปทำความสะอาดที่อื่น ไม่ทำใจเราให้มันสะอาด มันก็ยุ่งอยู่เรื่อยไปอย่างนี้แหละมันชี้ไปแต่ข้างนอก พระพุทธองค์ท่านสอนว่า โอปนยิโก...น้อมเข้ามาให้มันเห็นกับจิตของเรา น้อมเข้ามาให้เห็นใจของเรา

แต่ทุกวันนี้มีแต่บังคับ...เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีมะม่วงหวานหรอก มะม่วงอกร่องนี่พื้นเดิมมันหวานนะ เดี๋ยวนี้เขาบังคับมันไม่แก่เฒ่าเขาเอามาบ่มเสียแล้ว...เขาต้องการเร็ว เอามาทานมันก็เปรี้ยว มะม่วงเมืองอุบลฯ นี่ไม่ค่อยหวาน...เขาบังคับมัน คือไม่ทันกับความอยากของคนเรา...ไปบีบมันเข้า ไอ้ของดีๆหวานๆก็ให้มันเปรี้ยวไป ของอะไรก็ให้มันเปรี้ยวไป ให้มันผิดปรกติของมันไป แล้วบ่นว่ามันเปรี้ยว ทำไมมันจึงเปรี้ยว มะม่วงไม่แก่เอามาบ่ม...มันก็เปรี้ยว ทำไมไม่ทำใหม่ล่ะ...มันก็เป็นอย่างนี้แหละ

โดยมากมีแต่ของปลอม ไปยึดมั่นถือมั่นของที่มันปลอมแปลงไม่แน่นอนไปยึดว่ามันเป็นของจริง พระพุทธเจ้าให้เห็นสัจธรรมคือความจริง ของที่มันไม่ปลอมก็คือของแท้อย่างนี้ เดี๋ยวนี้แทบจะหลงกันหมดแล้ว ของจริง ของไม่จริงไม่รู้เรื่องก็เลยเป็นกันไปอย่างนั้น มันก็เกิดความรู้สึกนึกคิดหลายๆอย่างสิ่งที่มาดัดแปลงมาปลอมแปลงให้มันเหมือนของจริงอย่างนี้มันก็เป็นไป อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า เป็นโอปนยิโก น้อมเข้ามาให้จิตของเรามันเห็น ถ้าจิตเราไม่เห็น ถ้าจิตเราไม่เป็นมันก็เป็นไปอย่างนี้แหละ ไม่มีทางที่จะสว่าง

เรามีลูกมีหลานก็รักลูกรักหลาน รักลูกรักหลานก็ให้วิชาความรู้มันให้คำแนะนำมัน ตอนเช้าเราก็สอนมันตอนเย็นเราก็สอนมัน สอนไปเรื่อยสอนไม่หยุด เพราะรักลูกกลัวมันจะไม่ดีสอนทุกวันสอนทุกเช้าทุกเย็น สอนนานๆ ลูกก็เข้าใจว่าพ่อแม่จู้จี้จุกจิก แต่พ่อแม่เข้าใจว่าสอนลูกให้มันดี เอาละไปคนละแง่แล้วทีนี้ ยิ่งสอนเข้าไปเถอะ ยิ่งไม่ฟังก็ยิ่งสอนมัน อยากจะให้มันดี ลูกก็ยิ่งวุ่นวายยิ่งขัดใจ บางทีหนีจากบ้านไปเลย ไม่ต้องเรียนหนังสือก็ได้ มันบอกผม...พ่อแม่จู้จี้จุกจิกเหลือเกินอยู่ไม่ได้ แต่มาถามพ่อแม่...ฉันอยากจะให้มันดี อยากจะให้มันเป็นบุตรที่ดี ได้การงานที่ดี ได้วิชาที่ดี พ่อแม่คิดไปอย่างหนึ่งไปถามลูกว่ายังไง พ่อแม่จู้จี้จุกจิกมาก มันเห็นไปคนละทางอย่างนี้

อย่างนั้นเราจึงหนักใจกับลูกกับหลาน กับพ่อกับแม่ก็เป็นกลุ่มเดียวกันทั้งนั้นแหละ มันเกิดรบกันทางใจ บางคนมีพ่อมีแม่ลูกคนเดียวก็รักคนละอย่าง พ่อรักเพื่อจะให้มันประหยัดให้มันอดทน แม่นั่นรักเพื่อจะป้อนอาหารให้มันสมบูรณ์อย่างนี้มันขอแล้วก็ให้มันไปเถอะ พ่อบอกหยุดๆ จะทำให้เด็กเสีย...อย่า ทำไมเป็นอย่างนั้น นานๆไปลูกไม่เป็นอะไรก็พ่อแม่ทะเลาะกันอีกเสียแล้ว มันชอบจะเป็นอย่างนี้ อันนี้ก็เหมือนกัน เราทำการงานก็ให้รู้จักหน้าที่การงานของเราทุกๆคน

แต่ว่าคนส่วนมากให้เหมือนกันทุกคนก็ไม่เหมือนหรอกพระท่านบอกว่าเป็นครูเป็นอาจารย์คน...อย่างอาตมานี่ อย่างโยมนี่ชอบอยากจะเป็นเปรต...เปรตอะไร...เปรตอย่างละเอียด...เปรตยังไง อาตมาจะเล่านิทานให้ฟัง ก็น่าฟังเหมือนกันนะ ไม่อยากจะเล่าหรอกมันยาว แต่ว่าควรจะเล่าก็เล่าให้ฟัง

จะพูดสั้นๆ ให้มันคุ้มแต่มันทำไม่ได้นะ ท่านบอกว่า...มีคนๆหนึ่ง เป็นคนที่ใจบุญสุนทร์ทาน ตั้งแต่เป็นฆราวาสอยู่อะไรจะเป็นบุญอะไรจะเป็นกุศลแกพยายามไปทำ แกก็ทำให้มันดีทำให้มันละเอียดทุกอย่างแหละ วางของที่นี่วางไว้ตรงนี้ ตรงนั้น วางไว้ตรงนั้น ถ้าลูกหลานจับมาเคลื่อนก็บ่นเสียแล้ว...ไม่สบายใจนะ ไม้กวาดต้องวางตรงนี้ กาน้ำวางตรงนั้น เมื่อใคร มาทำให้ผิดหวัง...ทุกข์เสียแล้ว

แต่แกเป็นคนละเอียดดี ใจบุญ เป็นระเบียบ วันหนึ่งก็คิดได้ เห็นศาลาในป่าที่คนไปพักอยู่ใต้ร่มไม้ก็คิดว่าเราจะมาสร้างศาลานี่ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้บุญ พ่อค้าพ่อขายไปมาจะได้พักผ่อนหย่อนใจ จะได้มีความสุขสบาย คิดแล้วก็ไปทำๆอย่างดีอยู่ในป่าเพื่อให้คนพัก เมื่อทำเสร็จแล้วต่อไปแกก็ตายวิญญาณไปเกาะอยู่ที่ตรงนั้น คือมันเกาะแต่เมื่อมีชีวิตอยู่น่ะเมื่อสร้างศาลาแล้วแกก็พยายามไปดู มันสกปรกที่ไหนคนมาพักนี่มันเป็นอะไรยังไง ้ถาคนทำไม่ดีแล้วแกก็ใจไม่ค่อยดี ถ้าคนทำดีแกก็ใจสบาย เพราะแกเป็นคนใจบุญสุนทร์ทาน ละเอียดเจ้าระเบียบ

อีกวันหนึ่งพ่อค้าเกวียนมาหลายร้อยเลยมาพัก เมื่อกินข้าวแล้วก็นอนกันเป็นแถว เจ้าของศาลาเป็นเปรตก็มามองดูมันเป็นระเบียบหรือเปล่า...ย่องมาดู มาดูทางศีรษะมันก็ไม่เสมอกันเสียแล้ว บางคนสูงๆ บางคนต่ำๆ มันยุ่งหัวใจเหลือเกิน จะทำอย่างไรดี ก็มาดึงทางเท้าให้มันลงไปให้ศีรษะมันเสมอกัน ดึงไปสุดแถวพอใจแล้วเรียบร้อย ต่อมาๆดูทางเท้าอีก อ้าวไม่เสมอกันอีกแล้ว ก็ไปดึงศีรษะขึ้นไปอีกให้มันเสมอกัน เมื่อเสมอกันดีแล้ววนไปรอบๆ ไปดูทางศีรษะ อ้าวไม่เสมอกันอีก...เปลี่ยนอีก ยุ่งจนกระทั่งดึก จนทอดอาลัย มันเป็นเพราะอะไรหนอคน เท่านี้แหละ คนเรามันหลง...ไม่หลงมากหรอกหลงเท่านี้เปรตมันหลงแล้ว

ก็เลยมานั่งคิดดูว่า อ้อ...คนมันสั้นยาวไม่เสมอกัน ความสั้นความยาวของคนไม่เสมอกัน ก็มารู้สึก เอ้อ...วางเสียมันอย่างนี้แหละคนเราเพราะมันสูงมันต่ำไม่เสมอกันอย่างนั้น แกก็เลยวาง...เพราะเห็นอะไร เพราะเห็นว่าคนมันไม่เสมอกัน แต่ก่อนเห็นคนให้มันเสมอกัน คนไม่เสมอกันทำให้เสมอกัน มันเสมอไม่ได้ แกก็เป็นทุกข์มานั่งคิด เออ..ความจริงคนมันเป็นอย่างนั้น คนมันสั้นมันยาวไม่เสมอกัน มันจึงเป็นอย่างนี้ พอเห็นได้เช่นนี้ก็สบายเลยนะ สบายใจ

พวกเราก็เหมือนกันไปเห็นเหตุมันแล้วก็ไม่เห็นเหตุมันเป็นอย่างนั้น การจะทำให้มันเสมอกันอย่างนั้นหมดปัญญาที่จะต้องคิดแล้วเพราะมันแก้ไขไม่ได้ มันจะไปตัดแข้งตัดขาเขามันก็ไม่ได้ ก็ต้องปล่อยให้เป็นอย่างนั้น นี่เรียกว่าความยึดมั่นอุปาทานจะให้มันเหมือนๆกัน พวกเรานี้ก็เช่นกัน ต่างคนต่างมีธุระหน้าที่ก็คงจะไม่เสมอกันหรอกนะ บางคนก็ช้าไปบ้าง บางคนก็เร็วไปบ้างสารพัดอย่าง มันเลยเกิดยุ่งยากเหมือนเปรตนี่ เราก็ชอบอยากจะไปเป็นเปรตอย่างนั้น

บางทีอาตมาก็เป็นเปรตเหมือนกัน แต่มันรู้สึกง่ายหรอกอ้าว...มันเป็นเปรตแล้วนี่เรา...เลิก...อย่างนี้....ทำไม...เพราะอาศัยลูกศิษย์ลูกหาน่ะ อยากจะให้เขาดีทำเป็นระเบียบเรียบร้อย บางทีก็เป็นทุกข์ ทุกข์แล้วก็รู้ว่าเออ...เราเป็นเปรตแล้วสอนเจ้าของไปเรื่อยๆ อย่างนั้นมันก็ยังเกิดเป็นเปรตอยู่บ่อยๆเหมือนกัน ไม่ค่อยยอมง่ายๆ จะต้องทำจนชำนาญๆไป ให้มันรู้เหตุรู้ผลมันจริงๆ

ดังนั้นเราจึงปล่อย คนนี้ทำอย่างนั้นคนนั้นทำอย่างนี้ก็ปล่อยก็วางไปเรื่อยๆ ทำไม...มันไม่เป็นเพราะเขามันเป็นเพราะเราเข้าใจไหม ใจเรามันไม่สะอาด นึกว่ามันเป็นเพราะคนนั้นคนนี้....ไม่ใช่ มันเป็นเพราะเรา คนไม่เสมอกัน เราอยากให้เสมอกัน เราคิดผิดอย่างนี้จะไปแก้ตรงไหน...ก็แก้เราสิ เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นแล้วก็สบาย พวกเราในกลุ่มเดียวกันนี้ก็เหมือนกันอย่างนั้น

บางทีโดยมากก็พวกนักเรียนในโรงเรียนใหญ่ๆ เอานักเรียนมาให้หลวงพ่อสอน แหม...นักเรียน มันสอนยากเหลือเกินเจ้าค่ะ จะทำยังไง...มันดื้อ มันก็จริงอย่างนั้น อาตมาก็มาสอนนักเรียนสอนไปด่ามันไปเลยรับ...มันรับ สอนเด็กนักเรียนจบแล้วก็วกหันมาหาครูเรา ครูเราเป็นอย่างไรกันเล่ามีกี่คน...มี๕๐ คน ๓๐ คนเป็นอย่างไรสามัคคีกันดีไหม หรือเป็นอย่างไรสบายไหม ไม่ค่อยจะพูดนะ...มันเป็นอย่างนี้ ก็ไปโทษแต่เด็กนักเรียนน่ะ ก็เหมือนกับนั่งรถมอเตอร์ไซด์ล้มลง ก็นึกว่ามอเตอร์ไซด์พาเราล้ม ความเป็นจริงเรานั่นแหละพามาเตอร์ไซด์ลงถนน แต่มันพูดไม่ได้

อาตมาเลยสรุปว่า ท่านทั้งหลายน่ะคิดๆให้มันดีเสียนะ อันนั้นมันเป็นเด็กแต่เราเป็นผู้ใหญ่โดยฐานะแล้วเด็กมันผิดก็ควรให้อภัย...มันไม่รู้เรื่องครูใหญ่ๆที่ไปทำผิดไม่ควรให้อภัยเสียแล้ว รู้อยู่ว่าผิดก็ยังไปทำให้มันผิดอยู่นี่น่ะ เรื่องควรรู้เรื่องเราไม่เข้าไม่รู้ เพราะพระพุทธเจ้าท่านสอนว่า สอนไม่รู้ท่านสอนให้รู้ได้ คนรู้แล้วไม่ทำตามที่ท่านสอนไม่ได้หลักมันเป็นอย่างนี้ ในกลุ่มเราคงจะมีมากเหมือนกันใช่ไหม คนไม่รู้พระพุทธเจ้าสอนให้รู้ได้ คนรู้แล้วไม่ทำตามท่านสอนไม่ได้ นี่ท่านจัดเป็นคนประมาท

ทำไมมันจึงเป็นอย่างนั้น ทำไมพวกเราจึงเดือดร้อน มันเดือดร้อนเพราะอันนี้เองเพราะไม่ทันดูตัวเรา ไปดูแต่อย่างอื่นโน้น ไปทำที่อื่นให้มันสะมันสวยให้มันเบิกมันบาน ตัวเราไม่ขูดไม่เกลาไม่สว่างสักทีนะ มันก็ยุ่งเรื่อยไปแหละโยม

มองไปทางไหนมันก็มืด เพราะอะไร เพราะตามันเสียมันมืดเหลือเกิน อะไรมันก็มืดไม่รับรู้สักอย่าง สีแดง สีเขียวไม่รับรู้ เลยไม่เห็น ตัด ปฏิเสธเลยว่าแสงไม่มี อย่างนี้มันก็ใช่ของคนตาบอดนะ ความเป็นจริงมันเป็นเพราะตาเราไม่สว่าง สีมันก็ไม่มี ถ้าตาเราสว่างสีมันก็เกิดขึ้นมา ถ้าเรารู้เรื่องอย่างนี้อันนี้เรามองไม่เห็นอย่างนั้น ดังนั้นเราจะไปทำอย่างอื่นเสียโดยมาก มันเป็นทุกข์

ที่มาประชุมกันวันนี้ไม่เอามากหรอก เอามากมันก็เอาไปอย่างนั้นแหละ อาตมาก็เทศน์ความจริงให้ฟังอย่างนี้ แต่บางทีก็เหนื่อยนะ บางทีข้าราชการบางกลุ่มมาฟังกันอย่างนี้เหมือนเราฟังอยู่นี้ ฟังเสร็จแล้วก็กราบลากลับบ้านก็เดินกันคุยไป แหม...ท่านเทศน์ให้ฟังถูกทุกอย่างนะแต่เราทำไม่ได้ อันนี้อาตมาก็เกือบจะหมดกำลังใจไปเหมือนกัน คล้ายๆเราทำอะไรมามากแล้วโยนลงน้ำเสียหมด

แต่ว่าอาศัยความอดทน อาศัยว่าคนมันไม่เสมอกัน ถ้าอาตมาจะทำความทุกข์ไว้ในใจก็กลัวมันจะเป็นเปรตก็เลยไม่ให้มันเป็น อดทนไว้ พิจารณาไว้อย่างนี้ อันนี้ก็เหมือนกัน ชีวิตของพวกเราทั้งหลายนี้ควรทำให้มันราบรื่น สิ่งที่มันราบรื่นมีอยู่ถ้าพูดถึงการใช้สอยทุกประการแล้วน่ะ โดยมากคนเราบ่นว่าเงินไม่พอใช้ จะได้เท่าไหร่มันจะพอใช้จะทำอย่างไร จะพูดแก้ปัญหาให้ฟังเสียหน่อยหนึ่ง

การหาเงินไม่ลำบากเท่าไหร่ แต่การใช้จ่ายนี่สำคัญมากที่สุด นี่หลักของมัน ท่านสอนนะพระพุทธเจ้าท่านสอนหาเงินโดยวิธีนั้นมันเป็นสัมมาอาชีวะ มีความพากเพียรพยายาม หามาแล้วจงเก็บงำให้เป็นประโยชน์ อะไรควรใช้ไม่ควรใช้อย่าให้ฟุ่มเฟือยไปเสีย อย่างนี้ท่านสอนเหลือเกิน แต่เราไม่ค่อยฟัง ถ้าเข้ากลุ่มแล้วหมดเท่าไหร่ก็เท่ากันไปกันอย่างนั้น

อาหารการอยู่กินน่ะสิ่งที่พอดีๆ...อาตมาไปเห็น"เซ็น"เขาที่เมืองนอก อาตมายังจับใจเลยโยมเขาทำดีกว่าอาตมาอีก เขากินข้าวนะ เขามีถ้วยหนึ่ง ภาชนะหนึ่ง ภาชนะที่สองใส่อาหาร ภาชนะที่สามใส่หวานนะ อาหารเขาก็จับมานี้คลุกเข้ากันแล้วก็ฉัน ฉันหมดแล้ว พอดีแล้ว ก็เอาน้ำเทใส่นั้นมาเทรวมนี่อีก เอาใส่ถ้วยหวาน แล้วมาเทใส่ล้างให้ดีๆ ยกใส่ลงไปหมดเลย แหม...อาตมายินดีเหลือเกิน...ไม่จน เรียบร้อยไม่มีอะไร กระโถนเขาก็ไม่ต้องใช้ ไม่มีบ้วนน้ำลาย ไม่มีอะไรเข้าไปในปากแล้วกินให้หมด แล้วก็นำกระดาษมาเช็ดเรียบร้อยมามองดูอาตมาแล้ว อาตมามันโง่มากเหลือเกินนะ บางทีใส่ครึ่งบาตรเหลือให้สุนัขกินตะพึดตะพือไปเลย มาเห็นความบกพร่องของเรา พระพุทธเจ้าให้เพียรอย่างนั้น ให้พยายาม

ถ้าเราจะทานจริงๆ มันไม่มากหรอกโยม จานหนึ่งสองจานอย่างนี้ กาแฟสักถ้วยหนึ่งก็พอเท่านั้นแหละ เดี๋ยวนี้เราแก้วหนึ่งยังไม่พอเลย หรือมันพอแต่กินเสียครึ่งหนี่งอีกครึ่งหนึ่งเอาตั้งไว้บนโต๊ะนั้น จานข้าวก็กินเสียครึ่งเดียวแล้วเอาตั้งไว้นั่นแหละ พอเดินออกไป จะให้เขามอง...นี่คือใคร...ดีใจเสียหน่อยหนึ่งนะ จะไปกินหมดก็กลัวมันจะโกโรโกโสเกินไป อย่างนั้นเลยฟุ่มเฟือย ญาติโยมเราทำบุญก็เหมือนกัน อาตมาไปดูแล้ว ฉันบิณฑบาต...อาหารเต็ม ทำให้ไม่เกิดประโยชน์ โยมทำได้...แต่มันไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร...เอาล่ะวันนี้สมควรแก่เวลาแล้ว 

Source: http://www.ajahnchah.org