วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

สังคมจะอยู่ได้ ต้องใส่ใจยกย่องคนดี ยกย่องคนดี เท่ากับยอมรับธรรมที่รักษาสังคม

สังคมจะอยู่ได้ ต้องใส่ใจยกย่องคนดี ยกย่องคนดี เท่ากับยอมรับธรรมที่รักษาสังคม

“การบูชานั้น ที่จริงในภาษาบาลีก็ตรงกันกับคำไทยง่ายๆ ว่า “ยกย่อง” นั่นเอง แต่ในภาษาไทยเรามักนึกถึง “บูชา” เหมือนอย่างเอาไปขึ้นหิ้ง หรือขึ้นแท่นบูชา แล้วก็ “กราบ”

ในภาษาบาลี คำว่า “บูชา” นั้นมีความหมายกว้าง การยกย่องคนที่มีคุณความดีสมควรแก่ฐานะนั้นๆ ก็เรียกว่า “บูชา” ใครทำความดี ไม่ว่าเขาจะมีฐานะมีตำแหน่งอะไรหรือไม่ เราให้เกียรติที่สมควรแก่เขา ก็เรียกว่า “บูชา”

ขอยกตัวอย่าง ในสมัยก่อนพุทธกาล มีเรื่องมาในชาดกเล่าว่า นายคนหนึ่งเคยเป็นคนยากจน เขาขยันหมั่นเพียร สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้ด้วยความสุจริต เป็นหลักเป็นฐาน มีเงินมีทองมาก สำนวนภาษาบาลีว่า พระราชาได้ทรงบูชานายคนนั้นด้วยตำแหน่ง “เศรษฐี” นี่คือการบูชา หมายถึงการยกย่องให้เกียรติที่สมควร

คำบาลี เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทย บางทีความหมายก็แคบลงไปๆ จึงควรทำความเข้าใจกันให้ชัดเจน

โดยเฉพาะการบูชาคนที่ควรบูชา เป็นหลักการที่ควรนำมาย้ำกันมากเป็นพิเศษในยุคนี้ เพราะการที่เราบูชาคนควรบูชา ก็คือยกย่องคนที่มีธรรม

เราจะบอกว่าท่านเป็นคนมีคุณธรรม มีความดี เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ฯลฯ อะไรก็แล้วแต่ ถ้าจะพูดให้สั้นที่สุด ก็คือท่านมี “ธรรม”

เมื่อเราบูชาคนที่มีธรรม ก็หมายความว่าเราบูชาตัว “ธรรม” นั่นเอง เพราะ “ธรรม” นั้นมาแสดงออกที่ตัวบุคคล กลายเป็นว่าคนนั้นเป็นที่ตั้ง เป็นที่รองรับ เป็นสื่อ และเป็นที่แสดงออก ตลอดจนเป็นเหมือนตัวแทนของธรรม

เราต้องการจะบูชา “ธรรม” เราก็บูชาคนที่มีธรรม หรือคนผู้เป็นสื่อและเป็นที่แสดงออกตลอดจนเป็นเหมือนตัวแทนของธรรม

ธรรมนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะดำรงรักษาสังคมมนุษย์ ถ้าสังคมมนุษย์ไม่ยกย่องเชิดชูธรรม คือไม่ยกย่องความจริง ความถูกต้อง ความดีงามเสียแล้ว สังคมนั้นเองก็จะวิปลาส ในที่สุดก็จะอยู่ไม่ได้ ฉะนั้นสังคมที่ดีจะต้องเชิดชูธรรม แต่จะเชิดชูธรรมได้อย่างไร

ธรรมนั้นต้องมีที่แสดงออก คือมาแสดงออกที่ตัวคน คนไหนมีธรรม เราก็ไปชวนกันยกย่องให้เกียรติ เพื่อจะส่งเสริมให้การปฏิบัติธรรมหรือการมีธรรมนั้นขยายกว้างขวางออกไป ในทางพระพุทธศาสนาจึงยกย่องสรรเสริญ และย้ำความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องการบูชาคนที่ควรบูชา

เรื่องนี้ บางทีแม้แต่ทางฝ่ายพระทั่วไป ก็มองข้ามกันไปเสียคล้ายๆ ว่าไม่ค่อยเห็นความสำคัญ มองกันแต่ที่ตัวหลักธรรม ไม่ใส่ใจคนที่มีธรรม คนที่ดำรงธรรม รักษาธรรม ทรงธรรมไว้ ซึ่งที่จริงสังคมยุคนี้ควรเห็นตระหนักในความสำคัญให้มาก จึงขอย้ำ

สังคมไทยจะฟื้นได้ คนไทยต้องเชิดชูคนมีธรรม

คนที่มีธรรม ก็คือคนที่เข้าใจความจริงของสิ่งทั้งหลาย และรู้จักปฏิบัติได้ถูกต้องสอดคล้องกับความจริงของกฎธรรมชาตินั้น ข้อปฏิบัติของมนุษย์อย่างนี้ ใครมีอยู่ เริ่มตั้งแต่เป็นคนซื่อตรงต่อความจริงของกฎธรรมชาติ ความจริงเป็นอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น เราเรียกคนนั้นว่ามี “ธรรม”

เมื่อเราไม่ได้ถือเทพเจ้าเป็นใหญ่แล้ว เราก็หันมาถือธรรมเป็นใหญ่ เราจึงบูชา “ธรรม” และในการที่จะบูชาธรรมนั้น บุคคลใดมี “ธรรม” เป็นที่แสดงออก เป็นที่รองรับ เป็นสื่อของ “ธรรม” เราก็บูชาคนนั้น เพราะฉะนั้นจึงมีพุทธภาษิต คือคำตรัสของพระพุทธเจ้า ซึ่งควรจะจำกันไว้ให้แม่น เช่น คาถาหนึ่งในธรรมบทว่า

“มาเส  มาเส  สหสฺเสน,   โย  ยเชถ  สตํ  สมํ”   เป็นต้น แปลว่า  บุคคลใด ถึงจะเซ่นสรวงด้วยทรัพย์เดือนละพัน ตลอดเวลาร้อยปี ก็มีค่าไม่เท่าบูชาคนที่ฝึกตนแล้ว แม้เพียงครู่เดียว

หลักนี้สำคัญมาก และยังมีพุทธภาษิตทำนองนี้อีกมากมายที่ให้ความสำคัญแก่การมาช่วยกันบูชาคนที่มีธรรม เพราะเป็นประโยชน์แท้จริง เพราะเท่ากับเป็นการบูชาคือยกย่องเชิดชูความจริง บูชาความถูกต้อง และบูชาหลักการของสังคม ที่จะธำรงรักษาสังคมให้อยู่ได้ พร้อมทั้งเป็นการขยายจิตใจของคนออกไป ไม่ให้มองจ้องจะเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว แต่ให้ความสำคัญแก่หลักการ และมองประโยชน์ส่วนรวมของสังคม

การที่ไม่มัววุ่นอยู่กับเรื่องของใจที่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องของการจะขอผลดลบันดาลอะไรต่างๆ แล้วมาอยู่กับความจริงของกฎธรรมชาติ ทำให้ต้องใช้ปัญญาศึกษา ดังนั้น แม้แต่เพียงว่าเราเอาหลักการบูชาบุคคลที่ควรบูชามาใช้อย่างเดียว ก็เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่สังคมจะเดินหน้าไปได้ ถ้าเราไม่ย้ายมาสู่จุดนี้ สังคมจะจมและเปลี้ยโทรมลงไปทุกที

ถ้าเราไม่บูชาธรรม และไม่บูชาคนที่มีธรรม เราก็จะเขวไปบูชาเทพเจ้า ถ้าไม่บูชาเทพเจ้าบนฟ้า ก็อาจจะเอาอะไรที่ไม่เข้าเรื่องมาเป็นเทพเจ้า เช่นเดี๋ยวนี้พูดกันว่า “เอาเงินเป็นเทพเจ้า” ต่อไปก็บูชา “เงิน” บูชา “ผลประโยชน์” อะไรต่อมิอะไร ก็ไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้น หลักการนี้สำคัญมาก เป็นปัจจัยใหญ่ที่จะตรึงสังคมไว้

ในมงคล ๓๘ ประการ พระพุทธเจ้าก็ตรัสแสดงการบูชาคนที่ควรบูชาไว้ เป็นมงคลข้อที่ ๓ หมายความว่า พระพุทธศาสนาเริ่มที่สังคมก่อน คือ เริ่มจากรอบตัวเข้ามา ให้คนอยู่ร่วมกันด้วยดี อย่างถูกต้อง

มงคลข้อที่ ๑ คือ “อเสวนา  จ  พาลานํ  :  ไม่คบคนพาล"  หมายความว่า ไม่เอาเยี่ยงอย่าง ไม่ตามคนพาล ไม่เอามาเข้าวงสัมพันธ์ในการเป็นอยู่และกิจการงาน แต่ก็มีข้อยกเว้น เดี๋ยวโยมจะบอกว่า “เอ๊ะ อะไร ไม่เหลียวแลคนพาลเลยหรือ?”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ไม่ควรคบคนทราม เว้นแต่จะช่วยเขา” (องฺ.ติก.๒๐/๔๖๕/๑๕๗) มีหลักอย่างนี้ หมายความว่า ถ้าเราจะคบคนพาล ก็คบเพื่อจะช่วย แต่จะไปเอาตามอย่างเขาไม่ได้

พร้อมกันนั้น คนที่จะช่วยคนพาลก็ต้องเตรียมตัวให้ดีด้วย เช่น ต้องแข็งจริง ต้องมั่นคง ต้องเก่ง มั่นใจว่าดึงเขาขึ้นมาได้ ไม่ใช่ว่าตัวเองอ่อนแอ จะไปช่วยเขา ตัวเองกลับโดนเขาดึงลงไปเลย ถ้าอย่างนี้ก็แย่ไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้น หลักทั่วไปจึงบอกว่า ไม่คบคนพาล และก็มาถึงข้อยกเว้นว่า นอกจากจะช่วยเขา

มงคลข้อที่ ๒ คือ “ปณฺฑิตานญฺจ  เสวนา” แปลว่า คบบัณฑิต คือคบคนดี คนมีปัญญาและคุณธรรม คนที่จะชักนำไปสู่ความเจริญงอกงามในความดี

มงคลข้อที่ ๓ คือ “ปูชา  จ  ปูชนียานํ” แปลว่า บูชาคนควรบูชา หรือบูชาปูชนียชน

นั่นคือ มงคล ๓๘ สามข้อแรก เป็นชุดที่หนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของมนุษย์ในสังคม โดยเฉพาะการบูชาคนที่ควรบูชานี้ เป็นข้อที่ควรจะได้เน้นกันเป็นพิเศษในสังคมปัจจุบัน เพื่อจะได้ช่วยกัน ธำรงรักษาสังคมไว้ด้วยการธำรงรักษา “ธรรม” ให้แก่สังคม

อย่างไรก็ตาม การดำรงรักษา “ธรรม” นั้น เป็นนามธรรมที่เรามองไม่ค่อยเห็น ถ้าเราทุกคนธำรงธรรมได้ด้วยตนเองก็ดีซิ คือเราประพฤติธรรมนั่นแหละ การธำรง “ธรรม” ไว้ ก็คือตัวเราเอง ต้องประพฤติตาม “ธรรม” นั้น

ทีนี้ ถ้ามีคนประพฤติ “ธรรม” อย่างจริงๆ จังๆ เป็นตัวอย่าง เราต้องช่วยกันแสดงออกให้เห็นว่า เราเป็นนักธำรง“ธรรม” เราเชิดชู“ธรรม”จริงๆ ด้วยการเชิดชูคนที่มี“ธรรม” ถ้าเราเชิดชูบุคคลที่มีธรรม บูชาคนที่ดี ก็เป็นการแสดงอย่างแน่นอนว่า เราบูชาธรรม ยกย่องความดีงามถูกต้อง ฉะนั้น หลักการบูชาปูชนียชนนี้ คิดว่าปัจจุบันเราจะต้องช่วยกันเน้นให้มากเป็นพิเศษ”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )

จากหนังสือ “การพัฒนาที่ดี หนีไม่พ้นธรรม” หน้า ๔๕ - ๕๓






วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2564

สงฺขารา  สสฺสตา  นตฺถิ  -  สังขารที่ยั่งยืนไม่มี !

สงฺขารา  สสฺสตา  นตฺถิ - สังขารที่ยั่งยืนไม่มี  (พุทธศาสนสุภาษิต  ขุ. ธ. ๒๕/๔๙)

สังขารทั้งปวง  เป็นธรรมชาติไม่ยั่งยืน   สังขารทั้งปวง  เป็นธรรมชาติบีบคั้นให้เปลี่ยนแปลง   ธรรมทั้งปวง  เป็นธรรมชาติไม่ใช่ตัวตน.  (องฺ. ตก. ๒๐/๕๗๖/๓๖๘)

หมายเหตุ (ท.ส.ปัญญาวุฑโฒ ):  คำว่า “ธรรมทั้งปวง” หมายถึง สังขตธรรม และ อสังขตธรรม   หรือ สังขาร และ วิสังขาร  หรือ บางท่านก็ใช้คำว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวง” ก็มี   คำแปลตามข้อความในภาพที่โพสต์นี้ เป็นสำนวนแปลแนว“อภิธรรม” 

“ไตรลักษณ์” หรือ “สามัญลักษณะ”

ลักษณะโดยธรรมชาติ ๓ อย่างของสิ่งทั้งปวง  มีพุทธพจน์แสดงหลักไว้ในรูปของกฎธรรมชาติ ว่าดังนี้

“ตถาคต(พระพุทธเจ้า)ทั้งหลาย จะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุ(หลัก)นั้น ก็ยังคงมีอยู่ เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยาม ว่า  

(๑) สังขารทั้งปวง  ไม่เที่ยง

(๒) สังขารทั้งปวง  เป็นทุกข์

(๓) ธรรมทั้งปวง  เป็นอนัตตา

ตถาคตตรัสรู้ เข้าถึงหลักนั้นแล้ว จึงบอก แสดง วางเป็นแบบ ตั้งเป็นหลัก เปิดเผย แจกแจง ทำให้เข้าใจง่ายว่า “สังขารทั้งปวง  ไม่เที่ยง  สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์  ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา”

ที่มา : องฺ. ติก. ๒๐/๕๗๖/๓๖๘

หมายเหตุ :  คำว่า “สังขาร” ใน ไตรลักษณ์ นี้ ต้องเข้าใจว่าต่างกับ “สังขาร” ใน ขันธ์ ๕ ( ขันธ์ ๕ มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ) คือ

- ในขันธ์ ๕ “สังขาร” = ความดีความชั่วที่ปรุงแต่งจิตใจ เป็นนามธรรมอย่างเดียว 

- ในไตรลักษณ์ “สังขาร” = สิ่งทั้งปวงที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง หรือที่เกิดจากส่วนประกอบต่างๆ ประชุมกันเข้า จะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตาม คือเท่ากับขันธ์ ๕ ทั้งหมด

คำว่า “ธรรมทั้งปวง” แยกได้เป็น ๒ อย่าง คือ

๑. สังขตธรรม 

ธรรมที่ถูกปรุงแต่ง ได้แก่ ธรรมที่มีปัจจัยหรือสภาวะที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง สภาวะที่ปัจจัยทั้งหลายมาร่วมกันแต่งสรรค์ขึ้น สิ่งที่ปัจจัยประกอบเข้า หรือสิ่งที่ปรากฎและเป็นไปตามเงื่อนไขของปัจจัย เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สังขาร” ซึ่งมีรากศัพท์และคำแปลเหมือนกัน หมายถึงสภาวะทุกอย่าง ทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ทั้งที่เป็นโลกียะและโลกุตตระ ทั้งที่ดีที่ชั่วและที่เป็นกลางๆทั้งหมด เว้นแต่ นิพพาน

๒. อสังขตธรรม 

ธรรมที่ไม่ถูกปรุงแต่ง ได้แก่ ธรรมที่ไม่มีปัจจัยหรือสภาวะไม่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของปัจจัย เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วิสังขาร” ซึ่งแปลว่า สภาวะปลอดสังขาร หรือสภาวะที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง หมายถึง “นิพพาน” นั่นเอง

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต )

ที่มา : จากหนังสือ “ไตรลักษณ์” หรือในหนังสือ “พุทธธรรม” ก็มี












วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564

วันหนึ่งๆ เพียงทำใจให้เบิกบานผ่องใสได้ ก็เป็น “การปฏิบัติธรรม” แล้ว

ถ้ายิ้มไม่ได้เลยตลอดวัน  ก่อนนอนต้องหาทางยิ้มให้ได้ สักครั้งหนึ่ง

วันหนึ่งๆ เพียงทำใจให้เบิกบานผ่องใสได้ ก็เป็น “การปฏิบัติธรรม” แล้ว

ในวันหนึ่งๆ นี้มีบ้างไหมที่จิตใจของเรามีความชุ่มชื่นฉ่ำเย็น เป็นใจที่สบาย ร่าเริง ผ่องใส ปลอดโปร่ง หรือมีแต่ความเร่าร้อน กลุ้มกังวลใจ ถ้าหากว่าเวลาแต่ละวันผ่านไปมีแต่ความกลัดกลุ้ม เดือดร้อน กังวลใจ ก็แสดงว่าเราเสียแล้ว ไม่ใช่ได้ เพราะใจเราเสื่อม เราจะต้องแก้ไขปรับปรุงจิตใจเสียใหม่ ที่ว่า.. “แต่ละวันต้องให้ได้อะไรบ้างไม่มากก็น้อย” นั้น จะต้องได้ความสุขใจ ความร่าเริง เบิกบาน ผ่องใส ให้แก่ชีวิตนี้บ้าง

ทางพระพุทธศาสนาถือว่า ความร่าเริง เบิกบาน ผ่องใส เป็นลักษณะของจิตใจที่เจริญงอกงาม การทำจิตใจได้อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็น “การปฏิบัติธรรม” แล้ว ไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงทำใจให้เบิกบานผ่องใสได้ก็เป็น"การปฏิบัติธรรม" ทางพระท่านใช้คำว่า

๑. มีปราโมทย์ ร่าเริงเบิกบานใจ    ๒. มีปีติ อิ่มใจปลื้มใจ   ๓. มีปัสสัทธิ ผ่อนคลายกายใจ

บางคนมีแต่ความเครียดทั้งวัน ความเครียดเป็นความเสียสุขภาพจิต เป็นทางเสื่อมของจิตใจ สิ่งที่ตรงกันข้ามคือ ปัสสัทธิ ความผ่อนคลายกายใจ

๔. มีความสุข สะดวกใจ คล่องใจ ไม่มีอะไรมาบีบคั้นจิตใจ แล้วก็

๕. มีสมาธิ มีใจตั้งมั่น สงบ แน่วแน่ อยู่กับสิ่งที่ดีงามเป็นประโยชน์ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับงาน ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย

เรามาสำรวจดูว่า ใจของเรานี้มีคุณภาพดีขึ้นไหม สมรรถภาพจิตใจของเราดี ขึ้นไหม และสุขภาพจิตเช่นความสุขเบิกบานผ่องใสอย่างที่ว่ามาแล้วเรามีบ้างหรือเปล่า อย่างน้อยให้ได้ยิ้มบ้าง

ถ้ายิ้มไม่ได้เลยตลอดวัน ก่อนนอนต้องหาทางยิ้มให้ได้สักครั้งหนึ่ง ออกไปยิ้มกับแม่บ้านหรือออกไปยิ้มกับพ่อบ้าน ออกไปยิ้มกับลูกหรือกับใครสักคนหนึ่ง คิดว่าวันนี้ก่อนวันจะหมดไปเราจะนอนหลับแล้ว ขอให้เราได้ทางใจบ้าง ให้ยิ้มออกสักครั้งก็ยังดี ถ้าทำได้อย่างนี้ แม้ไม่ได้อะไรอื่น ท่านก็ถึอว่าได้แล้ว นี่แหละเป็นความหมายของคำสอนที่ว่า ไม่มากก็น้อย ต้องให้ได้อะไรบ้าง

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

ที่มา : ธรรมนิพนธ์ “สุขนี้มิไกล: ใครปัญญาไวหาได้ทุกสถาน”










วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564

พระพุทธเจ้าทรงฝากพระพุทธศาสนาไว้กับ “พุทธบริษัททั้ง ๔”

พระพุทธเจ้าทรงฝากพระพุทธศาสนาไว้กับ “พุทธบริษัททั้ง ๔”  แต่ต้องมองให้ตลอดด้วยว่า ทรงฝากพระพุทธศาสนาไว้กับพุทธบริษัทที่เป็นอย่างไร ?

ในแง่ของการสังคายนา ชาวพุทธก็รู้กันอยู่แล้วว่า การสังคายนาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นการประมวลหรือรวบรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า การสังคายนานั้นเริ่มมีมาตั้งแต่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ดังที่พระองค์เคยปรารภกับ “พระจุนทะ” ว่า ควรจะสังคายนาธรรมทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงสั่งสอนไว้ เพื่อให้ “พรหมจริยะ” คือ “พระศาสนา” ดำรงอยู่ได้ยั่งยืน

พระพุทธศาสนานั้นมีชื่อเรียกได้หลายอย่าง คำเรียกอย่างหนึ่งคือที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า “พรหมจริยะ” หรือ “พรหมจรรย์” พรหมจรรย์ หรือ พรหมจริยะ นั้น คือ “พระพุทธศาสนา”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ควรสังคายนาหลักธรรมคำสอนของพระองค์ เพื่อให้พรหมจริยะดำรงอยู่ยั่งยืนนาน เพื่อประโยชน์และความสุขแก่พหูชน #ก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน “พระสารีบุตร”ได้ทำสังคายนาเป็นตัวอย่างไว้ ดังปรากฏใน “สังคีติสูตร” ซึ่งอยู่ใน พระไตรปิฎกเล่ม ๑๑ 

การสังคายนาพระธรรมวินัยเริ่มเอาจริงเอาจังเป็นงานเป็นการใหญ่ของสงฆ์ส่วนรวมขึ้น หลังพุทธปรินิพพาน ๓ เดือน เมื่อ “พระมหากัสสปเถระ” เป็นประธานทำสังคายนาครั้งที่ ๑

“การสังคายนา” ก็คือ..การประมวลคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อันได้แก่พระธรรมวินัย มาจัดวางไว้เป็นแบบแผน ให้ทรงจำไว้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นหลักของพระพุทธศาสนาสืบมา พระธรรมวินัยที่ได้สังคายนารวบรวมไว้นี้ ต่อมาก็เป็น “พระไตรปิฎก” พระไตรปิฎกจึงเป็นผลของการสังคายนา โดยเป็นที่รวบรวมพระธรรมวินัยที่ได้สังคายนาไว้นั้น

ในเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่า ให้สังคายนาพระธรรมวินัย  เพื่อให้พรหมจริยะคือพระศาสนายั่งยืน เพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลก พระไตรปิฎกก็คือผลงานที่เป็นประจักษ์พยานของการสังคายนานี้ เพราะฉะนั้น พระไตรปิฎกจึงมีความสำคัญโดยเป็นที่รักษาพระพุทธศาสนาอยู่ในตัวของมันเอง

รักษาพระไตรปิฎก ทำให้พุทธบริษัทมีคุณสมบัติที่จะรักษาพระพุทธศาสนา

ก่อนจะปรินิพพานพระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า พระองค์จะปรินิพพานต่อเมื่อพุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลายทั้งปวง คือพระภิกษุ ทั้งเถระ ทั้งมัชฌิมะ ทั้งนวกะ ภิกษุณีก็เช่นเดียวกัน พร้อมทั้งอุบาสก อุบาสิกา ทั้งที่ถือพรหมจรรย์ และที่เป็นผู้ครองเรือนทั้งหมด #ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติที่จะรักษาพระศาสนาได้ คือ

๑. ต้องเป็นผู้

ก) มีความรู้ เข้าใจหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ดี และ  ข) ประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้อง ตรง เป็นธรรมานุธรรมปฏิบัติ

๒. นอกจากรู้เข้าใจเอง และปฏิบัติได้ดีแล้ว ยังสามารถบอกกล่าวแนะนำสั่งสอนผู้อื่นได้ด้วย

๓. เมื่อมีปรัปวาทเกิดขึ้น คือ คำจ้วงจาบสอนคลาดเคลื่อนผิดเพี้ยนจากพระธรรมวินัย ก็สามารถชี้แจงแก้ไขได้ด้วย

ถ้าพุทธบริษัททั้ง ๔ มีความสามารถอย่างนี้ พระองค์จึงจะปรินิพพาน ตอนที่พระองค์จะปรินิพพานนั้น มารก็มากราบทูลว่า เวลานี้พุทธบริษัท ๔ มีคุณสมบัติพร้อมอย่างที่พระองค์ได้ตรัสเหมือนกับเป็นเงื่อนไขไว้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นว่าเป็นอย่างนั้น จึงทรงรับที่จะปรินิพพาน โดยทรงปลงพระชนมายุสังขาร

พุทธดำรัสนี้ ก็เหมือนกับว่า..พระพุทธเจ้าทรงฝากพระพุทธศาสนาไว้กับ “พุทธบริษัททั้ง ๔” แต่ต้องมองให้ตลอดด้วยว่า ทรงฝากพระพุทธศาสนาไว้กับพุทธบริษัทที่เป็นอย่างไร ซึ่งก็ตอบได้เลยว่า ทรงฝากไว้กับพุทธบริษัทที่มีคุณสมบัติอย่างที่กล่าวมาแล้ว เริ่มด้วยรู้เข้าใจและปฏิบัติได้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย หรือถูกต้องตามธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระธรรมวินัยนี้อยู่ที่ไหน ก็อยู่ในพระไตรปิฎก ถ้าไม่มีพระไตรปิฎก พระธรรมวินัยก็อยู่มาจนถึงปัจจุบันไม่ได้

เพราะฉะนั้น ชาวพุทธจะเป็นผู้มีคุณสมบัติถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าฝากพระศาสนาไว้ ก็โดยมีพระไตรปิฎก และเรียนรู้เข้าใจพระธรรมวินัยจากพระไตรปิฎกนี้แหละ

เป็นอันว่า ในแง่นี้พระไตรปิฎกก็เป็นหลักของพุทธบริษัท ต้องอยู่คู่กับพุทธบริษัท โดยเป็นฐานให้แก่พุทธบริษัท ซึ่งจะทำให้ชาวพุทธเป็นผู้มีคุณสมบัติที่จะรักษาพระศาสนาไว้ได้ นี้ก็เป็นอีกแง่หนึ่งที่พระไตรปิฎกมีความสำคัญต่อการธำรงพระศาสนา

รักษาพระไตรปิฎกไว้เป็นฐานของ... ปริยัติ ปฏิบัติ และ ปฏิเวธ

อีกแง่หนึ่ง ขอให้มองว่าพระพุทธศาสนานี้คืออะไรบ้าง เราพูดกันว่า พระพุทธศาสนานี้ ตัวแท้ตัวจริง ถ้าสรุปง่ายๆ ก็เป็น ๓ ดังที่เรียกว่าเป็น “สัทธรรม ๓” คือ ปริยัติ ปฏิบัติ และ ปฏิเวธ พระศาสนาทั้งหมดก็มีเท่านี้ คือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ

“ปริยัติ” ก็คือ พุทธพจน์ที่เรานำมาเล่าเรียนศึกษา พุทธพจน์ที่เราจะเล่าเรียนนั้นอยู่ที่ไหน ก็อยู่ในพระไตรปิฎก ถ้าไม่มีพระไตรปิฎก พุทธพจน์ก็ไม่สามารถมาถึงเราได้ การที่ท่านสังคายนาก็คือนำพุทธพจน์มารวมไว้ให้อยู่ในพระไตรปิฎกนี่เอง พุทธพจน์ที่รวบรวมไว้เหล่านี้นี่แหละ เป็นปริยัติที่เราเล่าเรียน

“ปริยัติ” เป็นผลจาก “ปฏิเวธ” และเป็นฐานของการ “ปฏิบัติ”

ที่ว่า ปริยัติเป็นผลมาจากปฏิเวธนั้น หมายความว่า พระพุทธเจ้าทรงปฏิเวธ คือทรงบรรลุผลการปฏิบัติของพระองค์แล้ว จึงทรงนำประสบการณ์ที่เป็นผลจากการปฏิบัติของพระองค์นั้นมาเรียบเรียงร้อยกรองสั่งสอนพวกเรา คือทรงสั่งสอนพระธรรมวินัยไว้ คำสั่งสอนของพระองค์นั้น ก็มาเป็นปริยัติของเรา คือเป็นสิ่งที่เราจะต้องเล่าเรียน ปริยัติที่เป็นผลจากปฏิเวธนั้น หมายถึงปฏิเวธของพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ คือผลการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า และที่พระพุทธเจ้าทรงยอมรับเท่านั้น ไม่เอาผลการปฏิบัติของโยคี ฤาษี ดาบส นักพรต ชีไพร อาจารย์ เจ้าลัทธิ หรือศาสดาอื่นใด

ที่ว่าปริยัติเป็นฐานของการปฏิบัติ ก็คือ ถ้าไม่ได้เล่าเรียนปริยัติ ไม่รู้หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า การปฏิบัติก็เขว ก็ผิด ก็เฉไฉ ออกนอกพระพุทธศาสนา ถ้าปฏิบัติผิด ก็ได้ผลที่ผิด หลอกตัวเองด้วยสิ่งที่พบซึ่งตนหลงเข้าใจผิด ปฏิเวธก็เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีปริยัติเป็นฐาน ปฏิบัติและปฏิเวธก็พลาดหมด เป็นอันว่าเหลวไปด้วยกัน พูดง่ายๆ ว่า จากปฏิเวธของพระพุทธเจ้า ก็มาเป็น ปริยัติของเรา แล้วเราก็ปฏิบัติตามปริยัตินั้น เมื่อปฏิบัติถูกต้องก็บรรลุปฏิเวธอย่างพระพุทธเจ้า ถ้าวงจรนี้ยังดำเนินไปพระศาสนาของพระพุทธเจ้าก็ยังคงอยู่

ปริยัติ ที่มาจากปฏิเวธของพระพุทธเจ้า และเป็นฐานแห่งการปฏิบัติของพวกเราเหล่าพุทธบริษัททั้งหลาย ก็อยู่ในพระไตรปิฎกนี้แหละ

ฉะนั้น มองในแง่นี้ก็ได้ความหมายว่า ถ้าเราจะรักษาปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธไว้ ก็ต้องรักษาพระไตรปิฎกนั่นเอง ตกลงว่า ในความหมายที่จัดแบ่งตัวพระศาสนาเป็น “สัทธรรม ๓” หรือบางทีแยกเป็น “ศาสนา ๒” คือ ปริยัติศาสนา กับ ปฏิบัติศาสนา นั้น รวมความก็อยู่ที่พระไตรปิฎกเป็นฐาน จึงต้องรักษาพระไตรปิฎกไว้ เมื่อรักษาพระไตรปิฎกได้ ก็รักษาพระพุทธศาสนาได้

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )

ที่มา : ธรรมนิพนธ์ “รู้จักพระไตรปิฎก เพื่อเป็นชาวพุทธที่แท้” หน้า ๗ - ๑๑ ไฟล์ PDF โหลดได้ที่นี่  https://www.watnyanaves.net/th/book_detail/371




วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564

“ธรรมวินัย” เป็นศาสดาของชาวพุทธ หลักการมาตรฐานสำหรับวินิจฉัยคำสอนว่า ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาหรือไม่?


“ธรรมวินัย” เป็นศาสดาของชาวพุทธ หลักการมาตรฐานสำหรับวินิจฉัยคำสอนว่า ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาหรือไม่?  และ ผู้ที่จะรักษาพุทธศาสนาไว้ได้ต้องมีคุณสมบัติที่น่าไว้วางใจ

การที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อพระองค์ล่วงลับไปแล้ว “พระธรรมวินัย”ที่พระองค์ได้ทรงแสดงและบัญญัติไว้ จะเป็นศาสดาของพุทธบริษัททั้งหลาย พุทธพจน์นี้ เป็นการประทานหลักการสำคัญของสถาบันพระศาสนา และตัดความเป็นห่วงว่า เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วใครจะมาทำหน้าที่แทนพระองค์ เป็นผู้นำของพุทธบริษัทต่อไป พระพุทธเจ้าไม่ทรงตั้งบุคคลใด แต่ได้ทรงประกาศว่า “ธรรมวินัย” คือคำสั่งสอนของพระองค์นี่แหละ จะเป็นศาสดาของชาวพุทธ

เพราะฉะนั้น ชาวพุทธก็จะต้องนับถือ“ธรรมวินัย” มั่นในธรรมวินัยอยู่เสมอ จะต้องมีสติรำลึกเตือนตัวเอง ให้ศึกษาว่าธรรมวินัยของพระพุทธเจ้านั้นเป็นอย่างไร แล้วประพฤติปฏิบัติกันให้ถูก ไม่ใช่เพียงแค่ว่า คอยเชื่อคอยฟังตามกันไป อย่างที่เรียกว่า “ปรัมปรา” ต่อไปนานๆเข้าก็จะคลาดเคลื่อน แต่จะต้องมีการศึกษาอยู่เสมอ ให้รู้ชัดว่า พระธรรมวินัยนั้น คืออย่างไร ว่าอย่างไรกันแน่

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )

ที่มา : ธรรมบรรยาย ณ มกุฏพันธนเจดีย์ เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย จากหนังสือ “จารึกบุญ จารึกธรรม

หลักการมาตรฐานสำหรับวินิจฉัยคำสอนว่า  ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาหรือไม่?

“หลักการสำหรับใช้วินิจฉัยคำสอน และการประพฤติปฏิบัติทั่วไป ว่าถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาหรือไม่ ซึ่งเรียกว่า “หลักตัดสินธรรมวินัย”

หลักตัดสินพระธรรมวินัยนี้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่ “พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี” ครั้งหนึ่ง และแก่ “พระอุบาลีเถระ” ครั้งหนึ่ง  ที่ทรงตรัสแก่พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี มี ๘ ข้อ ใจความว่า

ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ   ๑. สราคะ ( ความติดใคร่ย้อมใจ )  ๒. สังโยค ( ความผูกรัดมัดตัวอยู่ในวังวนแห่งทุกข์ )  ๓. อาจยะ ( ความพอกพูนกิเลส )  ๔. มหิจฉตา ( ความมักมากอยากใหญ่ )  ๕. อสันตุฏฐี ( ความไม่รู้จักพอ )  ๖. สังคณิกา ( ความมั่วสุมคลุกคลี )  ๗. โกสัชชะ ( ความเกียจคร้าน ) ๘. ทุพภรตา ( ความเป็นคนเลี้ยงยาก ),  ธรรมเหล่านี้ พึงรู้ว่า ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุสาสน์(คำสอนของพระศาสดา)

ส่วนธรรมเหล่าใด เป็นไปเพื่อ   ๑. วิราคะ ( ความคลายออกเป็นอิสระ )   ๒. วิสังโยค ( ความเปลื้องตนจากวังวนแห่งทุกข์ )   ๓. อปจยะ ( ความไม่พอกพูนกิเลส )   ๔. อัปปิจฉตา ( ความมักน้อย ไม่มากอยากใหญ่ ) ๕. สันตุฏฐี ( ความสันโดษ )  ๖. ปวิเวก ( ความสงัด )  ๗. วิริยารัมภะ ( ความเร่งระดมความเพียร )  ๘. สุรภตา ( ความเป็นผู้เลี้ยงง่าย ),  ธรรมเหล่านี้ พึงรู้ว่า เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุสาสน์”  (ที่มา : วินย. ๗/๕๒๓/๓๓๑)

ส่วนชุดที่ตรัสแก่ พระอุบาลีเถระ มี ๗ ข้อ ใจความว่า 

ธรรมเหล่าใด เป็นไปเพื่อ   ๑. เอกันตนิพพิทา (ความหน่ายหายติดได้สิ้นเชิง)   ๒. วิราคะ (ความคลายออกเป็นอิสระ)   ๓. นิโรธ (ความดับกิเลสได้ไม่มีทุกข์เกิดขึ้น)   ๔. อุปสมะ (ความสงบที่กิเลสระงับราบคาบไป)   ๕. อภิญญา (ความรู้ประจักษ์ตรงต่อความจริงจําเพาะ)   ๖. สัมโพธะ (ความตรัสรู้หยังเห็นความจริงเต็มพร้อม)   ๗. นิพพาน (ภาวะดับทุกข์หายร้อนเย็นสนิท),  ธรรมเหล่านี้จึงรู้ว่า เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุศาสน์ (คําสอน ของพระศาสดา)” (อง สตุตก. ๒๓/๘๐/๑๔๖) 

ถ้าตรงข้ามกับข้างต้นนี้ก็ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุสาสน์

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )

ที่มา : จากหนังสือ “กรณีธรรมกาย” หน้า ๓๘ - ๔๐

จะรักษาพระพุทธศาสนาได้  พุทธบริษัทต้องมีคุณสมบัติที่น่าไว้วางใจ

 “ธรรมเนียมในการแสดงธรรมที่มีมาแต่โบราณ ก็แสดงว่า คนสมัยก่อนได้เอาใจใส่ให้ความสําคัญแก่หลักคําสอนในพระ ไตรปิฎกตลอดมา เช่น เวลาเทศน์ก็จะต้องตั้งบาลีนิกเขปบทขึ้นก่อน คือยกคาถาพุทธภาษิตหรือพุทธพจน์ขึ้นมาตั้งเป็นกระทู้แล้ว วิสัชนาไป กับทั้งในระหว่างอธิบายก็มีการยกพุทธพจน์อื่นขึ้นมาอ้างตามโอกาส

แนวปฏิบัตินี้ ได้สืบต่อมาในหลักสูตรนักธรรมและธรรมศึกษาของคณะสงฆ์ไทย คือ ในวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม   ที่ว่านี้ มิใช่หมายความว่าจะต้องถือตามรูปแบบเก่าอย่างนั้น แต่เป็นการเตือนกันว่า รูปแบบวิธีอาจเปลี่ยนแปลงไปให้ได้ผล สมกาลสมัย แต่ในแง่สาระก็คือ ให้เป็นการอธิบายธรรม ตลอดจนแสดงทัศนะอย่างอิงหลัก หรืออย่างมีหลักฐาน

ที่ว่านี้ มิใช่เป็นการติดคัมภีร์ แต่เป็นการซื่อตรงต่อพระพุทธเจ้า หรือเคารพองค์พระศาสดา เมื่อเราจะแสดงคําสอนที่เรียกว่า “พระพุทธศาสนา” ก็ต้องพยายามสื่อพุทธธรรมออกไปให้ได้ ไม่ใช่อ้างชื่อพระพุทธศาสนาแต่คําที่พูดไปกลายเป็นเพียงความรู้ ความเข้าใจความคิดเห็นหรือประสบการณ์ส่วนตัว  การติดคัมภีร์นั้นเป็นสุดโต่งอีกทางหนึ่ง ตรงข้ามกับการสอนอย่างเลื่อนลอย เราไม่ควรไปหาสุดโต่ง ๒ อย่างนั้น แต่ควรดําเนินตามทางสายกลาง ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง คือการสอนอย่างมีหลัก มีที่ไปที่มา ที่อ้างอิงได้

การปฏิบัติอย่างนี้ นอกจากเป็นการช่วยกันดํารงรักษาพระพุทธศาสนาแล้ว ก็เป็นการทําให้มีเอกภาพในวงพุทธบริษัทด้วย นอกจากนั้นก็จะเป็นเครื่องช่วยเร่งเร้ากระตุ้นเตือน หรือเป็นเงื่อนไข ให้พระสงฆ์ต้องเอาใจใส่ศึกษาพุทธพจน์ในพระไตรปิฎก  ประโยชน์พิเศษอีกอย่างหนึ่งที่จะพลอยได้ไปด้วย ก็คือ พุทธบริษัทจะมีความสามารถปกป้องพระธรรมวินัย ปิดช่องทางแห่ง ปรัปวาท (คําจ้วงจาบพระธรรมวินัย) และรักษาพระพุทธศาสนาที่แท้ไว้ได้

มิฉะนั้น เวลามีคําสอนแปลกปลอมเกิดขึ้น พุทธบริษัทเองก็สับสน ถูกคํากล่าวอ้างพุทธพจน์หรืออ้างพระไตรปิฎกแบบบิดเบือนหรือปลอมปน ก็เสียกระบวน ถ้าไม่พลอยเขวไป ก็ตั้งรับไม่ทัน ฯ

ถ้าจะเป็นพุทธบริษัทที่ดี ตามมาตรฐานของพระพุทธเจ้า ถึงขั้นเป็นที่น่าไว้วางใจที่จะเป็นศาสนทายาท รับมอบพระพุทธ ศาสนาจากพระบรมศาสดามาสืบทอดรักษาไว้ได้ จะต้องมีคุณสมบัติ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสแสดงไว้ว่า พระองค์จะปรินิพพาน ต่อเมื่อพุทธบริษัททั้ง ๔ ไม่ว่าจะเป็นภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม อุบาสกก็ตาม อุบาสิกาก็ตาม มีคุณสมบัติ ๓ ประการต่อไปนี้ (ที. ม. ๑๐/๑๐๒/๑๓๒)

๑. ด้านตนเอง  

ก) รู้เข้าใจหลักธรรมคําสอนของพระพุทธเจ้า  ข) ปฏิบัติได้ถูกต้องตามหลักธรรมคําสอนนั้น 

๒. ด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น ทั้งมีความรู้ความสามารถและมีน้ำใจเมตตาที่จะเผื่อแผ่ให้ความรู้ธรรมแก่ผู้อื่นได้

๓. ด้านหลักการ สามารถชี้แจงแก้ไข “ปรัปวาท” คือ คํากล่าวร้ายหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากพระพุทธศาสนา…”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.  อ. ปยุตฺโต)

ที่มา : จากหนังสือ “กรณีธรรมกาย” ฉบับเพิ่มเติม-จัดลำดับใหม่ พิมพ์ครั้งที่ ๒๔ หน้า ๑๖๐-๑๖๓


“ปฏิบัติธรรม” คืออย่างไร? มาทำความเข้าใจให้ถูกตรง

“ปฏิบัติธรรม” คืออย่างไร? มาทำความเข้าใจให้ถูกตรง

“ปฏิบัติธรรม” ก็คือ เอาธรรมมาปฏิบัติ เอาธรรมมาใช้ เอามาใช้ดำเนินชีวิต ทำการทำงาน คือเอาธรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตจริงนั่นเอง

เมื่อปฏิบัติธรรม ก็หมายถึงว่า เอาธรรมมาใช้ในชีวิตจริง หรือเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิต ถ้ายังไม่ได้ใช้ ก็ไม่เรียกว่าเป็นการปฏิบัติ

คำว่า “ปฏิบัติ” นี้ เดิมนั้นแปลว่า “เดินทาง” มาจากภาษาบาลี ของเดิมนี้มีคำคล้ายๆกันอีกคำหนึ่งคือ “ปฏิปทา”

“ปฏิปทา” แปลว่าอะไร จะเห็นได้ในคำว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่เราแปลกันว่า “ทางสายกลาง” มัชฌิมา แปลว่า สายกลาง และปฏิปทา แปลว่า ทาง คือ ที่ที่จะเดิน คำว่าปฏิปทา ก็คือที่ที่จะเดิน

คำว่า ปฏิปทา กับคำว่า ปฏิบัติ นี้เป็นคำเดียวกัน รากศัพท์อันเดียวกัน ถ้าเป็นกริยาก็มีรูปเป็น ปฏิปชฺชติ เช่นในคำว่า “มคฺคํ ปฏิปชฺชติ” แปลว่า เดินทาง.   เพราะฉะนั้น ปฏิปชฺชติ มาเป็น ปฏิบัติ หรือเป็น ปฏิปทา ก็ตาม ก็แปลว่า การเดินทาง หรือแปลว่า ทางที่เดิน 

ถ้าเป็นการเดินทางก็นิยมใช้ในรูปว่า “ปฏิปตฺติ” หรือไทยใช้ว่า “ปฏิบัติ” ถ้าเป็นทางที่เดินก็นิยมใช้ “ปฏิปทา” เพราะฉะนั้น เราเอาถ้อยคำสำหรับสิ่งที่เป็นรูปธรรมนั่นเอง มาประยุกต์ใช้ในทางนามธรรม

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรม ก็คือ เอาธรรมมาใช้ในการเดินทางชีวิต หรือเอามาช่วยให้ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง หรือเอามาช่วยในการเดินทางชีวิต เพื่อให้การดำเนินชีวิตนั้นเป็นไปด้วยดี

การปฏิบัติธรรมก็จึงเป็นเรื่องกว้างๆ ไม่เฉพาะการที่จะปลีกตัวออกจากสังคม ไปอยู่ที่วัด ไปอยู่ที่ป่า แล้วก็ไปนั่งบำเพ็ญสมาธิ อะไรอย่างนั้น ไม่ใช่แค่นั้น อันนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เป็นการพยายามนำธรรมมาใช้ในขั้นลึก ในการที่จะฝึกฝนจิตใจอย่างจริงๆจังๆ ถ้าจะเรียกเป็นภาษาสมัยใหม่ การปลีกตัวไปปฏิบัติแบบนั้น ก็เรียกว่าเป็นการปฏิบัติแบบ intensive เป็นการปฏิบัติแบบเข้มข้น หรือลงลึกเฉพาะเรื่อง

ที่จริงนั้น การปฏิบัติธรรมต้องมีตลอดเวลา เรานั่งกันอยู่ในที่นี้ ก็ต้องมีการปฏิบัติธรรม คือเอาธรรมมาใช้ เมื่อปฏิบัติสิ่งนั้น ทำสิ่งนั้นอย่างถูกต้อง ก็เป็นการปฏิบัติธรรม  ดังนั้น ถ้าตนมีหน้าที่ศึกษาเล่าเรียน มีความขยันหมั่นเพียร ตั้งใจเล่าเรียน เล่าเรียนให้ได้ผล ก็เป็นการปฏิบัติธรรม เช่น เล่าเรียนโดยมี อิทธิบาท ๔   มีฉันทะ พอใจรักในการเรียนนั้น   มีวิริยะ มีความเพียร ใจสู้   มีจิตตะ เอาใจใส่ รับผิดชอบ   มีวิมังสา คอยไตร่ตรอง ตรวจสอบ ทดสอบ ทดลองให้ได้ผลดียิ่งขึ้นไป 

อย่างนี้ก็เรียกว่า “ปฏิบัติธรรม” หรือในการทำงานก็เหมือนกัน

แม้แต่ออกไปในท้องถนน ไปขับรถ ถ้าขับโดยรักษากฎจราจร ขับเรียบร้อยดีไม่ประมาท มีความสุภาพ หรือลึกเข้าไป แม้กระทั่งว่า ทำจิตใจให้สบาย ไม่เครียด มีความผ่องใสสบายใจในเวลาที่ขับรถนั้นได้ ก็เป็นการปฏิบัติธรรมในระดับต่างๆ แล้วแต่ว่าใครจะสามารถเอาธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิต หรือในการทำกิจหน้าที่นั้นๆ ให้ได้ผลแค่ไหนเพียงไร ก็เรียกว่า “ปฏิบัติธรรม” ทั้งนั้น

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงนั้น ต้องมีอยู่ตลอดเวลา เพราะเราทุกคนมีหน้าที่ต้องดำเนินชีวิตให้ดีงามถูกต้อง

แม้แต่การนั่งฟังปาฐกถานี่ ก็มีการปฏิบัติธรรม เมื่อตั้งใจฟัง ฟังเป็น ใช้ความคิดพิจารณาไตร่ตรองสิ่งที่รับฟังนั้น ทำให้เกิดปัญญาขึ้น ก็เป็นการปฏิบัติธรรมทั้งนั้น   เป็นอันว่า การปฏิบัติธรรมนี้ เป็นเรื่องที่กว้างมาก หมายถึง การนำเอาธรรมมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิต หรือการทำกิจทำงานทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ทำทุกเรื่องทุกอย่างให้ถูกต้อง ให้ดี ให้เกิดผลเป็นประโยชน์ เพื่อจะได้เข้าถึงชีวิตที่ดีงามมีความสุขที่แท้จริงนั่นเอง เป็นการ “ปฏิบัติธรรรม”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

ที่มา : จากหนังสือ “ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง”

คำว่า “ปฏิบัติธรรม” ปัจจุบันกำลังมีความหมายเพี้ยนไป 

“ในปัจจุบัน คำบางคำก็กำลังจะมีความหมายเพี้ยนไป ยกตัวอย่างคำที่กำลังพูดถึงกันบ่อยๆ ก็คือคำว่า “ปฏิบัติธรรม” เดี๋ยวนี้เราเข้าใจคำว่า “ปฏิบัติธรรม” อย่างไร คนจำนวนมากทีเดียวจะเข้าใจคำว่าปฏิบัติธรรม หรือพูดถึงคำว่าปฏิบัติธรรม ในความหมายว่าเป็นการปลีกตัวเข้าวัด หรือต้องไปในป่า และไปอยู่เงียบๆ สักระยะหนึ่ง ไปนั่งสมาธิ ไปทำกรรมฐาน ไปบำเพ็ญเพียรทางจิตใจเป็นพิเศษ ไปอยู่ในที่วิเวกห่างไกลจากผู้คน ออกจากสังคมไป จึงเรียกกันว่าปฏิบัติธรรม 

ถ้าเราเข้าใจกันอย่างนี้ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็เข้าใจกันอย่างนั้นมากแล้ว ก็แสดงว่าเดี๋ยวนี้คำว่า “ปฏิบัติธรรม” ก็เป็นคำหนึ่งที่กำลังมีความหมายเพี้ยนไป และเป็นเครื่องแสดงด้วยว่า วัฒนธรรมของไทยในปัจจุบันมีอะไรๆ ที่กำลังผันแปรไปอีก

คำว่า “ปฏิบัติธรรม” นี้คืออะไร ปฏิบัติธรรม ก็คือการนำเอาธรรมมาใช้มาปฏิบัติ เรามาทำงาน ถ้าทำงานด้วยใจรักงาน ก็เรียกว่ามี ‘ฉันทะ’ ทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียร ก็เรียกว่ามี ‘วิริยะ’ ทำงานด้วยความเอาใจใส่ รับผิดชอบ ก็เรียกว่ามี ‘จิตตะ’ ทำงานด้วยการใช้ปัญญาไตร่ตรอง ใคร่ครวญ หาทางแก้ไขตรวจสอบ ทำให้งานดียิ่งขึ้น พิจารณาข้อยิ่งข้อหย่อนในการงานนั้น มีการตรวจตราวัดผลต่างๆ ก็เรียกว่ามี ‘วิมังสา’ ถ้าทำครบ ๔ อย่างนี้ ก็เรียกว่า ทำงานด้วย "อิทธิบาท ๔" "อิทธิบาท ๔" ก็เป็นหลักธรรมสำคัญหมวดหนึ่ง เมื่อทำงานด้วยอิทธิบาท ๔ ก็คือ การปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน 

หลายท่านในที่นี้ก็มีรถยนต์ เมื่อขับรถไปในท้องถนนนั้น ถ้าเราขับด้วยความมีสติ ระมัดระวัง มีความไม่ประมาท รักษากฎจราจร อยู่ในระเบียบข้อบังคับและขับด้วยความสุภาพ อย่างนี้ก็เรียกว่าปฏิบัติธรรม แน่นอนไม่มีพลาดเลย แม้แต่จะกินอาหาร ถ้ากินอย่างรู้จักประมาณ มุ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิต ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ไม่ลุ่มหลงมัวเมา ไม่ตะกละมูมมาม ก็เป็นการปฏิบัติธรรม แต่คนปัจจุบันไม่ค่อยมองถึงการปฏิบัติธรรม ในความหมายอย่างนี้ แม้แต่เพียงเรานั่งอยู่เฉยๆ เราตั้งจิตคิดนึกจะทำความดี ตั้งใจจะทำความดีต่อผู้อื่น ปรารถนาดีหวังดีต่อเขา เพียงเท่านี้ก็เป็นการปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันนี้เราเอาคำว่าปฏิบัติธรรมไปใช้ในความหมายที่แคบลงๆ จนกระทั่งมีความหมายเฉพาะ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าพิจารณาและระมัดระวังกัน"

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )

ที่มา : จากธรรมนิพนธ์ เรื่อง “ธรรมกับการศึกษาของไทย” หัวข้อเรื่อง “ความหลงตัวเอง: ความยึดติตในวัฒนธรรมของตน”

ท. ส. ปัญญาวุฑโฒ - รวบรวม 


วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564

จิตใจมั่นคงอย่างสมบูรณ์ เมื่อเป็นอิสระด้วยปัญญา

จิตใจมั่นคงอย่างสมบูรณ์ เมื่อเป็นอิสระด้วยปัญญา

“ศรัทธา” ทำให้มีหลักที่ยึดเหนี่ยว ให้เกิดความมั่นคงทางจิตใจในระดับหนึ่ง แต่จะมั่นจริงต้องมี “ปัญญา” โดยเกิดความรู้เข้าใจด้วยตนเอง ศรัทธาเป็นความมั่นใจที่อาศัยหลักข้างนอก คือสิ่งภายนอก หรือสิ่งอื่นมาเป็นเครื่องยึด เหมือนมีคนมาพาคนหลับตาเดิน ถ้าเราเชื่อมั่นในคนที่จูงนำพาเราไป เราก็มี Security ได้ แต่ถ้าเราลืมตามองเห็นทางด้วยตนเอง เราจะมีความมั่นใจโดยสมบูรณ์ คือมองเห็นทางนั้นชัดเจน รู้ว่าจะไปถึงจุดหมายนี้ได้ต้องไปทางนี้

แม้แต่จะตาย คนที่จะตายก็ต้องการ Spiritual security คือความมั่นคงทางจิตใจ หรือจิตลึกที่ว่านี้ คนที่ไม่มีหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ เวลาจะตายจิตใจก็มักฟุ้งซ่าน หวาดกลัว ไม่มีสติ แต่ถ้าเป็นคนมีศรัทธา มีความเชื่อมั่น อย่างชาวพุทธที่ศรัทธาเชื่อมั่นในบุญ ในกุศล เมื่อเขาได้ทำบุญกุศลไว้ หรือมีจิตศรัทธายึดอยู่กับพระรัตนตรัย พอจิตมีหลักอย่างนี้ก็สงบได้ใจ ก็มั่นคงดี

ทีนี้ ก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง คือ คนที่“มีปัญญาเห็นแจ้ง” รู้เข้าใจหลักพระไตรลักษณ์ เข้าถึงความจริงของชีวิตและกฎธรรมชาติ อันนี้จะไปเหนือยิ่งกว่าศรัทธาอีก คือคนที่รู้เข้าใจรู้เท่าทันความจริงของโลกและชีวิตแล้ว จิตยอมรับความจริงนั้น จิตใจของเขาจะสงบได้เลย แล้วก็เป็นอิสระด้วย ส่วนคนที่อาศัยศรัทธายังต้องมีหลักเป็นที่ยึด เพื่อให้เกิดความมั่นใจต้องเกาะจึงมั่น ต้องยึดจึงมั่น แต่ถ้าเป็นคนที่มีปัญญารู้แจ้งแล้ว ไม่ต้องเกาะต้องยึดอะไรเลย เป็นอิสระ

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

ที่มา : จากหนังสือ “ความมั่นคงทางจิตใจ Spiritual security” หน้า ๕

หนังสือโหลดไฟล์ PDF ได้ที่นี่ :- https://www.watnyanaves.net/th/book_detail/87



เพราะพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน จึงมีคําสอนทุกระดับ

เพราะพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน จึงมีคําสอนทุกระดับ  ตั้งแต่เรื่องของชาวบ้าน จนถึง โลกุตตรธรรม

อย่างเรื่องชาดกที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่า พระองค์ก็ทรงบอกไว้ว่า ตรงนี้คนนั้นๆพูดว่าอย่างนั้นๆ แล้วก็มีคําสอนในวาทะของพระโพธิสัตว์ จะเห็นว่า ชาดกเป็นเรื่องชีวิตของชาวโลกทั่วไป ที่อยู่กับการทํามาหาเลี้ยงชีพ เรื่องของครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อน ชุมชน คนดี คนร้าย เรื่องอบายมุข การบําเพ็ญประโยชน์ ความขัดแย้งจองเวร และความสามัคคี ตั้งแต่ในหมู่สัตว์ดิรัจฉาน และคนต่างหมู่ต่างพวก จนถึงสงครามระหว่างรัฐ และการแข่งฤทธิ์ระหว่างฤาษีกับเทวดา

ชาดกมีคําสอนสําหรับคนทั่วไป ในเรื่องของชีวิตประจําวัน คติชาวบ้าน การดิ้นรนแสวงหาความเจริญก้าวหน้าความสําเร็จ ด้านต่างๆ และการอยู่ร่วมกันในสังคมนี้ ว่าด้วยความประพฤติ ตามหลักศีลธรรม การเคารพเชื่อฟังพ่อแม่ ครู อาจารย์ จนถึงการ ปกครองบ้านเมือง

หลักธรรมคําสอนในระดับนี้ก็สําคัญ ไม่ควรมองข้ามไป เพราะพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน จึงมีคําสอนทุกระดับ หลักธรรมคําสอนแบบชาดกนี้เรียกว่าเริ่มตั้งแต่พื้นฐานขึ้นไป จนเชื่อมต่อขึ้นสู่ “โลกุตตรธรรม

บางที่ชาวพุทธ พอจับคําสอนในระดับหนึ่ง ก็เอียงไปอยู่ในเขตแคบๆ ของระดับนั้น ไม่เข้ากับความเป็นจริง ควรจะนําคําสอน ทุกระดับมาสอน มาใช้ให้ประสานสัมพันธ์หนุนเสริมถึงกัน อย่างที่ปัจจุบันเรียกว่า “บูรณาการ” เข้าเป็นองค์รวมให้สําเร็จ หลักธรรมคําสอนทั้งหลายนั้น จะมีเรื่องอะไรเข้ามา ก็ครอบคลุมไปได้ทุกอย่าง พระพุทธเจ้าทรงจาริกไป นอกจากจุดเป้าหมายแล้ว ก็เสด็จไปทั่ว ไม่จําเพาะที่และคนที่มาเฝ้าก็หลากหลายทุกรูปแบบ เขาทูลถามอะไร มีเรื่องอะไรให้ปรารภหรือเกี่ยวข้อง ก็ตรัสแสดงธรรมเข้ากับเรื่องได้ทั้งนั้น โดยมีสาระสําคัญ ก็ คือ

หนึ่ง มุ่งที่ความรู้ อะไรควรรู้ ก็เอามาบอกให้รู้ แล้วก็พูดก็ตอบชี้แจงให้เข้าใจให้ชัดเจน

สอง แล้วก็สอนก็อธิบายให้เห็นทางว่าทําอย่างไรจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ ให้สําเร็จผล พ้นปัญหา ลุจุดหมาย ได้ความสุข นี่คือสาระสําคัญ เหมือนกับเรามาพูดกันในที่นี้ มีอะไรเป็นไปที่ไหน ก็ยกมาว่ากัน จะถามเรื่องอะไรก็ได้ เราก็ปฏิบัติตามแนวทางของพระองค์ แต่ไม่ว่าเรื่องอะไรก็มีสาระมาลงที่นี่ คือ หนึ่ง รู้ เข้าใจ สอง เอาไปใช้ประโยชน์ได้ หมายความว่าให้เกิดประโยชน์สุขแก่ตัวเอง แก่ครอบครัว แก่ประชาชนหรือแก่สังคม และแก่มวล มนุษย์หรือสรรพสัตว์

นี่ก็เป็นจุดมุ่งหมายในการที่พระพุทธเจ้าทรงสอนธรรม คือ พระองค์ทรงมุ่งเพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน ดังที่ทรงย้ำอยู่เสมอ ว่า พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ คือ ต้องการให้เขาได้ประโยชน์ สอนเพื่อประโยชน์แก่เขา

แต่ที่นี้ เรื่องมันซับซ้อนขึ้นมาในตอนที่ว่า คนอยู่ในระดับการพัฒนาที่ไม่เท่ากัน อย่างที่เคยพูดกันมาแล้ว “อินทรีย์” โดยเฉพาะ ปัญญาความสามารถในการคิด ในการเข้าใจความและจับใจความ ก็ไม่เท่ากัน พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงแยกคนเป็น ๓ ประเภท บ้าง ๔ ประเภทบ้าง เป็นบัว ๓ เหล่าบ้าง เป็นบัว ๔ เหล่าบ้าง (ในพระไตรปิฎกก็บัวสามเหล่า อรรถกถาก็บัวสี่เหล่า) อย่างนี้เป็นต้น

พระพุทธเจ้าตรัสอะไรกะใคร พระองค์ก็ทรงดูทรงหยั่งทรง ทราบความแตกต่างระหว่างบุคคลว่า คนนี้แค่นี้จะรู้เข้าใจเอาไปใช้ ได้แค่ไหน แล้วพระองค์ก็ทรงสอนให้เขาเข้าใจ นําไปใช้ปฏิบัติได้ในระดับนั้น แม้แต่คนเดียวกัน ครั้งนี้กับอีกครั้งหนึ่งมา บางทีก็พัฒนาก้าวไปแล้ว ก็ไม่เท่ากัน ครั้งนี้เขาแค่นี้ พระองค์ก็ทรงสอนเท่านี้ อีกครั้งหนึ่งพอเขาพร้อมกว่านั้น พระองค์ก็ทรงสอนต่อสูงขึ้นไปอีก คนในกลุ่มในหมู่เดียวกันมาพร้อมด้วยกัน ก็มีแนวมีพื้นมีความพร้อมไม่เท่ากัน

ฉะนั้น เราก็ต้องรับรู้ตามสภาพว่า คําสอนในพระไตรปิฎกจึงมีหลายขั้น หลายระดับ หลายแนว หลายลักษณะ เพื่อคนที่ต่างกัน หลากหลายมากมาย พระพุทธเจ้าทรงมีทั้ง…

“อินทรียปโรปริยัตตญาณ” ญาณหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย คนมีอินทรีย์แก่กล้าไม่เท่ากัน มี ศรัทธา มีปัญญา มีสติ มีสมาธิ มีความเพียร เป็นต้น ไม่เท่ากัน พูดง่ายๆว่า รู้ความแตกต่างแนวตั้ง 

แล้วก็ “ นานาธิมุตติกญาณ” รู้ความแตกต่างของมนุษย์ในแง่ความโน้มเอียง ความสนใจ พื้นเพภูมิหลัง ซึ่งไม่เหมือนกัน แม้แต่มี “อินทรีย์” เช่น มีปัญญาในระดับเดียวกัน แต่อาจจะสนใจคนละ เรื่องคนละราว พูดง่ายๆว่ารู้ความแตกต่างแนวนอน

พระองค์ทรงรู้ความแตกต่างของคนทั้งหลายอย่างนี้ เมื่อพระองค์ทรงสนทนากับใคร ก็ตรัสให้เหมาะกับคนนั้น ให้เขาได้ ประโยชน์ ก็ไปลงที่สําคัญ คือ จุดหมายที่จะให้เขาได้ประโยชน์ โดยเฉพาะประโยชน์ในการที่จะได้พัฒนาชีวิตขึ้นไปสักขั้นหนึ่ง”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

ที่มา : จากหนังสือ "คนไทย ใช่กบเฒ่า เถรวาท VS ลัทธิอาจารย์"

หนังสือ "คนไทย ใช่กบเฒ่า เถรวาท VS ลัทธิอาจารย์" โหลดได้ที่ลิงค์นี้ :- https://book.watnyanaves.net/pdf/viewer.php...



วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ความสุขที่เกิดจากปัญญา เป็นความสุขที่สมบูรณ์ เป็นชีวิตที่สมบูรณ์

ความสุขที่เกิดจากปัญญา เป็นความสุขที่สมบูรณ์ เป็นชีวิตที่สมบูรณ์

ความสุขที่เกิดจากปัญญา ก็คือความรู้เท่าทันสังขาร รู้โลก และชีวิต ตามเป็นจริง รู้เท่าทันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ความสุขทั้งหลายนี้ ในที่สุด จะเป็นสุขจากการเสพวัตถุก็ตาม สุขในการอยู่กับธรรมชาติก็ตาม และแม้แต่สุขจากการทำความดีต่างๆ นี้ ล้วนแต่เป็นความสุขที่ยังต้องอิงอาศัย คือต้องอาศัยวัตถุ หรือปัจจัยภายนอก ขึ้นต่อสิ่งหรือบุคคลอื่น

เมื่อความสุขของเราอาศัยวัตถุ เราก็ฝากความสุขไว้กับวัตถุ ถ้าขาดวัตถุนั้นเราก็ขาดความสุข

ตอนแรกเราบอกว่าถ้าเรามีวัตถุนั้นเราจะมีความสุข ต่อมาเราเพลินไป ความสุขของเราก็ต้องอาศัยวัตถุนั้น ต้องขึ้นต่อมัน พอขาดวัตถุนั้นเราสุขไม่ได้ และกลายเป็นทุกข์ด้วย แย่ลงกว่าเก่า    อันนี้พระพุทธเจ้าตรัสให้ระวัง เพราะจะเป็นการสูญเสียอิสรภาพ ทำอย่างไรเราจะรักษาฐานเดิมไว้ได้ คือ เรามีวัตถุนั้นเราก็มีความสุข แต่ถ้าไม่มีเราก็สุขได้ ถ้าอย่างนี้ก็แสดงว่า เรายังตั้งหลักอยู่ได้ และยังมีอิสรภาพอยู่

เมื่อเราทำความดี เราก็มีสิทธิที่จะได้รับความสุขจากการทำความดีนั้น เช่น ด้วยศรัทธา ด้วยเมตตา ด้วยจาคะ เราบำเพ็ญประโยชน์ทำบุญทำกุศลแล้ว เราก็มีสิทธิ์ที่จะได้ความสุขจากบุญกุศลเหล่านั้น แต่มันก็ยังเป็นความสุขที่"อิงอาศัย" คือเราจะต้องอาศัยการระลึกถึงความดีหรือบุญถึงกุศลนั้นอยู่

ถ้าเป็นความสุขที่อิงอาศัย มันก็ยังเป็นสิ่งที่อยู่นอกตัว ไม่เป็นเนื้อเป็นตัวของเราเอง ทำอย่างไรเราจะมีความสุขที่ไม่ต้องขึ้นกับสิ่งอื่น  ถ้าความสุขนั้นยังต้องขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น มันก็ผันแปรได้ และตัวเราก็ไม่เป็นอิสระ เพราะสิ่งนั้นตกอยู่ใต้กฎธรรมชาติ เป็นไปตามอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันสามารถกลับย้อนมาทำพิษแก่เราได้

สิ่งภายนอกที่เราอาศัยนั้นมันไม่ได้อยู่กับตัวข้างในเรา ไม่เป็นของเราแท้จริง เมื่อเราฝากความสุขไว้กับมัน ถ้ามันมีอันเป็นอะไรไป เราก็ทุกข์.   ความดีก็เหมือนกัน เมื่อเรามีความสุขเพราะอาศัยมัน ถ้าความดีนั้นเราไปทำแล้วคนอื่นไม่เห็นหรือไม่ชื่นชม บางทีใจเราก็หม่นหมองไปด้วย จึงเรียกว่าเป็นความสุขที่ยังอิงอาศัยอยู่

เพราะฉะนั้นเราจึงต้องก้าวต่อไป สู่การมีปัญญารู้ความจริงของสิ่งทั้งหลาย รู้ว่าธรรมดาของสิ่งทั้งหลายก็เป็นอย่างนี้ ไม่ว่าอะไรที่เป็นสังขาร จะเป็นรูปธรรม หรือนามธรรม เป็นความชั่ว หรือความดี เป็นวัตถุ หรือเป็นเรื่องของจิตใจ มันก็เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น

เมื่อรู้ความจริงแล้ว ก็จะเข้าถึงเท่าทันกระแสของธรรมชาติ เรียกว่า กระแสเหตุปัจจัย ปัญญาของเราก็เข้าไปรู้ทันกระแสเหตุปัจจัยนี้ พอปัญญารู้เท่าทันมันแล้ว เราก็วางใจได้ รู้สึกเบาสบาย เราก็รู้แต่เพียงตามเป็นจริงว่า เวลานี้สิ่งนี้มันเป็นอย่างนี้ มันก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน

เมื่อรู้ทันแล้ว สิ่งนั้นก็ไม่ย้อนมาทำพิษแก่จิตใจของเรา "จิตใจของเราก็เป็นอิสระ" ตอนนี้ก็จะมาถึงขั้นสุดท้ายที่ว่า สิ่งทั้งหลายที่เป็นสังขาร มันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็เป็นทุกข์ไปตามธรรมชาติของมัน ตามสภาวะ เรารู้เห็นความจริงของมัน แต่เราไม่พลอยเป็นทุกข์ไปด้วย

ความสุขที่สมบูรณ์ และ ชีวิตที่สมบูรณ์

สิ่งทั้งหลายที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีความเปลี่ยนแปลงเป็นไปต่างๆ มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นเป็นธรรมดา เพราะมันอยู่ในกฎธรรมชาติอย่างนั้น ไม่มีใครไปแก้ไขได้

แต่ที่มันเป็นปัญหา ก็เพราะว่า ในเวลาที่มันแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปตามกฎธรรมชาตินั้น มันพลอยมาเบียดเบียนจิตใจของเราด้วย เพราะอะไร เพราะเรายื่นแหย่ใจของเราเข้าไปใต้อิทธิพลความผันผวนปรวนแปรของธรรมชาตินั้นด้วย ดังนั้น เมื่อสิ่งเหล่านั้นปรวนแปรไปอย่างไร ใจของเราก็พลอยปรวนแปรไปอย่างนั้นด้วย เมื่อมันมีอันเป็นไปใจของเราก็ถูกบีบคั้นไม่สบาย

แต่พอเรารู้เท่าทันถึงธรรมดาแล้ว กฎธรรมชาติก็เป็นกฎธรรมชาติ สิ่งทั้งหลายที่เป็นธรรมชาติ ก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติ ทำไมเราจะต้องเอาใจของเราไปให้กฎธรรมชาติบีบคั้นด้วย เราก็วางใจของเราได้ ความทุกข์ที่มีในธรรมชาติ ก็เป็นของธรรมชาติไป ใจของเราไม่ต้องเป็นทุกข์ไปด้วย

ตอนนี้แหละ ที่ท่านเรียกว่า “มีจิตใจเป็นอิสระ” จนกระทั่งว่า..แม้แต่ทุกข์ที่มีในกฎของธรรมชาติ ก็ไม่สามารถมาเบียดเบียนบีบคั้นใจเราได้ เป็นอิสรภาพแท้จริง ที่ท่านเรียกว่า “วิมุตติ”

เมื่อพัฒนามาถึงขั้นนี้ เราก็จะแยกได้ระหว่างการปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายภายนอก กับ การเป็นอยู่ของชีวิตจิตใจภายในของเรา กล่าวคือ...  สำหรับสิ่งทั้งหลายภายนอก ก็ยกให้เป็นภาระของ “ ปัญญา ” ที่จะศึกษาและกระทำไปให้ทันกันถึงกันกับกระบวนการแห่ง เหตุ-ปัจจัย ของธรรมชาติให้ได้ผลดีที่สุด  ส่วนภายในจิตใจ ก็คงอยู่ “เป็นอิสระ” พร้อมด้วยความสุข

ความสุขจาก..ความเป็นอิสระ ถึงวิมุตติ ที่มีปัญญารู้เท่าทันพร้อมอยู่นี้ เป็นความสุขที่สำคัญ

พอถึงสุขขั้นนี้แล้ว เราก็ไม่ต้องไปพึ่งอาศัยสิ่งอื่นอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม มันจะกลายเป็นความสุขที่เต็มอยู่ในใจของเราเลย และเป็นสุขที่มีประจำอยู่ตลอดทุกเวลา เป็นปัจจุบัน

ความสุขที่เรานึกถึงหรือใฝ่ฝันกันอยู่นี้(ทุกวันนี้) มักเป็นความสุขที่อยู่ในอนาคต คือเป็นความสุขที่หวังอยู่ข้างหน้า และอิงอาศัยสิ่งอื่น แต่พอมีปัญญารู้เท่าทันความจริงแล้ว จะเกิดความสุขที่อยู่ในตัวเป็นประจำ และมีอยู่ตลอดทุกเวลา เป็นปัจจุบันทุกขณะ กลายเป็นว่าความสุขเป็นเนื้อเป็นตัว เป็นชีวิตจิตใจของเราเอง

พอถึงตอนนี้ ก็ไม่ต้องหาความสุขอะไรอีก ถ้ามีอะไรมาเสริมให้ความสุขเพิ่มขึ้น เราก็มีความสุขที่เป็น “ส่วนแถม” และเราก็มีสิทธิ์เลือกตามสบายว่า..จะเอาความสุขนั้นหรือไม่ ไม่มีปัญหา และเมื่อสุขแถมนั้นไม่มี ก็ไม่เป็นไร เราก็สุขอยู่ตลอดเวลา.  

ตอนนี้ท่านเรียกว่า ไม่มีอะไรต้องทำเพื่อตัวเองอีก พลังงานชีวิตที่เหลืออยู่ ก็ยกให้เป็นประโยชน์แก่โลกไป  นี่แหละ เป็น “สุขที่สมบูรณ์” และก็เป็น “ชีวิตที่สมบูรณ์” ด้วย.

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

ที่มา : ธรรมนิพนธ์ “ความสุขที่สมบูรณ์”


วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564

อย่าเอาความไม่ยึดมั่น หรือความปล่อยวาง มาเป็นข้ออ้างที่จะปล่อยปละละเลย


 “อย่าเอาความไม่ยึดมั่น หรือความปล่อยวาง มาเป็นข้ออ้างที่จะปล่อยปละละเลย

ที่เห็นง่ายๆ ก็คือ คนที่เอาความไม่ยึดมั่น ขึ้นมายึดไว้ แล้วไม่ทําอะไร ไม่เอาอะไร แล้วก็บอกว่าฉันไม่ยึดมั่น แต่เขาไม่รู้ตัว ว่าเขาทําไปตามความไม่ยึดมั่นที่เอามายึดไว้

คือ เป็นเพียงความยึดมั่นในความไม่ยึดมั่นเท่านั้น เป็นความยึดมั่นซ้อนเข้าไปอีก ความไม่ยึดมั่นที่แท้นั้นเป็นไปเองด้วยปัญญา ไม่ต้องเอาความไม่ยึดมั่นขึ้นมายึดไว้

เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยวางเพียงด้วยความไม่ยึดมั่นที่ยึดถือเอาไว้ และอย่าเอาความปล่อยวางมาเป็นข้ออ้างที่จะปล่อยปละละเลย เพราะอันนั้นไม่ใช่ความปล่อยวางอะไรเลย แต่เป็นความประมาทแท้ๆ

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

ที่มา : จากหนังสือรวมสารธรรมคำสอน "สุขง่าย ทุกข์ยาก" หน้า ๕๓

ระวัง! ยึดมั่น ในความไม่ยึดมั่น  ความไม่ยึดมั่นที่แท้นั้น เกิดจากปัญญา ที่รู้ความจริง

บางคนไปฟังพระเทศน์ว่า สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จะไปยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันเปลี่ยนแปลงไป เราก็จะเกิดความทุกข์บีบคั้นจิตใจ ฟังแล้วก็ชอบใจ เห็นว่าเป็นความจริงอย่างนั้น และคิดว่าจะต้องเอาไปปฏิบัติ บอกว่า ต่อไปนี้เราจะไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรแล้ว

กลับไปบ้านก็ไม่เอาเรื่องเอาราวอะไรทั้งนั้น บอกว่า ฉันไม่ยึดมั่นถือมั่น ไปๆ มาๆ ก็ทํานองว่า ลูกก็ไม่ใช่ของเรา ภรรยาก็ไม่ใช่ของเรา เงินทอง บ้านช่อง ก็ไม่ใช่ของเรา ฯลฯ

บอกว่าไม่ยึดมั่น แต่เจอความยึดมั่นอย่างหนักเข้าไปแล้ว โดยไม่รู้ตัว 

นี่ก็คือ “ความยึดมั่น ในความไม่ยึดมั่น” เพราะว่า ความไม่ยึดมั่นที่เขาอ้างนั้น เกิดจาก “สัญญา” (ข้อที่กําหนดหมายจําไว้) ซึ่งรับเอามาถือตาม แล้วก็ยึดมั่นว่าฉันจะไม่ยึดมั่น เท่านั้นเอง

คนที่เอาความไม่ยึดมั่นขึ้นมายึดไว้ แล้วไม่ทําอะไร ไม่เอาอะไร แล้วก็บอกว่าฉันไม่ยึดมั่นนั้น เขาไม่รู้ตัวว่าเขาทําไปตามความไม่ยึดมั่นที่เอามายึดไว้ คือ เป็นเพียงความยึดมั่นในการ ยึดถือความไม่ยึดมั่นนั้น เป็นความยึดมั่นซ้อนเข้าไปอีก แถมยังตกลงไปในความประมาทอีกด้วย  ความไม่ยึดมั่นที่แท้นั้น เป็นไปเองด้วยปัญญา ไม่ต้องเอาความไม่ยึดมั่นขึ้นมายึดไว้ ถ้า“ไม่ยึดมั่น”เป็นอย่างว่าเมื่อกี้ ก็จะเจอพวกไม่ยึดมั่นแปลกๆ อีกเยอะ

อีกรายหนึ่งบอกว่า หลวงพ่อของเขามีคนอุปฐากมากมาย มีหญิงสาวคอยดูแลนวดให้ด้วย ท่านเป็นพระอริยะ ท่านหมดกิเลสแล้ว ท่านจะทําอะไรก็ได้ เพราะท่านไม่ยึดมั่นถือมั่น  ญาติโยมหลายท่านฟังแล้วว่า น่าจะจริงนะ เพราะพระอรหันต์ท่านไม่ยึดมั่นถือมั่น จะไปเอาอะไรกับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งไม่จริงแท้แน่นอน เป็นของสมมติ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  

ที่นี้ อีกพวกหนึ่งก็บอกว่า อะไรๆก็เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน คนก็เป็นเพียงขันธ์ ๕ มาประกอบกันเข้า ไม่มีอะไรจะพึงยึดถือ ไม่มี นาย ก. ไม่มี นาง ข. เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว จะฆ่าจะฟันใครก็ไม่บาป  กรณีเหล่านี้ เป็นตัวอย่างของการที่ผู้มีกิเลส ยกเอา“สภาวธรรม” นี้มาเป็นข้ออ้าง สําหรับการกระทําด้วยความยึดมั่นถือมั่นของตน

อย่างในกรณีหลังนี้ ถ้าไม่มีความยึดมั่นในคนที่จะถูกฆ่า ถ้าไม่มีเจตนายึดมั่นที่เจาะจงมุ่งร้ายต่อเป้าของการกระทํา จะมีการยกศัสตราวุธขึ้นฟันแทงพุ่งเข้าใส่ได้อย่างไร อันนี้เป็นการกระทําด้วยความยึดมั่นถือมั่นอย่างรุนแรงเลยทีเดียว

ความไม่ยึดมั่นที่แท้นั้นเกิดจากปัญญา ที่รู้ความจริง อย่างพระอรหันต์ที่ท่านไม่ยึดมั่นนั้น ท่านมีจิตใจเป็นอิสระ แต่ในการดําเนินชีวิตทั่วไป ที่เรียกว่าอยู่ในโลกอยู่ในสังคม ท่านว่าไปตามความจริงของสมมติ และ ปฏิบัติไปตามเหตุตามผล

สําหรับปุถุชน ความไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นได้แค่เครื่องฝึกตนเท่านั้น เพราะความไม่ยึดมั่นของปุถุชนที่เอามาปฏิบัตินั้น ไม่ใช่ความไม่ยึดมั่นที่แท้จริง มันเป็นเพียงความไม่ยึดมั่นที่รับมาด้วยสัญญา ไม่ใช่เกิดจากปัญญา คือเอาความจําหมายในความไม่ยึดมั่นนี้มาจับยึดเข้าไว้อีกทีหนึ่ง จึงเป็นความยึดมั่นในความไม่ยึดมั่น

ถ้าเป็นปุถุชน ก็ทําได้แค่นี้ หรือแค่ฝึก

ดังนั้น สําหรับคนทั่วไป ถ้าจะไม่ยึดมั่น จึงต้องระวัง ถ้าจะให้ ค่อนข้างปลอดภัย ก็ตระหนักใจว่า “เราฝึกตนในความไม่ยึดมั่น

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

ที่มา : หนังสือ “มองธรรมถูกทาง มีสุขทุกที่” พิมพ์ครั้งที่ ๓๙ ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ หน้า ๕๕-๕๖