วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2564

ในพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมวินัย โดยแยกเป็น ๓ อย่างตามเทศนา

ในพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมวินัย โดยแยกเป็น ๓ อย่างตามเทศนา คือ อาณาเทศนา ๑  โวหารเทศนา ๑  ปรมัตถเทศนา ๑

เทศนา คือคำสอน หรือการแสดงธรรมสั่งสอนในทางพระพุทธศาสนา ในปิฎก ๓ นี้ พระวินัยปิฎกท่านเรียกว่า “อาณาเทศนา” 

อาณา คืออำนาจปกครอง กฎ คำสั่ง โทษ  ส่วนอาณาเทศนา หมายถึงการเทศนาหรือการแสดงธรรมสั่งสอนโดยอำนาจบังคับบัญชา เพราะพระวินัยปิฎกเป็นปิฎกทีพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ควรออกคำสั่ง ทรงแสดงแล้วโดยความเป็นเทศนาที่มากไปด้วยคำสั่ง (ทรงบัญญัติกำหนดศีลสิกขาบทขึ้นไว้เป็นข้อบังคับ เป็นหลักเกณฑ์ หรือเป็นกฎห้ามล่วงละเมิด)

พระสุตตันตปิฎกท่านเรียกว่า  “โวหารเทศนา” 

เทศนาโวหาร หมายถึง การแสดงธรรมสั่งสอนเป็นโวหาร ชั้นเชิง หรือสำนวนในการพูด ที่แสดงการสั่งสอนหรือชักจูงให้ผู้ฟังเห็นคล้อยตาม ชี้แนะคุณและโทษ สิ่งที่ควรปฏิบัติไม่ควรปฏิบัติ หรือแสดงทัศนะในข้อสังเกตต้องใช้เหตุผลมาประกอบให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อมั่น เกิดความรู้สึกด้วยตนเอง ดังคำกล่าวว่า

เทศนา โวหาร การสั่งสอน  ยกเหตุผล มาพร่ำ ย้ำให้พอ  ชี้ถูกผิด ให้คิด ให้วิเคราะห์  คอยเข้มงวด กวดขัน ดุจเฆี่ยนตี  เพื่อบ่มเพาะ ให้หยิ่ง เรื่องศักดิ์ศรี   ให้รู้ดี รู้ชั่ว รู้ตัวตน ฯ

เป็นการเทศนาโดยบัญญัติ เพราะพระสุตตันตปิฎกเป็นปิฎกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงฉลาดในเชิงการสอน ทรงแสดงแล้วโดยความเป็นเทศนาที่มากไปด้วยคำสอนนั่นเอง

ทรงสอนเป็นบัญญัติธรรม คือ สิ่งที่บัญญัติขึ้น สมมุติขึ้นไม่ได้มีอยู่จริง ๆ เป็นการสมมุติขึ้นเพื่อเรียกขานกันของชาวโลก เพื่อให้รู้ได้ว่าเรียกสิ่งใด เช่น คำว่า “คน” ผู้เรียกจะชี้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายว่า “คน” ไม่ได้  เพราะไม่มี  หรือคำว่า “เก้าอี้” ผู้เรียกจะชี้ส่วนหนึ่งส่วนใดว่าเป็นเก้าอี้ไม่ได้ เพราะเป็นการเรียกโดยสมมุติขึ้นเท่านั้น

บัญญัติธรรมนี้มี ๒ ประการ คือ อัตถบัญญัติ และสัททบัญญัติ  

๑. อัตถบัญญัติ เป็นการสมมุติขึ้นตามความหมายแห่งรูปร่างสัณฐาน หรือ ลักษณะอาการของสิ่งนั้น ๆ เช่น ภูเขา ต้นไม้ บ้าน เรือน เดิน วิ่ง การโบกมือ หมายถึงการจากลา หรือหมายถึงการปฏิเสธก็ได้ การพยักหน้า หมายถึงการยอมรับ หรือการให้เข้ามาหาก็ได้

๒. สัททบัญญัติ เป็นการสมมุติขึ้นเพื่อใช้เรียกขานสิ่งนั้น ๆ คือ สมมุติขึ้น เพื่อให้รู้ด้วยเสียงตามอัตถบัญญัตินั้น เช่น ไม่ได้เห็นภูเขา ไม่ได้เห็นการเดิน แต่เมื่อมีคนพูดออกเสียงว่า “ภูเขา” ก็รู้ว่าภูเขามีรูปร่างสัณฐานอย่างนั้นอย่างนี้ หรือเมื่อมีคนพูดว่า “เดิน” ก็รู้ว่าเดินมีลักษณะ อาการอย่างนั้นอย่างนี้เป็นต้น

เพราะฉะนั้น  พระสูตรจึงเป็นการแสดงธรรมโดยโวหารบัญญัติ อัตถบัญญัติ และสัททบัญญัติ ก็คือระบบการสื่อสารให้เกิด ความรู้ เกิดความเข้าใจกันของมนุษย์นั่นเอง ไม่ได้มีอยู่จริง ๆ เป็นความจริงโดยสมมุติ

พระอภิธรรมปิฎก  ท่านเรียกว่า  “ปรมัตถเทศนา”

การเทศนาโดยปรมัตถ์ เพราะเป็นปิฎกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ฉลาดในปรมัตถ์  ทรงแสดงแล้วโดยความเป็นเทศนาที่มากไปด้วยปรมัตถ์

ปรมัตถ์ หมายถึงประโยชน์อย่างยิ่ง เนื้อความอย่างยิ่ง หรือความจริงอันเป็นที่สุด เป็นชื่อพระอภิธรรมปิฎกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้และสั่งสอน

สารธรรมในพระคัมภีร์สุมังคลวิลาสินี อรรถกถาทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

พระมหาวัชระ เชยรัมย์



Previous Post
Next Post

post written by:

0 comments: