วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565

เมื่อเพียรภาวนาเนืองๆ ถึงจะวัดไม่ได้ว่ากิเลสลดไปเท่าใด แต่ตัวเองก็จะรู้อยู่ว่าลดลงไปเรื่อยๆ

เมื่อเพียรภาวนาเนืองๆ ถึงจะวัดไม่ได้ว่ากิเลสลดไปเท่าใด แต่ตัวเองก็จะรู้อยู่ว่าลดลงไปเรื่อยๆ

[ณ กรุงสาวัตถี พระพุทธเจ้าได้กล่าวกับเหล่าภิกษุว่า]

พ:  ภิกษุทั้งหลาย แม้จะมีรอยนิ้วมือปรากฏให้เห็นบนด้ามมีด แต่ช่างไม้ก็ไม่รู้หรอกว่า วันนี้ด้ามมีดเราสึกไปเท่านี้ เมื่อวานสึกไปเท่านั้น รู้แต่ว่าด้ามมีดสึกลงไปทุกวัน

ฉันใดฉันนั้น ภิกษุที่เพียรภาวนาอยู่เนืองๆ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าวันนี้กิเลสเราลดไปเท่านี้ เมื่อวานลดไปเท่านั้น แต่ก็จะรู้ว่ากิเลสลดไปเรื่อยๆ

ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรือที่เขาผูกด้วยเชือก แช่อยู่ในน้ำฤดูหนาวมา 6 เดือน พอลากขึ้นบก เชือกที่ถูกลมพัด แดดเผา ฝนชะ ก็จะเปื่อยผุได้ไม่ยาก ฉันใด ภิกษุที่เพียรภาวนาอยู่เนืองๆ กิเลสที่ผูกรัดไว้ก็จะเสื่อมสิ้นไปได้ไม่ยาก ฉันนั้น

_______

ที่มา: เรียบเรียงจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 27 (พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ภาค 3 วาสิชฏสูตร ข้อ 262), 2559, น.331-332

Credit: เพจ  พระพุทธเจ้าพูดอะไร

ปัญญาเป็นตัวพาให้หลุดพ้น ไม่ใช่อิทธิฤทธิ์คำอธิบาย ‘ปฏิจจสมุปบาท’ จากพระพุทธเจ้า , ศีล ศรัทธา ปัญญา บุญ , อย่างไรจึงเรียกว่าเป็นผู้ข้ามห้วงกิเลสแล้ว , ผู้มีปัญญาย่อมไม่ห่วงใยชีวิต , รถสู่นิพพาน ผลของการมีสติรู้ตัวทุกลมหายใจ ใบไม้หนึ่งกำมือ , เมื่อไม่ยึดติดยินดีในสิ่งใดแม้แต่ชีวิตและร่างกาย ก็จะไม่ทุกข์ , ทำอย่างไรจะออกจากทุกข์ไปได้ , 'ความอยาก' ทำให้เราเวียนว่ายไม่จบสิ้น , อะไรที่จะทำให้เราอยู่อย่างเป็นสุข? , อะไรที่ทำให้จิตเศร้าหมอง?

"วัดกวิศรารามราชวรวิหาร" จ.ลพบุรี

ประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัยที่งดงาม สร้างสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภายในพระอุโบสถตกแต่งด้วยภาพเขียนลายประดับเต็มทั่วผนังและเสาทุกต้น มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2565

นิทานเรื่อง “นิโรธสมาบัติ”

นิทานเรื่อง “นิโรธสมาบัติ”

แนวคิดเรื่อง “นิโรธสมาบัติ”  เป็นความพิเศษของพระพุทธศาสนา คือ ความสามารถของพระอริยบุคคลที่ดับนามขันธ์ ๔ และรูปขันธ์ (บางส่วน) ได้ โดยที่ยังมีชีวิตอยู่ ในปัญจโวการภูมิที่ตนได้สำเร็จฌานนั้น ๆ (ไม่เหมือนการดับนามขันธ์ ของพวกอสัญญสัตตพรหม ที่ต้องสิ้นชีวิตก่อนแล้ว จึงไปเกิดเป็นอสัญญีสัตว์ ไม่มีนามขันธ์ มีแต่รูปขันธ์, และไม่เหมือนพวกอรูปพรหมทั้งหลายที่ดับรูปขันธ์ได้เมื่อตายแล้วไปเกิดในอรูปภูมิ มีแต่นามขันธ์ ไม่มีรูปขันธ์)

แนวคิดเรื่องการดับ รูป – นาม  นั้น เป็นแนวคิดของนักคิดค้นหาทางออกจากทุกข์ ด้วยคิดว่า นาม – รูป นั้น เป็นตัวทุกข์ เป็นต้นเหตุของทุกข์…(ว่าตามความจริงแล้ว ก็มาถูกทาง แต่เมื่อบุญ-บารมียังไม่พอ ก็เลยทำให้แฉลบนอกทางได้) ทฤษฎีการดับนาม-รูป มีก่อนพุทธกาลและร่วมสมัยกับพุทธกาล ดังที่ปรากฎในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา

ทฤษฎีเรื่องการดับนามขันธ์  ก็คือแนวคิดของพวกอสัญญสัตตพรหม ด้วยเข้าใจว่า นามขันธ์ เป็นตัวรับรู้ทุกข์ในลักษณะต่าง ๆ เมื่อเจริญฌานจนถึง จตุตถฌาน (จตุกกนัย), หรือปัญจมฌาน (ปัญจกนัย) แล้ว มีแนวคิดเบื่อหน่ายในนามขันธ์ จึงเจริญฌานที่เรียกว่า “สัญญาวิราคภาวนา” คือภาวนาเพื่อคลายความยินดีพอใจในสัญญา (นามขันธ์) เมื่อได้สำเร็จฌานนั้น… สิ้นชีวิตลง ก็ไปเกิดเป็นอสัญญีสัตว์ในอสัญญสัตตภูมิ…ฯ

ทฤษฎีเรื่องการดับรูปขันธ์  ก็เป็นแนวคิดอีกอย่างหนึ่งของนักแสวงหาธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นจากทุกข์ (โมกษะ) ด้วยเข้าใจว่า รูปขันธ์นั้นพัวพันด้วยกามและเป็นเหตุของความทุกข์ต่าง ๆ จึงเกิดความเบื่อหน่าย และได้ค้นพบวิธีดับรูปขันธ์ได้สำเร็จ คือฌานที่เรียกว่า “รูปวิราคภาวนา” (ภาวนาที่คลายความยินดีพอใจในรูป) โดยอาศัยการเพิกรูปปัญจมฌานที่มีกสิณ ๙ เป็นอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ตนได้แล้วนั่นเองเป็นบาท ทำอากาสานัญจายตนฌานให้เกิดขึ้น…ฯลฯ… จากนั้นเมื่อสิ้นชีวิต ก็ไปเกิดในภูมิที่ไม่มีรูปขันธ์ มีเพียงนามขันธ์ ๔ เท่านั้น…ฯ

แนวคิดเรื่องการดับรูปขันธ์  คือได้อรูปฌาน นี้ มีเจ้าลัทธิที่ปรากฎในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา โดยชื่อของ “อาฬารดาบส กาลามโคตร, และอุทกดาบส รามบุตร” ดาบสทั้ง ๒ สามารถทำอรูปฌานที่ ๓ (และอรูปฌานที่ ๔ คือ อากิญจัญญายตนฌาน, และเนวสัญญานาสัญญายตนะ) ให้เกิดขึ้นได้ ตามลำดับ (ตำราฝ่ายมหายาน กล่าวว่า “ดาบสทั้งสอง ได้เพียงอรูปฌานที่ ๓ คือ อากิญจัญญายตนฌานเท่านั้น” แต่อุทกดาบส สามารถบอกแนวทางให้กับพระโพธิสัตว์ทำได้ถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ, ตำราฝ่ายเถรวาท กล่าวเป็นนัยว่า อุทกดาบส ทำได้ถึงอรูปฌานที่ ๔) หลังจากสิ้นชีวิตแล้ว ดาบสทั้งสองก็ไปเกิดในอรูปภูมิ …ฯ

อรูปฌานทั้ง ๔  สามารถดับรูปขันธ์ได้ทั้งหมด, อนึ่ง เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้น คล้าย ๆ จะมีความพยายามที่จะดับนามขันธ์ คือสัญญา (จริง ๆ ก็หมายเอานามขันธ์ทั้ง ๔) ด้วย จนได้ชื่อว่า “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” คือมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ แต่จริง ๆ แล้วยังมีสัญญา มีนามขันธ์ ๔ ที่ละเอียด…ยังมีตัวรู้อยู่…ไม่ใช่ทางที่หลุดพ้นอย่างแท้จริง ซึ่งในข้อนี้ พระโพธิสัตว์ ถกเถียงกับอุทกดาบสมาแล้ว…โดยพระโพธิสัตว์ ให้ความเห็นว่า “นิพพาน หรือโมกษะจริง ๆ ต้องดับอายตนะ คือ มนายตนะและธัมมายตนะ คือ ตัวรู้ (จิต-เจตสิก) จึงจะเรียกว่าถึงความดับ (ทุกข์ดับ) คือ นิพพานอย่างแท้จริง … (ขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์) ตราบใดที่ยังมีตัวรู้ คือนามขันธ์อยู่ นั่นไม่ใชทุกข์ดับอย่างแท้จริง เพราะ “นิพพาน คือ ภาวะที่ไม่มีกิเลสและขันธ์ ๕”

แนวคิดหรือทษฤฎีในทางพุทธศาสนา ก็คือ ว่า

ฌานระดับโลกียะ  คือรูปปัญจมฌาน ที่มีสัญญาวิราคภาวนาเป็นอารมณ์ สามารถดับนามขันธ์ ๔ ได้ ด้วยกำลังแห่งฌาน (เป็นแนวคิดของพวกอสัญญีสัตว์)

แนวคิดของลัทธิรูปวิราคภาวนา ให้สำเร็จการดับรูปขันธ์ได้ ด้วยกำลังแห่งฌาน และเมื่อถึงอากิญจัญญายตนะ ซึ่งมีนัตถิภาวบัญญัติเป็นอารมณ์ มีพยายามที่จะดับสัญญา (ตัวรู้) ก็เพ่งอากิญจัญญายตนะฌานของตนที่ดับไปแล้ว และสำเร็จฌานใหม่ขึ้นมาอีกโดยชื่อว่า “เนวสัญญานาสัญญายตนะ”

เนวสัญญานาสัญญายตนะฌานลาภีบุคคล  เข้าใจว่า “ตนบรรลุโมกษะสิ้นสุดแล้ว จึงพอใจอยู่ในอารมณ์และเสวยสิ่งนั้นตามความเข้าใจผิดของตนเอง”

*แนวคิดทั้ง ๒ ค่ายดังกล่าวมานี้ ดับนาม และดับรูปได้ ด้วยกำลังแห่งฌาน ซึ่งเป็นการดับที่ปลายเหตุ (แต่ก็ถือว่าชั้นยอด)

แนวคิดของพระโพธิสัตว์พุทธเจ้า เห็นว่า  “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” นั้น ไม่ใช่โมกษะอันเป็นอันติมะ เพราะมีตัวรู้ (นามขันธ์ ๔) อยู่ แนวคิดของพระองค์คือ “ต้องดับทั้งนามและรูป” และแล้ว ปฏิปทาเพื่อดับนามและรูป จึงเกิดขึ้น คือต้องคลายความยินดีพอใจทั้งนามและรูป (นามรูปวิราคภาวนา) ภาวนาเพื่อคลาย เพื่อสำรอก…ฉันทราคะ (ตัณหา) ซึ่งเป็นต้นเหตุ เป็นมูลราก (สมุทัย) ของนามและรูป (เป็นการดับที่ต้นเหตุของนาม-รูปอย่างแท้จริง)

เมื่อพระโพธิสัตว์พุทธเจ้าทำสำเร็จ คือบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงได้นามว่า “สัพพัญญุตญาณสัมมาสัมพุทธ” แล้ว เพื่อแสดงให้ชาวโลกและเจ้าลัทธิต่าง ๆ ได้รู้ว่านี่ คือนิพพาน อันเป็นอันติมะสิ้นสุดทุกข์อย่างแท้จริง ก็ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง คือนิโรธสมาบัติ (สามารถดับจิตได้จริง ๆ) เมื่อออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว ก็ยังดำรงชีวิตอยู่ มาเล่าประสบการณ์การเข้านิโรธสมาบัติให้ชาวโลกและเจ้าลัทธิต่าง ๆ ฟังได้… แต่ถ้านิพพานจริง ๆ คือดับขันธปรินิพพาน … ก็ไม่มีโอกาสกลับมาเล่าถึงนิพพานแบบ อนุปาทิเสสนิพพาน ได้อีกแล้ว…. //

ข้อสังเกต 

“นิโรธสมาบัติ”  เกิดต่อจากเนวสัญญานาสัญญายตนะฌานจิตกุศล-กริยา คือ เนวสัญญาณาสัญญายตนะ…นั้น จิตก็จวนเจียนจะดับอยู่แล้ว คือ พอขณะที่สองของเนวสัญญายตนะกุศล หรือ กริยา…ดับลง ไม่มีจิตเกิดต่ออีก คือ จิตขาดช่วงไป จะเป็นระยะสั้น ๆ เป็นนาที, เป็นชั่วโมง, เป็นวัน, เป็น ๗ วัน ก็ตาม ก็ถือว่าจิตไม่ได้เกิดติดต่อกันและขาดหายไปหลายขณะจนนับไม่ได้ว่ากี่แสน กี่ล้านขณะ…, สมมติว่าจิตจะเกิดต่อจากเนวสัญญา… จิตนั้นควรจะเป็นจิตอะไร ? ก็ต้องตอบว่า “อนาคามิผล-อรหัตตผลจิต” รู้ได้อย่างไร? ก็รู้ได้ตรงที่ เมื่อพ้นจากนิโรธสมาบัติแล้ว ก็มี อนาคามิผล-อรหัตตผลจิต ดวงใดดวงหนึ่งเกิดขึ้น (แล้วแต่ผู้ใดเข้านิโรธสมาบัติว่าเป็นพระอนาคามีหรือเป็นพระอรหันต์) (ในข้อนี้ตรงตามนัยของ “มิคปทวลัญชนัย” นัยที่อุปมาดุจนายพรานตามรอยเท้าของเนื้อไป เมื่อเนื้อวิ่งอยู่บนแผ่นดิน ก็เห็นรอยเท้าได้ชัดเจน แต่เมื่อเนื้อวิ่งข้ามแผ่นหินไป ไม่มีรอยเท้าปรากฎให้เห็น นายพรานจะรู้ว่าเนื้อไปทางไหน ก็ไปเดินดูรอบ ๆ ของแผ่นหิน เมื่อเนื้อวิ่งพ้นแผ่นหิน ก็ต้องเหยียบลงที่แผ่นดิน รอยเท้าก็จะปรากฏให้นายพรานได้เห็น) อุปมาฉันใด…อุปไมยก็ฉันนั้น ฯ

สรุปว่า  “จิตที่ไม่เกิด คืออนาคามิผล- หรือ อรหัตตผล” (คือถึงคิวของตนเองที่จะเกิดต่อจากเนวสัญญา…แต่ไม่เกิด) เมื่อไม่เกิด ก็เลยพูดว่า “จิตดับ” (นิโรธ) เมื่อพูดว่า จิตดับ ก็คงมีหลายท่านที่คิดว่า เนวสัญญานา…กุศลหรือกริยานั่นแหละดับ เพราะเป็นดวงสุดท้ายก่อนที่จิตจะขาดช่วงไป, จริง ๆ จิตทุกดวง ก็เกิด-ดับ ๆ อยู่แล้ว…แต่การเกิด-ดับ โดยปกติของจิตทั้งปวง ก็เกิด-ดับติดต่อกันไป ไม่มีช่วงระยะเวลาที่จิตดวงก่อนดับไปแล้ว จิตดวงต่อมาที่จะเกิดต่อ ต้องรอเวลานาน ๆ เหมือนนิโรธสมาบัติ…ฯ

(ไม่ควรจะกล่าวว่า “จิตทั้งหมด ดับ” จริง ๆ จิตเกิดได้ทีละดวงอยู่แล้ว)

(เรื่อง “นิโรธสมาบัติ” เป็นเรื่องของ พระอนาคามี,และพระอรหันต์ ผู้มีอธิการอันได้กระทำไว้แล้ว…ปุถุชน ก็เพียงรับรู้และเชื่อตาม…เท่านั้น, แต่เพียงแค่เชื่อ อย่างมีเหตุผล และทำจิตให้เลื่อมใส…ก็ได้บุญกุศลมหาศาลแล้ว…)

———

นิติเมธี  – เขียน

๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๕

ที่มา:  http://dhamma.serichon.us

ปัญญาเป็นตัวพาให้หลุดพ้น ไม่ใช่อิทธิฤทธิ์คำอธิบาย ‘ปฏิจจสมุปบาท’ จากพระพุทธเจ้า , ศีล ศรัทธา ปัญญา บุญ , อย่างไรจึงเรียกว่าเป็นผู้ข้ามห้วงกิเลสแล้ว , ผู้มีปัญญาย่อมไม่ห่วงใยชีวิต , รถสู่นิพพาน ผลของการมีสติรู้ตัวทุกลมหายใจ ใบไม้หนึ่งกำมือ , เมื่อไม่ยึดติดยินดีในสิ่งใดแม้แต่ชีวิตและร่างกาย ก็จะไม่ทุกข์ , ทำอย่างไรจะออกจากทุกข์ไปได้ , 'ความอยาก' ทำให้เราเวียนว่ายไม่จบสิ้น , อะไรที่จะทำให้เราอยู่อย่างเป็นสุข? , อะไรที่ทำให้จิตเศร้าหมอง?

"พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย" จ.ลำพูน

ที่ วัดมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย เป็นพระมหาเจดีย์สีทองเด่นตระหง่าน มองเห็นได้จากหน้าทางเข้าวัด มีรูปทรงคล้ายเจดีย์ชเวดากอง ประเทศพม่า เป็นศิลปะล้านนาที่สร้างด้วยศิลาแลงทั้งองค์และมีขนาดใหญ่

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565

ปัญญาเป็นตัวพาให้หลุดพ้น ไม่ใช่อิทธิฤทธิ์

ปัญญาเป็นตัวพาให้หลุดพ้น ไม่ใช่อิทธิฤทธิ์

[ณ เวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์ สุสิมปริพาชก ได้ขอบวชในพุทธศาสนา ต่อมาพระสุสิมะได้ยินภิกษุหลายรูปอ้างว่าเป็นพระอรหันต์แล้ว พระสุสิมะ จึงเข้าไปถามภิกษุเหล่านั้นว่า]

ส: ท่านไปบอกคนอื่นว่าได้บรรลุอรหันต์แล้วจริงหรือ?

ภ: จริงท่าน

ส:  พวกท่านมีอิทธิวิธีหายตัว...มีหูทิพย์..มีตาทิพย์..รู้ใจคน..ระลึกชาติได้แล้วหรือ?

ภ:  ไม่ได้ท่าน

ส:  ถ้าอย่างนั้นจะบรรลุได้อย่างไรกัน?

ภ:  ท่านสุสิมะ พวกเราหลุดพ้นได้ด้วยปัญญา

[พระสุสิมะไม่เข้าใจ จึงเข้าไปถามพระพุทธเจ้า]

พ:  สุสิมะ วิปัสสนาญาณ (ปัญญาที่ทำให้เห็นแจ้ง) เกิดขึ้นมาก่อน แล้วจึงจะหลุดพ้นได้

เธอเห็นว่ารูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?

ส:  ไม่เที่ยงท่าน

พ:  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือสุข?

ส:  เป็นทุกข์ท่าน

พ:  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แปรปรวนอยู่ตลอด สมควรไหมที่จะเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา เป็นตัวเรา

ส:  ไม่สมควรท่าน

พ:  เวทนา (ความรู้สึก)..สัญญา (ความจำได้)..สังขาร (การปรุงแต่ง)..วิญญาณ (การรับรู้)..เที่ยงหรือไม่เที่ยง?

ส: ไม่เที่ยงท่าน

พ:  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือสุข?

ส:  เป็นทุกข์ท่าน

พ:  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แปรปรวนอยู่ตลอด สมควรไหมที่จะเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา เป็นตัวเรา

ส: ไม่สมควรท่าน

พ:  สุสิมะ เพราะเหตุนี้แหละ รูป..เวทนา..สัญญา..สังขาร..วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายใน ภายนอก หยาบ ละเอียด ใกล้ ไกล ทั้งหมดนั้น เธอพึงเห็นด้วยปัญญาที่ตรงตามความเป็นจริงว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา

อริยสาวกที่เข้าใจและเห็นเช่นนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณทั้งหลาย เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัดและหลุดพ้น และเมื่อหลุดพ้นแล้วก็จะรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว ไม่เกิดอีก

พ:  สุสิมะ เธอเห็นหรือไม่ว่าเพราะชาติ (การเป็นตัวเป็นตน) เป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ?

ส:  เห็นอย่างนั้นท่าน

พ:  เธอเห็นหรือไม่ว่า

เพราะภพ (สภาวะอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดจากจิต) เป็นปัจจัย จึงมีชาติ..

เพราะอุปาทาน (การยึดติด) เป็นปัจจัย จึงมีภพ

เพราะตัณหา (ความใคร่อยาก) เป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน

เพราะเวทนา (ความรู้สึก) เป็นปัจจัย จึงมีตัณหา

เพราะผัสสะ (การกระทบสัมผัส) เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา

เพราะสฬายตนะ (ช่องทางการรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ

เพราะนามรูป (จิตกับกาย) เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ

เพราะวิญญาณ (การรู้สิ่งต่างๆ) เป็นปัจจัย จึงมีนามรูป

เพราะสังขาร (การปรุงแต่ง) เป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย (การไม่รู้จักโลกตามความเป็นจริงว่าสิ่งต่างๆไม่เที่ยง ไม่มีตัวตนของมันเอง มีแต่เหตุประกอบกันขึ้น) จึงมีสังขาร

ส:  เห็นท่าน

พ:  เธอเห็นหรือไม่ว่า

เพราะชาติดับ ชรา มรณะจึงดับ

เพราะภพดับ ชาติจึงดับ

เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ

เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ

เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ

เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ

เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ

เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ

เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ

เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ

เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ

ส:  เห็นท่าน

พ:  สุสิมะ ขณะที่เธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ เธอมีอิทธิวิธีหายตัว...มีหูทิพย์..มีตาทิพย์..รู้ใจคน..ระลึกชาติได้แล้วหรือ?

ส: ไม่ได้ท่าน

[เมื่อถึงตอนนี้ พระสุสิมะได้รู้แล้วว่าไม่จำเป็นต้องมีอิทธิวิธีต่างๆก็หลุดพ้นได้ จึงก้มลงกราบขอโทษพระพุทธเจ้าด้วยความที่ตนเองหลงไป ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ยกโทษให้]

_______

ที่มา: เรียบเรียงจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 26 (พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ภาค 2 สุสิมปริพาชกสูตร ข้อ 279), 2559, น.334-345

Credit: เพจ  พระพุทธเจ้าพูดอะไร

คำอธิบาย ‘ปฏิจจสมุปบาท’ จากพระพุทธเจ้าศีล ศรัทธา ปัญญา บุญ , อย่างไรจึงเรียกว่าเป็นผู้ข้ามห้วงกิเลสแล้ว , ผู้มีปัญญาย่อมไม่ห่วงใยชีวิต , รถสู่นิพพาน ผลของการมีสติรู้ตัวทุกลมหายใจ ใบไม้หนึ่งกำมือ , เมื่อไม่ยึดติดยินดีในสิ่งใดแม้แต่ชีวิตและร่างกาย ก็จะไม่ทุกข์ , ทำอย่างไรจะออกจากทุกข์ไปได้ , 'ความอยาก' ทำให้เราเวียนว่ายไม่จบสิ้น , อะไรที่จะทำให้เราอยู่อย่างเป็นสุข? , อะไรที่ทำให้จิตเศร้าหมอง?

Chaityagrah, Ajanta Buddhist cave no.26

Ajanta Buddhist caves, Ajanta valley, Aurangabad district, Maharashtra state of India.






วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565

คำอธิบาย ‘ปฏิจจสมุปบาท’ จากพระพุทธเจ้า

คำอธิบาย ‘ปฏิจจสมุปบาท’ จากพระพุทธเจ้า

[ณ วิหารเชตวัน ใกล้กรุงสาวัตถี พระพุทธเจ้ากล่าวกับเหล่าภิกษุว่า]

พ:  เราจะสอนและจำแนกปฏิจจสมุปบาท (อาการที่อาศัยกันเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้นสืบเนื่องกันมา เมื่อสิ่งนั้นมี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนั้นเกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น)

จงใส่ใจฟังให้ดี

ปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างไร

เพราะอาศัยอวิชชาเป็นปัจจัย (การไม่รู้จักโลกตามความเป็นจริงว่าสิ่งต่างๆไม่เที่ยง ไม่มีตัวตนของมันเอง มีแต่เหตุประกอบกันขึ้น) จึงมีสังขาร (การคิดปรุงแต่ง)

เพราะอาศัยสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ (การรู้สิ่งต่างๆ)

เพราะอาศัยวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป (จิตกับกาย)

เพราะอาศัยนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ (ช่องทางการรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

เพราะอาศัยสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ (การสัมผัส)

เพราะอาศัยผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา (ความรู้สึก)

เพราะอาศัยเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา (ความใคร่อยาก)

เพราะอาศัยตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน (การยึดติด)

เพราะอาศัยอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ (สภาวะอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดจากจิต)

เพราะอาศัยภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ (การเป็นตัวเป็นตน)

เพราะอาศัยชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา (ความแก่) มรณะ (ความตาย) โสกะปริเทวะ (ความเศร้าโศกเสียใจ) ทุกข์กายทุกข์ใจ และอุปายาส (ความคับแค้นใจ)

กองทุกข์ทั้งปวง จึงเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

ชราและมรณะคืออะไร

ความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังย่น ความเสื่อมของวัย ความหง่อมของอินทรีย์ (เซลล์และอวัยวะต่างๆ) นี้เรียกว่าชรา

ความตาย ความแตกของธาตุขันธ์ การทำลาย การเคลื่อนย้ายที่ (จุติ) การหายไป การไม่มีชีวิต นี้เรียกว่ามรณะ

ชาติคืออะไร

ความเกิด การก่อเกิด การหยั่งลง (เกิดจากเปลือกไข่หรือจากมดลูก)

การบังเกิด (เกิดจากของเน่าเสีย)

การเกิดจำเพาะ (ผุดเกิดโตเต็มตัวทันทีตามแต่กรรม)

การปรากฏขึ้นของขันธ์ (กาย ความรู้สึก ความจำได้ การปรุงแต่ง การรับรู้)

การได้อายตนะ (ช่องทางรับรู้และสิ่งที่ถูกรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

นี้เรียกว่าชาติ (การเป็นตัวเป็นตน)

ภพคืออะไร

1. กามภพ (ที่เกิดหรือสภาวะของสัตว์ที่มีธาตุไม่ละเอียดยังเกี่ยวข้องกับกาม ได้แก่ มนุษย์ เทวดา สัตว์นรก)

2. รูปภพ (ที่เกิดหรือสภาวะของสัตว์ที่มีธาตุละเอียดขึ้นมาอีกขั้นแต่ก็ยังมีรูปอยู่ เช่น พรหมที่มีรูป)

3. อรูปภพ (ที่เกิดหรือสภาวะของสัตว์ที่มีธาตุละเอียดประณีตเหลือแต่จิต)

นี้เรียกว่าภพ (สภาวะอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดจากจิต)

อุปาทานคืออะไร

1. กามุปาทาน (การยึดติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส)

2. ทิฏฐุปาทาน (การยึดมั่นในความคิดตน)

3. สีลพัตตุปาทาน (การถือมั่นในสิ่งที่ทำๆสืบต่อกันมาโดยไม่คิดถึงเหตุผล)

4. อัตตวาทุปาทาน (การยึดติดว่าขันธ์ 5 นั่นนี่เป็นตัวตนของเรา)

นี้เรียกว่าอุปาทาน (การยึดมั่นถือมั่น)

ตัณหาคืออะไร

1. รูปตัณหา (การอยากเห็นรูป)

2. สัททตัณหา (การอยากได้ยินเสียง)

3. คันธตัณหา (การอยากได้กลิ่น)

4. รสตัณหา (การอยากลิ้มรส)

5. โผฏฐัพพตัณหา (การอยากสัมผัส)

6. ธัมมตัณหา (การอยากได้สิ่งที่ใจนึกคิด)

นี้เรียกว่าตัณหา (ความใคร่อยาก)

เวทนาคืออะไร

1. จักขุสัมผัสสชาเวทนา (ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการที่ตา รูป และการรับรู้ทางตา มาประจวบกันเข้า)

2. โสตสัมผัสสชาเวทนา (ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการที่หู เสียง และการรับรู้ทางหู มาประจวบกันเข้า)

3. ฆานสัมผัสสชาเวทนา (ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการที่จมูก กลิ่น และการรับรู้ทางจมูก มาประจวบกันเข้า)

4. ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา (ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการที่ลิ้น รส และการรับรู้ทางลิ้น มาประจวบกันเข้า)

5. กายสัมผัสสชาเวทนา (ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการที่กาย สัมผัส และการรับรู้ทางกาย มาประจวบกันเข้า) และ

6. มโนสัมผัสสชาเวทนา (ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการที่ใจ ความนึกคิด และการรับรู้ทางใจ มาประจวบกันเข้า)

นี้เรียกว่าเวทนา (ความรู้สึก)

ผัสสะคืออะไร

1. จักขุสัมผัส (ตามองเห็น)

2. โสตสัมผัส (หูได้ยินเสียง)

3. ฆานสัมผัส (จมูกได้กลิ่น)

4. ชิวหาสัมผัส (ลิ้นรับรส)

5. กายสัมผัส (กายถูกกระทบ)

6. มโนสัมผัส (ใจถูกกระทบ)

นี้เรียกว่าผัสสะ (การกระทบสัมผัส)

สฬายตนะคืออะไร

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  นี้เรียกว่า สฬายตนะ (ช่องทางรับรู้)

นามรูปคืออะไร

นาม คือ เวทนา (ความรู้สึก) สัญญา (ความจำ) เจตนา (ความตั้งใจ) ผัสสะ (การถูกกระทบ) มนสิการ (การใช้ใจพิจารณา)

รูป คือ มหาภูตรูป 4 (ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ) และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 (รูปลักษณ์ที่ประกอบกันขึ้นจากธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ)

นี้เรียกว่านามรูป (จิตกับกาย)

วิญญาณคืออะไร

1. จักขุวิญญาณ (การรับรู้ทางตา)

2. โสตวิญญาณ (การรับรู้ทางหู)

3. ฆานวิญญาณ (การรับรู้ทางจมูก)

4. ชิวหาวิญญาณ (การรับรู้ทางลิ้น)

5. กายวิญญาณ (การรับรู้ทางกาย)

6. มโนวิญญาณ (การรับรู้ทางใจ)

นี้เรียกว่าวิญญาณ (การรับรู้)

สังขารคืออะไร

1. กายสังขาร (การปรุงแต่งทางกาย เช่น การหายใจ การเคลื่อนไหวร่างกาย)

2. วจีสังขาร (การปรุงแต่งทางวาจา เช่น คำพูดต่างๆที่พูดออกมา)

3. จิตตสังขาร (การปรุงแต่งทางใจ เช่น ใจที่นึกคิดไปต่างๆ)

นี้เรียกว่าสังขาร (การปรุงแต่ง)

อวิชชาคืออะไร

ความไม่รู้ว่า 1. ทุกข์คืออะไร 2. เกิดจากสาเหตุอะไร 3. การพ้นทุกข์นั้นเป็นอย่างไร และ 4. การพ้นทุกข์นั้นทำอย่างไร

นี้เรียกว่าอวิชชา (การไม่รู้จักโลกตามความเป็นจริง ไม่รู้จักอริยสัจ 4)

ภิกษุทั้งหลาย

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร

เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ

เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป

เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ

เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา

เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา

เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน

เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ

เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ

เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะโสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส

กองทุกข์ทั้งปวงจึงเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้


ซึ่งถ้าอวิชชาดับ สังขารก็ดับ

เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ

เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ

เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ

เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ

เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ

เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ

เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ

เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ

เพราะภพดับ ชาติจึงดับ

เพราะชาติดับ ชรา มรณะโสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสจึงดับ

กองทุกข์ทั้งปวงจึงดับไปด้วยอาการอย่างนี้

_______

ที่มา: เรียบเรียงจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 26 (พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ภาค 2 วิภังคสูตร ข้อ 4), 2559, น.18-20

Credit: เพจ  พระพุทธเจ้าพูดอะไร

ศีล ศรัทธา ปัญญา บุญอย่างไรจึงเรียกว่าเป็นผู้ข้ามห้วงกิเลสแล้ว , ผู้มีปัญญาย่อมไม่ห่วงใยชีวิต , รถสู่นิพพาน ผลของการมีสติรู้ตัวทุกลมหายใจ ใบไม้หนึ่งกำมือ , เมื่อไม่ยึดติดยินดีในสิ่งใดแม้แต่ชีวิตและร่างกาย ก็จะไม่ทุกข์ , ทำอย่างไรจะออกจากทุกข์ไปได้ , 'ความอยาก' ทำให้เราเวียนว่ายไม่จบสิ้น , อะไรที่จะทำให้เราอยู่อย่างเป็นสุข? , อะไรที่ทำให้จิตเศร้าหมอง?







วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565

ศีล ศรัทธา ปัญญา บุญ

ศีล ศรัทธา ปัญญา บุญ

เทวดา:

อะไรหนอ มีประโยชน์ถึงยามแก่

อะไรหนอ ตั้งมั่นแล้วทำให้เกิดผลสำเร็จ

อะไรหนอ เป็นสิ่งมีค่าของคนทั้งหลาย

อะไรหนอ โจรลักไปไม่ได้

พระพุทธเจ้า:

ศีล มีประโยชน์ถึงยามแก่

ศรัทธา ตั้งมั่นแล้วทำให้เกิดผลสำเร็จ

ปัญญา เป็นสิ่งมีค่าของคนทั้งหลาย

บุญ โจรลักไปไม่ได้

_________

ที่มา: เรียบเรียงจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 24 (พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภาค 1 เล่ม 1 ชราสูตร ข้อ 158), 2559, น.197

Credit: เพจ  พระพุทธเจ้าพูดอะไร

อย่างไรจึงเรียกว่าเป็นผู้ข้ามห้วงกิเลสแล้วผู้มีปัญญาย่อมไม่ห่วงใยชีวิต , รถสู่นิพพาน ผลของการมีสติรู้ตัวทุกลมหายใจ ใบไม้หนึ่งกำมือ , เมื่อไม่ยึดติดยินดีในสิ่งใดแม้แต่ชีวิตและร่างกาย ก็จะไม่ทุกข์ , ทำอย่างไรจะออกจากทุกข์ไปได้ , 'ความอยาก' ทำให้เราเวียนว่ายไม่จบสิ้น , อะไรที่จะทำให้เราอยู่อย่างเป็นสุข? , อะไรที่ทำให้จิตเศร้าหมอง?


อย่างไรจึงเรียกว่าเป็นผู้ข้ามห้วงกิเลสแล้ว

อย่างไรจึงเรียกว่าเป็นผู้ข้ามห้วงกิเลสแล้ว

เทวดา:  บุคคลควรละอะไร? เพิ่มพูนอะไร? ก้าวผ่านอะไร? ท่านจึงจะเรียกว่าเป็นผู้ข้ามโอฆะ (ห้วงกิเลส)

พระพุทธเจ้า:  บุคคลควรละสังโยชน์ (ตัดกิเลสที่ผูกมัดใจ) เบื้องต่ำ 5 อย่าง

(1.สักกายทิฏฐิ - การยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวมีตนว่าร่างกายนี้เป็นของเรา 2.วิจิกิจฉา - ความลังเลสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ 3.สีลัพพตปรามาส - การสักแต่ว่าทำอะไรตามๆ กันมาอย่างงมงาย 4.กามราคะ - การติดใจในกามคุณ และ 5.ปฏิฆะ - ความหงุดหงิดขุ่นเคืองในจิตใจ)

ละสังโยชน์เบื้องสูง 5 อย่าง

(1.รูปราคะ - การติดใจในรูป ตัวคน วัตถุ สิ่งของ 2.อรูปราคะ - การติดใจในนามธรรม เช่น ความรู้สึกสุข 3.มานะ - ความสำคัญว่าตัวเองเป็นนั่นเป็นนี่ 4.อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่านพล่านไป และ 5.อวิชชา - ความไม่รู้ถึงความเป็นจริง)

เพิ่มพูนอินทรีย์ 5 อย่าง

(1.สัทธินทรีย์ - เชื่อมั่นศรัทธาในพระธรรมคำสอน 2.วิริยินทรีย์ - เพียรพยายามปฏิบัติตามคำสอน 3.สตินทรีย์ - มีสติระลึกได้ในร่างกาย ความรู้สึก จิตใจ และธรรม 4.สมาธินทรีย์ - มีจิตตั้งมั่น และ 5.ปัญญินทรีย์ - มีปัญญามองเห็นและเข้าใจในอริยสัจ 4)

ก้าวผ่านเครื่องข้อง 5 อย่าง

(1.ราคะ 2.โทสะ 3.โมหะ 4.มานะ และ 5.ทิฏฐิ - ความเห็นผิด)

นี่เราเรียกว่าเป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว

________

ที่มา:  เรียบเรียงจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 24 (พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภาค 1 เล่ม 1 กติฉินทิสูตร ข้อ 11), 2559, น.39

Credit: เพจ  พระพุทธเจ้าพูดอะไร

ผู้มีปัญญาย่อมไม่ห่วงใยชีวิตรถสู่นิพพาน ผลของการมีสติรู้ตัวทุกลมหายใจ ใบไม้หนึ่งกำมือ , เมื่อไม่ยึดติดยินดีในสิ่งใดแม้แต่ชีวิตและร่างกาย ก็จะไม่ทุกข์ , ทำอย่างไรจะออกจากทุกข์ไปได้ , 'ความอยาก' ทำให้เราเวียนว่ายไม่จบสิ้น , อะไรที่จะทำให้เราอยู่อย่างเป็นสุข? , อะไรที่ทำให้จิตเศร้าหมอง?

"วัดเขาพลอง" จ.ชัยนาท

หรือ วัดปฐมเทศนาอรัญวาสี อ.เมือง ประดิษฐาน "พระพุทธอริยธัมโม" พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ ศิลปะสุโขทัยงดงาม สามารถเดินขึ้นบันไดนาคไปสักการะ หรือขับรถยนต์ขึ้นไปชมวิวบนยอดเขาได้

ภาพ:  เสมา ป่าโมก ทองพันชั่ง