พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ควรเป็นผู้มีจิตไม่ท้อแท้ และไม่ควรครุ่นคิดกังวลมาก เป็นผู้หมดกลิ่นสาบ ไม่มีตัณหาและทิฐิอาศัย มีพรหมจรรย์เป็นจุดหมาย”
อธิบายว่า
ยามใดอ่อนเปลี้ยเพลียใจหรือหมดกำลังใจจะทำต่อเพราะผิดหวัง ยามนั้นพระพุทธองค์ทรงสอนให้ใจเย็นๆ เพราะทำดีแล้วอย่าเพิ่งท้อแท้
ยามใดจิตคิดซ้ำๆ ซากๆ เพราะเกี่ยวข้องหรือห่วงใยมากเกินไป ยามนั้นทรงสอนให้หยุดครุ่นคิดเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง และให้ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์กรรมฐานแล้ว ประคองให้จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์กรรมฐาน จนปีติเกิดเช่นนี้แล้ว สุขก็ย่อมเกิดตามมา ความสุขก็คือความสงบที่ปราศจากความฟุ้งซ่านรำคาญใจนั่นเอง
ยามใดจิตโกรธ ขุ่นเคืองใจ ไม่พอใจอย่างรุนแรง ยามนั้นทรงสอนให้กำจัดกลิ่นสาบคือความโกรธนั้นด้วยน้ำใสคือเมตตาธรรมและกรุณาธรรม
ยามใดจิตถูกตัณหาและทิฐิอาศัย ยามนั้นทรงสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณารู้ตามความเป็นจริงว่า “สภาพธรรมที่เป็นอกุศลต้องขัดเกลาด้วยสภาพธรรมที่เป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาเท่านั้น และเข้าใจในรูปนามขันธ์ ๕ ว่าเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน ใดๆ ทั้งสิ้น”
ข้อว่า “มีพรหมจรรย์เป็นจุดหมาย” คือให้มีมรรคผลนิพพานเป็นจุดหมาย มิใช่มีลาภยศสุขสรรเสริญหรือมีความเคารพนับถือบูชาในหมู่คนพาลเป็นจุดหมายแต่อย่างใด ฯ
สาระธรรมจากนาลกสูตร
พระมหาวัชระ เชยรัมย์ (ติกฺขญาโณ)
12/7/64
0 comments: