วันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566

อวิชชาพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ามีวิจิกิจฉาเป็นศีรษะ

 

อวิชชาพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ามีวิจิกิจฉาเป็นศีรษะ

จริงอยู่ ความมืดมน ความหลงลืม และโอฆะ (กิเลสที่ท่วมทับจิตใจของหมู่สัตว์) คืออวิชชา จัดเป็นภัยใหญ่  เพราะเหตุนั้น อวิชชา จึงชื่อว่าตมะ (ความมืด, ความเศร้าหมอง, ความเขลา)  ตมะ (ความมืด) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ามีวิจิกิจฉา (ความเคลือบแคลงสงสัย) เป็นศีรษะ

ดังพระบาลีว่า

ตมนิทฺเทเส วิจิกิจฺฉาสีเสน อวิชฺชา กถิตา ฯ  "ตมนฺธกาโร, สมฺโมโห, อวิชฺโชโฆ มหพฺภโย"ติ วจนโต หิ อวิชฺชา ตโม นาม  ฯ

แปลว่า

“อวิชชาพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยความมีวิจิกิจฉาเป็นศีรษะ ฯ จริงอยู่ เพราะพระบาลีว่า “ความมืดมน ความหลงลืม โอฆะคืออวิชชา เป็นภัยใหญ่ ดังนี้ เพราะเหตุนั้น อวิชชา จึงชื่อว่าตมะ ฯ

เพราะฉะนั้น จงตัดความเคลือบแคลงสงสัย ๘ ประการต่อไปนี้ ออกจากจิตใจเสียเถิด คือ

๑. สงสัยในพระพุทธเจ้า (ว่าพระพุทธเจ้ามีตัวตนจริงหรือ พระพุทธเจ้ามีพระพุทธคุณจริงหรือ)

๒. สงสัยในพระธรรม (ว่ามรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ มีจริงหรือ พระธรรมนี้จะนำให้ออกจากทุกข์ได้จริงหรือ)

๓. สงสัยในพระสงฆ์ (ว่าพระอริยสงฆ์มีจริงหรือ ผลแห่งทานที่ถวายแก่พระสงฆ์มีจริงหรือ)

๔. สงสัยในสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา ว่ามีจริงหรือ ผลานิสงส์แห่งการศึกษาปฏิบัติในสิกขา ๓ นี้มีจริงหรือ)

๕. สงสัยในขันธ์ที่เป็นอดีต (สงสัยชาติที่แล้วมีจริงหรือ)

๖. สงสัยในขันธ์ที่เป็นอนาคต (สงสัยว่าชาติหน้ามีจริงหรือ)

๗. สงสัยในขันธ์ที่เป็นอดีตและอนาคต (สงสัยว่าชาติที่แล้วและชาติหน้ามีจริงหรือ)

๘. สงสัยในปฏิจจสมุปบาท (ธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลอาศัยกันเกิดขึ้นต่อเนื่องกันไปโดยไม่ขาดสายเลยนั้นมีจริงหรือ)

สาระธรรมจากอรรถกถา วิภังคปกรณ์ ขุททกวัตถุวิภังค์ ติกนิเทศ (ตมนิทเทส)

พระมหาวัชระ เชยรัมย์ (ติกฺขญาโณ) วัดสามพระยา กรุงเทพ ฯ

    


วันอังคารที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

นายช่างศร

นายช่างศร

นำเอาไม้ไผ่ลำหนึ่งมาจากป่าแล้ว  ทำไม่ให้มีเปลือก (ปอกเปลือกออก)  แล้วทาด้วยน้ำข้าวและน้ำมัน ลนที่ถ่านเพลิง  ดัดที่ง่ามไม้ทำให้หายคดคือให้ตรง  ทำให้เป็นลูกศรควรที่จะยิงสัตว์ได้  ก็แลครั้นทำแล้ว   จึงแสดงศิลปะแด่พระราชาและราชมหาอำมาตย์  ย่อมได้สักการะและความนับถือเป็นอันมาก ชื่อฉันใด

บุรุษผู้มีปัญญา คือผู้ฉลาด ผู้รู้แจ้ง ก็ฉันนั้นเหมือนกัน  ทำจิตนี้อันมีสภาพดิ้นรนเป็นต้น  ให้หมดเปลือก คือ ให้ปราศจากกิเลสที่หยาบด้วยอำนาจธุดงค์และการอยู่ในป่า  แล้วชโลมด้วยยางคือศรัทธา  ลนด้วยความเพียรอันเป็นไปทางกายและเป็นไปทางจิต  ดัดที่ง่ามคือสมถะและวิปัสสนาทำให้ตรงคือมิให้คดได้แก่ให้สิ้นพยศ  ครั้นทำแล้ว  หมั่นพิจารณาสังขารทั้งหลาย  ทำลายกองอวิชชาใหญ่ได้แล้ว  ทำคุณวิเศษนี้ คือ

วิชชา ๓  อภิญญา ๖  โลกุตรธรรม ๙  ให้อยู่ในเงื้อมมือทีเดียว  ย่อมได้ความเป็นทักขิไณยบุคคลผู้เลิศ ดังนี้ ฯ

ดังพระพุทธพจน์ว่า

ผนฺทนํ จปลํ จิตฺตํ     ทุรกฺขํ ทุนฺนิวารยํ
อุชุํ กโรติ เมธาวี       อุสุกาโรว เตชนํ
วาริโชว ถเล ขิตฺโต    โอกโมกตอุพฺภโต
ปริผนฺทติทํ จิตฺตํ       มารเธยฺยํ ปหาตเวติ ฯ

แปลว่า

“ชนผู้มีปัญญาย่อมทำจิตที่ดิ้นรน กลับกลอก อันบุคคลรักษาได้ยาก ห้ามได้ยาก ให้ตรง ดุจช่างศรดัดลูกศรให้ตรงฉะนั้น

จิตนี้ (อันพระโยคาจรยกขึ้นจากอาลัย คือกามคุณ ๕ แล้วซัดไปในวิปัสสนากัมมัฏฐาน) เพื่อละบ่วงมาร ย่อมดิ้นรน ดุจปลาอันพรานเบ็ด ยกขึ้นจาก (ที่อยู่) คือน้ำ แล้วโยนไปบนบก ดิ้นรนอยู่ฉะนั้น” ดังนี้ ฯ

สาระธรรมจากอรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท จิตตวรรค (เรื่องพระเมฆิยเถระ)

พระมหาวัชระ เชยรัมย์ (ติกฺขญาโณ) วัดสามพระยา กรุงเทพ ฯ



ขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์

ขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์

ไม่มีความทุกข์ใดเช่นกับทุกข์เพราะการบริหารขันธ์ ๕ เพราะขันธ์ ๕ นั้นเราต้องรักษา ต้องดูแล ต้องปกครอง ต้องดำเนินการ ?

๑. ต้องรักษา ด้วยการเลี้ยงดูให้กิน ให้ดื่ม ถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ หรือด้วยการออกกำลังกายบ้าง

๒. ต้องดูแล ด้วยการเอาใจใส่ ปกปักรักษา ให้อาบน้ำ ทาผิว บำรุงกำลังด้วยอาหารและยาต่างๆ และเมื่อเสื่อมก็ต้องดูแลเยียวยารักษาให้ดี

๓. ต้องปกครอง ด้วยการมีวินัยในการใช้ชีวิต ทำอย่างไรจึงจะหาทรัพย์มีเลี้ยงชีวิตนี้ได้ ได้ทรัพย์มาแล้วจะใช้จ่ายแต่ละครั้งก็ต้องมีวินัยในการใช้จ่ายรู้จักเผื่อเหลือเผื่อขาด มีวินัยในการใช้ชีวิตที่ต้องเกี่ยวข้องเกี่ยวพันธ์กับคนรอบข้างและคนอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากต้องรู้จักเลือกคบคน และจะทำอย่างไรเมื่อชีวิตจนตรอก เพราะเวลามีสุขอาจจะเพลิดเพลินกับลาภยศ แต่เมื่อหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างบางคนอาจต้องจบชีวิต แต่ทำอย่างไรเราจึงจะยืนอยู่ได้ไปจนตลอดชีวิต นั่นคือรู้จักความพอเพียงตั้งแต่เริ่มต้นชีวิต อย่าได้ประมาทในการใช้ชีวิต

๔. ต้องดำเนินการ ด้วยการทำให้เป็นไป คือทำตามที่รู้ว่าขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์ จึงต้องคิดทำประโยชน์คุณที่จะเป็นเหตุให้มีความสุขในภพหน้าชาติหน้าต่อไป หรือเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด คือความมีใจเป็นอิสระ ความมีจิตหลุดพ้นจากการถูกบังคับบงการชีวิตด้วยอำนาจของความอยากได้ อยากมี อยากเป็น จนมีจิตใจปลอดโปร่งผ่องใสเบิกบานอยู่เป็นพื้นฐานเพราะปราศจากกิเลส คือนิพพาน

ดังพระพุทธพจน์ว่า

นตฺถิ  ราคสโม อคฺคิ     นตฺถิ  โทสสโม  กลิ

นตฺถิ  ขนฺธาทิสา  ทุกฺขา    นตฺถิ  สนฺติปรํ  สุขนฺติ ฯ

แปลว่า

“ไฟเสมอด้วยราคะ ย่อมไม่มี,  โทษเสมอด้วยโทสะ ย่อมไม่มี,  ทุกข์ทั้งหลายเสมอด้วยขันธ์ ย่อมไม่มี,  สุขอื่นจากความสงบ ย่อมไม่มี” ดังนี้ ฯ

ท่านอรรถาธิบายไว้ว่า

“ไฟอื่นที่เสมอด้วยราคะ ย่อมไม่มี เพราะไฟราคะสามารถที่จะไม่แสดงควัน เปลว หรือถ่านออกมาให้ปรากฏ แต่ไหม้ในจิตใจภายในเท่านั้นแล้วจึงกระทำกองเถ้าให้ปรากฏ

แม้โทษที่เสมอด้วยโทสะก็ย่อมไม่มี เพราะโทสะประทุษร้ายทั้งตนเองและผู้อื่น

ส่วนทุกข์ที่เสมอด้วยขันธ์ทั้งหลาย ย่อมไม่มี เพราะขันธ์ทั้งหลายแม้ที่บุคคลบริหารอยู่ด้วยการดูแลรักษาปกครองดำเนินการอย่างดีแต่ก็เป็นทุกข์ได้ในกาลทุกเมื่อ ด้วยทุกข์ประจำสังขารคือความเกิดแก่เจ็บตายอันไม่มีผู้ใดหนี้พ้น

ดังนั้น สุขอื่นยิ่งกว่าพระนิพพาน ย่อมไม่มี, แม้ความจริงแล้ว สุขอย่างอื่นก็เป็นสุขเหมือนกัน แต่พระนิพพานเป็นบรมสุข” ดังนี้ ฯ

สาระธรรมจากอรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สุขวรรค (เรื่องเด็กหญิงแห่งตระกูลคนใดคนหนึ่ง)

พระมหาวัชระ เชยรัมย์ (ติกฺขญาโณ) วัดสามพระยา กรุงเทพ ฯ


วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565

บุคคลผู้ตั้งอยู่ในธรรม คือ

บุคคลผู้ตั้งอยู่ในธรรม คือ

๑. ไม่อ้างตนหรือคนอื่นเพื่อทำบาป
๒. ไม่แสวงหาความสำเร็จโดยไม่เป็นธรรม

บุคคลผู้ตั้งอยู่ในธรรมนั้น จึงต้องเป็นคนศีล มีปัญญา และประกอบด้วยธรรม คือมีธรรมเป็นที่พึ่งจริงๆ
ดังพระพุทธพจน์ว่า

น  อตฺตเหตุ  น  ปรสฺส  เหตุ 

น  ปุตฺตมิจฺเฉ  น  ธนํ  น  รฏฺฐํ

น  อิจฺเฉยฺย  อธมฺเมน  สมิทฺธิมตฺตโน

ส  สีลวา  ปญฺญวา  ธมฺมิโก  สิยาติ ฯ

แปลว่า

“บัณฑิต ย่อมไม่ทำบาป เพราะเหตุแห่งตน, ย่อมไม่ทำบาป เพราะเหตุแห่งบุคคลอื่น

บัณฑิต ไม่พึงปรารถนาบุตร, ไม่พึงปรารถนาทรัพย์, ไม่พึงปรารถนาแว่นแคว้น, ไม่พึงปรารถนาความสำเร็จ เพื่อตน โดยไม่เป็นธรรม

บัณฑิตนั้น พึงเป็นผู้มีศีล มีปัญญา (และ) ตั้งอยู่ในธรรม” ดังนี้ ฯ

อธิบายความ

๑. บัณฑิต ย่อมไม่ทำบาป เพราะเหตุแห่งตนหรือเพราะเหตุแห่งบุคคลอื่น  คือ  ไม่ยอมทำบาปเพื่อให้ตนเองหรือคนที่ตนรักมีความสุข

๒. บัณฑิต ไม่พึงปรารถนาแม้ความสำเร็จเพื่อตน โดยไม่เป็นธรรม  คือ  ไม่ยอมทำบาปแม้เพราะเหตุแห่งความสำเร็จ  บัณฑิตจึงเป็นผู้มีศีล มีปัญญา และตั้งอยู่ในธรรมจริงๆ คือ ไม่พึงเป็นอย่างอื่นจากนี้

ฉะนั้น บุคคลผู้ตั้งอยู่ในธรรม รักความยุติธรรม เที่ยงธรรม เที่ยงตรง จึงหาได้ยากมากในโลกนี้

______

สาระธรรมจากอรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปัณฑิตวรรค (เรื่องพระเถระผู้ตั้งอยู่ในธรรม)

พระมหาวัชระ เชยรัมย์ (ติกฺขญาโณ) วัดสามพระยา กรุงเทพฯ

22/8/65

สิ่งมีค่าคือบุญ ประดุจสิ่งของที่ใช้สอย เมื่อไม่รู้จักถนอม ก็มีแต่เสียหายนิทานเรื่อง “นิโรธสมาบัติ” , คติธรรม.. นำชีวิต , ทุกข์เกิดเพราะตัณหา , วัฏฏะอันเป็นไปใน ๓ ภูมิ , ผู้ฉลาดในประโยชน์ (ตน) , ความโกรธมีโทษมาก จงหมั่นข่มจิตด้วยมีเมตตาต่อกันเถิด , คนที่เทวดารัก , ใจริษยากับใจตระหนี่ไม่ได้ทำให้เป็นคนดูดีมีสง่าราศรี , สมณะ คือผู้สงบ , จิตที่ผ่องใส ใจที่บริสุทธิ์ , คนที่ไม่ขยันในกาลที่ควรขยัน จัดเป็นผู้มีความดำริอันจมดิ่งลง... , คนทำชั่วก็เป็นคนชั่ว ส่วนคนทำดีก็เป็นคนดี , คนที่อวดฉลาดมักไม่รู้สึกตัวว่าตนโง่ , ศีล , ชีวิตมิได้มีแต่วันนี้ , บุญบาปล้วนแต่เป็นเครื่องข้อง , ความกังวล มักเกิดจากความยึดถือด้วยตัณหาในฐานะ ๓ อย่าง , เครื่องกั้นมิให้สิ้นไปจากอาสวะ , บางครั้งต้องอยู่คนเดียวให้เป็น , มัวร่าเริงหรือเพลิดเพลินอะไรกันหนอ ? , เหตุที่จะนำสุขมาให้ คือการรักษาคุ้มครองจิตไว้ให้ได้ , ลมรังควานต้นไม้ที่ทุพพลภาพได้ฉันใด , จิตประณีตเริ่มจาก , คุณสมบัติของคนดีเริ่มจาก , “บัณฑิตนั้น พึงเป็นผู้มีศีล มีปัญญา และตั้งอยู่ในธรรม” ,  ถ้าเจอคนแบบนี้ไม่ต้องกลัว ไม่เท่าไรหรอก ? , อาปายิกสูตร , ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ? , เหตุเกิดแห่งอกุศลกรรม , การจะไปมาหาสู่เข้าเป็นพวกเดียวกัน หรือคบค้ากัน หรือคบค้าสมาคมกัน , อามิสกับธรรมพระพุทธองค์มักแสดงไว้คู่กันเสมอ , ไม่มีใครที่ไม่เคยทำอะไรผิดเลย ,  เหตุไฉนผิวพรรณจึงผ่องใส ? , ทุกข์ปรากฎที่ไหนต้องดับที่นั้น คนโง่ ไม่ควรเป็นผู้นำ

"วัดคีรีวงศ์"  จ.นครสวรรค์

เป็นที่ตั้งของ "พระจุฬามณีเจดีย์" สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนครสวรรค์ บนยอดเขาดาวดึงส์ โดยสร้างบนฐานเจดีย์เก่าแก่สมัยสุโขทัย มีทั้งหมด 4 ชั้น นมัสการพระบรมสารีริกธาตุ และชมวิวเมืองนครสวรรค์

สิ่งมีค่าคือบุญ ประดุจสิ่งของที่ใช้สอย เมื่อไม่รู้จักถนอม ก็มีแต่เสียหาย

สิ่งมีค่าคือบุญ ประดุจสิ่งของที่ใช้สอย เมื่อไม่รู้จักถนอม ก็มีแต่เสียหาย

ส่วนคนไม่กลัวบาปกรรม  สั่งสมบาปไปแม้ทีละน้อยๆ  เมื่อบาปพอกพูนมากขึ้น  ก็จมอยู่กับทุกข์ไม่รู้จักสิ้นฉะนั้น.
ดังพระพุทธพจน์ว่า

มาวมญฺเญถ ปาปสฺส     น มตฺตํ อาคมิสฺสติ

อุทพินฺทุนิปาเตน         อุทกุมฺโภปิ ปูรติ

อาปูรติ พาโล ปาปสฺส   โถกํ โถกํปิ อาจินนฺติ ฯ

แปลว่า

“บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบาปว่า ‘บาปมีประมาณน้อยจักไม่มาถึง’ แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลง (ทีละหยาดๆ) ได้ฉันใด  ชนพาลเมื่อสั่งสมบาปแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบาปได้ฉันนั้น” ดังนี้ ฯ

สาระธรรมจากอรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปาปวรรค (เรื่องภิกษุไม่ถนอมบริขาร)

พระมหาวัชระ เชยรัมย์ (ติกฺขญาโณ) วัดสามพระยา กรุงเทพฯ

28/8/65

_______

นิทานเรื่อง “นิโรธสมาบัติ” , คติธรรม.. นำชีวิตทุกข์เกิดเพราะตัณหา , วัฏฏะอันเป็นไปใน ๓ ภูมิ , ผู้ฉลาดในประโยชน์ (ตน) , ความโกรธมีโทษมาก จงหมั่นข่มจิตด้วยมีเมตตาต่อกันเถิด , คนที่เทวดารัก , ใจริษยากับใจตระหนี่ไม่ได้ทำให้เป็นคนดูดีมีสง่าราศรี , สมณะ คือผู้สงบ , จิตที่ผ่องใส ใจที่บริสุทธิ์ , คนที่ไม่ขยันในกาลที่ควรขยัน จัดเป็นผู้มีความดำริอันจมดิ่งลง... , คนทำชั่วก็เป็นคนชั่ว ส่วนคนทำดีก็เป็นคนดี , คนที่อวดฉลาดมักไม่รู้สึกตัวว่าตนโง่ , ศีล , ชีวิตมิได้มีแต่วันนี้ , บุญบาปล้วนแต่เป็นเครื่องข้อง , ความกังวล มักเกิดจากความยึดถือด้วยตัณหาในฐานะ ๓ อย่าง , เครื่องกั้นมิให้สิ้นไปจากอาสวะ , บางครั้งต้องอยู่คนเดียวให้เป็น , มัวร่าเริงหรือเพลิดเพลินอะไรกันหนอ ? , เหตุที่จะนำสุขมาให้ คือการรักษาคุ้มครองจิตไว้ให้ได้ , ลมรังควานต้นไม้ที่ทุพพลภาพได้ฉันใด , จิตประณีตเริ่มจาก , คุณสมบัติของคนดีเริ่มจาก , “บัณฑิตนั้น พึงเป็นผู้มีศีล มีปัญญา และตั้งอยู่ในธรรม” ,  ถ้าเจอคนแบบนี้ไม่ต้องกลัว ไม่เท่าไรหรอก ? , อาปายิกสูตร , ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ? , เหตุเกิดแห่งอกุศลกรรม , การจะไปมาหาสู่เข้าเป็นพวกเดียวกัน หรือคบค้ากัน หรือคบค้าสมาคมกัน , อามิสกับธรรมพระพุทธองค์มักแสดงไว้คู่กันเสมอ , ไม่มีใครที่ไม่เคยทำอะไรผิดเลย ,  เหตุไฉนผิวพรรณจึงผ่องใส ? , ทุกข์ปรากฎที่ไหนต้องดับที่นั้น , รู้เพื่อละ  ,  จิตที่ฝึกแล้ว ย่อมเป็นเหตุนำสุขมาให้ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว นำสุขมาให้ , ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรม , ผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข , คนโง่ ไม่ควรเป็นผู้นำ

"พระมงคลมิ่งเมือง" จ.อำนาจเจริญ

ที่ พุทธอุทยานและพระมงคลมิ่งเมือง อ.เมือง ร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้และบึงบัว ประดิษฐานพระมงคลมิ่งเมือง หรือ พระใหญ่ มีพุทธลักษณะงดงาม ถ่ายแบบมาจากพระพุทธชินราช เป็นพระศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง


Thai Buddhist Monk visit ancient Buddhist site, Pakistan.



วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2565

“คติธรรม.. นำชีวิต”

“คติธรรม.. นำชีวิต”

* อะไรที่ไม่แน่นอน  -  อย่าไปตั้งความหวัง

* อะไรที่ไม่จริงจัง  -  อย่าไปตั้งใจรอ

* สิ่งใดที่ปรารถนา แต่รู้ว่าเขาไม่ให้  -  อย่าไปเอ่ยปากขอ 

* เรื่องอะไรที่ดีๆ  -  ให้ทำต่อไป

* เรื่องอะไรที่จะบรรลัย  -  ให้รีบตัด

* ทำสิ่งใดๆให้โลกเขาอึ้งกับความดี  -  อย่าให้เขาร้องยี้กับความเลว

* มีดีอยู่ในตัวแล้วอวด  -  ดีกว่าไปคุยโม้โอ้อวดโดยไม่มีดี 

* ใส่รองเท้าผิดข้างยังพอทน  -  แต่ใส่ใจผิดคนเสียเวลา 

* รู้จักคนง่าย.. แต่..รู้ใจคนยาก !

——ธ.พุทธินันทะ

ทุกข์เกิดเพราะตัณหา คือวัฏฏะอันเป็นไปใน ๓ ภูมิ , ผู้ฉลาดในประโยชน์ (ตน) , ความโกรธมีโทษมาก จงหมั่นข่มจิตด้วยมีเมตตาต่อกันเถิด , คนที่เทวดารัก , ใจริษยากับใจตระหนี่ไม่ได้ทำให้เป็นคนดูดีมีสง่าราศรี , สมณะ คือผู้สงบ , จิตที่ผ่องใส ใจที่บริสุทธิ์ , คนที่ไม่ขยันในกาลที่ควรขยัน จัดเป็นผู้มีความดำริอันจมดิ่งลง... , คนทำชั่วก็เป็นคนชั่ว ส่วนคนทำดีก็เป็นคนดี , คนที่อวดฉลาดมักไม่รู้สึกตัวว่าตนโง่ , ศีล , ชีวิตมิได้มีแต่วันนี้ , บุญบาปล้วนแต่เป็นเครื่องข้อง , ความกังวล มักเกิดจากความยึดถือด้วยตัณหาในฐานะ ๓ อย่าง , เครื่องกั้นมิให้สิ้นไปจากอาสวะ , บางครั้งต้องอยู่คนเดียวให้เป็น , มัวร่าเริงหรือเพลิดเพลินอะไรกันหนอ ? , เหตุที่จะนำสุขมาให้ คือการรักษาคุ้มครองจิตไว้ให้ได้ , ลมรังควานต้นไม้ที่ทุพพลภาพได้ฉันใด , จิตประณีตเริ่มจาก , คุณสมบัติของคนดีเริ่มจาก , “บัณฑิตนั้น พึงเป็นผู้มีศีล มีปัญญา และตั้งอยู่ในธรรม” ,  ถ้าเจอคนแบบนี้ไม่ต้องกลัว ไม่เท่าไรหรอก ? , อาปายิกสูตร , ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ? , เหตุเกิดแห่งอกุศลกรรม , การจะไปมาหาสู่เข้าเป็นพวกเดียวกัน หรือคบค้ากัน หรือคบค้าสมาคมกัน , อามิสกับธรรมพระพุทธองค์มักแสดงไว้คู่กันเสมอ , ไม่มีใครที่ไม่เคยทำอะไรผิดเลย ,  เหตุไฉนผิวพรรณจึงผ่องใส ? , ทุกข์ปรากฎที่ไหนต้องดับที่นั้น , รู้เพื่อละ 

พระกกุสันโธ วัดไผ่โรงวัว พระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นวัดที่มีชื่อเสียงคนไทยนิยมมากราบไหว้ 

ตั้งอยู่ที่ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง ห่างจากตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ประมาณ 43 กิโลเมตร หรือห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 70 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี

วัดไผ่โรงวัว หรือวัดโพธาราม เป็นวัดที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสุพรรณบุรี สร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2469 เป็นวัดที่มีพุทธศาสนิกชน และบุคคลทั่วไปนิยมไปเที่ยวชมกันอย่างไม่ขาดสาย 

ด้วยมีพุทธวัตถุและโบราณสถานสำคัญให้เยี่ยมชมได้มากมายหลายจุด เช่น "พระพุทธโคดม" พระพุทธรูปโลหะสำริดองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างโดยท่านพระครูอุทัยภาคาธร (หลวงพ่อขอม) 

นอกจากนี้ยังมี "สังเวชนียสถาน 4 ตำบล" คือ สถานที่ที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนาและปรินิพพาน มีส่วนที่แสดงงานประติมากรรม เกี่ยวกับพุทธประวัตินรกภูมิ สวรรค์ภูมิ 

ส่วน "พระกะกุสันโธ" เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้านหน้าพระพุทธรูปมี "ฆ้อง และบาตร" ใหญ่ที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน รวมทั้ง "พระวิหารร้อยยอด" และ "พระธรรมจักร" 

ซึ่งหล่อด้วยทองสำริดใหญ่ที่สุดในโลก รวมทั้งสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ อีกมากมาย จนขึ้นชื่อเป็นวัดที่ใครมาเยือนสุพรรณบุรีแล้วต้องไม่พลาด