วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

เราจะรู้ความจริงได้อย่างไร?

เราต้องแยกก่อนว่าเป็นความจริงระดับอะไร? ถ้าเป็นความจริงระดับปรมัตถ์ เราก็ต้องมาดูว่า ทุกสิ่งมันจะอยู่ยั่งยืนถาวรได้ไหม? ต้องเปลี่ยนแปลง คือ มันจะมีสภาพสะท้อนให้เราเห็น

ถ้าหากว่าเป็นความจริงที่ไม่ใช่ปรมัตถ์ เป็นความจริงทั่วๆ ไปอย่างนี้ สิ่งนั้นก็จะมีประสบการณ์ให้เราเห็นเช่นเดียวกัน

สมมติว่า เราถูกไฟจี้ก็ต้องเจ็บ เป็นปรากฏการณ์ให้เราเห็น สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์นั่นแหละเป็นความจริงที่เราต้องดู.  สิ่งที่เป็นความจริงนั้น มีทั้งความจริงปรากฏการณ์ จริงทั้งสิ่งที่อุปโลกน์ขึ้นมา สิ่งที่เป็นมายาธรรม

สมมติว่า เราดูต้นไม้สีเขียว และเป็นความจริงว่า ใบไม้มันมีสีเขียว แต่ถ้าในปรมัตถ์นั้นไม่ใช่. สรุปความจริง ก็คือ ๑. ความจริงของเราที่อุปโลกน์ขึ้น (truth) ๒. ความจริงของมายาธรรม (appearance) ๓. ความจริงปรมัตถ์ (reality)

แต่รวมความจริงนั้นคือ สิ่งที่มากระทบกับอายตนะทั้ง ๖ ของเรา เป็นความจริง.  แต่ถ้ามีสิ่งที่ไม่กระทบอายตนะของเรา ให้เราได้รับรู้ แสดงว่าเป็นสิ่งที่ไม่จริงนั่นสิ?สิ่งเหล่านั้นเป็นความจริง แต่ความจริงนั้นเราไม่ได้รับรู้ นี่เป็นความจริงของเรา 

ฉะนั้น เราต้องแยกว่า ความจริง เป็นความจริงอะไร? เราต้องแยกความจริงอีกว่า

๑. ความจริงที่เรารับรู้ ๒. ความจริงที่อยู่ข้างนอกที่เรายังไม่ได้รับรู้

เช่น เราบอกว่าเราดูไฟฟ้า เราดูแล้วเราไม่สามารถรับรู้ได้ เห็นได้ แต่ข้างในสายไฟฟ้ามีกระแสไฟฟ้า แล้วเราจะรู้ความจริงได้ยังไงว่าในสายไฟมีกระแสไฟฟ้า ก็มาจากประสบการณ์ที่คนอื่นมาบอกเรา เพราะว่าเราไม่ได้ไปสัมผัสจริง แต่เราก็ต้องเชื่อเขาบอกว่ามี ถ้าเราไม่เชื่อ เราก็จะโดนไฟฟ้าช๊อต!!ตาย

ฉะนั้น เราต้องแยกความจริงว่า เป็นความจริงของเรา เป็นประสบการณ์ที่เราสัมผัสอายตนะทั้ง ๖ กับสิ่งที่เขาบอกเล่าให้เรารับรู้ เป็นตำรา หรือสิ่งที่ผู้ที่รู้แล้วเขาบอกกล่าวเรา เราต้องแยกเป็นส่วน

อย่างเช่น เรานั่งอยู่กลางสนาม รอบข้างเราต้องมีเชื้อโรคอยู่ แต่เราไม่สามารถรับรู้ได้ แต่เราได้ร่ำเรียนมา ศึกษามา ผู้รู้เขาบอกมาว่ามีเชื้อโรค เราก็ต้องเชื่อ.  แล้วเราจะรับรู้ความจริงของมายาธรรมได้อย่างไร?

สิ่งที่เป็นมายาธรรมเราก็ต้องศึกษา ผ่านตำรา ผู้รู้ เช่น น้ำ ประกอบด้วยอะไร วิชาวิทยาศาสตร์บอกว่า น้ำประกอบด้วยอะไร ซึ่งมีสูตรเคมีคือ H2O โมเลกุลของน้ำประกอบด้วยออกซิเจน (Oxygen) ๑ อะตอมและไฮโดรเจน (Hydrogen) ๒ อะตอมเชื่อมติดกันด้วยพันธะโควาเลนต์ (Covalent bond)

ถ้าเราไม่ร่ำเรียนมาเราก็ไม่รู้ว่าน้ำประกอบด้วยอะไรบ้าง แต่นั่นคือความจริง เป็นความจริงของมายาธรรม

น้ำถ้ามีการแยกส่วนออกเป็นธาตุ เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ แต่เป็นสิ่งที่ธรรมปรุงแต่งขึ้นมาแล้ว ปฏิเวธขึ้นมาแล้ว เราสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้.  แต่ตรงนั้นเราไม่สามารถรับรู้ได้ เราจะรับรู้ได้ เราต้องไปผ่านการศึกษาเรียนรู้ ผ่านจากตำราหนังสือ ผ่านผู้รู้ ครูบาอาจารย์ ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้ เพราะว่าเราไม่สามารถไปรู้เองได้ในขณะที่เรายังไม่ได้เรียนรู้

ฉะนั้น บางอย่างเราต้องเรียนรู้ แต่มีข้อความบางแห่งบอกว่า อย่าไปเชื่อตำรา อย่าไปเชื่อครูบาอาจารย์ มันไม่ได้ บางอย่างเราก็ต้องเชื่อตำรา ถ้าเราไม่เชื่อตำรา เราก็ไม่มีหลักที่จะเดินหน้าต่อไปได้

บางคนไม่ยอมเชื่อตำรา ก็จะไม่ดู ไม่สนใจ ที่จะศึกษาเล่าเรียน อย่างนี้ไม่ได้ เพราะว่าอีกข้างหนึ่งเป็นความรู้ที่บันทึกไว้เป็นตำราให้คนรุ่นหลังได้เรียนกัน.  อย่างเช่น ครั้งหนึ่งเราบอกว่ากินน้ำมันหมูไม่ดี ต้องหันกลับมากินน้ำมันพืช แต่ ณ ปัจจุบันรณรงค์กันว่า กินน้ำมันหมูดี กินน้ำมันพืชไม่ดี

นายแพทย์วีระชัย สิทธิปิยะสกุล ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ ๙ พิษณุโลก กล่าวใน MGR Online ว่า :- 

"ผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่ในยุคนั้น คงเหมือนกับครอบครัวของผม ที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง และเชื่อตามโฆษณาที่มีการยิงโฆษณาถี่มากในสมัยนั้น เพื่อพยายามชักจูงให้ผู้คนหันมารับประทานนํ้ามันพืชแทนนํ้ามันหมู โดยการโฆษณาในสมัยนั้นจะใช้นํ้ามันพืชและนํ้ามันหมูแช่ใส่ตู้เย็นเปรียบเทียบ ทำให้เห็นว่านํ้ามันพืชไม่เป็นไข ส่วนนํ้ามันหมูจะเป็นไข"

"แล้วก็จะชักจูงต่อเนื่องด้วยวารสารทางการแพทย์ บทวิจัยทางการแพทย์ การออกสื่อต่างๆ โดยแพทย์และนักวิชาการที่น่าเชื่อถือ ทั้งที่ความจริงแล้วคนเหล่านั้นน่าจะไม่ได้วิจัยหรือทราบอะไรจริง แค่ทราบมาจากในสถาบันการเรียน จากตำราฝรั่ง จากการวิจัยหลอกลวงของฝรั่ง คือวงการแพทย์ของอเมริกาใช้การล่อลวงนี้เพื่อจะทำให้อุตสาหกรรมถั่วเหลืองของอเมริกาเติบโตขึ้น ซึ่งเรื่องนี้วงการแพทย์อเมริกาเพิ่งออกมายอมรับ ออกบทความว่า "ขอโทษที่หลอกลวงพลโลกให้หลงเชื่อเปลี่ยนมารับประทานนํ้ามันถั่วเหลืองมากว่า 60 ปี..."

"ที่บ้านผมจึงเปลี่ยนกลับมาซื้อมันหมูมาเจียวเป็นนํ้ามันหมู เพื่อทำอาหารเมื่อ 5 ปี ที่ผ่านมา ก็สังเกตว่าคนในบ้านไม่เห็นมีใครเป็นอะไรมากมาย อาการโรคผิดปกติทางกายที่หลายคนเคยเป็น ก็ดูดีขึ้น จากการตรวจร่างกายเป็นระยะ การเจ็บป่วยที่มีเป็นบ้าง นานๆ ครั้งก็สามารถหายได้อย่างรวดเร็ว"

เลือกใช้น้ำมันพืช กลับส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ เพิ่มขึ้นมากมาย อาทิ โรคเบาหวาน คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ โรคหัวใจ ความดัน ฯลฯ

นี่แหละ เป็นความจริง ณ ปัจจุบัน เราต้องเข้าใจว่า เป็นความจริง ณ เวลาภาวะ ณ ปรากฏการณ์ของธรรมนั้นๆ

เห็นหรือไม่ว่า เป็นความจริง ณ ของปรากฏการณ์นั้นๆ แต่พอผ่านมาแล้วกลายเป็นไม่จริงแล้ว นี่แหละจึงบอกว่าจริงไม่แท้ แต่ถ้าเป็นความจริงระดับปรมัตถ์ เป็นความจริงแท้ มาเมื่อไหร่ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น นี่แหละเราต้องแยกเป็นส่วนๆ

บางคนเถียงกัน แต่ว่าไม่ได้แยกกันออกเป็นส่วนๆ แล้วเถียงกันก็ไม่รู้เรื่องเลย วุ่นวาย เดือดร้อน ฉะนั้น เราต้องแยกเป็นส่วนๆ ว่าเป็นความจริงระดับไหน บางคนก็จะบอกว่าเป็นสิ่งงมงาย จึงเกิดความสับสนไปหมด เพราะว่าไม่ได้แยกส่วนให้เรียบร้อย

ขอความเคารพ หากผู้รู้มีสิ่งชี้แนะ น้อมรับฟังเสมอ และขอความกรุณาแย้ง ชี้แจง ชี้แนะ แม้แต่ต้องการให้เพิ่มเติมสิ่งใด ก็ขอได้บอกกล่าวมา

อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์, เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต.


ขอขอบคุณ ที่มา : http://www.dhammathai.org/articles/dbview.php?No=1566

Previous Post
Next Post

post written by:

0 comments: