รักษาศีล ๕ แล้ว ย่อมได้เหตุ ๓ ประการ คือ
๑. เป็นผู้มีอายุยืน ๒. มีโภคสมบัติมาก ๓. มีปัญญาเฉียบแหลม
สมดังคำที่พระปัญจสีลสมาทานิยเถระได้ประกาศประวัติในอดีตชาติของตนไว้ว่า
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นลูกจ้างอยู่ในกรุงจันทวดี มัวขวนขวายในการงานของผู้อื่น จึงไม่ได้บวช
ข้าพเจ้าคิดว่า “มวลมนุษย์ถูกความมืดมนอนธการปิดบังไว้แล้ว ถูกไฟ ๓ กอง (ไฟในนรก ไฟในเปรตวิสัย และไฟในวัฏสงสาร) แผดเผาอยู่” เราจะพรากจากไปได้ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ? ไทยธรรมของเราก็ไม่มี เราช่างเป็นคนน่าสงสาร เป็นลูกจ้างอยู่ ทางที่ดี เราพึงรักษาศีล ๕ ให้บริบูรณ์”
ข้าพเจ้าจึงเข้าไปหาภิกษุชื่อว่านิสภะผู้เป็นสาวกของพระมุนีพระนามว่าอโนมทัสสี แล้วรับสิกขาบท ๕ ข้อ
ครั้งนั้น หมู่สัตว์มีอายุประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ปี ข้าพเจ้าได้รักษาศีล ๕ ให้บริบูรณ์ตลอดระยะเวลาเท่านั้น
เมื่อเวลาใกล้ตายมาถึงเข้า เหล่าเทวดาย่อมให้ข้าพเจ้าดีใจว่า “ท่านผู้นิรทุกข์ รถเทียมม้า ๑,๐๐๐ ตัวคันนี้ปรากฏแล้วเพื่อท่าน”
เมื่อจิตดวงสุดท้ายยังเป็นไปอยู่ (ใกล้จะตาย) ข้าพเจ้าหวนระลึกถึงศีลของตนเอง ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงได้ไปเกิดยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ฯลฯ ข้าพเจ้ารักษาศีล ๕ แล้ว ย่อมได้เหตุ ๓ ประการ คือเป็นผู้มีอายุยืน มีโภคสมบัติมาก และมีปัญญาเฉียบแหลม
เมื่อข้าพเจ้าท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ ประกาศคุณของศีลทั้งปวง และความเพียรเยี่ยงบุรุษที่มีประมาณยิ่ง ข้าพเจ้าจึงได้ฐานะเหล่านี้
สาวกของพระชินเจ้าประพฤติอยู่ในศีลมีอานิสงส์นับมิได้ ถ้าจะพึงยินดีในภพ พึงมีผลเช่นไร
ศีล ๕ ข้าพเจ้าผู้เป็นลูกจ้าง มีความเพียรบำเพ็ญดีแล้ว ข้าพเจ้าจึงพ้นจากเครื่องผูกทั้งปวงได้ในวันนี้เพราะศีลนั้น
ในกัปที่นับมิได้ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้ารักษาศีล ๕ แล้ว จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของศีล ๕ ดังนี้เป็นต้น
สาระธรรมจากปัญจสีลสมาทานิยเถราปทาน
พระมหาวัชระ เชยรัมย์ (ติกฺขญาโณ)
24/9/64
0 comments: