วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ภาษาคนภาษาธรรม

ภาษาคนภาษาธรรม

ภาษาคนคำว่า "ว่าง" ก็หมายถึงไม่มีอะไรเลย  

แต่คำว่า "ว่าง" ภาษาธรรมนั้น  ทุกสิ่งทุกอย่าง คงมีอยู่ตามเดิม  หากแต่ว่าไม่มีความรู้สึกว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นตัวเป็นตน  เป็นตัวเราเป็นของเรา เท่านั้น จึงเรียกว่าทุกสิ่งว่าง

มีคนโง่ๆ ตั้งหลายคน พอได้ยินคำว่า "ว่าง" ของพระพุทธเจ้า ก็เข้าใจเอาว่าไม่มีอะไรไปหมด เลยไม่เข้าใจคำว่า "จิตว่าง" คือ จิตที่ไม่ใด้ยึดถือสิ่งใดไว้โดยความเป็นตัวตนของตน คือว่างจากการยึดถือ ไปเข้าใจในภาษาคนในเสียว่า เมื่อจิตว่างแล้ว ก็ไม่มีความรู้สึกคิดนึกอะไรเลย ดังนี้เป็นต้น

อีกคำหนึ่ง เช่น คำว่า ความเกิด ในภาษาคน หมายถึงเกิดจากท้องแม่ แต่ในภาษาธรรมนั้น หมายถึงการเกิดของความรู้สึกที่ยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวกู เป็นของกู เท่านั้นเอง. มันแตกต่างกันถึงกับว่า ความเกิดในภาษาธรรมนี้ เป็นทุกข์แน่ๆ และเกิดได้วันละหลายครั้ง หลายสิบ หลายร้อยครั้ง เกิดทีไรเป็นทุกข์ทุกที ส่วนการเกิดในภาษาคนนั้น คนหนึ่งมีครั้งเดียว เกิดจากท้องแม่ครั้งเดียว และไม่เป็นทุกข์เลย จนกว่าจะไปยึดถือความเกิดนั้น เป็นของเราเสียก่อน มันจึงจะเป็นทุกข์ ดังนั้นก็เป็นเพราะไปเกิดใหม่ในภาษาธรรมเข้านั่นเอง คือไปยึดถือว่า ความเกิดนั้นเป็นของเรา มันจึงเป็นทุกข์ขึ้นมา

ความเกิดในภาษาธรรม หมายถึงการเกิดแห่งอุปาทาน ยึดมั่นว่าตัวเรา ของเรา ทำให้มีอะไรเกิดเป็นตัวเรา หรือเป็นของเราขึ้นมา จึงได้เป็นทุกข์ ส่วนความเกิดหรือแม้แต่ ความแก่ ความตาย ตามธรรมชาดินั้น หาได้เป็นทุกข์ไม่ ต่อเมื่อใดไปยึดมั่นเอาความเกิด ความแก่ ความตาย นั้นว่าเป็นของเราขึ้นมา มันจึงจะเป็นทุกข์

เพราะฉะนั้นพระศาสดาจึงตรัสว่า "สงฺขิเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา" เมื่อจะกล่าวโดยสรุปความแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน นั้นแหละเป็นตัวทุกข์ ดังนี้

เบญจขันธ์ ธรรมดาหาได้เป็นทุกข์ไม่ เบญจขันธ์ประกอบด้วยอุปาทานขึ้นมา ก็เมื่อเกิดอุปาทานขึ้นมาในใจ ทำให้ยึดถือขันธ์เหล่านั้น ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งก็ตาม ว่าเป็นตัวฉัน หรือเป็นฉัน มันจึงเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นจึงเกิดได้ทุกคราวที่มีการยึดมั่นด้วยอุปาทาน อันมาจากตัณหา และมาจากเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น เป็นต้น

ธรรมเทศนาโดย พุทธทาสภิกขุ ,  อบรมพระธรรมฑูต ในสวนโมกขพลาราม พ.ศ. ๒๕๑๐ , อนุรักษ์ต้นฉบับเดิม (น.๙๔)

___

สิ่งล่วงแล้ว แล้วไป อย่าใฝ่หา  ที่ไม่มา ก็อย่าพึง คนึงหวัง

อันวันวาน ผ่านพ้น ไม่วนวัง  วันข้างหน้า หรือก็ยัง ไม่มาเลย

ผู้ใดเฟ้น เห็นชัด ปัจจุบัน  เรื่องนั่นนั้น แจ่มกระจ่าง อย่างเปิดเผย

ไม่แง่นง่อน คลอนคลั่ง ดั่งเช่นเคย  รู้แล้วเลย ยิ่งเร้า ให้ก้าวไป

วันนี้เอง เร่งกระทำ ซึ่งหน้าที่  อันวันตาย แม้พรุ่งนี้ ใครรู้ใด้

เพราะไม่อาจ บอกปัด หรือผัดไว้  ต่อความตาย และมหา เสนามัน

ผู้มีเพียร เวียนเป็น อยู่เช่นนี้  ทั้งทิพา ราตรี แข็งขยัน

นั่นแหละผู้ "ภัทเท - กรัตต์" อัน สัตตบุรุษ ผู้รู้, ท่าน กล่าวกันเอย.

"สิริวยาส" แปลและประพันธ์ ,  ภัทเทกรัตต์ , เขาผู้ซึ่ง แม้มีชีวิตเพียงวันเดียว ก็น่าสรรเสริญ

ชุมนุมบทประพันธ์ ของสิริวยาส , (นามปากกาหนึ่งของ พุทธทาสภิกขุ) , อนุรักษ์ต้นฉบับเดิม (น.๔๖)

Credit: สโมสรธรรมทาน สวนโมกข์กรุงเทพ

วัดดอกคำ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่






วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ถ้าขาดธรรมะแล้ว ประกอบกิจการใดๆ ก็จะเกิดความร้อนใจเป็นทุกข์

ถ้าขาดธรรมะแล้ว ประกอบกิจการใดๆ ก็จะเกิดความร้อนใจเป็นทุกข์

คนเป็นห่วงแต่เรื่องกิน เรื่องได้ เรื่องวัตถุสิ่งของ มากเกินไป จึงได้เข้าใจผิดว่า ธรรมะกับคนนี้อยู่ด้วยกันไม่ได้ หรือธรรมะอยู่กับโลกไม่ได้ แยกธรรมะออกจากโลกเป็นของตรงกันข้าม เป็นคู่ปรับอย่างตรงกันข้าม อยู่ด้วยกันไม่ได้ อย่างนี้ก็มี.

เมื่อชักชวนว่า ให้ประพฤติธรรมะ ก็บอกว่ายังไม่ได้ เพราะยังมีเรื่องทางโลกที่จะต้องทำ จะต้องทำมาหากิน นี้ก็เป็นเรื่องเข้าใจผิดต่อธรรมะ เพราะว่าธรรมะนั้นมีไว้สำหรับให้คนทำมาหากินโดยไม่ต้องเป็นทุกข์ ถ้าไ่ม่มีธรรมะแล้ว ประกอบกิจการงานอันใด จะเกิดความวิตกกังวล ห่วงใย ร้อนใจ หรือเกิดความเข้าใจผิดในบางครั้งบางคราว เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่มากเกินไป ก็มีความทุกข์เกิดขึ้นเพราะการประกอบการงานนั้น แต่ถ้าเป็นผู้มีธรรมะแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้ต้องเป็นอย่างนั้น.

หรือว่า จะพูดให้แคบเข้ามาว่า เมื่อบางเวลาชวนศึกษาเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเป็นหัวใจของธรรมะ ก็บอกว่าทำไม่ได้ เพราะได้ลงทุนทำมาค้าขายเป็นต้นไว้เป็นหลายหมื่นหลายแสน จะมาคิดเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ไม่ได้ นี้ก็เพราะไม่เข้าใจในเรื่องธรรมะอีกนั่นเอง

หลักธรรมะนั้นถือว่า การยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ก็เป็นความทุกข์เพราะสิ่งนั้น ฉะนั้น จึงมีวิธีหรือมีอุบายที่จะไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในทุกๆสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตน การที่ตนจะมีเงินหรือมีการงาน หรือมีอะไรก็ตามอยู่มากมายนั้น ให้รู้จักกระทำไป รักษาไป ใช้สอยไป อะไรไปได้ ตามที่ควรจะทำ แต่โดยไม่ต้องมีความรู้สึกที่เป็นการยึดมั่นถือมั่น คือไม่ต้องมีความวิตกกังวลชนิดที่ทำให้เป็นทุกข์ทรมานใจนั่นเอง

คนเป็นอันมาก เกิดโรคภัยไข้เจ็บในทางจิตใจ เพราะละความยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ เต็มไปด้วยความวิตกกังวล ฉะนั้น ยิ่งมีเงินมาก ยิ่งมีงานมาก ก็ยิ่งเป็นบ้าเร็ว ยิ่งเป็นโรคเส้นประสาทมาก แต่ถ้ามีธรรมะของพระพุทธเจ้าเข้ามาช่วยแล้วจะตรงกันข้าม คือจะไม่มีอาการที่เป็นอย่างนั้น ทั้งที่มีเงินมาก มีงานมาก มีเรื่องมาก...ฯ

พุทธทาสภิกขุ

ที่มา : ธรรมบรรยายชุดวิสาขบูชาเทศนา หัวข้อเรื่อง “เอกังสิกเทสิตธัมมกถา” เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๐๙ จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เล่มชื่อว่า “วิสาขบูชาเทศนา เล่ม ๑” หน้า ๒๔๔ - ๒๔๕




วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2565

หลักที่ทรงใช้ในการตรัส (๖ อย่าง)

หลักที่ทรงใช้ในการตรัส (๖ อย่าง)

ราชกุมาร ! 

(๑) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รัก ที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าว วาจานั้น

(๒) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รัก ที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าววาจานั้น

(๓) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้ ประกอบด้วยประโยชน์แต่ ไม่เป็นที่รัก ที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม เลือกให้เหมาะกาล เพื่อกล่าววาจานั้น

(๔) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์แต่ เป็นที่รัก ที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าว วาจานั้น

(๕) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่ก็เป็นที่รัก ที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าว วาจานั้น

(๖) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้ และประกอบด้วยประโยชน์และ เป็นที่รัก ที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมเป็นผู้ รู้จักกาละที่เหมาะ เพื่อกล่าววาจานั้น

ข้อนี้เพราะเหตุไรเล่า ? ราชกุมาร ! เพราะตถาคตมีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งหลาย

- บาลี ม.ม. ๑๓/๙๑/๙๔. ตรัสแก่อภยราชกุมาร ที่เวฬุวัน.

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ (น.๒๔๔) , ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส

Credit:  สโมสรธรรมทาน สวนโมกข์กรุงเทพ

"พระใหญ่ไดบุทสึ" จังหวัดลำปาง

ที่ วัดพระธาตุดอยพระฌาน อ.แม่ทะ ประดิษฐานพระใหญ่ไดบุทสึ คล้ายกับพระไดบุตสึแห่งวัดโคโตคุ เมืองคามาคุระ ประเทศญี่ปุ่น องค์ใหญ่โดดเด่นอยู่บนยอดเขา และเป็นจุดชมวิวทะเลหมอกที่สวยงาม



วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2565

การดับทุกข์ได้จริงและถูกต้อง ต้องไม่ทำบาปดับทุกข์

การดับทุกข์ได้จริงและถูกต้อง ต้องไม่ทำบาปดับทุกข์

แต่ต้องทำบุญ ต้องเลิกส่วนเกิน เห็นอะไรๆ เป็นเช่นนั้นเองหมด

คนที่ทำบาปเพื่อดับทุกข์ มองดูให้ดีเถอะ มันมีอยู่จำพวกหนึ่ง ว่าจะทำบาปเพื่อล้างบาป เพื่อให้หมดบาป จะล้างบาปด้วยการทำบาป นั่นดูให้ดีๆ คือการ จะดับกิเลสด้วยการสนองความต้องการของกิเลส  มันจะเอาบาปมาล้างบาปมันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้

จะต้องทำบุญ ทำดี ทำถูก เพื่อขจัดบาป เพื่อไถ่ถอนบาป เพื่อกีดกันบาปออกไป อย่างนั้นแหละถูกต้อง เมื่อทำสิ่งที่เป็นบุญอยู่ มันก็เป็นการกีดกันบาปออกไป หรือละบาปหลุดไปๆ พลาง แต่ยังไม่ใช่ดับทุกข์ถึงที่สุด

คำว่า "บุญ" น่ะ ถ้าแท้จริงมันต้อง เป็นเครื่องชำระบาป แต่คนทั่วไปไม่ได้ถืออย่างนั้น ถือว่าบุญนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ใด้สุขสนุกสนาน เอร็ดอร่อย เพลิดเพลินสุดขีดของความต้องการ นั้นคือบุญ แต่สำหรับ บุญๆๆ โดยแท้จริงไม่ได้หมายความอย่างนั้น มันมีความหมายว่าล้างบาป แต่มักจะสอนกันว่า ให้ได้ความสุข ให้ได้ความพอใจตามที่ตัวต้องการแล้วก็เป็นบุญ กิเลสมันก็ได้โอกาส กิเลสสมัครเข้ามาเป็นผู้ทำบุญ เพื่อเป็นอะไรล่ะ ? เพื่อเป็นสุขสนุกสนานเอร็ดอร่อยในชั้นสวรรค์วิมานอะไรไปตามเรื่อง นั้นมันบุญในความหมายหนึ่ง ไม่ใช่ในความหมายที่ถูกต้องแท้จริงของคำว่าบุญ ซึ่งเขาใช้คำนี้เพื่อเป็นความมุ่งหมายจะล้างบาป จะกีดกันบาปออกไป

ดังนั้น ถ้าใครจะทำบุญให้เป็นบุญจริง ก็สังเกตุดูว่ามันกีดกันบาปออกไปได้หรือไม่ หรือจะพูดง่ายๆ ว่ามันดับทุกข์ได้หรือไม่ ถ้ามันดับทุกข์ได้แม้แต่บางส่วน ก็ควรจะเรียกว่าบุญได้ นี้เราก็จะทำบุญเผชิญบาป กีดกันบาป ลดกำลังของบาป หรือไม่ให้เวลาแก่การทำบาป เพราะมาทำบุญเสียเป็นประจำ ทีนี้ก็พอใจในการทำบุญ หรือทำหน้าที่ที่ถูกต้อง หรือเรียกว่าทำบุญ พอใจในการทำบุญ มันก็เป็นสุข เพราะการทำบุญ นี้เป็นการเอากำไรไว้ที่ก่อน คือเอาสุขไว้ทีก่อน

ดังนั้น เขาจะต้องรู้จักหน้าที่ที่ถูกต้อง ที่พอดีพอเหมาะพอควร จะทำนา ทำสวน จะค้าขาย จะเป็นกรรมกร จะเป็นอะไรก็ตาม รู้จักทำให้เกิดความพอใจในหน้าที่ที่ตนกระทำ ว่ามันจะช่วยบรรเทาความทุกข์ หรือบรรเทาความทุกข์ได้จริง พออยู่เป็นผาสุกได้ แล้วก็พอใจ นี่เรียกว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมะ เพื่อต่อสู้หรือเผชิญกันกับบาป เอาชนะบาป

แล้วก็ จะต้องเลิกส่วนเกิน คนทุกคนเหล่านี้จะต้องเลิกส่วนเกิน อะไรที่เป็นส่วนเกิน สำรวจดูให้ดีๆ อย่าไปเอากับมันเลย อย่าไปซื้อหามาเลย มันจะล่อหลอก ล่อหลอกให้หลงให้เสียเวลาเปล่าๆ เรื่องส่วนเกินบ้าหลังเป็นส่วนเกิน นี้ต้องมีสติปัญญามากพอด้วย แล้วจิตจะต้องเข้มแข็งเพียงพอด้วย จึงจะซัดขว้างส่วนเกินออกไปเสียได้ เพราะส่วนเกินทั้งหลายเหล่านั้น ล้วนแต่มีเสน่ห์รุนแรงทั้งนั้น เขาจะต้องไม่หลงในส่วนเกิน ไม่บูชาในส่วนเกิน จะหามา ก็ให้ถูกต้องและพอดี จะมีไว้ ก็อย่างถูกต้องและพอดี จะใช้จ่าย ก็ให้ถูกต้องและพอดี ไม่ให้มีส่วนเกิน ยึดหลักว่า พ้นจากทุกข์แล้วถึงสุข พ้นจากสุขแล้วถึงว่าง นี้เป็นหลักที่ประจำใจไว้เสมอ แล้วก็มุ่งหมายไปสู่ความว่าง

จะมีสุขหรือมีทุกข์ ก็เป็นเรื่องของธรรมชาติธรรมดาเช่นนั้นเอง เราจะมีจิตใจว่าง คือไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งเหล่านั้น ถ้าเผอิญความทุกข์ตามธรรมชาติ ธรรมดา เช่นความเจ็บไข้ได้ป่วย มันจะมีมาบ้าง ก็หัวเราะว่า โอ้ มันก็เช่นนั้นเอง มันเช่นนั้นเอง มันเช่นนั้นเอง มันมาบอกให้เรารู้ว่าเช่นนั้นเอง ถ้าความเจ็บ ความไข้ หรือความวิบัติอะไรบางอย่างมันเกิดขึ้น ก็ให้สังเกตดูให้ดีๆ เถอะให้เป็นว่ามันมาบอกให้รู้ว่า มันเช่นนี้เอง มันเช่นนี้เอง มันก็ไม่ต้องมีความทุกข์ แล้วก็ขอบใจว่ามาบอกให้ฉลาด ไม่ต้องเป็นทุกข์

พุทธวิธีชนะความทุกข์ (น.๕๑) , ธรรมโฆษณ์ l พุทธทาสภิกขุ

Credit: สโมสรธรรมทาน สวนโมกข์กรุงเทพ

The beautiful standing Buddha statue in Sri Lanka.

Paying our deep respect on the feet of Buddha.

May we able to walk on the right path which shown by Buddha.








วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2565

ทุกข์ปรากฎที่ไหนต้องดับที่นั้น

ทุกข์ปรากฎที่ไหนต้องดับที่นั้น

อีกข้อหนึ่งที่จะต้องมองให้เห็นพร้อมกันไปในคราวเดียว คือ ทุกข์ปรากฎที่ไหน หรือจากอะไร เราต้องดับที่นั่น หรือจากเหตุอันนั้น ดับสิ่งที่เป็นเหตุของความทุกข์นั้น อย่าแยกกันเป็นคนละที คนละเรื่อง คนละคราว เมื่อความทุกข์เกิดจากอวิชชา ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดตัณหา อุปาทาน มันก็ ต้องดับที่อวิชชา ตัณหาอุปาทาน ทำไมจะต้องไปจ้างเทวดามาดับ เสียเป็ด เสียไก่ เสียหัวหมูหัวอะไรต่างๆ เหล่านี้

เพราะว่าความทุกข์นั้นเกิดมาจาก อวิชชา ตัณหา อุปาทาน มันก็ต้องดับลงไปที่ต้นเหตุของมัน ความทุกข์เกิดที่ไหน ? ก็คือ เกิดที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย ก็ต้องดับกันให้ถูกเรื่องที่ตรงนั้น แต่ว่า ในที่สุด ก็ต้องถือว่า มันเกิดที่ใจ เพราะแม้แต่เข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนังอะไรก็ตาม มันก็ไปรวมจุดอยู่ที่ใจ จึงต้องจัดการที่ศูนย์กลาง คือ ใจ

ที่นี่ (ในสวนโมกข์) เรามีภาพแสดงการดับทุกข์ ว่ามันเกิดที่ไหน ดับที่นั่น คือสระน้ำที่มีต้นมะพร้าวอยู่กลางสระ ทางทิศใต้ เรียกว่า ภาพการดับทุกข์ นิพพานเกิดที่วัฏฏสงสาร นั้นเอง ก็ดับที่วัฏฏสงสาร ทุกข์อยู่ที่วัฏฏสงสาร พอดับความทุกข์ที่วัฏฏสงสารลงไป นิพพานก็อยู่ที่นั่น ฉะนั้น ตันมะพร้าวกับน้ำทะเลขี้ผึ้ง ก็อยู่ด้วยกันที่นั่น หยุดทุกข์ หยุดความเวียนว่ายของกองทุกข์

คนเขามักจะเอาไปแยกกันเสีย มีความทุกข์ที่บ้าน เอามาดับที่วัด หรือมีความทุกข์เกิดที่ตาที่หู เขาก็ไปดับที่ไหนกันก็ไม่รู้ ไม่แก้ปัญหาให้ถูกเรื่อง ถูกสถานที่ ถูกเหตุการณ์ของมัน

โมกขธรรมประยุกต์ (น.๑๖๐) ,  ธรรมโฆษณ์ l พุทธทาสภิกขุ

Credit: สโมสรธรรมทาน สวนโมกข์กรุงเทพ

"วัดป่าพรหมยาน" จังหวัดฉะเชิงเทรา

ประดิษฐานสมเด็จองค์ปฐมเรืองแสง ณ ลานธรรมพุทธจักรวาล พื้นด้านล่างมีภาพวาดปลาอานนท์เรืองแสง 3 มิติ เป็นปลาที่เกิดตั้งแต่สร้างโลก และต้องแบกน้ำหนักโลกเอาไว้ ยามพลิกตัว ทำให้แผ่นดินไหว








ปัญญาตามความหมายในพุทธศาสนา

ปัญญาตามความหมายในพุทธศาสนา

ถ้ามีปัญญาตามความหมายในพุทธศาสนา ก็คือรู้ความจริงของสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ แล้วก็รู้วิธีที่จะเอาชนะมันให้ได้ด้วย แล้วในที่สุดก็รู้จริงๆ กัน ตรงที่ว่า ละมันได้แล้วจริงๆ ไม่มีความทุกข์จริงๆ รู้รสของความไม่ทุกข์ หรือรู้รสของพระนิพพานโดยจริงๆ นี่เป็นปัญญาสูงสุด อยู่ที่นี่

ในชั้นแรก ก็รู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ รู้ความไม่จริง ความหลอกลวงของสิ่งที่เราไปหลงมันอยู่ ไปรักไปชอบสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น ระวังให้ดี ถ้าขาดปัญญาข้อนี้มากเกินไป เราก็จะมีความเป็นอยู่อย่างมีความทุกข์ แม้ชนิดที่ไม่รู้สึกตัว

ขอพูดตรงๆ ว่า ถ้าพวกคุณ ไม่รู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของเงิน ของทรัพย์สมบัติ ของเกียรติยศชื่อเสียงอะไร ที่คุณกำลังหลงกันอยู่เดี๋ยวนี้ ก็แปลว่า หลงไปในสิ่งเหล่านั้น อย่างนี้ก็ยัง ไม่มีปัญญา

ถ้าว่ากันโดยที่จริงแล้ว บางคนอาจจะมีปัญญาตามแบบพระพุทธศาสนาชนิดนี้ได้บ้างเหมือนกัน เช่นไม่ได้หลงในผลที่มุ่งหมายของการศึกษาจากมหาวิทยาลัย หรืออะไรนั้น อาจจะมองเห็นเพียงว่า มันเป็นเพียงให้เครื่องยังชีพอยู่ได้ แล้วเราก็ควรจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งที่ดีที่สุด แต่บางทีก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร

เดี๋ยวนี้กลัวอยู่แต่ว่า อย่างมากจะรู้เพียงว่า นี่วิเศษที่สุด เราจะเรียนให้จบ แล้วเราก็จะได้อาชีพที่ทำเงินได้มาก เราก็จะสะสมเงินไว้ให้มาก เป็นกำลังปัจจัยสำหรับซื้อหาความสุขสนุกสนาน เป็นอยู่อย่างแข่งกันกับเทวดาในวิมาน ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว นี่คือไม่รู้จัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งที่เป็นยอดปราถนา ของตัวเองเลย

พูดอีกทางหนึ่ง คนไม่รู้จักความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของวิมาน ของการอยู่ในวิมาน หรือของความเป็นเทวดานี้ ในพุทธศาสนาสอนให้มีปัญญาขนาดนี้ เห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของมนุษย์โลก เทวโลก มารโลก พรหมโลกไปเลย คือโลกที่วางมาตรฐานกันไว้ว่า มีความสุขอย่างยิ่ง ถึงที่สุด

มีคำอยู่คำหนึ่ง ถ้ารู้ไว้บ้างก็ดี คือคำว่า มารโลก -โลกของมาร นั้นคือสวรรค์ชั้นสูงสุดเป็นที่อยู่ของมาร เรียกว่า ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี มารที่มาประจญพระพุทธเจ้าก็มาจากสวรรค์ชั้นนี้ สูงสุดของกามารมณ์ ก็ที่เรียกว่า มารโลก ถ้าเลยไปจากนั้น ก็ไม่มีกามารมณ์ ก็เรียกว่า พรหมโลก นี่มีอยู่หลายอย่างเหมือนกัน แต่ทั้งมนุษยโลก เทวโลก มารโลก พรหมโลก ก็ตาม เป็นเรื่องที่เต็มไปด้วย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วทำไมถึงหลงกันนัก ชาวบ้านเขาทำบุญอะไรสักนิด ก็ อธิษฐานให้ไปเกิดสวรรค์ นี่ก็เพราะไม่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งที่เรียกว่าสวรรค์

ทีนี้ ผลในโลกนี้ ที่เราจะได้รับจากเงิน ของเรานั้น มันคงจะไม่ถึงกับสวรรค์ในความหมายนั้น  เพราะฉะนั้น ควรจะมองดูให้ดีๆ อย่าได้หลง ถ้ามีปัญญาจริงก็จะมองเห็นว่า มันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง แล้วมันก็ได้หลงกันอยู่จริงๆ แล้วตายไปกับความหลง อย่างนี้เรียกว่า ไม่มีปัญญาในชั้นมาตรฐาน ในพระพุทธศาสนาเลย

โมกขธรรมประยุกต์ (น.๑๐๒) ,  ธรรมโฆษณ์ l พุทธทาสภิกขุ

Credit: สโมสรธรรมทาน สวนโมกข์กรุงเทพ

"วัดพระขาว" จังหวัดนครราชสีมา

หรือ "วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม" ประดิษฐานพระพุทธรูปสีขาวองค์ใหญ่บนเขาสีเสียดอ้า มองเห็นเด่นชัดจากถนนมิตรภาพ นามว่า "พระพุทธสกลสีมามงคล" มีบันไดขึ้นไปสักการะทางซ้าย-ขวาองค์พระ