วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

มิลินทปัญหา (ตอนที่ ๕๐)

มิลินทปัญหา (ตอนที่ ๕๐)  ปัญหาที่ ๗, ยักขปัญหา 

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน ธรรมดา ว่า ยักษ์มีอยู่ในโลกหรือ ?

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร ใช่แล้ว ธรรมดาว่า ยักษ์ ย่อมมีอยู่ในโลก

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้า ก็พวกยักษ์นั้นย่อมจุติ จากกำเนิดนั้นหรือ ?

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร ใช่ พวกยักษ์เหล่านั้นย่อมจุติจากกำเนิดนั้น

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน เพราะเหตุไร ซากของยักษ์ที่ตายแล้วเหล่านั้น จึงไม่ปรากฏ แม้กลิ่นศพก็ไม่ฟุ้งไป ?

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร ซากของยักษ์ที่ตายแล้วก็ปรากฏอยู่ แม้กลิ่นศพของยักษ์เหล่านั้นก็ฟุ้งไป ขอถวายพระพร ซากของพวกยักษ์ที่ตายแล้ว ย่อมปรากฏเป็นซากแมลงบ้าง ย่อมปรากฏเป็นซากหนอนบ้าง ย่อมปรากฏซากเป็นมดบ้าง ย่อมปรากฏเป็นซากตั๊กแตนบ้าง ย่อมปรากฏเป็นซากงูบ้าง ย่อมปรากฏเป็นซากแมลงป่องบ้าง ย่อมปรากฏเป็นซากตะขาบบ้าง ย่อมปรากฏเป็นซากนกบ้าง ย่อมปรากฏเป็นซากเนื้อบ้าง

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน ยกเว้นผู้มีปัญญาเช่นอย่างท่านแล้ว ใครอื่นเล่า ถูกถามแล้วจะอ่านเฉลยปัญหานี้ได้.  จบยักขปัญหาที่ ๗

คำอธิบายปัญหาที่ ๗

ปัญหาเกี่ยวกับยักษ์ ชื่อว่า ยักขปัญหา.   พระเจ้ามิลินท์ตรัสคำว่า “ยักษ์” ทรงหมายเอาพวกภุมเทวดา ซึ่งนับเนื่องในเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา เป็นบริวารของท้าวจตุโลกบาล.  จบคำอธิบายปัญหาที่ ๗

ปัญหาที่ ๘, อนวเสสสิกขาปทปัญหา

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน บรรดาอาจารย์ของพวกแพทย์ทั้งหลายแต่ปางก่อนมีอยู่ เช่นว่า ท่านนารทะ ท่านธัมมันตรี ท่านอังคีรสะ ท่านนกปิละ ท่านกัณฑรัคคิ ท่านสามะ ท่านอุตะระ ท่านปุพพกัจจายนะ, อาจารย์เหล่านี้แม้ทุกท่าน รู้จักความเกิดขึ้นแห่งโรค เหตุแห่งโรค สภาวะแห่งโรค วิธีบำบัด กิจที่ควรทำ และโรคที่รักษาสำเร็จหรือไม่สำเร็จได้ทุกอย่างในคราวเดียวกัน เช่นว่า โรคเท่านี้ จะเกิดขึ้นในร่างกายนี้ เป็นต้น เหมือนอย่างผูกเส้นด้ายทำให้จับกันเป็นพวงๆ ในคราวเดียวกัน ฉะนั้น อาจารย์เหล่านี้ทุกท่านหาเป็นสัพพัญญูไม่ แต่เพราะเหตุไร พระตถาคตผู้ทรงเป็นพระสัพพัญญู รู้กิจที่ควรทําในอนาคต กำหนดได้ว่า “จะมีสิกขาบทที่เราต้องบัญญัติเท่านั้น ในวัตถุเท่านี้” (ในเรื่องนี้ – ณัฏฐ) ดังนี้แล้วก็ยังไม่ทรงบัญญัติสิกขาบทให้หมดสิ้นเสียเลยเล่า ต่อเมื่อวัตถุ (เรื่องราว) เกิดขึ้นแล้ว ความผิดแพร่ไปมากแล้ว คนทั้งหลายติเตียนแล้ว จึงได้ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลายในการครั้งนั้นๆ ?

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร พระตถาคตทรงทราบความข้อนี้ว่า ในสมัยนี้จะมีสิกขาบทที่เราต้องบัญญัติในคนทั้งหลายเหล่านี้ อยู่ ๑๕๐ กว่าข้อ ดังนี้ แต่ทว่า พระตถาคตทรงมีพระดำริอย่างนี้ว่า ถ้าหากเราจะบัญญัติสิกขาบททั้ง ๑๕๐ กว่าข้อ คราวเดียวกันไซร้ มหาชนก็จะถึงความพรั่นพรึงใจว่า

“สิกขาบทที่ต้องรักษาในพระศาสนานี้ มีมากมาย เจ้าประคุณเอ๋ย อันการที่จะบวชในพระศาสนาของพระสมณโคตมะ เป็นกิจที่ทำได้ยากเสียจริงหนอ ดังนี้แล้ว แม้อยากบวชก็ไม่กล้าบวช ทั้งจะไม่เชื่อคำของเราด้วย เมื่อไม่เชื่อถือ พวกคนเหล่านั้นก็จะเป็นผู้ไปอบาย เพราะฉะนั้น เมื่อมีวัตถุเกิดขึ้นแล้ว เราจะทำคนเหล่านั้นให้เข้าใจด้วยธรรมเทศนาแล้วจะบัญญัติสิกขาบท ในเมื่อมีโทษปรากฏแล้วเท่านั้นดังนี้”

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน พระสัพพัญญุตญาณของพระตถาคตยิ่งใหญ่เพียงใด ข้อนี้จัดว่าเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์แห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จัดว่าเป็นสิ่งที่น่าแปลกใจแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระคุณเจ้านาคเสน ข้อนี้ เป็นอย่างที่ท่านกล่าวมานี้ ก็เป็นอันว่าพระตถาคตทรงไขความข้อนี้ไว้ดีแล้วว่า เมื่อสัตว์ทั้งหลายได้สดับว่า สิกขาบทที่พึงศึกษาในพระศาสนานี้มีมากมาย ดังนี้แล้ว ก็จะพึงถึงความพรั่นพรึง แม้สักคนหนึ่งก็ไม่กล้าบวชในพระศาสนาของพระชินวรพุทธเจ้า ข้าพเจ้าขอยอมรับคำตามที่ท่านกล่าวมานี้.  จบอนวเสสสิกขาปทปัญหาที่ ๘

คำอธิบายปัญหาที่ ๘

ปัญหาเกี่ยวกับสิกขาบทที่ไม่มีส่วนเหลือ ชื่อว่า อนวเสสสิกขาปทปัญหา.   คำว่า รู้จักความเกิดขึ้นแห่งโรค เป็นต้น ความว่า รู้จักความเกิดขึ้นแห่งโรค ว่าเวลานี้มีโรคชื่อนี้เกิดขึ้นแล้ว รู้จักเหตุแห่งโรค ว่าโรคนี้เกิดเพราะอากาศที่เย็น เพราะอากาศที่ร้อน เพราะอาหาร เพราะการทำตนเอง เพราะถูกผู้อื่นทำเป็นต้น รู้จักสภาวะแห่งโรค คือรู้จักอาการของโรค รู้จักสมมติฐานของโรค ว่าโรคนี้มีดีเป็นสมุฏฐาน โลกนี้มีเสมหะเป็นสมุฏฐาน เป็นต้น รู้จักวิธีบำบัด ว่าโรคนี้ต้องบำบัดรักษาด้วยยาชื่อนี้ เป็นต้น รู้จักกิจที่ควรทำ คือรู้จักกิจที่หมอควรทำต่อคนไข้ หรือที่คนไข้ควรทำเอง เพื่อให้หายโรคหายเร็ว มีการทำความสะอาดแผล การไม่เสพของแสลง เป็นต้น

คำว่า โรคที่รักษาสำเร็จหรือไม่สำเร็จ คือโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ โรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้.   คำว่า ทุกอย่างในคราวเดียวกัน คือ ย่อมรู้จักความเกิดขึ้นแห่งโรคเป็นต้น ได้ทุกอย่างในคราวที่วินิจฉัยคนไข้ในคราวเดียวกัน.   คำว่า ในวัตถุเท่านี้ คือ ในเรื่องราวหรือเหตุการณ์ครั้งนั้นๆ ที่ทรงปรารภเป็นเหตุบัญญัติสิกขาบทข้อนั้นๆ ทุกเรื่องรวมจำนวนเท่านี้.  คำว่า คนทั้งหลายติเตียนแล้ว คือคนทั้งหลายติเตียนว่า “ไฉนพระสัมมนาศักยบุตรผู้นี้จึงได้ทำอย่างนี้ ผู้เป็นสมณะไม่น่าทำอย่างนี้” ดังนี้เป็นต้น.   คำว่า เมื่อไม่เชื่อ พวกคนเหล่านั้นก็จะเป็นผู้ไปอบาย คือเมื่อไม่เชื่อก็ไม่ประพฤติตามที่ทรงบัญญัติไว้ เมื่อไม่ประพฤติตามก็เป็นผู้มีศีลไม่บริสุทธิ์ เพราะเหตุที่มีศีลไม่บริสุทธิ์ก็ย่อมไปอบายภูมิ ๔ หลังจากตายได้.   จบคำอธิบายปัญหาที่ ๘

ปัญหาที่ ๙, สูริตยปนปัญหา (แสงร้อนแห่งพระอาทิตย์)

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน พระอาทิตย์นี้ส่งแสงแรงกล้าอยู่ตลอดกาลทั้งปวงหรือ หรือว่า บางครั้งก็ส่งแสงอ่อนบ้าง ?

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร พระอาทิตย์นี้ส่งแสงแรงกล้าตลอดกาลทั้งปวง ในการไหนๆ ก็ไม่ส่งแสงอ่อน

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน ถ้าหากว่า พระอาทิตย์ส่งแสงแรงกล้าอยู่ตลอดกาลทั้งปวงไซร้ เพราะเหตุไรในการบางคราวก็ส่งแสงแรงกล้า ในการบางคราวก็ส่งแสงอ่อนอยู่อย่างนี้เล่า ?

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร พระอาทิตย์นี้ มีโรคอยู่ ๔ อย่างเหล่านี้ พระอาทิตย์ถูกโรคอย่างใดอย่างหนึ่งแห่งบรรดาโรคเหล่านี้ บีบคั้นแล้วก็ย่อมส่งแสงอ่อนไป โรค ๔ อย่างอะไรบ้าง ?

ขอถวายพระพร ก้อนเมฆหนาๆ ก็เป็นโรคของพระอาทิตย์อย่างหนึ่ง พระอาทิตย์ถูกโรคคือก้อนเมฆหนาๆ นั้นบีบคั้น คือปิดบังแล้ว ก็ย่อมส่งแสงอ่อนไป.   ขอถวายพระพร หมอกก็เป็นโรคของพระอาทิตย์อย่างหนึ่ง พระอาทิตย์ถูกโรคคือหมอกนั้นบีบคั้นแล้วก็ย่อมส่งแสงอ่อนไป.   ขอถวายพระพร เมฆฝนก็เป็นโรคของพระอาทิตย์อย่างหนึ่ง พระอาทิตย์ถูกโรคคือเมฆฝนนั้นบีบคั้นแล้ว ก็ย่อมส่งแสงอ่อนไป

ขอถวายพระพร เทพราหูก็เป็นโรคของพระอาทิตย์อย่างหนึ่ง พระอาทิตย์ถูกโรคคือเทพราหูนั้นบีบคั้นแล้วก็ย่อมส่งแสงอ่อนไป.   ขอถวายพระพร มหาบพิตร พระอาทิตย์มีโรคอยู่ ๔ อย่างเหล่านี้แล ซึ่งพระอาทิตย์ถูกโรคอย่างใดอย่างหนึ่งแห่งบรรดาโรคเหล่านี้ บีบคั้นแล้วก็ส่งแสงอ่อนไป

พระเจ้ามิลินท์, น่าอัศจรรย์จริง พระคุณเจ้านาคเสน ข้อที่ พระอาทิตย์แม้ว่าถึงพร้อมด้วยเดช ก็จะยังมีโรคเกิดขึ้นได้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงสัตว์อื่นทั้งหลายเล่า พระคุณเจ้า ยกเว้นบุคคลผู้มีความรู้เช่นท่านที่แล้ว บุคคลอื่นหามีอันจำแนกปัญหานี้ได้ไม่.   จบสูริตยปนปัญหาที่ ๙

คำอธิบายปัญหาที่ ๙

ปัญหาเกี่ยวกับแสงร้อนแห่งพระอาทิตย์ (แสงแดด) ชื่อว่า สูริตยปนปัญหา.  คำว่า พระอาทิตย์นี้มีโรคอยู่ ๔ อย่าง คือ พระอาทิตย์มีสิ่งเบียดเบียนบีบคั้นอยู่ ๔ อย่าง ซึ่งเป็นเหตุทำให้ส่งแสงอ่อนไป ความว่า ความจริงพระอาทิตย์ส่งแสงแรงกล้าตลอดกาลทั้งปวง จะได้ส่งแสงอ่อนไปในการบางคราวบ้างก็หาไม่ แต่เพราะมีโรค ๔ อย่างอย่างใดอย่างหนึ่งบีบคั้นโดยการปิดบังเป็นต้นแล้ว ก็ปรากฏราวกับว่า ส่งแสงอ่อนไป.  จบคำอธิบายปัญหาที่ ๙

ปัญหาที่ ๑๐, กฐินตปนปัญหา (แสงแดดแผดเผา) 

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน เพราะเหตุไร ในฤดูหนาวพระอาทิตย์จึงส่งแสงแรงกล้า แต่ในฤดูร้อนไม่ได้ส่งแสงแรงกล้าอย่างนั้น

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร ในฤดูร้อนธุลีขี้ฝุ่นมิได้ถูกลมขจัด (จนหมดสิ้นไป) ละอองถูกลมตีให้ฟุ้งขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้า ทั้งในอากาศก็มีแต่ก้อนเมฆหนาๆ ลมแรงพัดไปแรง สิ่งที่มีอย่างต่างๆ เหล่านั้นทั้งหมด รวมกันเข้าก็ปิดบังรัศมีพระอาทิตย์ไว้ เพราะเหตุนั้น ในฤดูร้อน พระอาทิตย์จึงส่งแสงอ่อน

ขอถวายพระพร ส่วนว่า ในฤดูหนาว แผ่นดินเบื้องล่างเย็น เบื้องบนก็มีเมฆใหญ่ตั้งขึ้น ธุลีขี้ฝุ่นนิ่งสงบอยู่ ทั้งละอองก็เคลื่อนไปช้าๆ บนท้องฟ้า ทั้งอากาศก็ปราศจากเมฆฝน ทั้งลมก็พัดไปอ่อนๆ รัศมีพระอาทิตย์ย่อมเป็นธรรมชาติที่หมดจด เพราะสิ่งเหล่านี้มีความสงบระงับ เมื่อพระอาทิตย์นั้น พ้นจากสิ่งขัดข้องทั้งหลาย แสงแดดยอมแผดกล้ายิ่งนัก ขอถวายพระพร ที่กล่าวมานี้เป็นเหตุผลในเรื่องนี้ ที่ทำให้พระอาทิตย์ส่งแสงแรงกล้าในฤดูหนาว ในฤดูร้อนมิได้ส่งแสงแรงกล้าอย่างนั้น

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้า พระอาทิตย์พ้นจากเสนียดจัญไรทั้งปวงได้ ก็ย่อมส่งแสงแรงกล้า ประจวบกันเข้ากับเมฆฝนเป็นต้น ก็ไม่ส่งแสงแรงกล้า.  จบกฐินตปนปัญหาที่ ๑๐

ถ้าไม่อธิบายปัญหาที่ ๑๐

ปัญหาเกี่ยวกับแสงแดดแผดกล้า ชื่อว่า กฐินตปนปัญหา คำพูดที่เหลือชัดอยู่แล้ว.  จบคำอธิบายปัญหาที่ ๑๐.  จบนิปปปัญจวรรคที่ ๒.  ในวรรคนี้มี ๑๐ ปัญหา.  จบมิลินทปัญหา (ตอนที่ ๕๐)

ขอให้ การอ่าน การศึกษา ของทุกท่านตามกุศลเจตนา ได้เป็นพลวปัจจัย เพิ่มพูลกำลังสติ กำลังปัญญา ให้สามารถนำตนให้พ้นจากวัฏฏทุกข์ด้วยเทอญ

ณัฏฐ สุนทรสีมะ

ที่มา : http://dhamma.serichon.us

มิลินทปัญหา (ตอนที่ 50) ,  (ตอนที่ 49) ,  (ตอนที่ 48) ,  (ตอนที่ 47) ,  (ตอนที่ 46) ,  (ตอนที่ 45) ,  (ตอนที่ 44) ,  (ตอนที่ 43) ,  (ตอนที่ 42) ,  (ตอนที่ 41) ,  (ตอนที่ 40) ,  (ตอนที่ 39) ,  (ตอนที่ 38) ,  (ตอนที่ 37) ,  (ตอนที่ 36) ,  (ตอนที่ 35) ,  (ตอนที่ 34) ,  (ตอนที่ 33) ,  (ตอนที่ 32) ,  (ตอนที่ 31) ,  (ตอนที่ 30) ,  (ตอนที่ 29) ,  (ตอนที่ 28) ,  (ตอนที่ 27) ,  (ตอนที่ 26) ,  (ตอนที่ 25) ,  (ตอนที่ 24) ,  (ตอนที่ 23) ,  (ตอนที่ 22) ,  (ตอนที่ 21 ต่อ) ,  (ตอนที่ 21) ,  (ตอนที่ 20)(ตอนที่ 19)(ตอนที่ 18)(ตอนที่ 17)(ตอนที่ 16) (ตอนที่ 15)(ตอนที่ 14) (ตอนที่ 13)(ตอนที่ 12) ,   (ตอนที่ 11)(ตอนที่ 10) (ตอนที่ 9)(ตอนที่ 8)(ตอนที่ 7)(ตอนที่ 6)(ตอนที่ 5) (ตอนที่ 4)(ตอนที่ 3) (ตอนที่ 2) (ตอนที่ 1) ประโยชน์​การอุปมา​อันได้จากการศึกษา​คัมร์ในทางพุทธศาสนา มีคัมภีร์​มิลินท์​ปัญหาเป็นต้น​ ,   มิลินทปัญหา ปัญหาเกี่ยวกับการไม่เคลื่อนไปก็ปฏิสนธิได้  ,  เหตุไร ตรัสให้คฤหัสถ์โสดาบันกราบไหว้ ลุกรับภิกษุสามเณรปุถุชนเล่า?  ,  นิปปปัญจปัญหา ​- ปัญหา​เกี่ยวกับ​ธรรม​ที่ปราศจาก​เหตุ​ให้เนิ่น​ช้าในวัฏฏทุกข์  ,   ถามว่า​ อานิสงส์​การเจริญเมตตา​ ห้ามอันตราย​ต่างๆ​ เหตุไรสุวรรณ​สามผู้เจริญเมตตา​จึงถูกยิงเล่า?



วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2564

มิลินทปัญหา (ตอนที่ ๔๙)

มิลินทปัญหา (ตอนที่ ๔๙)   ปัญหาที่ ๓, ขีณาสวสติสัมโมสปัญหา

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน พระอรหันต์ยังมีความหลงลืมสติอยู่หรือไม่ ?

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร พระอรหันต์ทั้งหลายเป็นผู้ปราศจากความหลงลืมสติ แล พระอรหันต์ทั้งหลายไม่มีความหลงลืมสติหรอก

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้า ก็แต่ว่า พระอรหันต์ทั้งหลายก็ยังอาจต้องอาบัติได้ มิใช่หรือ ?

พระนาคเสน, ใช่ มหาบพิตร พระอรหันต์ทั้งหลายอาจต้องอาบัติได้

พระเจ้ามิลินท์, ต้องอาบัติในวัตถุ (ในเรื่อง) อะไรบ้าง ?

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร พระอรหันต์ทั้งหลายยังอาจต้องอาบัติในเรื่องสร้างกุฏิ ในเรื่องสื่อข่าว ในเรื่องสำคัญเวลาวิกาล ว่าเป็นกาล ในเรื่องสำคัญภิกษุผู้ปวารณาแล้ว ว่ายังมิได้ปวารณา ในเรื่องสำคัญภัตที่มิได้เป็นเดนภิกษุ ไข้ว่าเป็นเดนภิกษุไข้

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน พวกท่านกล่าวกันว่า ภิกษุพวกที่ต้องอาบัติ ย่อมต้องอาบัติเพราะเหตุ ๒ ประการ คือ เพราะหาความเอื้อเฟื้อ ในพระวินัยบัญญัติมิได้ ประการหนึ่ง, เพราะความไม่รู้ประการหนึ่ง พระคุณเจ้า พระอรหันต์ยังมีความไม่เอื้อเฟื้อที่เป็นเหตุให้ต้องอาบัติอยู่หรือ ?

พระนาคเสน, ไม่มีหรอก ขอถวายพระพร

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน ถ้าหากว่า พระอรหันต์ก็ยังต้องอาบัติได้ และพระอรหันต์ก็มีความเอื้อเฟื้อไซร้ ถ้าอย่างนั้น พระอรหันต์ก็ยังมีความหลงลืมสติ

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร พระอรหันต์ไม่มีความหลงลืมสติหรอก แต่พระอรหันต์ก็ยังต้องอาบัติ

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้า ถ้าอย่างนั้น ก็จงทำข้าพเจ้าให้เข้าใจด้วยเหตุผลเถิด ในข้อที่ว่า พระอรหันต์ไม่มีความหลงลืมสติ แต่พระอรหันต์ก็ยังต้องอาบัติได้นั้น มีเหตุผลอะไร ?

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร การกระทำที่เศร้าหมองมี ๒ อย่าง คือ  – ที่เป็นโลกวัชชนะ (เป็นโทษในโลก) ๑, และ – ที่เป็น ปัณณัตติวัชชะ (เป็นโทษในพระวินัยบัญญัติ) ๑

ขอถวายพระพร ที่เป็นโลกวัชชะ เป็นไฉน ? ตอบว่า ได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๑๐, อกุศลกรรมบถ ๑๐ นี้เรียกว่า โลกวัชชะ

ชื่อว่า ที่เป็น ปัณณัตติวัชชะ เป็นไฉน ? การกระทำที่ไม่สมควรแก่ผู้เป็นสมณะทั้งหลาย ไม่อนุโลมแก่ความเป็นสมณะใด ย่อมมีอยู่ในโลก อันเป็นการกระทำที่ไม่เป็นโทษสำหรับคฤหัสถ์ทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลายในการกระทำนั้นว่า พวกเธอไม่ควรล่วงละเมิดตลอดชีวิต.  

ขอถวายพระพร   - การฉันในเวลาวิกาลซึ่งไม่เป็นโทษสำหรับชาวโลกนั้น จัดว่าเป็นโทษในพระศาสนาของพระชินวรพุทธเจ้า - การพรากภูตคาม (ต้นไม้) ซึ่งไม่เป็นโทษสำหรับชาวโลกนั้น จัดว่าเป็นโทษในพระศาสนาของพระชินเจ้า  - การเล่นน้ำซึ่งไม่เป็นโทษสำหรับชาวโลกนั้น จัดว่าเป็นโทษในพระศาสนาของพระชินเจ้า

ขอถวายพระพรมหาบพิตร การกระทำเห็นเช่นนี้ อันมีประการดังกล่าวมากระนี้ มีชื่อว่า เป็นโทษในพระศาสนาของพระชินเจ้า นี้เรียกว่า บัณณัตติวัชชะ, พระขีณาสพเป็นผู้ไม่สามารถประพฤติละเมิดการกระทำที่เป็นโลกวัชชะนั้นได้ เมื่อท่านไม่รู้อยู่ ท่านก็อาจต้องอาบัติเศร้าหมองที่เป็น บัณณัตติวัชชะ, ขอถวายพระพร อันการจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้หมด ไม่ใช่วิสัยของพระอรหันต์รูปไหนๆ เพราะว่าท่านไม่มีกำลังที่จะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้หมด ขอถวายพระพร พระอรหันต์ท่านก็ยังมีการไม่รู้จะแม้ชื่อแม้โคตรของหญิงชายทั้งหลายได้ พระอรหันต์นั้นก็ยังมีการไม่รู้จักเส้นทางบนแผ่นดินได้ ขอถวายพระพร วิมุตตินั่นเทียว พระอรหันต์รูปไหนๆ ก็รู้จัก พระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา ๖ ย่อมรู้สิ่งที่เป็นวิสัยของท่าน ขอถวายพระพร พระตถาคตเจ้าผู้เป็นสัพพัญญูเท่านั้น ทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้

พระเจ้ามิลินท์, ดีจริงพระคุณเจ้านาคเสน ข้าพเจ้าขอยอมรับคำตามที่ท่านกล่าวมานี้.  จบขีณาสวสติสัมโมสปัญหาที่ ๓

คำอธิบายปัญหาที่ ๓

ปัญหาเกี่ยวกับว่า พระขีณาสพมีความหลงลืมสติได้หรือไม่ ชื่อว่า ขีณาสวสติสัมโมสปัญหา.  คำว่า ในเรื่องสร้างกุฏิ คือในกุฏิการสิกขาบท โดนเกี่ยวกับว่าให้เขาสร้างกุฏิในที่ที่สงฆ์มิได้อนุมัติเห็นชอบ ด้วยสำคัญว่าสงฆ์อนุมัติเห็นชอบ เป็นต้น.  คำว่า ในเรื่องสื่อข่าว คือในสัญจริตตสิกขาบท ที่มีบัญญัติห้ามภิกษุถึงความเป็นผู้สื่อข่าว ให้หญิงได้รู้จักชาย, ให้ชายได้รู้จักหญิง เพื่อประโยชน์แก่การจับคู่ของคนทั้ง ๒.  คำว่า ในเรื่องสำคัญเวลาวิกาล ว่าเป็นกาล คือในวิกาลโภชนสิกขาบท ที่ทรงบัญญัติห้ามพระภิกษุฉันในเวลาวิกาล คือเลยเที่ยงวันไปแล้ว พระอรหันต์อาจต้องอาบัติในสิกขาบทข้อนี้ได้ เพราะสำคัญเวลาที่เป็นวิกาล ว่าเป็นกาลคือเป็นเวลาที่ทรงอนุญาตให้ฉันได้.   

คำว่า ในเรื่องสำคัญภิกษุผู้ปวารณาแล้ว ว่ายังไม่ได้ปวารณา คือในทุติยปวารณาสิกขาบท ที่ทรงบัญญัติห้ามภิกษุเชื้อเชิญภิกษุอื่นผู้ฉันแล้ว ปวารณาแล้ว (ปฏิเสธการฉันอีก) ให้ยินดีพอใจด้วยของเคี้ยวของกินที่ไม่ใช่เดน (คือเป็นของใหม่) อีก พระอรหันต์ต้องอาบัติข้อนี้ได้ เพราะสำคัญว่าเป็นภิกษุผู้ยังไม่ได้ฉัน ยังไม่ได้ปวารณา.   คำว่า ในเรื่องสำคัญภัตที่มิได้เป็นเดนภิกษุไข้ ว่าเป็นเดนภิกษุไข้ คือในปฐมปวารณาสิกขาบท ที่ทรงบัญญัติห้ามภิกษุผู้ฉันแล้ว ปวารณาแล้ว ฉันภัต (อาหาร) ที่ไม่เป็นเดนของภิกษุไข้ คือที่ภิกษุไข้ยังไม่ได้ฉัน ยังไม่ได้ปวารณา พระอรหันต์ต้องอาบัติข้อนี้ได้ เพราะสำคัญว่าเป็นภัตที่ภิกษุไข้ฉันแล้ว ได้ปวารณาแล้ว

อกุศลกรรมบถ ๑๐ อย่าง มีการฆ่าสัตว์เป็นต้น ชื่อว่า โลกวัชชะ เป็นโทษในโลก เพราะเกี่ยวกับยังสัตว์ผู้ประกอบกรรมเหล่านี้ ให้เสวยผลคือความทุกข์ในโลกทั้ง ๓ นี้ เพราะเป็นกรรมชั่ว ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงบัญญัติห้ามไว้ก็ตาม ไม่ทรงบัญญัติห้ามไว้ก็ตาม ส่วนการฉันในเวลาวิกาลเป็นต้น ชื่อว่า ปัณณัตติวัชชะ เพราะเป็นโทษเกี่ยวกับว่าทรงบัญญัติห้ามไว้เท่านั้น มิได้เป็นอกุศลกรรมบถ ๑๐, เป็นโทษสำหรับผู้บวชถือเพศภิกษุนี้เท่านั้น มิได้เป็นโทษสำหรับผู้เป็นฆราวาส และชื่อว่าเป็นโทษก็เพราะเป็นข้อที่ทรงบัญญัติห้ามไว้ เหตุเพราะ การกระทำอย่างนั้นๆ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาปสาทะของคนทั้งหลาย ไม่เหมาะแก่สมณะเพศ ภิกษุผู้ล่วงละเมิดก็ย่อมต้องอาบัติ เมื่อต้องอาบัติก็ย่อมเป็นผู้มีศีลไม่บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น ก็ต้องมีการปลงอาบัติ นับว่าเป็นโทษก็อย่างที่กล่าวมานี้เท่านั้น ไม่ใช่เพราะเป็นกรรมชั่วที่ให้ผลเป็นทุกข์ในโลกทั้ง ๓, พึงทราบว่าพระอรหันต์มีการต้องอาบัติส่วนที่เป็นปัณณัตติวัชชะเท่านั้น และต้องอาบัติข้อนั้นๆ เพราะสำคัญผิดบ้าง เพราะไม่ได้สังเกตุหรือสำเหนียกบ้าง ไม่ใช่ด้วยอำนาจกิเลส เพราะท่านละกิเลสทั้งหลายทั้งปวงได้สิ้นแล้ว ไม่ใช่ด้วยอำนาจความหลงลืมสติ เพราะความหลงลืมสติมีสภาวะเป็นอกุศล ย่อมไม่มีแก่ท่านผู้เป็นพระอรหันต์.  จบคำอธิบายปัญหาที่ ๓

ปัญหาที่ ๔ โลเก นัตถิภาวปัญหา 

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน ในโลกนี้พระพุทธเจ้าก็ปรากฏ, พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ปรากฏ, พระสาวกของพระตถาคตก็ปรากฏ, พระเจ้าจักรพรรดิก็ปรากฏ, พระราชาประจำประเทศก็ปรากฏ, เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายก็ปรากฏ, คนมีทรัพย์ก็ปรากฏ, คนไร้ทรัพย์ก็ปรากฏ, คนมั่งคั่งก็ปรากฏ, คนเข็ญใจก็ปรากฏ, ชายที่ปรากฏเพศเป็นหญิงก็ปรากฏ, หญิงที่ปรากฏเพศเป็นชายก็ปรากฏ, กรรมดีกรรมชั่วก็ปรากฏ, สัตว์ผู้เสวยวิบากของกรรมดีกรรมชั่วก็ปรากฏ, ในโลก สัตว์ผู้เป็นอัณฑชะ เกิดในไข่ เป็นชลาพุชะ เกิดในมดลูก เป็นสังเสทชะ เกิดในที่ชื้นแฉะ เป็นโอปปาติกะ ผุดเกิดทันทีก็มีอยู่ สัตว์ผู้ไม่มีเท้า สัตว์ผู้มี ๒ เท้า สัตว์ผู้มี ๔ เท้า สัตว์ผู้มีเท้ามากมาย ก็มีอยู่ในโลก ยักษ์ รากษส กุมภัณฑ์ อสูร ทานพ คนธรรพ์ พวกเปรต พวกปีศาจ ก็มีอยู่ , ฯลฯ กอไม้ ต้นไม้ ดวงดาว ป่าไม้ แม่น้ำ ภูเขา ทะเล ปลา เต่า ทุกอย่างมีอยู่ในโลก พระคุณเจ้าขอจงบอกข้าพระเจ้าถึงสิ่งที่ไม่มีในโลก

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร ในโลกนี้ไม่มีสิ่ง ๓ อย่างเหล่านี้ ๓ อย่างอะไรบ้าง ?

สิ่งที่มีเจตนาก็ตาม ไม่มีเจตนาก็ตาม ซึ่งไม่แก่ไม่ตาย ไม่มีในโลก ๑,   ความที่สังขารทั้งหลายเป็นของเที่ยง ไม่มี ๑,  ว่าโดยปรมัตถ์ สิ่งที่บุคคลอาจเข้าไปถือเอาว่าเป็นสัตว์ได้ ไม่มี ๑

พระเจ้ามิลินท์, ดีจริง พระคุณเจ้านาคเสน ข้าพเจ้าขอยอมรับคำตามที่ท่านกล่าวมานี้.   จบโลเก นัตถิภาวปัญหาที่ ๔

คำอธิบายปัญหาที่ ๔

ปัญหาถามถึงความไม่มีอยู่ในโลก ชื่อว่า โลเก นัตถิภาวปัญหา.   คำว่า  สิ่งที่บุคคลอาจเข้าไปถือเอาว่าเป็นสัตว์ได้ไม่มี  ความว่า ชื่อว่าไม่มี ก็เพราะเป็นเพียงขันธ์ อายตนะ ธาตุ ที่เป็นไปตามปัจจัยอันไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวะ ไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่หญิง ไม่ใช่ชาย.   จบคำอธิบายปัญหาที่ ๔

ปัญหาที่ ๕, อกัมมชาทิปัญหา 

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน ในโลกนี้ สิ่งที่บังเกิดจากกรรมก็ปรากฏอยู่ สิ่งที่มันเกิดจากเหตุก็ปรากฏอยู่ สิ่งที่บังเกิดจากอุตุก็ปรากฏอยู่ ขอท่านจงบอกข้าพเจ้าถึงสิ่งที่มิได้เกิดจากกรรม มิได้เกิดจากเหตุ มิได้เกิดจากอุตุ ในโลก

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร ในโลกนี้ สิ่งที่มิได้เกิดจากกรรม มิได้เกิดจากเหตุ มิได้เกิดจากอุตุ มี ๒ อย่างเหล่านี้ ๒ อย่างอะไรบ้าง ขอถวายพระพร อากาศเป็นสิ่งที่มิได้เกิดจากกรรม มิได้เกิดจากเหตุ มิได้เกิดจากอุตุ พระนิพพาน ก็เป็นสิ่งที่มิได้เกิดจากกรรม มิได้เกิดจากเหตุ มิได้เกิดจากอุตุ ขอถวายพระพร สิ่งที่มิได้เกิดจากกรรม มิได้เกิดจากเหตุ มิได้เกิดจากอุตุ มี ๒ อย่างเหล่านี้ แล

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน ขอจงอย่าลบหลู่คำของพระชินเจ้าเลย ท่านไม่รู้ก็ขอจงอย่าตอบปัญหาเลย

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร อาตมาภาพกล่าวอะไรไม่ถูกต้องหรือ ซึ่งเป็นเหตุให้พระองค์รับสั่งกับอาตมาภาพอย่างนี้ว่า พระคุณเจ้านาคเสน ขอจงอย่าลบหลู่คำของพระชินเจ้าเลย ท่านไม่รู้ก็ขอจงอย่าตอบปัญหาเลย

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน ก่อนอื่น การที่ท่านจะกล่าวว่า อากาศ เป็นสิ่งที่มิได้เกิดจากกรรม มิได้เกิดจากเหตุ มิได้เกิดจากอุตุ ดังนี้ นี้ ก็ถูกต้องแล้วละ พระคุณเจ้านาคเสน ก็แต่ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกสาวกทั้งหลาย ถึงเหตุหลายร้อยอย่างที่เป็นหนทางทำพระนิพพานให้แจ้ง แต่ท่านก็กลับมากล่าวเสียอย่างนี้ว่า พระนิพพาน เป็นสิ่งที่มิได้เกิดจากเหตุ

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร เป็นความจริงว่า พระผู้มีพระภาคตรัสบอกสาวกทั้งหลาย ถึงเหตุหลายร้อยอย่างที่เป็นหนทางทำพระนิพพานให้แจ้ง ก็แต่ว่า จะเป็นอันตรัสบอกถึงเหตุทำพระนิพพานให้เกิดขึ้น ก็หาไม่

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน ในข้อที่ท่านกล่าวว่า เหตุทำพระนิพพานให้แจ้งมีอยู่ แต่เหตุทำให้พระนิพพานธรรมนั้นเกิดขึ้น หามีไม่ นี้ ทำให้ข้าพเจ้าเข้าสู่ที่มืดยิ่งกว่ามืด เข้าป่าเสียยิ่งกว่าป่า เข้าสู่ที่รกเสียยิ่งกว่าที่รก พระคุณเจ้านาคเสน ถ้าหากว่า เหตุทำพระนิพพานให้แจ้งมีอยู่แล้ว ไซร้ ถ้าอย่างนั้น แม้เหตุทำพระนิพพานให้เกิดขึ้นก็พึงปรารถนาได้

พระคุณเจ้านาคเสน เปรียบเหมือนว่า สำหรับผู้เป็นบิดาของบุตรย่อมมีอยู่ เพราะเหตุนั้น ผู้เป็นบิดาแม้ของบิดาก็พึงปรารถนาได้เหมือนกัน ฉันใด สำหรับผู้เป็นอาจารย์ของศิษย์ย่อมมีอยู่ เพราะเหตุนั้น ผู้เป็นอาจารย์แม้ของอาจารย์ก็พึงปรารถนาได้เหมือนกัน ฉันใด พืชของหน่อไม้ย่อมมีอยู่ เพราะเหตุนั้น พืชแม้ของพืช ก็พึงปรารถนาได้เหมือนกัน ฉันใด พระคุณเจ้านาคเสน ถ้าหากว่า เหตุทำพระนิพพานให้แจ้งมีอยู่เพราะเหตุนั้น แม่เหตุทำพระนิพพานให้เกิดขึ้น ก็พึงปรารถนาได้เหมือนกัน ฉันนั้น

อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนว่า ต้นไม้ก็ดี เครือเถาก็ดี เมื่อมียอดได้ เพราะเหตุนั้น แม้กลาง แม้โคน ก็ย่อมมีได้เหมือนกันฉันใด พระคุณเจ้านาคเสน ถ้าหากว่า เหตุทำพระนิพพานให้แจ้งมีอยู่ไซร้ เพราะเหตุนั้น แม้เหตุทำพระนิพพานให้เกิดขึ้น ก็พึงปรารถนาได้เหมือนกัน ฉันนั้น

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร พระนิพพานเป็นสิ่งที่ไม่อาจทำให้เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้น จึงมิได้ตรัสเหตุแห่งทำพระนิพพานให้เกิดขึ้น ไว้

พระเจ้ามิลินท์ เอาเถอะ พระคุณเจ้านาคเสน ขอท่านจงแสดงให้ข้าพเจ้าเข้าใจด้วยเหตุผลเถิด ข้าพเจ้าจะพึงรู้ได้โดยประการใดเล่า ว่าเหตุทำพระนิพพานให้แจ้งมีอยู่ แต่เหตุทำพระนิพพานให้เกิดขึ้นไม่มี

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร ถ้าอย่างนั้นก็ขอพระองค์จงทรงเงี่ยพระโสตสดับอย่างเคารพเถิด ขอจงทรงสดับด้วยดีเถิด อาตมาภาพจะขอกล่าวถึงเหตุผลในความข้อนั้น ขอถวายพระพร บุรุษอาจใช้กำลังตามปกติ ละจากที่นี้เข้าไปสู่ภูเขาหินมะพานได้ มิใช่หรือ ? (เดินไปได้ – ณัฏฐ)

พระเจ้ามิลินท์, ได้พระคุณเจ้า

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร บุรุษผู้นั้นอาจใช้กำลังที่มีตามปกติลากเอาภูเขาหิมพานต์มา ณ ที่นี้ ได้หรือไม่ ?

พระเจ้ามิลินท์, มิได้หรอก พระคุณเจ้า

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร อุปมาฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลอาจกล่าวถึงมรรค เพื่ออันทำพระนิพพานให้แจ้งได้ แต่ไม่อาจแสดงเหตุทำพระนิพพานให้เกิดขึ้นได้.   ขอถวายพระพร มหาบพิตร บุรุษอาจใช้กำลังที่มีตามปกติขึ้นเรือไปสู่มหาสมุทรได้ มิใช่หรือ ?

พระเจ้ามิลินท์, ได้ พระคุณเจ้า

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร ก็แต่ว่าบุรุษผู้นั้นจะใช้กำลังที่มีตามปกติดึงเอาฝั่งไกลของมหาสมุทรมายังที่นี่ ได้หรือไม่ ?

พระเจ้ามิลินท์, มิได้หรอก พระคุณเจ้า

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร อุปมาฉันใดอุปไมยก็ฉันนั้น บุคคลอาจกล่าวถึงมรรค เพื่ออันทำพระนิพพานให้แจ้งได้ แต่ไม่อาจแสดงเหตุทำพระนิพพานให้เกิดขึ้นได้ ถามว่า เพราะเหตุไร ตอบว่า เพราะพระนิพพานเป็นอสังขตธรรม

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน พระนิพพานเป็นอสังขตธรรมหรือ ?

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร ถูกต้อง พระนิพพานเป็นอสังขตธรรม อันปัจจัยอะไรๆ ก็มิได้สร้างขึ้น ขอถวายพระพร ใครๆ ก็ไม่ควรกล่าวถึงพระนิพพานว่า เกิดขึ้นแล้ว ยังไม่เกิดขึ้น อาจทำให้เกิดขึ้น ว่าเป็นอดีต ว่าเป็นอนาคต ว่าเป็นปัจจุบัน ว่าอันจักขุวิญญาณพึงรู้ได้ ว่าอันโสตวิญญาณพึงรู้ได้ ว่าฆานวิญญาณพึงรู้ได้ ว่าอันชิวหาวิญญาณพึงรู้ได้ หรือว่าอันกายวิญญาณพึงรู้ได้

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน ถ้าหากว่าพระนิพพานไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่เป็นอดีต ไม่ใช่สิ่งที่เป็นอนาคต ไม่ใช่สิ่งที่เป็นปัจจุบัน ไม่ใช่สิ่งที่จักขุวิญญาณพึงรู้ได้ ไม่ใช่สิ่งที่โสตวิญญาณพึงรู้ได้ ไม่ใช่สิ่งที่ฆานวิญญาณพึงรู้ได้ ไม่ใช่สิ่งที่ชิวหาวิญญาณพึงรู้ได้ ไม่ใช่สิ่งที่กายวิญญาณพึงรู้ได้ ไซร้ ถ้าอย่างนั้นนะ พระคุณเจ้านาคเสน ก็เป็นอันว่าพวกท่านระบุถึงพระนิพพานอันไม่มีอยู่เป็นธรรมดาว่า พระนิพพานมีอยู่จริง (พูดในสิ่งที่เลื่อนลอย – ณัฏฐ)

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร พระนิพพานมีอยู่จริง พระนิพพานเป็นสิ่งที่มโนวิญญาณจะพึงรู้ได้ พระอริยสาวกผู้ปฏิบัติชอบย่อมมองเห็นพระนิพพานได้ด้วยจิตที่บริสุทธิ์ ที่ประณีต ที่ตรง ที่หาธรรมเครื่องขวางกั้นมิได้ ที่ปราศจากอามิส แล

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้า ก็พระนิพพานนี้เป็นเช่นกับอะไร พระนิพพานเป็นสิ่งที่อาจแจ่มแจ้งว่าเป็นของมีอยู่จริงเป็นธรรมดา ด้วยอุปมาทั้งหลาย โดยประการใด ขอท่านจงทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจพระนิพพานที่อาจแจ่มแจ้งได้ด้วยอุปมาทั้งหลายนั้น ด้วยเหตุผลทั้งหลายเถิด

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร ธรรมดาว่าลม มีอยู่จริงหรือ ?

พระเจ้ามิลินท์, ใช่ มีอยู่จริง พระคุณเจ้า

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร เอาละ ขอพระองค์จงแสดงลม โดยสีบ้าง โดยสันฐานบ้าง โดยความเป็นของละเอียดบ้าง โดยความเป็นของหยาบบ้าง โดยความยาวบ้าง โดยความสั้นบ้าง เถิด

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน ใครๆ ไม่อาจที่จะระบุลม โดยสีเป็นต้น ได้หรอก ลมนั้น มิได้เข้าถึงการจับถือด้วยมือ หรือเข้าถึงการบีบคลำได้ แปลว่าลมนั้นก็มีอยู่จริง

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร ถ้าหากว่าใครๆ ไม่อาจระบุลม โดยสีเป็นต้น ได้ไซร้ ถ้าอย่างนั้นลมก็หามีอยู่จริงไม่

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน ข้าพเจ้าก็รู้อยู่ เป็นของที่ซึมซาบอยู่ในใจของข้าพเจ้าแล้วว่าลมมีอยู่จริง แต่ข้าพเจ้าก็ไม่อาจที่จะระบุถึงลม โดยสีเป็นต้น ได้

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร อุปมาฉันใดอุปไมยก็ฉันนั้น พระนิพพานก็มีอยู่จริง แต่ใครๆ ก็ไม่อาจที่จะระบุถึงพระนิพพานโดยสี หรือว่าโดยสัณฐานเป็นต้น ได้

พระเจ้ามิลินท์, ดีจริง พระคุณเจ้านาคเสน ท่านชี้แจงอุปมาได้ดีแล้ว ท่านแสดงไขเหตุผลได้ดีแล้ว ข้าพเจ้าขอรับคำตามที่ท่านกล่าวมานี้ อย่างนี้ว่า พระนิพพานมีอยู่จริง.  จบอกัมมชาทิปัญหาที่ ๕

คำอธิบายปัญหาที่ ๕

ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่มิได้เกิดจากกรรมเป็นต้น ชื่อว่า อกัมมชาทิปัญหา.  คำว่า  สิ่งที่บังเกิดจากกรรม  คือสิ่งที่เป็นผลของกรรมดีและกรรมชั่ว ที่สัตว์ได้ก่อไว้.  คำว่า  สิ่งที่บังเกิดจากเหตุ  คือสิ่งที่บังเกิดจากเหตุที่ทำให้เกิดอื่นๆ นอกเหนือจากกรรมและอุตุ.  คำว่า  สิ่งที่บังเกิดจากอุตุ  คือสิ่งที่บังเกิดจากความเย็นหรือความร้อน หรือสิ่งที่บังเกิดเพราะความเปลี่ยนแปลงแห่งฤดูกาล.  คำว่า  อากาศ  พระเถระกล่าวหมายเอาอัชฎากาศ คือที่โล่งเวิ้งว้างอันเป็นที่โคจรแห่งไปมาแห่งหมู่นก แห่งพระจันทร์ พระอาทิตย์ เป็นที่ตั้งแห่งโลกธาตุ แห่งจักรวาล

คำว่า  เหตุหลายร้อยอย่าง  เป็นต้น  ได้แก่ เหตุมีบารมี ๑๐ ประการ ฌาน ๕ ที่เป็นบาทแห่งการเจริญวิปัสสนา ปฏิปทา ๔ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ เป็นต้น ซึ่งแต่ละอย่างสามารถแตกได้เป็นร้อยนัย พันนัย ไปตามความต่างกันแห่งอธิบดี ๔ เป็นต้น อันล้วนสงเคราะห์ได้ว่าเป็น “มรรค” เพราะเป็นดุจหนทางดำเนินไปสู่พระนิพพาน ก็เหตุเหล่านี้เป็นเพียงเหตุในเบื้องต้นบ้าง ในที่สุดบ้าง เพื่ออันทำพระนิพพานให้แจ้ง คือกระทำให้เป็นอารมณ์แก่จิต โดยประจักษ์ ดุจบุรุษเล็งดูผลมะขามป้อมบนฝ่ามือ ฉะนั้น ความว่า เป็นสัมปาปกเหตุ – เหตุบรรลุ จะเป็นเหตุที่ทำผลคือพระนิพพานให้บังเกิด เหมือนอย่างที่กรรมดีกรรมชั่วทำผล คือความสุขความทุกข์ให้บังเกิดแก่สัตว์ ก็หาไม่

คำว่า ถ้าหากว่า เหตุทำพระนิพพานให้แจ้งมีอยู่ ฯลฯ ก็พึงปรารถนาได้ ความว่า คำยืนยันที่ว่า เหตุทำพระนิพพานให้แจ้งมีอยู่ นั่นเอง ย่อมเป็นคำที่ส่อแสดงว่า พระนิพพานก็มีเหตุทำให้เกิดขึ้นด้วยทีเดียว เพราะถ้าหากว่า พระนิพพานไม่มีเหตุทำให้เกิดขึ้นเสียก่อนไซร้ บุคคลจะกระทำพระนิพพานที่ไหนให้แจ้งได้เล่า เพราะยังไม่มี เพราะฉะนั้น แม้เหตุที่ทำพระนิพพานให้เกิดขึ้นก็พึงปรารถนาได้

คำว่า  เพราะพระนิพพานเป็นอสังขตธรรม  ความว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเพราะปัจจัยทั้งหลายพร้อมเพรียงกัน ทำให้เกิดขึ้น สิ่งนั้นทั้งหมด ชื่อว่า สังขตธรรม (ธรรมที่ปัจจัยพร้อมเพรียงกันทำขึ้น) ได้แก่ ขันธ์ ๕ พระนิพพานไม่ใช่สังขตธรรมเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อสังขตธรรม อธิบายว่า มีอยู่โดยประการที่ไม่มีปัจจัยทำให้เกิดขึ้น

ถามว่า ทราบได้อย่างไรว่า พระนิพพานเป็นอสังขตธรรม ?

ตอบว่า ทราบได้โดยสูตร จริงอย่างนั้น ตรัสไว้ใน อาชาตสูตร อย่างนี้ว่า

"ภิกฺขเว   อชาตํ   อภูตํ   อกตํ   อสงฺขตํ,  โน   เจตํ  ภิกฺขเว  อภวิสฺส    อชาตํ   อภูตํ   อกตํ   อสงฺขตํ,   นยิธ   ชาตสฺส  ภูตสฺส  กตสฺส  สงฺขตสฺส  นิสฺสรณํ   ปญฺญาเยถ."   (ขุ.อิ. ๒๕/๒๙๒)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติอันไม่เกิดแล้ว ไม่เป็นแล้ว อันปัจจัยไม่ทำแล้ว ไม่ปรุงแต่งแล้วมีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าธรรมชาติอันไม่เกิดแล้ว ไม่เป็นแล้ว อันปัจจัยไม่ทำแล้ว ไม่ปรุงแต่งแล้ว จักไม่ได้มีแล้วไซร้ การสลัดออกซึ่งธรรมชาติที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว อันปัจจัยทำแล้ว ปรุงแต่งแล้ว จะไม่พึงปรากฏในโลกนี้เลย ดังนี้เป็นต้น.

คำว่า ใครๆ ไม่ควรกล่าวถึงพระนิพพานว่า เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ หรือว่า อันกายวิญญาณพึงรู้ได้ คือ เพราะเหตุที่พระนิพพานเป็นอสังขตะนั่นเอง จึงเป็นธรรมที่มิได้มีความเกิดขึ้นและดับไปตามปัจจัย เพราะเหตุนั้น ใครๆ จึงไม่ควรกล่าวถึงพระนิพพานว่า เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ว่าเป็นปัจจุบัน ว่าพึงเห็นได้ด้วยตา ว่าพึงสดับได้ด้วยหู ว่าพึงดมได้ด้วยจมูก ว่าพึงลิ้มได้ด้วยลิ้น ว่าพึงสัมผัสแตะต้องได้ด้วยกาย

คำว่า พระนิพพานเป็นสิ่งที่มโนวิญญาณจะพึงรู้ได้ คือพระนิพพานเป็นสิ่งที่ใจพึงรู้ได้ ความว่า เป็นสิ่งที่มรรคจิตอันเป็นไปทางมโนทวารจะพึงรู้ได้ โดยการกระทำให้เป็นอารมณ์โดยประจักษ์ ที่เรียกว่า เป็นการกระทำให้แจ้ง

คำว่า ด้วยจิตที่บริสุทธิ์ ฯลฯ ที่ปราศจากอามิส คือด้วยมรรคจิตนั้นนั่นแหละ เป็นคำที่ระบุประเภทมโนวิญญาณผู้รู้พระนิพพาน ก็มโนวิญญาณคือมรรคจิตนี้ ชื่อว่าบริสุทธิ์เพราะปกติจากมลทินมีราคะเป็นต้น ชื่อว่าประณีต ก็เพราะความเป็นโลกุตระ ชื่อว่าตรง เพราะปราศจากธรรมเครื่องสร้างความ คดงอ มีทิฏฐิเป็นต้น ชื่อว่าหาธรรมเครื่องขวางกั้นไม่ได้ เพราะปราศจากนิวรณ์ธรรมทั้งหลายมีกามฉันทะเป็นต้น ชื่อว่าปราศจากอามิส เพราะไม่ใช่กามคุณอันเป็นอามิสคือเหยื่อของตัณหา ฉะนี้แล.   จบคำอธิบายปัญหาที่ ๕

ปัญหาที่ ๖ กัมมชาทิปัญหา

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน ในบรรดาสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ อะไรเป็นสิ่งที่เกิดจากกรรม อะไรเป็นสิ่งที่เกิดจากเหตุ อะไรเป็นสิ่งที่เกิดจากอุตุ อะไรเป็นสิ่งที่ไม่เกิดจากกรรม ไม่เกิดจากเหตุ ไม่เกิดจากอุตุ ?

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร สัตว์ผู้มีเจตนาทั้งหลายทั้งปวง ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดจากกรรม ไฟและพืชที่เกิดมาทั้งหมด ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดจากเหตุ แผ่นดิน ภูเขา น้ำ ลม ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่เกิดจากอุตุ สิ่ง ๒ อย่างเหล่านี้คืออากาศและนิพพาน เป็นสิ่งที่ไม่เกิดจากกรรม ไม่เกิดจากเหตุ ไม่เกิดจากอุตุ ขอถวายพระพร ก็แล พระนิพพาน ใครๆ ไม่ควรกล่าวว่าเกิดจากกรรม ว่าเกิดจากเหตุ ว่าเกิดจากอุตุ ว่าเกิดขึ้นแล้ว ว่ายังไม่ได้เกิดขึ้น ว่าอาจทำให้เกิดขึ้น ว่าเป็นอดีต ว่าเป็นอนาคต ว่าเป็นปัจจุบัน ว่าอันจักขุวิญญาณพึงรู้ได้ ว่าอันโสตวิญญาณพึงรู้ได้ ว่าอันฆานวิญญาณพึงรู้ได้ ว่าอันชิวหาวิญญาณพึงรู้ได้ หรือว่าอันกายวิญญาณพึงรู้ได้ ขอถวายพระพร ก็แต่ว่า พระนิพพาน อันมโนวิญญาณจะพึงรู้ได้ คือเป็นสิ่งที่พระอริยสาวกผู้ปฏิบัติชอบนั้น เห็นด้วยญาณที่หมดจด (คือญาณในมรรคจิต ผลจิต โลกุตระ – ณัฏฐ)

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน ปัญหาที่น่ารื่นรมย์ใจ ท่านก็ได้วินิจฉัยดี จนหมดสงสัย ถึงความแน่นอนใจได้ ความคลางแคลงใจก็ถูกตัดเสียได้ ท่านนับว่าเป็นผู้ประเสริฐยอดเยี่ยม องอาจในหมู่คณะ แล.   จบกัมมชาทิปัญหาที่ ๖

คำอธิบายปัญหาที่ ๖

ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดจากกรรมเป็นต้น ชื่อว่า กัมมชาทิปัญหา.  พืช แม้ว่าเกิดจากอุตุ แต่เพราะเหตุที่มีความแปลกไปจากสิ่งที่เกิดจากอุตุอื่นๆ มีแผ่นดิน เป็นต้น โดยเกี่ยวกับมีความเปลี่ยนแปลงไปตามลำดับแห่งความเจริญงอกงาม กล่าวคือ มีการแตกหน่อแล้วเป็นลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ในกาลต่อมา ซึ่งความเป็นอย่างนี้เนื่องกับเหตุอื่นๆ อีกหลายอย่างที่ช่วยอุปถัมภ์ เช่นว่า ดิน โอชะในดิน น้ำ ความตกต้องตามฤดูกาลแห่งฝนเป็นต้น ไม่ใช่สักแต่อุตุเท่านั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวเสียว่า พืชเป็นสิ่งที่เกิดจากเหตุ พึงทราบว่า คำว่าไฟและพืช เป็นเพียงนิทัสสนะ ความจริงสิ่งที่เกิดจากเหตุมีมากมายไม่อาจระบุชื่อและนับจำนวนได้ เเม้นคำว่า แผ่นดิน ภูเขา เป็นต้น ก็อย่างนี้เหมือนกัน.  จบคำอธิบายปัญหาที่ ๖.  จบมิลินทปัญหา (ตอนที่ ๔๙)

ขอให้ การอ่าน การศึกษา ของทุกท่านตามกุศลเจตนา ได้เป็นพลวปัจจัย เพิ่มพูลกำลังสติ กำลังปัญญา ให้สามารถนำตนให้พ้นจากวัฏฏทุกข์ด้วยเทอญ

ณัฏฐ สุนทรสีมะ

ที่มา : http://dhamma.serichon.us

มิลินทปัญหา (ตอนที่ 50) ,  (ตอนที่ 49) ,  (ตอนที่ 48) ,  (ตอนที่ 47) ,  (ตอนที่ 46) ,  (ตอนที่ 45) ,  (ตอนที่ 44) ,  (ตอนที่ 43) ,  (ตอนที่ 42) ,  (ตอนที่ 41) ,  (ตอนที่ 40) ,  (ตอนที่ 39) ,  (ตอนที่ 38) ,  (ตอนที่ 37) ,  (ตอนที่ 36) ,  (ตอนที่ 35) ,  (ตอนที่ 34) ,  (ตอนที่ 33) ,  (ตอนที่ 32) ,  (ตอนที่ 31) ,  (ตอนที่ 30) ,  (ตอนที่ 29) ,  (ตอนที่ 28) ,  (ตอนที่ 27) ,  (ตอนที่ 26) ,  (ตอนที่ 25) ,  (ตอนที่ 24) ,  (ตอนที่ 23) ,  (ตอนที่ 22) ,  (ตอนที่ 21 ต่อ) ,  (ตอนที่ 21) ,  (ตอนที่ 20) ,  (ตอนที่ 19) ,  (ตอนที่ 18) ,  (ตอนที่ 17) ,  (ตอนที่ 16) ,  (ตอนที่ 15) ,  (ตอนที่ 14) ,  (ตอนที่ 13) ,  (ตอนที่ 12) ,   (ตอนที่ 11) ,  (ตอนที่ 10) ,  (ตอนที่ 9) ,  (ตอนที่ 8) ,  (ตอนที่ 7) ,  (ตอนที่ 6) ,  (ตอนที่ 5) ,  (ตอนที่ 4) ,  (ตอนที่ 3) ,  (ตอนที่ 2) ,  (ตอนที่ 1) ,  ประโยชน์​การอุปมา​อันได้จากการศึกษา​คัมร์ในทางพุทธศาสนา มีคัมภีร์​มิลินท์​ปัญหาเป็นต้น​ ,   มิลินทปัญหา ปัญหาเกี่ยวกับการไม่เคลื่อนไปก็ปฏิสนธิได้  ,  เหตุไร ตรัสให้คฤหัสถ์โสดาบันกราบไหว้ ลุกรับภิกษุสามเณรปุถุชนเล่า?  ,  นิปปปัญจปัญหา ​- ปัญหา​เกี่ยวกับ​ธรรม​ที่ปราศจาก​เหตุ​ให้เนิ่น​ช้าในวัฏฏทุกข์  ,   ถามว่า​ อานิสงส์​การเจริญเมตตา​ ห้ามอันตราย​ต่างๆ​ เหตุไรสุวรรณ​สามผู้เจริญเมตตา​จึงถูกยิงเล่า?




วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564

มิลินทปัญหา (ตอนที่ ๔๘)

มิลินทปัญหา (ตอนที่ ๔๘)  ปัญหาที่ ๙ อุทกสัตตชีวปัญหา (น้ำมีชีวะ = ความเป็นสัตว์ – ณัฏฐ) 

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน น้ำที่ถูกต้มอยู่บนไฟนี้ พอเดือดก็ส่งเสียง วี้ๆ หลายอย่าง พระคุณเจ้า น้ำมีชีวิตหรือหนอ ส่งเสียงเล่นหรือ หรือว่าถูกสิ่งอื่นบีบคั้นจึงส่งเสียง ?

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร น้ำหามีชีวิตไม่ ชีวะก็ดี สัตว์ก็ดี ไม่มีอยู่ในน้ำ ขอถวายพระพร แต่ทว่า เพราะความที่กำลังความร้อนแห่งไฟมีมากมาย น้ำจึงส่งเสียง วี้ๆ หลายอย่าง

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน พวกเดียรถีย์บางพวกในโลกนี้คิดว่าน้ำมีชีวิต จึงปฏิเสธน้ำเย็น ทำน้ำให้ร้อนแล้วบริโภคน้ำที่มีการทำให้วิปริตผิดแปลกไป พวกเดียรถีย์เหล่านั้น ย่อมติเตียนดูหมิ่นพวกท่าน ว่า พวกสมณศากบุตรยังเบียดเบียนอินทรีย์ชีวะอยู่อย่างหนึ่ง ขอท่านจงบรรเทาจงขจัดปัดเป่าคำติเตียนนั้น ของพวกเดียรถีย์เหล่านั้นเถิด

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร น้ำไม่มีชีวิตหรอก ชีวะก็ดี สัตว์ก็ดี ไม่มีอยู่ในน้ำ แต่ทว่า เพราะความที่กำลังร้อนแห่งไฟมีมากมาย น้ำจึงส่งเสียงวิ้ๆ หลายอย่าง.   ขอถวายพระพร, เปรียบเหมือนว่า เพราะความที่กำลังลมและแดดรุนแรง น้ำที่อยู่ในโรง สระ ลำธาร ทะเล ตระพังน้ำ ร่องน้ำที่ซอกเขา บ่อน้ำ ที่ลุ่ม สระโบกขรณี จึงถูกขจัดจนถึงความสิ้นไป ก็แต่ว่า น้ำในสถานที่เหล่านั้น ย่อมส่งเสียง วี้ๆหลายอย่างหรือหนอ ?

พระเจ้ามิลินท์, หามิได้พระคุณเจ้า

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร ถ้าหากว่าน้ำพึงมีชีวิตไซร้ น้ำแม้ในสถานที่เหล่านั้นก็จะพึงส่งเสียง ขอถวายพระพร เพราะเหตุผลแม้ข้อนี้ ก็จงทรงทราบเถิดว่า ชีวะก็ดี สัตว์ก็ดี ไม่มีอยู่ในน้ำ แต่ทว่า เพราะความที่กำลังความร้อนแห่งไฟมีมากมาย น้ำจึงส่งเสียง วี้ๆ หลายอย่าง.   ขอถวายพระพร ขอพระองค์จงทรงสดับเหตุผลแม้ข้ออื่นที่ว่า ชีวะก็ดี สัตว์ก็ดี ไม่มีอยู่ในน้ำ แต่ทว่า เพราะความที่กำลังความร้อนแห่งไฟมีมากมาย น้ำจึงส่งเสียง วี้ๆ หลายอย่าง ยิ่งอีกหน่อยเถิด ขอถวายพระพร ในเวลาที่บุคคลยกน้ำที่ปนข้าวสารซึ่งอยู่ในภาชนะปิดฝาขึ้นวางบนเตา ก็หนาบนเตานั้นย่อมส่งเสียงหรือหนอ ?

พระเจ้ามิลินท์, หามิได้พระคุณเจ้า ย่อมเป็นอันสงบนิ่ง ไม่สั่นไหว

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร น้ำที่อยู่ในภาชนะนั้นนั่นแหละ เขาจุดไฟในเตา ให้ลุกโพลงเสียก่อนแล้วจึงค่อยวางบนเตา น้ำที่อยู่บนเตานั้นยังคงสงบนิ่ง ไม่สั่นไหวอยู่นั่นเองหรือ ?

พระเจ้ามิลินท์, หามิได้พระคุณเจ้า มันย่อมสั่นไหวกระเพื่อม เดือด ขุ่นขึ้น เกิดเป็นระลอกคลื่นแล่นไปยังทิศใหญ่ทิศน้อยทั้งเบื้องบนเบื้องล่าง เอ่อแผ่ เป็นฟองไป

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร เพราะเหตุไร น้ำตามปกตินั้นจึงสงบนิ่ง ไม่สั่นไหว ส่วนว่าน้ำที่อยู่บนไฟ เพราะเหตุไรจึงสั่นไหว กระเพื่อม เดือด ขุ่นขึ้น เกิดเป็นระลอกคลื่นแล่นไปยังทิศใหญ่ทิศน้อยทั้งเบื้องบนเบื้องล่าง เอ่อแผ่ เป็นฟองไปเล่า ?

พระเจ้ามิลินท์, น้ำตามปกติไม่สั่นไหว สวนน้ำที่อยู่บนไฟส่งเสียงร้อง วี้ๆ หลายอย่าง เพราะความที่กำลังความร้อนแห่งไฟมีมากมาย

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร เพราะเหตุผลแม้ข้อนี้ก็ขอจงทราบเถิดว่า ชีวะก็ดี สัตว์ก็ดี ไม่มีอยู่ในน้ำ แต่ทว่า เพราะความที่กำลังความร้อนแห่งไฟมีมากมาย น้ำจึงส่งเสียง วี้ๆ หลายอย่าง.   ขอถวายพระพร ขอพระองค์ทรงสดับเหตุผลแม้อีกข้อหนึ่งว่า ชีวะก็ดี สัตว์ก็ดี ไม่มีอยู่ในน้ำ แต่ทว่า เพราะความที่กำลังความร้อนแห่งไฟมีมากมาย น้ำจึงส่งเสียง วี้ๆ ได้ยิ่งอีกหน่อยเถิด ขอถวายพระพร ในเรือนแต่ละหลัง เขาจะมีการใส่น้ำไว้ในถังน้ำแล้วปิดฝาไว้มิใช่หรือ ?

พระเจ้ามิลินท์, ใช่พระคุณเจ้า

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร ก็แต่ว่า น้ำนั้นย่อมสั่นไหว กระเพื่อม เดือด ขุ่นขึ้น เกิดเป็นระลอกคลื่นแล่นไปยังทิศใหญ่ทิศน้อยทั้งเบื้องบนเบื้องล่าง เอ่อ แผ่ เป็นฟองไปหรือไร ?

พระเจ้ามิลินท์, หามิได้ พระคุณเจ้า น้ำที่อยู่ในถังน้ำตามปกตินั้นย่อมมีอันไม่สั่นไหว

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร พระองค์เคยทรงสดับมาหรือไม่ว่า น้ำในมหาสมุทรก็สั่นไหว กระเพื่อม เดือด ขุ่นขึ้น เกิดเป็นระลอกคลื่นแล่นไปยังทิศใหญ่ทิศน้อยทั้งเบื้องบนเบื้องล่าง เอ่อ แผ่ เป็นฟองไป ซักขึ้นไปกระแทกฝั่ง ส่งเสียง หลายอย่าง (หมายถึง เคยได้ยินเสียงน้ำในทะเลไหม ? – ณัฏฐ)

พระเจ้ามิลินท์, ใช่ ข้าพเจ้าเคยได้สดับมาว่า น้ำในมหาสมุทรซัดขึ้นไปบนท้องฟ้า สูงชั่ว ๑๐๐ ศอกบ้าง ๑,๐๐๐ ศอกบ้าง

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร เพราะเหตุไร น้ำที่อยู่ในถังจึงไม่สั่นไหว ไม่ส่งเสียง แต่เพราะเหตุไร น้ำในมหาสมุทรจึงสั่นไหว จึงส่งเสียง ?

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้า น้ำในมหาสมุทรสั่นไหวส่งเสียง เพราะแรงลมมีมามาก น้ำที่อยู่ในถังน้ำ ไม่ถูกอะไรๆ กระแทกกระทั้น จึงไม่สั่นไหวไม่ส่งเสียง

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร น้ำในมหาสมุทรย่อมสั่นไหว ยอมส่งเสียง เพราะแรงลมมีมากฉันใด น้ำที่อยู่บนไฟย่อมส่งเสียง เพราะกำลังความร้อนแห่งไฟมีมาก ฉันนั้นเหมือนกัน

พระเจ้ามิลินท์, ใช่พระคุณเจ้า

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร ก็แต่ว่า ชีวะก็ดี สัตว์ก็ดี มีอยู่ในกลองหรือ ?

พระเจ้ามิลินท์, ไม่มีหรอก พระคุณเจ้า

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร เพราะเหตุไร กลองจึงส่งเสียงได้เล่า ?

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้า กลองส่งเสียงได้เพราะความพยายาม คือการตี ที่เกิดขึ้นจากความประสงค์จะตีของหญิงหรือชายนั้น

พระนาคเสน, อุปมาฉันใดอุปไมยก็ฉันนั้น น้ำส่งเสียงได้เพราะความที่กำลังความร้อนแห่งไฟมีมาก ขอถวายพระพร แม้เพราะเหตุผลข้อนี้ ก็ขอพระองค์จงทราบไว้เถิดว่า ชีวะก็ดี สัตว์ก็ดี ไม่มีอยู่ในน้ำ น้ำส่งเสียงได้เพราะความที่กำลังความร้อนแห่งไฟมีมาก.  ขอถวายพระพร คำที่พระองค์จึงตรัสถามอาตมาภาพก็มีอยู่เพียงเท่านั้น ซึ่งข้อนี้ก็เป็นปัญหาที่อาตมภาพวินิจฉัยดีแล้วตามหลักการดังกล่าวมานี้ ขอถวายพระพร น้ำที่เขาใช้ภาชนะแม้ทุกอย่าง ต้มให้ร้อน ก็ย่อมส่งเสียงได้ทั้งนั้นหรือไร หรือว่าที่ใช้ภาชนะบางอย่างต้มให้ร้อนเท่านั้น จึงส่งเสียงได้เล่า ?

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้า น้ำที่ถูกเขาใช้ภาชนะทุกอย่างต้มให้ร้อน ย่อมส่งเสียงทั้งนั้น หามิได้ น้ำที่เขาใช้ภาชนะบางอย่างต้มให้ร้อนเท่านั้น จึงส่งเสียงได้

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันว่า พระองค์ทรงละทิ้งความคิดเห็นของพระองค์ หันกลับมาสู่วิสัยของอาตมาภาพที่ว่า ชีวะก็ดี สัตว์ก็ดี ไม่มีอยู่ในน้ำ ขอถวายพระพร ถ้าหากว่า น้ำที่ถูกเขาใช้ภาชนะแม้นทุกอย่างต้มให้ร้อน ก็เพิ่งส่งเสียงได้ทั้งนั้นไซร้ ก็ควรที่จะกล่าวคำว่า “น้ำมีชีวิต” คำนี้ได้ ขอถวายพระพร เป็นความจริงว่า น้ำ ย่อมไม่มีการแยกเป็น ๒ ประการ คือส่งเสียงได้อยู่ ก็ชื่อว่ามีชีวิต ๑ พอส่งเสียงไม่ได้ ก็ชื่อว่าไม่มีชีวิต ๑, ขอถวายพระพร ถ้าหากว่า น้ำพึงมีชีวิตไซร้ เวลาที่ช้างใหญ่มีร่างกายสูงใหญ่กำลังแตกมัน ใช้งวงดูดน้ำแล้วพ่นเข้าไปทางปากจนถึงท้อง น้ำนั้นเมื่อถูก บดขยี้อยู่ระหว่างกรามของช้างเหล่านั้น ก็น่าจะส่งเสียง แม้เรือใหญ่ยาวถึง ๑๐๐ ศอก เป็นเรือหนัก เต็มด้วยของหนักๆ หลายร้อยหลายพันอย่าง เที่ยวไปในมหาสมุทร น้ำถูกเรือใหญ่เหล่านั้นบดขยี้อยู่ ก็น่าจะส่งเสียง แม้ปลาใหญ่ๆ มีกายยาวหลายร้อยโยชน์ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคละ ปลาติมิรปิงคละ ดำรงไปภายในมหาสมุทร ใช้มหาสมุทรเป็นที่อาศัยอยู่ ทั้งกินทั้งพ่นธารน้ำใหญ่ น้ำที่ถูกบดขยี้ระหว่างฟันปลาแม้เหล่านั้นก็น่าจะส่งเสียง ขอถวายพระพร ก็เพราะเหตุว่า น้ำถูกสิ่งบีบคั้นใหญ่ๆ ทั้งหลาย เห็นป่านฉะนี้ บีบคั้นอยู่ ก็ยังไม่ส่งเสียง เพราะฉะนั้น ชีวะก็ดี สัตว์ก็ดี ไม่มีอยู่ในน้ำหรอก ขอพระองค์จงทรงยอมรับความจริงข้อนี้ ตามประการดังกล่าวมานี้เถิด

พระเจ้ามิลินท์, ดีจริง พระคุณเจ้านาคเสน ปัญหาที่มีโทษ การก็ได้จำแนกอย่างเหมาะสมแล้ว พระคุณเจ้านาคเสนเปรียบเหมือนว่า แก้วมณีที่มีค่า พอส่งไปถึงช่างแก้วมณีผู้ฉลาด อัจฉริยะชำนาญ มีการศึกษาแล้ว ก็พึงได้แต่ข้อที่น่ายกย่อง ข้อที่น่าสรรเสริญ อีกอย่างหนึ่ง แก้วมุกดา พอส่งไปถึงช่างแก้วมุกดา ก็พึงได้แต่ข้อที่น่ายกย่อง ข้อที่น่าชมเชย ข้อที่น่าสรรเสริญ อีกอย่างหนึ่ง ผ้าเนื้อดี พอส่งไปถึงช่างตัดเสื้อผ้าแล้ว ก็พึงได้แต่ข้อที่น่ายกย่อง ข้อที่น่าชมเชย ข้อที่น่าสรรเสริญ ฉันใด พระคุณเจ้านาคเสน ปัญหาที่มีโทษท่านก็ได้จำแนกไว้อย่างเหมาะสมแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าพเจ้า ขอยอมรับตามคำที่ท่านกล่าวมานี้.  จบ อุทกสัตตชีวปัญหาที่ ๙

คำอธิบายปัญหาที่ ๙

ปัญหาเกี่ยวกับสัตว์ ความเป็นชีวะ (เป็นสิ่งมีชีวิตคือเป็นอัตตา) แห่งน้ำ ชื่อว่า อุทกสัตตชีวปัญหา .  คำว่า ชีวะก็ดี สัตว์ก็ดี ไม่มีอยู่ในน้ำ มีความหมายเพียงเท่านี้ว่า น้ำไม่มีชีวะ น้ำไม่ใช่สัตว์.   คำว่า น้ำที่มีการทำให้วิปริตผิดแปลกไป คือน้ำร้อนซึ่งเป็นน้ำที่ทำให้วิปริตแปลกไปจากน้ำเย็นปกติ.  คำว่า ปัญหาที่มีโทษ คือปัญหาที่มีโทษคือข้อที่ชวนให้เกิดความสำคัญผิด.  จบคำอธิบายปัญหาที่ ๙.  จบพุทธวรรคที่ ๑ ในวรรคนี้มี ๙ ปัญหา 

วรรคที่ ๒, นิปปปัญจวรรค  ปัญหาที่ ๑ , นิปปปัญจปัญหา 

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน พระผู้มีพระภาคทรงภาษิตความข้อนี้ไว้ว่า

“นิปฺปปญฺจาราโม  ภิกฺขเว  วิหรถ  นิปฺปปญฺจรติโน”

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงมีนิปปปัญจธรรม (ธรรมอันปราศจากเครื่องเนิ่นช้า) เป็นที่ยินดี ยินดีในนิปปปัญจธรรมอยู่เถิด ดังนี้ นิปปปัญจธรรมเป็น ?

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร โสดาปัตติผลก็ชื่อว่านิปปปัญจธรรม, สกทาคามิผลก็ชื่อว่านิปปปัญจธรรม อนาคามิผลก็ชื่อว่านิปปปัญจธรรม อรหัตตผลก็ชื่อว่านิปปปัญจธรรม

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน ถ้าหากว่า สกทาคามิผลก็ชื่อว่านิปปปัญจธรรม อนาคามิผลก็ชื่อว่านิปปปัญจธรรม อรหัตตผลก็ชื่อว่านิปปปัญจธรรม ไซร้ เพราะเหตุไร ภิกษุเหล่านั้นจึงยังเล่าเรียน สอบถามซึ่งสุตตะ เคยยะ ไวยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ กันอยู่ ยังยุ่งเกี่ยวกับงานก่อสร้าง ยังยุ่งเกี่ยวกับทานและการบูชากันอยู่ ภิกษุเหล่านั้นจัดว่ากระทำการงานที่พระชินวรพุทธเจ้าทรงห้ามมิใช่หรือ ?

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร ภิกษุเหล่าใดเล่าเรียนสอบถามซึ่ง สุตตะ เคยยะ ไวยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ กันอยู่ ยังยุ่งเกี่ยวกับงานก่อสร้าง ยังยุ่งเกี่ยวกับทานและการบูชากันอยู่ ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่ากระทำเพื่อบรรลุนิปปปัญจธรรมทั้งสิ้น ขอถวายพระพร ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้บริสุทธิ์ตามสภาวะแล้ว มีวาสนาอันได้อบรมแล้วในภพก่อน ภิกษุเหล่านั้นย่อมสำเร็จเป็นผู้ไม่มีธรรมเครื่องเนิ่นช้า (คือบรรลุนิปปปัญจธรรม) โดยขณะจิตเดียว ส่วนภิกษุเหล่าใดยังเป็นผู้มีธุลีในดวงตามากอยู่ ภิกษุเหล่านั้นจะสำเร็จเป็นผู้ไม่มีธรรมเครื่องเนิ่นช้า ก็โดยอาศัยประโยค (ความขวนขวายพยายาม) มีการเล่าเรียนเป็นต้นเหล่านี้

ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนว่า บุรุษคนหนึ่ง หว่านพืชไว้ในที่นาดีแล้ว ก็พึงใช้ความพยายามตามควรแก่กำลังของตน เก็บเกี่ยวธัญญชาติ (ข้าว) ได้โดยเว้นการล้อมรั้ว บุรุษอีกคนหนึ่งหว่านพืชไว้ในที่นาแล้ว ก็ยังต้องเข้าป่าตัดท่อนไม้และกิ่งก้านมาทำรั้วล้อม จึงจะพึงเก็บเกี่ยวธัญญชาติได้, ในบุรุษ ๒ คนนั้น การต้องแสวงหารั้วล้อมของบุรุษ (คนที่ ๒) นั้น ใด การแสวงหารั้วล้อมนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ธัญญชาติ ขอถวายพระพร อุปมาฉันใดอุปไมยก็ฉันนั้น ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้บริสุทธิ์ตามสภาวะอยู่แล้ว มีวาสนาอันได้อบรมไว้แล้วในภพก่อน ภิกษุเหล่านั้นย่อมสำเร็จเป็นผู้ไม่มีธรรมเครื่องเนิ่นช้าโดยขณะจิตเดียว เปรียบได้กับบุรุษผู้เก็บเกี่ยวธัญญชาติได้โดยเว้นรั้วล้อม ฉะนั้น ส่วนว่า ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้มีธุลีในดวงตามาก (มีกิเลสมาก – ณัฏฐ) ภิกษุเหล่านั้นจะสำเร็จเป็นผู้ไม่มีธรรมเครื่องเนิ่นช้า ก็โดยอาศัยประโยคมีการเล่าเรียนเป็นต้นเหล่านี้ เปรียบได้กับบุรุษผู้ต้องทำรั้วล้อมก่อน จึงจะเก็บเกี่ยวธัญญชาติได้ ฉะนั้น

ขอถวายพระพร อีกอย่างหนึ่งเปรียบเหมือนว่า บุรุษคนหนึ่ง พึงมีผลมะม่วงเป็นช่อๆ อยู่ตอนบนของต้นมะม่วงต้นใหญ่ๆ ต่อมา มีบุรุษผู้มีฤทธิ์คนใดคนหนึ่ง (เหาะ) มายังตอนบนของต้นมะม่วงนั้น เก็บเอามะม่วงของบุรุษผู้นั้นไป ส่วนผู้ที่ไม่มีฤทธิ์ มาที่ต้นมะม่วงนั้นแล้ว ก็ตัดไม้และเถาวัลย์ผูกเป็นพะอง แล้วไต่ขึ้นต้นมะม่วงนั้นไปทางพะองนั้น เก็บเอาผลมะม่วงไป ในบุรุษ ๒ คนนั้น การต้องแสวงหาพะองของบุรุษผู้ไม่มีฤทธิ์นั้น ใด การต้องแสวงหาพะองนั้น ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ผลมะม่วง ขอถวายพระพร อุปมาชั้นใดอุปไมยก็ฉันนั้น ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้บริสุทธิ์ตามสภาวะอยู่แล้ว มีวาสนาอันได้อบรมไว้ในภพก่อน ภิกษุเหล่านั้นย่อมสำเร็จเป็นผู้ไม่มีธรรมเครื่องเนิ่นช้าโดยขณะจิตเดียว เปรียบได้กับบุรุษผู้มีฤทธิ์ผู้มาเก็บเอาผลมะม่วงไป ฉะนั้น ส่วนว่าภิกษุเหล่าใดเป็นผู้มีธุลีในดวงตามาก ภิกษุเหล่านั้นจะสำเร็จเป็นผู้ไม่มีธรรมเครื่องเนิ่นช้า ก็โดยอาศัยประโยคมีการเล่าเรียน เป็นต้น เหล่านี้ เปรียบได้กับบุรุษผู้ต้องใช้พะองจึงจะเก็บมะม่วงได้ ฉะนั้น

ขอถวายพระพร อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนว่า บุรุษคนหนึ่ง เป็นผู้ต้องการทำประโยชน์ (รายได้) เข้าถึงความเป็นเจ้าของ (เป็นนาย) แล้วก็ทำประโยชน์ให้สำเร็จได้ลำพังตนคนเดียวเท่านั้น บุรุษผู้มีทรัพย์อีกคนหนึ่ง ต้องใช้ทรัพย์จ้างชาวบริษัท โดยการอาศัยชาวบริษัทจึงทำผลประโยชน์ให้สำเร็จได้ ในบุคคลทั้งสองนั้น การต้องแสวงหาชาวบริษัทของบุรุษผู้มีทรัพย์ใด ตาลต้องแสวงหาชาวบริษัทนั้นย่อมมีเพื่อผลประโยชน์ ขอถวายพระพร อุปมาฉันใดอุปไมยก็ฉันนั้น ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้บริสุทธิ์ตามสภาวะอยู่แล้ว มีวาสนาอันได้อบรมไว้แล้วในภพก่อน ภิกษุเหล่านั้นย่อมบรรลุวสีภาวะในอภิญญา ๖ โดยขณะจิตเดียว เปรียบได้กับบุรุษผู้ทำผลประโยชน์ให้สำเร็จได้โดยลำพังตนคนเดียว ฉะนั้น ส่วนว่าภิกษุเหล่าใดเป็นผู้มีธุลีในดวงตามาก ภิกษุเหล่านั้นย่อมทำสามัญญผลให้สำเร็จได้ โดยอาศัยประโยคมีการเล่าเรียนเป็นต้นเหล่านี้ เปรียบได้กับบุรุษผู้ทำผลประโยชน์ให้สำเร็จได้โดยอาศัยชาวบริษัทฉะนั้น

ขอถวายพระพร แม้การเล่าเรียน ก็จัดว่ามีอุปการะมาก แม้การสอบถาม ก็จัดว่ามีอุปการะมาก แม้งานก่อสร้างก็จัดว่ามีอุปการะมาก แม้ทานก็จัดว่ามีอุปการะมาก แม้การบูชาก็จัดว่ามีอุปการะมาก เมื่อกิจที่ควรทำทั้งหลายเหล่านั้นๆ มีอยู่ ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนว่าบุรุษคนหนึ่ง เป็นผู้คบหากับพระราชา ได้ทำอุปการะคุณไว้กับพวกอำมาตย์ พวกไพร่พล นายประตู ทหารยามรักษาพระองค์ และชนชาวบริษัททั้งหลาย เมื่อกิจที่ต้องทำตกถึงแต่บุรุษนั้น บุคคลแม้นทั้งปวงก็ย่อมเป็นผู้อุปการะ (ช่วยเหลือ) เขา ฉันใด ขอถวายพระพร แม้การเล่าเรียน ก็จัดว่ามีอุปการะมาก แม้การสอบถาม ก็จัดว่ามีอุปการะมาก แม้งานก่อสร้างก็จัดว่ามีอุปการะมาก แม้ทานก็จัดว่ามีอุปการะมาก แม้การบูชาก็จัดว่ามีอุปการะมาก เมื่อกิจที่ควรทำเหล่านั้นๆ มีอยู่ ฉะนั้น ขอถวายพระพร ถ้าหากว่า ภิกษุแม้ทุกรูปล้วนเป็นผู้มีอภิชาติบริสุทธิ์ ไซร้ กิจที่ควรทำตามคำอนุศาสน์ ก็ไม่น่าจะมี ขอถวายพระพรเพราะเหตุที่กิจที่ควรทำด้วยการสดับรับฟังมีอยู่ แล แม้แต่ท่านพระสารีบุตรเถระผู้สั่งสมกุศลมูลไว้นับได้หลายอสงไขยกัปหาประมาณมิได้ แล้วได้บรรลุที่สุดยอดแห่งปัญญา ก็ไม่อาจบรรลุอาสวักขยญาณได้โดยเว้นการสดับรับฟัง ขอถวายพระพร เพราะเหตุนั้น การสดับรับฟังจึงจัดว่ามีอุปการะมาก แม้แต่เราเรียน แม้การสอบถาม ก็อย่างนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น ทั้งการเล่าเรียน การสอบถาม ก็นับว่าเป็นนิจปปัญจธรรมได้

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน ท่านได้ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหาดีแล้ว ข้าพเจ้าขอยอมรับตามที่ท่านกล่าวมานี้.  จบนิปปปัญจปัญหาที่ ๑

คำอธิบายปัญหาที่ ๑

ปัญหาเกี่ยวกับ นิปปปัญจธรรม ชื่อว่า นิปปปัญจปัญหา.  ธรรม ๓ อย่าง คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ ชื่อว่า ปปัญจธรรม เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องเนิ่นช้าในสังสารวัฏแห่งสัตว์ทั้งหลาย พระนิพพาน ชื่อว่า นิปปปัญจธรรม โดยนิปริยายเพราะอรรถว่า เป็นที่ปราศจาก ปปัญจธรรม เหล่านั้น ส่วนมรรค ๔ มีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น ชื่อว่า นิปปปัญจธรรม โดยเกี่ยวกับเป็นอุบายบรรลุพระนิพพาน และมีพระนิพพานนั้นเป็นอารมณ์ แม้สามัญผล ๔ มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ก็ชื่อว่า นิปปปัญจธรรม โดยเกี่ยวกับความสำเร็จคือการได้บรรลุพระนิพพานตามอุบายนั้น และมีพระนิพพานนั้นเป็นอารมณ์ แต่ว่าในที่นี้ พระเถระกล่าวถึงเพียงบางส่วน คือ สามัญญผล ๔ เท่านั้น ในสามัญญผล ๔ อย่างนั้น ผลคือความเป็นพระโสดาบันชื่อว่าโสดาปัตติผล ผลคือความเป็นพระสกทาคามีชื่อว่าสกทาคามิผล ผลคือความเป็นพระอนาคามี ชื่อว่าอนาคามิผล ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ชื่อว่า อรหัตตผล

ใจความของปัญหามีอยู่เพียงแค่นี้เท่านั้นว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้ยินดีเฉพาะในนิปปปัญจธรรม และนิปปปัญจธรรมก็ได้แก่ สามัญญผล ๔ อย่างเท่านั้น อย่างนี้ไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นอันว่า กิจอื่นๆ ทั้งหลายมีการเรียนการสอบถามเป็นต้น อันนอกไปจากการปฏิบัติเพื่อบรรลุนิปปปัญจธรรม ล้วนจัดว่าเป็นกิจที่ไม่ควรทำ เพราะเหตุไร ภิกษุทั้งหลายจึงยังขวนขวายทำกิจที่ไม่สมควรทำเหล่านั้นกันอยู่เล่า

ในคำว่า สุตตะ เป็นต้น วิภังค์ ๒ ฝ่ายคือมหาวิภังค์และภิกขุนีวิภังค์ ขันธกะ และปริวาระในพระวินัยปิฎก พระสูตรทั้งหลายในปกรณ์สุตตนิบาต รวมทั้งพุทธพจน์อื่นๆ ที่มีชื่อว่า “สูตร” สูตรนั้นสูตรนี้ ชื่อว่า สุตตะ ส่วนพระสูตรที่มีคาถา (คำที่ผูกด้วยฉันทลักษณ์) เข้ามาประกอบทั้งหมด รวมทั้งส่วนที่เรียกว่า สคาถวรรค ในสังยุตตนิกาย ชื่อว่า เคยยะ พระอภิธรรมปิฎกทั้งสิ้น พระสูตรที่ไม่มีคาถา รวมทั้งพระพุทธพจน์ที่มิได้สงเคราะห์ด้วยองค์ ๘ ที่เหลือ ชื่อว่า ไวยากรณะ พระพุทธพจน์ที่มีเนื้อความเป็นคาถาล้วน ซึ่งปรากฏอยู่ในปกรณ์เหล่านี้ คือ ธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา รวมทั้งที่เป็นคาถาล้วน ซึ่งไม่มีชื่อว่าสูตรนั้นสูตรนี้ในสุตตนิบาต ชื่อว่า คาถา พระสูตร ๘๒ สูตรที่ประกอบด้วยพระคาถาที่พระพุทธเจ้าทรงเกิดพระปีติโสมนัส แล้วทรงเปล่งพระอุทานออกมา ชื่อว่า อุทาน พระสูตร ๑๑๐ สูตร ที่เริ่มต้นอย่างนี้ว่า

วุตฺตญฺเหตํ  ภควตา  –  เป็นความจริงว่าพระผู้มีพระภาคได้ตรัสความข้อนี้ไว้

ดังนี้นั่นเอง ชื่อว่า อิติวุตตกะ ชาดก ๕๕๐ เรื่อง มี อปัณณกชาดกเป็นต้น ชื่อว่า ชาดก พระสูตรที่ประกอบด้วยอัจฉริยอัพภูตธรรม (ธรรมที่มีจริงที่น่าอัศจรรย์) เช่นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี่แน่ะ อานนท์ อัพภูตธรรมมีอยู่ ๔ ประการเหล่านี้ ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่า อัพภูตธรรม พระสูตรที่ผู้มีความเชี่ยวชาญ ได้ความพอใจแล้วใช้ความเชี่ยวชาญตั้งปัญหาถามต่อกัน เช่น มหาเวทัลลสูตร จุฬเวทัลลสูตร สัมมาทิฏฐิสูตร เป็นต้น ชื่อว่า เวทัลละ ฉะนี้แล

คำว่า ยังยุ่งเกี่ยวกับงานก่อสร้าง คือยังยุ่งเกี่ยวกับงานก่อสร้างกุฏิเป็นต้น โดยลงมือสร้างเองบ้าง แนะนำวิธีการให้ผู้อื่นสร้างบ้าง โดยอนุโลมตามสิกขาบทบัญญัติ ที่ทรงบัญญัติไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้.  คำว่า ยังยุ่งเกี่ยวกับทานและการบูชา คือยังขวนขวายในทาน โดยเกี่ยวกับการคอยแบ่งปันปัจจัยที่แสวงหามาได้ แก่เพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์เป็นต้น บ้าง โดยเกี่ยวกับแนะนำให้ผู้อื่นขวนขวายในทานบ้าง และยังขวนขวายในการบูชา มีการบูชาเจดีย์เป็นต้น ทั้งแนะนำผู้อื่นให้ขวนขวายในการบูชานี้.   คำว่า ล้วนชื่อว่า กระทำเพื่อบรรลุนิปปปัญจธรรมทั้งสิ้น ความว่า การเล่าเรียนเป็นต้นเมื่อเป็นไปเพื่อความสะดวกแก่การบรรลุนิปปปัญจธรรม ก็ชื่อว่า กระทำเพื่อบรรลุนิปปปัญจธรรมทั้งสิ้น จัดว่าเป็นปัจจัยที่ควรประกอบในส่วนเบื้องต้น

คำว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ตามสภาวะอยู่แล้ว คือเป็นผู้มีกิเลสเป็นดุจธุลี ที่สร้างมลทินคือความไม่บริสุทธิ์แก่ดวงตาคือปัญญาน้อย ราวกับว่าไม่มีเอาเลยเทียว ตามสภาวะคือตามปกติอยู่แล้ว เหตุเพราะได้สั่งสมปัญญาไว้เต็มมาเปี่ยมมาแล้ว แต่ภพอดีต.   คำว่า มีวาสนาอันได้อบรมแล้ว คือมีการอบรมจิต หรือการบ่มอินทรีย์อันได้อบรมคือฝึกมาดีแล้วแต่ภพก่อน.  คำว่า โดยขณะจิตเดียว คือสำเร็จได้โดยพลันทันทีที่ธรรมเทศนาจบลง หรือสำเร็จได้โดยเพียงแต่ปรารภภาวนาทำให้เป็นไปช่วงเวลาเพียงนิดหน่อย ดุจขณะจิตเดียว

อธิบายว่า สำหรับผู้ที่บริสุทธิ์ตามสภาวะอยู่แล้ว ประโยชน์อะไรด้วยกิจทั้งหลาย มีการเล่าเรียนเป็นต้นเล่า ย่อมปรารภปฏิปทาที่สงเคราะห์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อบรรลุนิปปปัญจธรรมได้โดยตรงทีเดียว ผู้มีธุลีในดวงตามากเท่านั้นย่อมมีภาระในการขวนขวายในกิจเหล่านี้

คำว่า เป็นผู้มีอภิชาติบริสุทธิ์ คือเป็นผู้มีสภาวะแห่งจิตบริสุทธิ์.   คำว่า กิจที่ควรทำด้วยการสดับตรับฟัง เป็นต้น ได้แก่กิจ มีการเล่าเรียนพระบาลีเป็นต้น และวัตรที่ควรทำทั้งหลายมีเจติยังคณวัตร (วัตรที่ควรทำ ณ ลานเจดีย์ มีการปัดกวาดลานเป็นต้น) เป็นต้น การประกอบในสมถะและวิปัสสนาและกิจที่ควรทำในอริยสัจ ๔ มีการกำหนดทุกข์เป็นต้น

ก็แล บุคคลถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ที่บริสุทธิ์ตามสภาวะ ถึงกระนั้น หากว่าปราศจากการอาศัยการสดับตรับฟังคำสอนของพระศาสดาแล้ว ก็ไม่อาจบรรลุนิปปปัญจธรรมได้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงบุคคลอื่นเล่าแม้แต่ท่านพระสารีบุตรเถระผู้เป็นเลิศทางมีปัญญามาก ก็ยังต้องอาศัย.  จบคำอธิบายปัญหาที่ ๑. ปัญหาที่ ๒ ขีณาสวภาวปัญหา 

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน พวกท่านกล่าวกันว่า คฤหัสถ์ผู้ใด บรรลุความเป็นพระอรหันต์ คฤหัสถ์ผู้นั้นย่อมมีคติเป็น ๒ เท่านั้น ไม่เป็นอื่น คือต้องบวช หรือไม่ก็ต้องปรินิพพานในวันนั้นนั่นแหละ ไม่ล่วงเลยวันนั้นไปได้ ดังนี้ พระคุณเจ้านาคเสน ถ้าหากว่า ในวันนั้นไม่อาจได้อาจารย์หรืออุปัชฌาย์หรือบาตรและจีวร ท่านผู้เป็นพระอรหันต์นั้นจะบวชเอง หรือล่วงเลยวันนั้นไป พระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์รูปใดรูปหนึ่งพึงมาบวชให้ จะได้หรือไม่ หรือล่วงเลยวันนั้นไปแล้วจึงปรินิพพาน จะได้หรือไม่ ?

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร พระอรหันต์นั้นไม่อาจบวชเองได้ เมื่อบวชเองก็ย่อมถึงความเป็นไถยสังวาส (ปลอมบวช) ทั้งไม่อาจล่วงเลยวันไปได้ จะมีพระอรหันต์รูปอื่นมาก็ตาม ไม่มีก็ตาม ท่านก็จะต้องปรินิพพานในวันนั้นนั่นแหละ

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน ถ้าอย่างนั้นความเป็นพระอรหันต์แห่งพระอรหันต์ย่อมเป็นเหตุคร่าชีวิต คือเป็นเหตุให้บุคคลผู้บรรลุต้องเป็นผู้สิ้นชีวิต

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร เพศคฤหัสถ์ไม่สงบเพราะความที่เมื่อเป็นเพศไม่สงบ ก็เป็นเพศที่ทรามกำลังคฤหัสถ์ผู้บรรลุความเป็นพระอรหันต์จึงต้องบวชในวันนั้นนั่นเทียว หรือไม่ก็ต้องปรินิพพาน ขอถวายพระพร ข้อนี้ หาใช่โทษของความเป็นพระอรหันต์ไม่ ความเป็นเพศทรามกำลังนี้เป็นโทษของเพศคฤหัสถ์นั่นเทียว

ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนว่า โภชนาหารซึ่งเป็นของหล่อเลี้ยงอายุ รักษาชีวิตของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ก็ยังคร่าเอาชีวิตได้ เพราะการที่ไฟธาตุย่อยอาหารอันเป็นโกฏฐาสที่ไม่สงบ (มีข้อเสีย) อ่อนกำลังไป จึงไม่อาจย่อยได้ ขอถวายพระพร นี้ไม่ใช่โทษของโภชนาอาหาร ความที่ไฟธาตุอ่อนกำลังไปนี้ เป็นโทษของโกฏฐาสเท่านั้น ฉันใด ขอถวายพระพร เพราะความที่เมื่อเป็นเพศไม่สงบ ก็เป็นเพศที่ทรามกำลัง คฤหัสถ์ผู้บรรลุความเป็นพระอรหันต์จึงต้องบวชในวันนั้นนั่นเทียว หรือไม่ก็ต้องปรินิพพาน ขอถวายพระพร ข้อนี้หาใช่โทษของความเป็นพระอรหันต์ไม่ ความเป็นเพศทรามกำลังนี้ เป็นโทษของเพศคฤหัสถ์นั่นเทียว ฉันนั้นเหมือนกัน

ขอถวายพระพร อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนว่า เสื่อหญ้าผืนเล็กๆ เมื่อเขาเอาก้อนหินหนักๆ วางไว้เบื้องบน ก็ย่อมฉีกขาดไป เพราะความที่เป็นของไม่แข็งแรง ฉันใด ขอถวายพระพร คฤหัสถ์ผู้บรรลุความเป็นพระอรหันต์ เมื่อไม่อาจรองรับความเป็นพระอรหันต์โดยเพศนั้นได้ ก็ต้องบวชเสียในวันนั้นทีเดียว หรือไม่ก็ต้องปรินิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน

ขอถวายพระพร อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนว่า บุรุษผู้อ่อนแอ ทรามกำลัง มีชาติกำเนิดต่ำทราม มีบุญน้อย ได้รับราชสมบัติที่แสนยิ่งใหญ่แล้ว ก็ย่อมตกไป พลาดไป ถอยกลับไป มิอาจจะรองรับอิสริยะฐานะได้ ฉันใด ขอถวายพระพร คฤหัสถ์ผู้บรรลุความเป็นพระอรหันต์ ก็ย่อมไม่อาจรองรับความเป็นพระอรหันต์โดยเพศนั้น เพราะเหตุนั้น จึงต้องบวชในวันนั้นทีเดียว หรือไม่ก็ต้องปรินิพพาน ฉันนั้นเหมือนกันแล

พระเจ้ามิลินท์, ดีจริง พระคุณเจ้านาคเสน ข้าพเจ้าขอยอมรับคำตามที่ท่านกล่าวมานี้.  จบขีณาสวภาวปัญหาที่ ๒

คำอธิบายปัญหาที่ ๒

ปัญหาเกี่ยวกับความเป็นพระขีณาสพ ชื่อว่า ขีณาสวภาวปัญหา.  คำว่า ต้องบวช หรือไม่ก็ต้องปรินิพพานในวันนั้นนั่นแหละ ไม่ล่วงวันนั้นไปได้ คือ ผู้เป็นคฤหัสถ์บรรลุความเป็นพระอรหันต์ในวันไหน ก็ต้องบวชในวันนั้น หากไม่มีโอกาสได้บวช ก็จะต้องดับขันปรินิพพานในวันเดียวกันนั้นนั่นแหละ ไม่อาจมีอายุเกินเลยวันนั้นไปได้ เรื่องของพระเจ้าสุทโธทนะหรือสันตติมหาอมาตย์ ย่อมเป็นนิทัสสนะแสดงถึงความข้อนี้ได้เป็นอย่างดี เนื้อความนอกนี้ง่ายอยู่แล้ว.  จบคำอธิบายปัญหาที่ ๒. จบมิลินทปัญหา (ตอนที่ ๔๘)

ขอให้ การอ่าน การศึกษา ของทุกท่านตามกุศลเจตนา ได้เป็นพลวปัจจัย เพิ่มพูลกำลังสติ กำลังปัญญา ให้สามารถนำตนให้พ้นจากวัฏฏทุกข์ด้วยเทอญ

ณัฏฐ สุนทรสีมะ

ที่มา : http://dhamma.serichon.us

มิลินทปัญหา (ตอนที่ 50) ,  (ตอนที่ 49) ,  (ตอนที่ 48) ,  (ตอนที่ 47) ,  (ตอนที่ 46) ,  (ตอนที่ 45) ,  (ตอนที่ 44) ,  (ตอนที่ 43) ,  (ตอนที่ 42) ,  (ตอนที่ 41) ,  (ตอนที่ 40) ,  (ตอนที่ 39) ,  (ตอนที่ 38) ,  (ตอนที่ 37) ,  (ตอนที่ 36) ,  (ตอนที่ 35) ,  (ตอนที่ 34) ,  (ตอนที่ 33) ,  (ตอนที่ 32) ,  (ตอนที่ 31) ,  (ตอนที่ 30) ,  (ตอนที่ 29) ,  (ตอนที่ 28) ,  (ตอนที่ 27) ,  (ตอนที่ 26) ,  (ตอนที่ 25) ,  (ตอนที่ 24) ,  (ตอนที่ 23) ,  (ตอนที่ 22) ,  (ตอนที่ 21 ต่อ) ,  (ตอนที่ 21) ,  (ตอนที่ 20) ,  (ตอนที่ 19) ,  (ตอนที่ 18) ,  (ตอนที่ 17) ,  (ตอนที่ 16) ,  (ตอนที่ 15) ,  (ตอนที่ 14) ,  (ตอนที่ 13) ,  (ตอนที่ 12) ,   (ตอนที่ 11) ,  (ตอนที่ 10) ,  (ตอนที่ 9) ,  (ตอนที่ 8) ,  (ตอนที่ 7) ,  (ตอนที่ 6) ,  (ตอนที่ 5) ,  (ตอนที่ 4) ,  (ตอนที่ 3) ,  (ตอนที่ 2) ,  (ตอนที่ 1) ,  ประโยชน์​การอุปมา​อันได้จากการศึกษา​คัมร์ในทางพุทธศาสนา มีคัมภีร์​มิลินท์​ปัญหาเป็นต้น​ ,   มิลินทปัญหา ปัญหาเกี่ยวกับการไม่เคลื่อนไปก็ปฏิสนธิได้  ,  เหตุไร ตรัสให้คฤหัสถ์โสดาบันกราบไหว้ ลุกรับภิกษุสามเณรปุถุชนเล่า?  ,  นิปปปัญจปัญหา ​- ปัญหา​เกี่ยวกับ​ธรรม​ที่ปราศจาก​เหตุ​ให้เนิ่น​ช้าในวัฏฏทุกข์  ,   ถามว่า​ อานิสงส์​การเจริญเมตตา​ ห้ามอันตราย​ต่างๆ​ เหตุไรสุวรรณ​สามผู้เจริญเมตตา​จึงถูกยิงเล่า?





วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2564

มิลินทปัญหา (ตอนที่ ๔๗)

มิลินทปัญหา (ตอนที่ ๔๗)  ปัญหาที่ ๘, ทุสสีลปัญหา (คนทุศีล)

พระเจ้ามิลินท์, พระคุณเจ้านาคเสน อะไรเป็นความแปลกกัน อะไรเป็นข้อแตกต่างกันระหว่างคฤหัสถ์ทุศีล กับ สมณะทุศีล บุคคลทั้ง ๒ นี้ มีคติเสมอเหมือนกันหรือ ทานที่ให้แก่บุคคลทั้ง ๒ มีวิบากเสมอเหมือนกันหรือ หรือว่ายังมีอะไรที่เป็นข้อแตกต่างกันอยู่เล่า ?

พระนาคเสน, ขอถวายพระพร มหาบพิตร สมณะทุศีลยังมีคุณธรรมยิ่งกว่าคุณธรรมของคฤหัสถ์ผู้ทุศีลโดยพิเศษอยู่ ๑๐ ประการเหล่านี้ และยังชำระทักขิณาทานให้หมดจดยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะเหตุ ๑๐ ประการ

สมณะทุศีลยังมีคุณธรรมยิ่งกว่าคุณธรรมของคฤหัสถ์ทุศีลโดยพิเศษอยู่ ๑๐ ประการอะไรบ้าง ? ขอถวายพระพร มหาบพิตร สมณะทุศีลในพระศาสนานี้

– ยังเป็นผู้มีความเคารพในพระพุทธเจ้า  – ยังเป็นผู้มีความเคารพในพระธรรม  – ยังเป็นผู้มีความเคารพในพระสงฆ์  – ยังเป็นผู้มีความเคารพในเพื่อนพรหมจารี  – ยังพยายามในอุเทศ (การเรียนพระบาลี) และ ปริปุจฉา (การเรียนอรรถกถา)  – ยังเป็นผู้มากด้วยการสดับตรับฟัง

– ขอถวายพระพร ผู้เป็นสมณะแม้ว่าศีลขาด เป็นคนทุศีล ไปท่ามกลางบริษัทแล้ว ก็ยังรักษาอากัปกิริยาไว้ได้ รักษาความประพฤติทางกายไว้ได้ ความประพฤติทางวาจาไว้ได้ เพราะกลัวการติเตียน

– ยังมีจิตบ่ายหน้าตรงต่อความเพียร – ยังเป็นผู้เข้าถึงสมัญญาว่า “ภิกษุ”

– ขอถวายพระพร สมณะทุศีล แม้เมื่อจะกระทำชั่วก็ย่อมประพฤติอย่างปิดบัง ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนว่าหญิงมีสามีย่อมประพฤติชั่วช้าเฉพาะแต่ในที่ลับเท่านั้น ฉันใด ขอถวายพระพร สมณะทุศีล แม้เมื่อจะทำกรรมชั่ว ก็ย่อมประพฤติอย่างปิดบัง ฉันนั้นเหมือนกันแล

ขอถวายพระพร มหาบพิตร สมณะทุศีลยังมีคุณธรรมยิ่งกว่าคฤหัสถ์ผู้ทุศีลโดยพิเศษอยู่ ๑๐ ประการเหล่านี้ แล

ผู้ชำระทักขิณาทานให้หมดจดยิ่งๆ ขึ้นไปได้ เพราะเหตุ ๑๐ ประการอะไรบ้าง ?

– ย่อมชำระทักขิณาทานให้หมดจดได้ แม้เพราะความที่ทรงเสื้อเกราะ (ผ้ากาสาวพัสตร์) อันหาโทษไม่ได้  

– ย่อมชำระทักขิณาทานให้หมดจดได้ แม้เพราะการได้ทรงเพศคนหัวโล้น ผู้มีสมัญญาว่า ฤาษี (ภิกษุ)  

– ย่อมชำระทักขิณาทานให้หมดจดได้ แม้เพราะความที่เข้าถึงความเป็นตัวแทนสงฆ์ที่เขานิมนต์  

– ย่อมชำระทักขิณาทานให้หมดจดได้ แม้เพราะความเป็นผู้ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็ สรณะ

– ย่อมชำระทักขิณาทานให้หมดจดได้ แม้เพราะความเป็นผู้อยู่อาศัยในบ้านพักอาศัยคือความเพียร

– ย่อมชำระทักขิณาทานให้หมดจดได้ แม้เพราะมีการแสวงหาทรัพย์คือพระศาสนาของพระชินวรพุทธเจ้า (อริยทรัพย์ – ณัฏฐ)

– ย่อมชำระทักขิณาทานให้หมดจดได้ แม้เพราะมีการแสดงธรรมที่ยอดเยี่ยม

– ย่อมชำระทักขิณาทานให้หมดจดได้ แม้เพราะความที่มีพระธรรมเป็นประทีปส่องคติที่ไปเบื้องหน้า

– ย่อมชำระทักขิณาทานให้หมดจดได้ แม้เพราะความที่มีความเห็นตรงแน่นอนว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นยอดบุคคล

– ย่อมชำระทักขิณาทานให้หมดจดได้ แม้เพราะความที่มีการสมาทานอุโบสถ

ขอถวายพระพร สมณะทุศีลยังชำระทักขิณาทานให้หมดจดยิ่งๆ ขึ้นไปได้ เพราะเหตุ ๑๐ ประการเหล่านี้แล

ขอถวายพระพร เป็นความจริงว่า สมณะทุศีล แม้ว่าแสนวิบัติ ก็ยังชำระทักขิณาทานของทายกทั้งหลายให้หมดจดได้ ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนว่า น้ำ แม้ว่าแสนจะขุ่นข้น ก็ยังใช้กำจัดโคลนตม เหงื่อไคล ขี้ฝุ่นได้ ฉันใด สมณะทุศีล แม้ว่าแสนวิบัติ ก็ยังชำระทักขิณาทานของทายกทั้งหลายให้หมดจดได้ ฉันนั้น

ขอถวายพระพร อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนว่า น้ำร้อนแม้ว่าแสนจะ (ร้อนจน) เดือด ก็ย่อมทำไฟกองใหญ่ที่กำลังลุกโพลงให้ดับได้ฉันใด สมณะทุศีล แม้ว่าแสนวิบัติ ก็ยังชำระทักขิณาทานของทายกทั้งหลายให้หมดจดได้ ฉันนั้น

ขอถวายพระพร อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนว่าโภชนาอาหาร แม้ว่าหารสชาติไม่ได้ ก็ยังใช้กำจัดความหิว ความอ่อนเพลียได้ฉันใด สมณะทุศีล แม้ว่าแสนวิบัติ ก็ยังชำระทักขิณาทานของทายกทั้งหลายให้หมดจดได้ ฉันนั้น

ขอถวายพระพร พระตถาคตผู้เป็นเทพยิ่งเหล่าเทพ ทรงภาษิตความข้อนี้ไว้ในทักขิณาวิภังคพยากรณ์ (ทักขิณาวิภังคสูตร) นายปกรณ์มัชฌิมนิกายอันประเสริฐว่า

โย  สีลวา  ทุสฺสีเลสุ  ททาติ,  ทานํ  ธมฺเมน  ลทฺธํ  สุปสนฺนจิตฺโต;

อภิสทฺทหํ  กมฺมผลํ  อุฬารํ,   สา  ทกฺขิณา  ทายกโต  วิสุชฺฌติ.  (ม.อ. ๑๔/๔๒๑)

แปลว่า  บุคคลใดเป็นผู้มีศีล มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อมั่นอยู่  ให้ทานที่ได้มาโดยธรรม ในบุคคลผู้ทุศีลทั้งหลาย   บุคคลนั้นย่อมได้รับผลกรรมมากมาย  ทักขิณานั้นชื่อว่า หมดจด โดยทางทายกดังนี้ (ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี  เชื่อกรรมและผลแห่งกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล ทักษิณาของผู้นั้น ชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ฯ)

พระเจ้ามิลินท์, น่าอัศจรรย์จริง พระคุณเจ้านาคเสน น่าแปลกจริง พระคุณเจ้านาคเสน ข้าพเจ้าได้ถามปัญหาถึงเพียงนั้นแล้ว ท่านก็ได้เปิดเผยปัญหานั้น ทำให้มีรสชาติอร่อย เป็นอมตะให้น่าฟังด้วยอุปมา ด้วยเหตุผลทั้งหลายมากมาย ข้าแต่พระคุณเจ้า เปรียบเหมือนว่า พ่อครัวหรือลูกมือของพ่อครัว ได้เนื้อถึงเพียงนั้นแล้วก็ใช้เครื่องปรุงหลายอย่างต่างๆ กันมาปรุงให้สำเร็จเป็นเครื่องเสวยของพระราชา ฉันใด พระคุณเจ้านาคเสน ข้าพเจ้าได้ถามปัญหาถึงเพียงนั้นแล้ว ท่านก็ได้เปิดเผยปัญหานั้น ทำให้มีรสชาติอร่อยเป็นอมตะ ให้น่าฟังด้วยอุปมา ด้วยเหตุผลทั้งหลายมากมาย ฉันนั้น.  จบทุสสีลปัญหาที่ ๘

คำอธิบายปัญหาที่ ๘

ปัญหาเกี่ยวกับคนทุศีล ชื่อว่า ทุสสีลปัญหา.    คำว่า บุคคลทั้ง ๒ นี้ มีคติเสมอเหมือนกันหรือ ความว่า บุคคลทั้ง ๒ คือ สมณะทุศีล และ คฤหัสถ์ทุศีล นี้ มีคติคือมีอาการเป็นไปแห่งคุณสมบัติด้านความเป็นปฏิคาหก (ผู้รับเอาทาน) เสมอเหมือนกันหรือ

อธิบายว่า สมณะทุศีล ก็ยังเป็นผู้มีคุณธรรมซึ่งเป็นคุณธรรมที่ดียิ่งกว่าคุณธรรมของ คฤหัสถ์ผู้ทุศีล อยู่ถึง ๑๐ ประการ และยังชำระทักขิณาทาน คือทานที่เขาถวายให้ด้วยมีความเชื่อโลกหน้า ให้หมดจดคือให้ปราศจากมลทินที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการบันดาลผลตอบแทนมากมายแก่ทายกผู้ถวาย ความว่า ผู้เป็นสมณะเท่านั้นที่ชำระทักขิณาทานให้หมดจดได้ แม้ว่าเป็นผู้ทุศีล ไม่ใช่ผู้เป็นคฤหัสถ์

ใน ทักขิณาวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าตรัส ปาฏิบุคลิกทักขิณาทาน (ทักขิณาทานที่เขาให้เจาะจงบุคคล) ไว้ถึง ๑๔ ประเภท

ประเภทที่ ๑๓ ที่ว่า  “ปุถุชฺชนทุสฺสีเลสุ  ทานํ  เทติ – ย่อมให้ทานในปุถุชนคนทุศีล” 

ดังนี้นั้น บัณฑิตพึงทราบว่า คำว่า ปุถุชนคนทุศีล นี้ เป็นอันสงเคราะห์เอาคฤหัสถ์ทุศีลที่กล่าวถึงในที่นี้ ในคราวที่เขาตั้งอยู่ในฐานะเป็นปฏิคาหก ส่วนในบรรดาสังฆคตทักขิณาทาน (สังฆทาน) ๗ ประเภทนั้น ประเภทที่ ๖ ที่ว่า

“เอตฺตเก  เม  ภิกฺขู  สงฺฆโต  อุทฺทิสฺสถ  –  ขอจงคัดเลือกภิกษุจำนวนเท่านี้จากพระสงฆ์แก่กระผมเถิด

ดังนี้นั้น พึงทราบว่า คำว่า ภิกษุจำนวนเท่านี้ นี้ เป็นอันสงเคราะห์เอาสมณะทุศีลได้ด้วยทีเดียว ในคราวที่ได้รับการคัดเลือกจากสงฆ์ให้เป็นตัวแทนของสงฆ์ไปเป็นปฏิคาหกรับเอาปัจจัยไทยธรรมที่เขาเตรียมถวาย

ในบรรดาคุณธรรมพิเศษ ๑๐ ประการ คำว่า ยังเป็นผู้มีความเคารพในพระพุทธเจ้า เป็นต้น ความว่า เพราะได้บวช บวชแล้วได้ฟังธรรม ได้ทำธุระในพระศาสนา ได้ทำกิจของสงฆ์เป็นต้นอยู่บ้าง ก็ย่อมมองเห็นความประเสริฐสุดในพระพุทธเจ้าเป็นต้น ก็ย่อมตระหนัก มีความเคารพในพระพุทธเจ้าเป็นต้น

คำว่า ก็ยังรักษาอากัปกิริยาไว้ได้ เป็นต้น ความว่า เพราะกลัวการติเตียนทำนองอย่างนี้ว่าผู้นี้ได้บวชในพระศาสนาที่ประเสริฐแล้วก็จริง แต่ก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไรๆ ที่ควรได้จากการบวช แม้บวชก็เหมือนไม่ได้บวช ยังประพฤติ อย่างพวกฆราวาสทั้งหลายอยู่นั่นเอง เพราะแม้แต่อากัปกิริยาความประพฤติทางกาย ทางวาจา ก็ไม่รู้จักจะระมัดระวังสำรวม ดังนี้เป็นต้น จึงเป็นผู้รู้จักจะรักษาอากัปกิริยาเป็นต้นอยู่บ้าง

คำว่า ยังมีจิตบ่ายหน้าตรงต่อความเพียร ความว่า เพราะอยู่ท่ามกลางภิกษุผู้มีศีลทั้งหลาย ผู้ปรารภความเพียรขวนขวายในธุระทั้ง ๒ ตนแม้เป็นคนทุศีล ย่อมเกิดความสำคัญตระหนักว่าชีวิตสมณะ เป็นชีวิตที่ทำเวลาให้ล่วงเลยไปด้วยการ ปรารภความเพียร เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ย่อมสำเหนียกโอกาส ที่จะปรารภความเพียรเพื่อทำประโยชน์ตนอยู่บ้าง

ในบรรดาเหตุที่ทำให้ชำระทักขิณาทานให้หมดจด ๑๐ ประการ (พูดถึงผู้รับ – ณัฏฐ) คำว่า ยอมชำระทักขิณาทานให้หมดจดได้ แม้เพราะความที่เข้าถึงความเป็นตัวแทนสงฆ์ที่เขานิมนต์ คือแม้ตนจะเป็นสมณะศีลขาด แม้กระทั่งว่าขาดความเป็นสมณะแล้ว เมื่อสงฆ์ยังไม่รู้ความเป็นคนศีลขาด ตั้งตรงเป็นตัวแทนของสงฆ์รับนิมนต์เพื่อฉันภัตตาหารยังเรือนของทายกเป็นต้น ทายกแม้รู้ว่าตนเป็นคนศีลขาด หาความเป็นสมณะไม่ได้แล้ว แต่เมื่อสามารถทำใจไว้ในฐานะสงฆ์ ไม่ใช่ฐานะบุคคลแต่ละคน ว่า ผู้นี้มาในฐานะสงฆ์ เลื่อมใสในความเป็นสงฆ์อยู่ ประเคนปัจจัยไทยธรรมถวายให้อย่างครบ ความเป็นผู้ตั้งอยู่ในฐานะสงฆ์ในเวลานั้นซึ่งทายกก็สำคัญอยู่ (ทายกรู้ว่าสงฆ์ทุศีล – ณัฏฐ) ยอมชำระทักขิณาทานที่เขาถวายให้นั้น ให้หมดจดได้ (ทายกมีความเลื่อมใส – ณัฏฐ) คือทำให้ได้รับอานิสงส์มากมาย เช่นเดียวกับที่ได้ถวายในพระสงฆ์ผู้มีศีลทั่วไปนั่นเองเพื่อความแจ่มแจ้งในความข้อนี้ ก็ใคร่ขอสาธกเรื่องของนายบ้านผู้เป็นเจ้าของวิหาร (วัด)

มีเรื่องว่า นายบ้านผู้เป็นเจ้าของวิหารคนหนึ่ง คิดว่า เราจะถวายสังฆทาน จึงไปยังวิหาร ร้องขอต่อสงฆ์ว่า ขอจงเลือกพระภิกษุแก่กับผมสักรูปหนึ่งเถิด เจ้าข้า พระสงฆ์คัดเลือกภิกษุรูปหนึ่งไป นายบ้านได้นิมนต์ให้ภิกษุรูปนั้นนั่งบนอาสนะที่ตนปูลาดไว้อย่างดี ในสถานที่ที่ได้ชำระทำความสะอาดไว้ดีแล้ว ที่เบื้องบนเพดานประดับดอกไม้ของหอมต่างๆ วิจิตรสวยงาม ล้างเท้าให้ ทาน้ำมันให้ เสร็จแล้วก็ได้ถวายไทยธรรม ของที่ควรถวาย แก่ภิกษุรูปนั้น โดยอาการที่บุคคลทั้งหลายผู้มีความยำเกรงในพระสงฆ์ควรทำ ภิกษุรูปนั้นกลับไปแล้ว ในเวลาเย็นกลับมาที่เรือนของนายบ้านผู้นี้อีก กล่าวว่า

“อาตมาขอยืมจอบหน่อย”

อุบาสกนายบ้านผู้นั้นเวลานั้นนั่งอยู่ ก็ไม่ลุกขึ้นต้อนรับ ใช้เท้าเขี่ยจอบที่วางทิ้งอยู่ใกล้ตัวให้ไป พร้อมทั้งกล่าวว่า เอาไปสิ คนทั้งหลายพูดกับเขาว่า เมื่อเช้าท่านทำการบูชาสักการะพระภิกษุรูปนี้เสียดีนักหนา ไม่อาจจะกล่าวได้เลยทีเทียวพอมาเดี๋ยวนี้แม้เพียงมารยาทก็ไม่มีเหลือ เกิดอะไรขึ้น ?

อุบาสกในบ้านกล่าวว่า เมื่อเช้าเราได้ถวายไทยธรรมด้วยความเคารพยำเกรงแก่พระสงฆ์ แต่ว่าเวลานี้ ได้ให้คนทุศีลมันยืมจอบไป (เขารู้ว่าพระทุศีล แต่เขาทำใจได้ – ณัฏฐ) ดังนี้ ก็คนทุศีลย่อมชำระทักขิณาทานของทายกให้หมดจดได้ เพราะถ้ายกมีจิตหมดจดด้วยอำนาจแห่งความสำคัญว่า

“นี้สงฆ์, นี้มีผู้มาในฐานะสงฆ์”  ไม่ใช่สำคัญว่า  “นี้ คนทุศีล”   ตามประการดังกล่าวมานี้

คำว่า แม้เพราะมีการสมาทานอุโบสถ คือแม้เพราะยังมีความตั้งใจจะถือเอาศีลสิกขาบทบัญญัติน้อยใหญ่ในวันอุโบสถ

ในพระคาถา คำว่า ให้ทานที่ได้มาโดยธรรม คือให้ทานมีภัตตาหารเป็นต้น ที่ตนแสวงหามาได้โดยธรรม คือโดยวิธีการที่นับว่าสุจริต ไม่ใช่โดยอธรรมคือทุจริต

คำว่า ชื่อว่า หมดจดโดยทางทายก (ทายกทำทานหมดจด – ณัฏฐ) คือ ชื่อว่าหมดจดเพราะบันดาลอานิสงส์ตอบแทนมากมาย โดยทางทายก เพราะเหตุที่ทายกมีจิตเลื่อมใสไม่ขุ่นมัว ไม่ใช่โดยทางปฏิคาหกซึ่งเป็นคนทุศีล ฉะนี้แล. จบคำอธิบายปัญหาที่ ๘.  จบมิลินทปัญหา (ตอนที่ ๔๗)

ขอให้ การอ่าน การศึกษา ของทุกท่านตามกุศลเจตนา ได้เป็นพลวปัจจัย เพิ่มพูลกำลังสติ กำลังปัญญา ให้สามารถนำตนให้พ้นจากวัฏฏทุกข์ด้วยเทอญ

ณัฏฐ สุนทรสีมะ

ที่มา : http://dhamma.serichon.us

มิลินทปัญหา (ตอนที่ 50) ,  (ตอนที่ 49) ,  (ตอนที่ 48) ,  (ตอนที่ 47) ,  (ตอนที่ 46) ,  (ตอนที่ 45) ,  (ตอนที่ 44) ,  (ตอนที่ 43) ,  (ตอนที่ 42) ,  (ตอนที่ 41) ,  (ตอนที่ 40) ,  (ตอนที่ 39) ,  (ตอนที่ 38) ,  (ตอนที่ 37) ,  (ตอนที่ 36) ,  (ตอนที่ 35) ,  (ตอนที่ 34) ,  (ตอนที่ 33) ,  (ตอนที่ 32) ,  (ตอนที่ 31) ,  (ตอนที่ 30) ,  (ตอนที่ 29) ,  (ตอนที่ 28) ,  (ตอนที่ 27) ,  (ตอนที่ 26) ,  (ตอนที่ 25) ,  (ตอนที่ 24) ,  (ตอนที่ 23) ,  (ตอนที่ 22) ,  (ตอนที่ 21 ต่อ) ,  (ตอนที่ 21) ,  (ตอนที่ 20) ,  (ตอนที่ 19) ,  (ตอนที่ 18) ,  (ตอนที่ 17) ,  (ตอนที่ 16) ,  (ตอนที่ 15) ,  (ตอนที่ 14) ,  (ตอนที่ 13) ,  (ตอนที่ 12) ,   (ตอนที่ 11) ,  (ตอนที่ 10) ,  (ตอนที่ 9) ,  (ตอนที่ 8) ,  (ตอนที่ 7) ,  (ตอนที่ 6) ,  (ตอนที่ 5) ,  (ตอนที่ 4) ,  (ตอนที่ 3) ,  (ตอนที่ 2) ,  (ตอนที่ 1) ,  ประโยชน์​การอุปมา​อันได้จากการศึกษา​คัมร์ในทางพุทธศาสนา มีคัมภีร์​มิลินท์​ปัญหาเป็นต้น​ ,   มิลินทปัญหา ปัญหาเกี่ยวกับการไม่เคลื่อนไปก็ปฏิสนธิได้  ,  เหตุไร ตรัสให้คฤหัสถ์โสดาบันกราบไหว้ ลุกรับภิกษุสามเณรปุถุชนเล่า?  ,  นิปปปัญจปัญหา ​- ปัญหา​เกี่ยวกับ​ธรรม​ที่ปราศจาก​เหตุ​ให้เนิ่น​ช้าในวัฏฏทุกข์  ,   ถามว่า​ อานิสงส์​การเจริญเมตตา​ ห้ามอันตราย​ต่างๆ​ เหตุไรสุวรรณ​สามผู้เจริญเมตตา​จึงถูกยิงเล่า?

ภาพ : นักรบตะวันตก

วัดศาลาปูนวรวิหาร ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา